เสียงสายฝนโปรยปรายลงมากระทบหลังคาสังกะสีเก่าของตึกแถวสามชั้นในตรอกแคบๆ ย่านเยาวราช-สามย่าน
ความเงียบงันปะปนกับกลิ่นอายความชื้นอันเย็นเยียบ คลุกเคล้าไปกับกลิ่นไอซีเมนต์ร้อนของถนนคอนกรีตในยามค่ำคืน
‘นนท์’ หรือ อนันต์ พิริยะกุล ยืนเหม่อมองกระดาษแผ่นเล็กสองแผ่นในมือด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนล้า
แผ่นแรกคือใบแจ้งหนี้สีขาวนวลจากธนาคาร ตัวเลขสีแดงสดระบุจำนวนเงินหนี้สินค้างชำระหนึ่งแสนบาทถ้วนเด่นหรา
ส่วนอีกแผ่นที่วางอยู่ข้างกัน คือใบแจ้งผลการเลิกจ้างจากบริษัทโฆษณาที่เขาเพิ่งได้รับมาเมื่อ่เช้า
ในวัยยี่สิบห้าปี เขากลายเป็คนตกงานที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวอย่างสมบูรณ์แบบในชั่วข้ามคืน
ทรัพย์สินชิ้นสุดท้ายที่เหลือติดตัวอยู่ตอนนี้ มีเพียงตึกแถวสามชั้นสภาพทรุดโทรมที่ตั้งอยู่ในตรอกที่ไร้ผู้คนผ่านไปมาแห่งนี้เท่านั้น
มันเป็มรดกชิ้นเดียวที่ ‘ปู่เอก’ ชายชราลึกลับผู้มีแววตาอบอุ่นได้ทิ้งไว้ให้ ก่อนที่ปู่จะหายตัวไปอย่างลึกลับและไร้ร่องรอยเมื่อห้าปีก่อน
“ปู่ครับ... ถ้าปู่ยังอยู่ ปู่ช่วยบอกผมหน่อยสิว่าสัปดาห์นี้ผมจะเอาตัวรอดยังไงดี”
นนท์พึมพำกับความมืดและเสียงสายฝนพลางถอดแว่นตาทรงกลมออก
เขายกมือขยี้ตาเบาๆ เพื่อขับไล่ความเหนื่อยล้าสะสมและความวิตกกังวลที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน
ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณชั้นล่างของตึกแถวโบราณ
ฝุ่นหนาเตอะเกาะกุมตู้ไม้ประดู่ฝังมุกที่ปู่เอกเคยใช้จัดเก็บพวกสมุนไพรแห้งและใบชากลิ่นหอมหลากหลายชนิด
นนท์หยิบผ้าขี้ริ้วเก่าสีเทาหม่นขึ้นมาจุ่มน้ำ บิดจนหมาด แล้วเริ่มเช็ดถูปัดกวาดฝุ่นละอองเ่าั้ทีละจุด
เขาหวังว่าการขยับร่างกายทำงานบ้านแบบนี้จะช่วยสงบจิตใจที่ฟุ้งซ่านและว้าวุ่นลงได้บ้าง
แต่ขณะที่เขากำลังเช็ดถูชั้นวางของเก่าที่ลึกที่สุดตรงมุมอับ มือของเขากลับไปปัดโดนวัตถุบางอย่างจนตกพื้น
*กริ๊ง...*
เสียงเหล็กกระทบพื้นซีเมนต์เย็นเยียบดังสะท้อนขึ้นท่ามกลางเสียงฝน
นนท์ก้มลงมองตามเสียงแล้วเอื้อมมือไปเก็บกล่องเหล็กใบเล็กที่มีสนิมเกาะอยู่บางส่วนขึ้นมา
เมื่อเปิดออกดู ด้านในมีเพียงลูกกุญแจทองเหลืองขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักพอสมควรและลวดลายแปลกตา
มันถูกแกะสลักเป็รูปกิ่งก้านและใบไม้ของต้นไม้โบราณที่พันเกี่ยวกันไปมาอย่างสลับซับซ้อนและประณีตชดช้อย
นนท์ไม่เคยเห็นลูกกุญแจที่มีโครงสร้างและการออกแบบพรรค์นี้บนโลกมนุษย์มาก่อนเลยในชีวิต
ด้วยความฉงนสนเท่ห์ นนท์จึงถือลูกกุญแจโบราณบานนั้นเดินตรงไปยังประตูด้านหลังร้าน
มันคือประตูไม้เนื้อแข็งหนาทึบที่ปู่เอกเคยสั่งห้ามเขาเปิดมันอย่างเด็ดขาดั้แ่สมัยที่เขายังเป็เด็กเล็กๆ
นนท์จำได้แม่นยำว่าประตูบานนี้เคยถูกปิดตายด้วยแม่กุญแจเหล็กกล้าหนาเตอะถึงสามชั้น
แต่วันนี้... แม่กุญแจเหล็กกล้าเ่าั้กลับอันตรธานหายไปอย่างน่าอัศจรรย์
เหลือเพียงช่องเสียบกุญแจทองเหลืองตรงกลางบานประตูที่มีรูปทรงและลายสลักตรงกับกุญแจในมือของเขาพอดี
นนท์สูดลมหายใจเข้าลึกจนอกกระเพื่อม พยายามประคองมือที่สั่นเทาเสียบลูกกุญแจทองเหลืองลงไปในช่อง
ทันทีที่เขาออกแรงบิดกุญแจ เสียงสลักกลไกภายในปลดล็อกก็ดัง *‘คลิก’* เบาๆ
แต่อานุภาพของมันกลับไม่เบาตาม เสียงนั้นราวกับจุดชนวนให้ตึกแถวโบราณทั้งตึกสั่นะเืเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินไหวขนาดเล็ก
*วิ้ง!*
ละอองแสงสีฟ้าสว่างวาบขึ้นเบื้องหน้าของนนท์อย่างฉับพลัน บดบังทัศนวิสัยของเขาจนต้องหยีตาลง
เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประตูไม้โบราณที่เคยปิดตายกลับเปิดอ้าออกสู่ภาพที่ไม่คุ้นตา
มันไม่ใช่ตรอกหลังร้านที่เป็ปูนและกองขยะเฉอะแฉะเหมือนอย่างที่ควรจะเป็
แต่เื้ัประตูบานนั้นกลับเป็ผืนป่าทึบสีเขียวมรกตที่เต็มไปด้วยต้นไม้ั์สูงเสียดฟ้า
แสงแดดอ่อนๆ และละอองแสงสีทองละมุนลอยฟุ้งกระจายในอากาศ ราวกับผืนดินฝั่งนั้นอยู่อีกมิติหนึ่งโดยสิ้นเชิง
พร้อมกันนั้น หน้าจอโฮโลแกรมกึ่งโปร่งใสสีฟ้าสว่างใสก็เด้งขึ้นมาตรงหน้าสายตาของเขาในทันที:
`[ตรวจพบสายเืผู้สืบทอดอย่างเป็ทางการ]`
`[ระบบการจัดการร้านค้าเชื่อมต่างโลก (Multiverse Business System) เลเวล 1 เริ่มทำงาน]`
`[พื้นที่ปลอดภัยสัมบูรณ์ (Absolute Peace Zone) เปิดใช้งาน: พลังโจมตีทางฟิสิกส์และเวทมนตร์ภายในร้านจะถูกลดเหลือ 0%]`
`[ภารกิจแรก: เปิดต้อนรับลูกค้าคนแรกของร้าน (รางวัล: 50 แต้มมิติ, ปลดล็อกเมนูเบื้องต้น)]`
นนท์ยืนอ้าปากค้าง สมองของเขาตื้อตันจนไม่อาจประมวลผลสิ่งแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้ทัน
“นี่ฉัน... ทำงานหนักจนหลอนไปเอง หรือว่ากำลังฝันไปกันแน่?”
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้หาคำตอบให้ตัวเอง เสียงกระดิ่งลมที่แขวนอยู่ตรงประตูด้านหลังร้านก็ดังกรุ๊งกริ๊งรัวเร็ว
ตามมาด้วยเสียงเหยียบบดขยี้ใบไม้แห้งอย่างเร่งรีบจากฝั่งผืนป่าสีทองของต่างโลก
ร่างหนึ่งพุ่งถลาผ่านธรณีประตูไม้เข้ามาด้วยท่าทางโอนเอน ก่อนจะล้มพับลงกับพื้นปูนซีเมนต์ของร้านอย่างแรง
*โครม!*
“อุ๊ย!”
นนท์สะดุ้งสุดตัวและก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ
แต่ภาพของร่างที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นทำให้เขาลืมความกลัวแล้วรีบก้าวเข้าไปดูอาการของอีกฝ่าย
ร่างนั้นคือเด็กสาวคนหนึ่งที่มีรูปร่างบอบบาง เส้นผมสีเงินสว่างยาวสยายปกคลุมเต็มแผ่นหลังที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจแ่เบา
ใบหูที่โผล่พ้นกลุ่มผมสีเงินออกมามีลักษณะเรียวยาวและแหลมชี้ขึ้น้าอย่างเด่นชัด
นี่มัน... เอลฟ์! ตัวจริงเสียงจริงเลยอย่างนั้นเหรอ!
เด็กสาวอยู่ในชุดคลุมจอมเวทสีน้ำเงินเข้ม ทว่าตอนนี้มันกลับฉีกขาดรุ่งริ่งจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม
ตามเนื้อตัวของเธอมีรอยไหม้เกรียมสีดำและคราบเืสีแดงฉานที่แห้งกรังติดอยู่หลายจุด
ดวงตาสีเขียวมรกตคู่สวยของเธอปรือขึ้นมองนนท์ด้วยความตื่นตระหนกและหวาดระแวงอย่างถึงที่สุด
มือเรียวบางที่สั่นระริกพยายามจะยกไม้เท้าเวทมนตร์ไม้แกะสลักสั้นในมือขึ้นมาชี้ตรงมาที่หน้าอกของเขา
“ยะ... อย่าเข้ามานะ เ้ามนุษย์ไร้เวท!”
เสียงของเธอแหบแห้ง สั่นเครือ และเต็มไปด้วยความเหนื่อยอ่อนอย่างแสนสาหัส
เธอพยายามเค้นพลังเวทเพื่อร่ายมนตร์ป้องกันตัว แต่แสงสีฟ้าที่ปลายไม้เท้ากลับกะพริบวูบวาบสองสามครั้งแล้วสลายตัวไปในอากาศทันที
กฎของร้าน 'พื้นที่ปลอดภัยสัมบูรณ์' ได้ทำลายความพยายามในการใช้เวทมนตร์ของเธอจนหมดสิ้น
`[คำเตือนระบบ: ลูกค้า 'เอลวิน่า' มีระดับพลังเวทแห้งขอดเฉียบพลันและขาดสารอาหารขั้นรุนแรง อัตราการรอดชีวิต 30%]`
หน้าจาระบบเด้งแจ้งเตือนสีแดงกะพริบถี่ยิบราวกระตุ้นเตือน
“เฮ้! คุณ... ใจเย็นๆ ก่อนนะครับ ในนี้ไม่มีใครทำร้ายคุณได้หรอก”
นนท์ชูมือขึ้นสองข้างในระดับอกเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าเขาไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายเธอ
แม้หัวใจของเขาจะเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นที่ได้พบสิ่งมีชีวิตในตำนานอย่างเอลฟ์ แต่สภาพปางตายของเธอกลับทำให้เขาทิ้งความกลัวไปหมดสิ้น
นนท์ก้มลงประคองร่างที่บางและเบาหวิวราวกับขนนกของเธอขึ้นมาอย่างทะนุถนอม แล้วพยุงไปนอนพักบนม้านั่งไม้ยาวภายในร้าน
ริมฝีปากของเอลฟ์สาวแห้งผากจนแตกเป็ขุย มีหยดเืซึมออกมาเล็กน้อยที่มุมปาก
แต่แล้วในความเงียบสงัด เสียงท้องของเธอก็ดังโครกครากออกมาอย่างชัดเจนและยาวนาน
ใบหน้าขาวซีดของเอลวิน่าขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความอับอาย เธอรีบเบือนหน้าหนีไปอีกทางทันที
“หิวสินะครับ...”
นนท์พึมพำเบาๆ กับตัวเอง
ในนาทีวิกฤตเช่นนี้ สมองของเขาไม่ได้นึกถึงเื่อภินิหารเวทมนตร์ใดๆ นอกเหนือไปจากหน้าที่ของคนครัวและเ้าของร้านอาหาร
นนท์รีบเดินกึ่งวิ่งเข้าไปยังหลังเคาน์เตอร์ครัวที่เป็โซนทำอาหารของร้าน
เขาเปิดตู้เย็นหลังเก่าที่ยังคงเสียบปลั๊กเชื่อมต่อกับกระแสไฟฟ้าของโลกมนุษย์ตามปกติ
โชคดีเหลือเกินที่มีวัตถุดิบเหลือจากการปรุงอาหารทานเองเมื่อวานตกค้างอยู่บ้าง
มีเนื้อหมูสับแช่แข็ง ใบกะเพราเด็ดสดๆ ที่เขาปลูกใส่กระถางไว้ตรงริมหน้าต่างหลังบ้าน พริกขี้หนูสวน และไข่ไก่ดิบอีกหนึ่งฟอง
นนท์หยิบวัตถุดิบทั้งหมดออกมาวางบนเขียงอย่างคล่องแคล่ว
เขาเริ่มด้วยการตั้งกระทะเหล็กใบใหญ่บนเตาแก๊ส เปิดไฟแรงจนได้ยินเสียงเปลวไฟพ่นฟู่
เขาเทน้ำมันพืชลงไปในกระทะในปริมาณที่พอเหมาะ รอคอยอย่างใจเย็นจนกระทั่งควันสีขาวบางๆ เริ่มลอยกรุ่นขึ้นมา แสดงว่าน้ำมันร้อนจัดได้ที่แล้ว
นนท์หยิบไข่ไก่ขึ้นมา ตอกมันลงบนขอบกระทะแล้วปล่อยเนื้อไข่ให้ไหลลงไปในน้ำมันร้อนระอุโดยพลัน
*ซ่า!*
เสียงน้ำมันเดือดพล่านดังสนั่นลั่นครัว ไข่ขาวััความร้อนแล้วฟูตัวขึ้นทันตาเห็น
นนท์ใช้ตะหลิวเหล็กคู่ใจตักน้ำมันร้อนจัดวักราดลงบนหน้าไข่ขาว้าอย่างต่อเนื่อง
วิธีนี้จะช่วยให้ขอบของไข่ขาวกรอบเกรียมเป็สีเหลืองทองกรุบกรอบ ทว่าไข่แดงตรงกลางยังคงรักษาความกลมมนและเยิ้มเป็สีส้มสดไว้ได้
เขาตักไข่ดาวกรอบฟูตัวนั้นขึ้นมาพักไว้บนตะแกรงสะเด็ดน้ำมันอย่างประณีต
จากนั้น นนท์หันมาโขลกพริกขี้หนูสวนกับกระเทียมไทยกลีบเล็กอย่างรวดเร็ว เสียงสากหินกระทบครกดังโป๊กๆ เป็จังหวะหนักแน่น
เขาตักพริกและกระเทียมที่โขลกหยาบๆ โยนลงไปในกระทะเหล็กใบเดิมที่มีน้ำมันเหลืออยู่เล็กน้อย
*ฟู่!*
เสียงฉ่าดังก้องพร้อมกับควันสีขาวหนาทึบที่พวยพุ่งขึ้นมาเหนือกระทะ
กลิ่นฉุนกึกรสเผ็ดร้อนปนความหอมของกระเทียมเจียวลอยละล่องไปทั่วบริเวณร้านในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
กลิ่นอายอันทรงพลังนั้นลอยไปแตะจมูกของเอลวิน่าที่นอนหมดสภาพอยู่บนม้านั่ง
เธอสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะกลิ่นหอมแปลกประหลาดนี้ ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงขณะสูดดมกลิ่นอาหารเข้าปอดลึก
นนท์ไม่รอช้า รีบโยนหมูสับลงไปในกระทะ ใช้ตะหลิวยีเนื้อหมูให้กระจายตัวไม่จับตัวเป็ก้อน
เขาผัดด้วยไฟแรงอย่างรวดเร็ว เนื้อหมูสุกเปลี่ยนจากสีชมพูเป็สีขาวนุ่มน่าทาน
เขาเหยาะน้ำปลารอบขอบกระทะเพื่อสร้างกลิ่นหอมไหม้กระทะที่เป็เอกลักษณ์ ตามด้วยซอสปรุงรส น้ำตาลทรายแดงอีกเล็กน้อยเพื่อตัดรสชาติให้กลมกล่อม
กลิ่นของผัดกะเพราเริ่มเข้มข้นและเย้ายวนใจมากยิ่งขึ้น
ขั้นตอนสุดท้าย นนท์โยนใบกะเพราป่าสีเขียวเข้มปนแดงที่เด็ดเตรียมไว้ลงไปในกระทะ
เขาพลิกตะหลิวตลบหมูสับและใบกะเพราให้เข้ากันเพียงสามสี่ครั้งจนใบกะเพราสลดตัวและปล่อยน้ำมันหอมระเหยออกมาผสมผสานกับเนื้อหมู
กลิ่นฉุนร้อนแรงของใบกะเพราโชยอบอวลเตะจมูกจนน้ำลายสอ
นนท์ตักผัดกะเพราหมูสับสีน้ำตาลเข้มชุ่มฉ่ำราดลงบนข้าวสวยหอมมะลิร้อนๆ ที่ควันลอยฉุย
เขาวางไข่ดาวขอบกรอบสีเหลืองทองที่มีไข่แดงเยิ้มๆ โปะไว้้าสุดเป็อันเสร็จสิ้น
ชายหนุ่มประคองจานข้าวผัดกะเพราหมูสับไข่ดาวเดินตรงมายังม้านั่งยาวแล้ววางลงตรงหน้าของเอลฟ์สาวอย่างอ่อนโยน
“กะเพราหมูสับไข่ดาวร้อนๆ ครับคุณลูกค้า ทานนี่ก่อนสิครับ จะได้มีกำลังวังชา”
เอลวิน่ามองดูจานอาหารตรงหน้าด้วยแววตาหวาดระแวงและสับสน
อาหารที่มีข้าวสีขาวนวล ้าราดด้วยเนื้อสับผัดใบไม้เหี่ยวๆ สีเข้มและมีพริกสีแดงสดประดับประดาอยู่นี้ เป็สิ่งที่ไม่เคยปรากฏในบันทึกตระกูลเอลฟ์ของเธอเลย
แถมยังมีก้อนกลมๆ สีเหลืองส้มที่มีน้ำแฉะๆ ไหลเยิ้มตรงกลางนั่นอีก
แต่กลิ่นหอมร้อนแรงที่โชยเข้าจมูกสะกิดประสาทรับรส และเสียงประท้วงจากท้องที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เธอไม่อาจปฏิเสธความหิวโหยได้อีกต่อไป
เธอใช้มือที่สั่นเทาหยิบช้อนตักข้าวผสมกับผัดกะเพราและเจาะไข่แดงเยิ้มๆ ให้เคลือบเม็ดข้าว ก่อนจะส่งมันเข้าปากคำแรก
ทันทีที่เคี้ยวอาหารกลืนลงคอ ดวงตาสีเขียวมรกตของเธอก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง!
รสชาติเผ็ดร้อนของพริกขี้หนูแผ่ซ่านกระตุ้นตุ่มรับรสบนลิ้นอย่างรุนแรงแต่กลับรู้สึกกลมกล่อมอย่างประหลาด
ความเค็มหวานพอดีของซอสปนความหอมฉุนของใบกะเพราผสมผสานกับความมันเข้มข้นของไข่แดงดิบได้อย่างลงตัวที่สุด
ขอบไข่ขาวกรอบๆ เพิ่มรสััในการเคี้ยวให้สนุกยิ่งขึ้น
มันเป็ความจัดจ้านและมีมิติของรสชาติที่เธอไม่เคยมโนภาพถึงมาก่อนในชีวิต
ที่สำคัญยิ่งกว่ารสชาติ คือความอบอุ่นบางอย่างที่แผ่กระจายจากกระเพาะอาหารไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรเวทมนตร์ในร่างกายที่เคยแห้งเหี่ยวและเสียหายของเธอ
“อร่อย... อร่อยเหลือเกิน!”
“นี่มันยาวิเศษฟื้นฟูระดับสูงใช่ไหม? พลังเวทของข้า... มันกำลังฟื้นกลับมาแล้ว!”
เอลวิน่าละล่ำละลักบอกด้วยความตื่นเต้นระคนตื้นตัน
ก่อนที่เธอจะวางความระวังตัวและมาดจอมเวทเอลฟ์ผู้สูงศักดิ์ทิ้งไปสิ้น แล้วลงมือตักข้าวผัดกะเพราเข้าปากคำแล้วคำเล่าอย่างรวดเร็วและเอร็ดอร่อย
*วิ้ง! วิ้ง!*
หน้าจอโฮโลแกรมของระบบเด้งขึ้นแจ้งเตือนตรงหน้าของนนท์ทันที:
`[ลูกค้าบริโภค 'ผัดกะเพราหมูสับไข่ดาว (ระดับสามัญ)' สำเร็จ]`
`[ผลลัพธ์: ฟื้นฟูพลังเวทและพลังกายของลูกค้า 'เอลวิน่า' 10%]`
`[ภารกิจแรกสำเร็จ! ได้รับแต้มมิติ 50 แต้ม (ยอดสะสม: 50 แต้ม)]`
`[ปลดล็อกสูตรอาหาร: ข้าวผัดไข่ระดับเริ่มต้น]`
`[ประเมินความพึงพอใจของลูกค้า: 5 ดาว!]`
เมื่อทานคำสุดท้ายเสร็จ เอลวิน่าวางช้อนลงบนจานที่ตอนนี้สะอาดเกลี้ยงเกลาไม่มีเศษข้าวหลงเหลืออยู่แม้แต่เม็ดเดียว
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ร่างกายของเธอดูมีน้ำมีนวลและมีเรี่ยวแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ใบหน้าขาวซีดของเธอกลับมามีสีเืฝาดสีชมพูระเรื่อแลดูสุขภาพดี
เอลฟ์สาวค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคงและสง่างาม
เธอจัดเสื้อผ้าคลุมที่ขาดรุ่งริ่งให้เข้าที่ ก่อนจะคุกเข่าลงข้างหนึ่งแล้วโค้งคำนับนนท์ด้วยความเคารพอย่างสูงสุดจากใจจริง
“ท่านนักเวทผู้สันโดษ... ข้าขอกราบขอบพระคุณสำหรับยาวิเศษมื้อนี้เป็อย่างยิ่ง”
“ในตอนนี้ตัวข้าไม่มีสิ่งมีค่าอื่นใดติดตัวนอกจากแก่นพลังงานธรรมชาติชิ้นนี้ ข้าขอส่งมอบมันให้ท่านเพื่อเป็ค่าอาหารในครั้งนี้ค่ะ”
เธอแบมือเรียวบางออก ละอองแสงสีเขียวเข้มข้นค่อยๆ ควบแน่นรวมกันเหนือนิ้วมือของเธอ
ก่อนจะแปรสภาพเป็อัญมณีสีเขียวใสทรงหยดน้ำเม็ดเล็กที่ส่องประกายระยิบระยับวางลงบนเคาน์เตอร์ไม้ตรงหน้านนท์
นนท์หยิบอัญมณีสีเขียวขึ้นมาเพ่งมองด้วยความตกตะลึง ในขณะที่เสียงระบบสั่นเตือนในหัวของเขาดังขึ้น:
`[ตรวจพบวัตถุดิบ: แก่นเวทไม้ธรรมชาติระดับต่ำ มูลค่า: 100 แต้มมิติ หรือ 5,000 บาท สมาชิก้าแลกเปลี่ยนหรือไม่?]`
นนท์กลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อกใหญ่
ผัดกะเพราหมูสับไข่ดาวหนึ่งจานที่ใช้ต้นทุนวัตถุดิบในโลกมนุษย์ไม่ถึงยี่สิบบาท
กลับสามารถสร้างรายได้หรือมูลค่าให้แก่เขาได้สูงถึงห้าพันบาทในพริบตาเดียว!
ชายหนุ่มจ้องมองอัญมณีในมือสลับกับหน้าประตูด้านหลังที่ยังคงเปิดอ้าออกสู่ผืนป่าต่างโลกสีทองอันกว้างใหญ่
ความกลัวและความวิตกกังวลเกี่ยวกับหนี้สินที่เคยมีหายวับไปกับตา เหลือเพียงความหวังและเปลวไฟในดวงตาที่ลุกโชนขึ้นมาใหม่
นี่คือจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเขา... ในฐานะเ้าของร้านอาหารเชื่อมโยงมิติต่างโลกอย่างแท้จริง!