“น้องอี้เ้ารีบหนีไปก่อนข้าจะถ่วงเวลาให้” หลี่เทียนชื่อกล่าวจริงจัง
“ท่านจะบ้าไปแล้วหรือ นั่นมันเสือโคร่งเลยนะ อย่างน้อยต้องพิภพขั้น 5 พวกเรารีบหนีกันเถอะ”
“จะหนีได้เช่นไรพวกเราวิ่งหนีมันไม่ทันอยู่แล้ว” หลี่เทียนชื่อบอก
“วิชาตัวเบา พี่หลี่ก็มีวิชาตัวเบาอยู่ไม่ใช่หรือ”
“จริงด้วยหนีขึ้นต้นไม้” พร้อมกันนั้นหลี่เทียนชื่อก็คว้าเอวหลิวอี้ะโขึ้นต้นไม้หวังหลบหนีเสือโคร่งตัวใหญ่โต
“ดูเหมือนว่าต้นไม้ต้นนี้ชันเกินที่มันจะปีนขึ้นมาได้พวกเราปลอดภัยแล้ว” หลี่เทียนชื่อพูดอย่างพอใจ
“พี่หลี่ท่านจะทำเช่นใดต่อ เราจะะโจากต้นนี้ไปต้นนั้นต่อหรือไร มันก็ตามพวกเรามาได้อยู่ดี” หลิวอี้บอก
“ไม่ใช่ว่าเ้าให้ข้าะโขึ้นต้นไม้หรอกหรือ” หลี่เทียนชื่อถามอย่างงงงัน
“ไม่เลย ข้าจะให้พวกเราใช้วิชาตัวเบาวิ่งหนีมันหรอกท่าน” หลิวอี้บอกถึงสิ่งที่จะสื่ออย่างแท้จริง
“จริงด้วยข้าก็มัวใ โทษทีฮ่า ๆ แสดงว่าเ้ามีวิชาตัวเบาเหมือนกันสินะ”
“ใช่ข้ามีวิชาตัวเบา ไม่เช่นนั้นข้าจะกล้ามาเก็บสมุนไพรในป่าลึกเช่นนี้ได้เช่นไร ข้าย่อมต้องหาทางหนีทีไล่ไว้ก่อนแล้ว ดูว่าพี่หลี่จะลืมไปแล้วนะว่าข้าก็เป็ผู้บ่มเพาะพลังปราณ” หลิวอี้อดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาเพราะดูพี่ชายท่านนี้จะเป็ห่วงเขาเกินไปจนลืมไปแล้วว่าตัวเขานั้นก็มีวิชาความรู้
“ฮ่า ๆ ก็ใครให้เ้าตัวเล็กเช่นนี้ละ ข้าจึงหลงลืมนึกว่าเ้าเป็เพียงคุณชายตัวน้อยผู้ไร้ลมปราณ”
“เอาเถอะข้าจะไม่ถือโทษโกรธท่าน เื่ที่ิ่ข้าว่าตัวเล็ก ถึงอย่างไรก็คือความจริงที่ข้าเพิ่ง 12 ปี และยังไม่เติบโตเจริญวัยแล้วเช่นท่าน”
“ฮ่า ๆ เรารีบหนีออกจากที่นี่ก่อนละกัน ไว้ถึงหมู่บ้านแล้วข้าจะชดใช้กับคำพูดข้า”
“นับ 1 ถึง 3 พอลงถึงพื้น ท่านรีบใช้วิชาตัวเบาเต็มที่เลยนะพี่หลี่ 1 2 3 ไป”
หลิวอี้พูดจบ พวกเขาทั้งสองก็ะโลงจากยอดไม้แล้วถีบตัวหนีเสือโคร่งทันที แต่ถึงแบบนั้นหลิวอี้เพียงชะลอฝีเท้าให้พอ ๆ กับหลี่เทียนชื่อ แต่ถึงแบบนั้นหลี่เทียนชื่อกลับเคลื่อนที่ช้าเกินไป ไม่ช้านานเสือตัวนั้นก็คงตามทัน ประจวบกับพื้นที่เป็ป่ารกทึบ ยากที่จะเคลื่อนที่บนพื้นได้รวดเร็วนัก หลิวอี้จึงหยุดวิ่งพร้อมกับหันหลังกลับตั้งท่ามวยอ่อนผสานกำลังภายในทั้งหมดด้วยพรแห่งลมปราณ ถึงหลิวอี้จะอยู่เพียงระดับพิภพขั้นที่ 2 แต่พลังแก่นแท้ปราณของเขานั้นเทียบได้กับผู้บ่มเพาะปราณระดับภูผาขั้นที่ 2 แล้ว หลี่เทียนชื่อใอย่างมากเมื่อเห็นว่าหลิวอี้หยุดฝีเท้าของตัวเอง ทันทีที่เขาหันหลังกลับไปมองภาพตรงหน้านั้นทำให้เขาใเป็อย่างมาก เพราะหลิวอี้เคลื่อนมือด้วยท่วงท่าเชื่องช้าราวกับร่ายรำ แต่เสือโคร่งร่างใหญ่โตตัวนั้นกับถูกเหวี่ยงกระเด็นกลับไปถึง 5 จั้ง พอสร้างระยะห่างได้แล้วหลิวอี้ก็หมุ่นตัวกลับวิ่งมาทางหลี่เทียนชื่อก่อนจะคว้าเอวอีกฝ่ายะโขึ้นยอดไม้สูง ก่อนจะะโอีกครั้งร่อนโด่งขึ้นฟ้า
“น้องอี้เ้าเหาะได้!” หลี่ีเทียนชื่อร้องมาด้วยความใ
“ไม่ แค่ะโด้วยวิชาตัวเบาของข้า” หลิวอี้ทิ้งดิ่งลงยอดไม้ และะโอีกครั้งซึ่งไกลกว่าเดิม
“เ้าทำให้ข้าแปลกใจยิ่งนัก”
“ข้าหวังว่าท่านจะไม่นำเื่นี้ไปบอกกับใคร รวมถึงอาจารย์ท่าน”
“ถ้าข้าเอาไปบอกเล่า” หลิวอี้ถึงยอดไม้ถัดไปแล้วะโให้สูงขึ้นและไกลกว่าเดิม
“ข้าก็จะปล่อยท่านตกจากที่สูงเช่นนี้อย่างไรล่ะ” พร้อมกันนั้นหลิวอี้ทำทีคลายมือจากเอวหลี่เทียนชื่อ
“ยอมแล้ว ข้าแค่พูดเล่น ข้าไม่เอาเื่เ้าไปพูดกับใครอยู่แล้ว ข้าสัญญา”
“เช่นนั้นก็ดี” หลิวอี้ร่อนลงหยุดอยู่บนยอดเขาสูงที่มองเห็นทิวเขารอบด้านชัดเจน
“นี่เ้าคงจะไม่ทิ้งข้าไว้บนนี้หรอกนะ หรือเ้าคิดจะผลักข้าตกยอดเขาแห่งนี้” หลี่เทียนชื่อพูดน้ำเสียงสั่นไหวจากความกลัว
“ท่านจะบ้าหรือไร ข้าแค่ขึ้นมาดูทิศทางว่าน้ำตกที่พวกเราจะไปเล่นน้ำว่าอยู่ทิศทางทางใด นู้นไง ท่านเห็นหรือยัง” หลิวอี้พูดพร้อมชี้นิ้วบอกให้อีกฝ่ายดูน้ำตกสูง
“อีกไกลเลย นี่ข้าต้องโดนเ้าพาะโอีกหลายสิบรอบเลยสินะ” หลี่เทียนชื่อพูดอย่างนึกภาพตาม
“พี่หลี่รบกวนท่านสะพายตะกร้าสานนี่แทนข้าที” หลิวอี้ส่งตระกร้าใบใหญ่ให้อีกฝ่ายที่มีผ้าห่อสมุนไพรไว้อยู่เต็มตะกร้า พอหลี่เทียนชื่อรับไปก็นึกแปลกใจที่ว่ามันเบาราวกับเป็เพียงตะกร้าเปล่า ่ที่เขากำลังนึกแปลกใจอยู่นั้นหลิวอี้ก็บอกกับเขาว่า
“พี่หลี่ขี่หลังข้าเร็วเข้า แล้วจับข้าแน่น ๆ แต่อย่ารัดคอข้าก็พอ” พร้อมกันนั้นหลิวอี้หันหลังให้อีกฝ่าย
“เอาจริงรึ”
“เหอะน่าเร็วเข้า” หลี่เทียนชื่อจึงยอมทำตามะโขี่หลังเพื่อนรุ่นน้องที่ตัวเล็กกว่าอย่างไม่เข้าใจมากนัก หรือว่าการะโผ่านยอดไม้แบบเมื่อครู่คงเป็ภาระหลิวอี้มากเกินไป พอหลิวอี้จัดท่าของหลี่เทียนชื่อได้ลงตัวแล้ว เขาจึงนับเลขทันที
“1 2 3” จากนั้นหลิวอี้ก็ทะยานจากยอดเขาสูงตรงไปยังทิศทางของน้ำตกทันที แต่ว่าการะโครั้งนี้ไม่ใช่การะโผ่านยอดไม้เช่นก่อนหน้า แต่เขากลับะโจากยอดเขาหนึ่งไปสู่อีกยอดเขาหนึ่ง
“นี่เ้า เกินคำว่าบ้าไปแล้ว…” หลี่เทียนชื่อทำอะไรได้ไม่มากนอกจากเกาะตัวหลิวอี้ให้แน่นยิ่งขึ้น ไม่นานทั้งสองก็ลงสู่ยอดเขาถัดไปก่อนจะะโอีกครั้งไปยังยอดเขาที่เป็ที่อยู่ของน้ำตกอันสวยงาม
“นี่ข้ายังไม่ตายใช่หรือไม่” หลี่เทียนชื่อบ่นทันทีที่พวกเขาลงสู่พื้นหินหน้าน้ำตกที่สูงชัน
“ท่านยังสบายดี พวกเรายังพอมีเวลาอีก 2 ชั่วยามก่อนจะมืดค่ำ”
จากนั้นหลิวอี้ได้ถอดเสื้อของเขาออกจนตัวเปลือยเปล่า เหลือเพียงผิวอันเกลี้ยงเกลาตามภาษาเด็กหนุ่มที่ยังไม่ถึงวัยเจริญพันธุ์ ก่อนจะะโลงน้ำเสียงดัง ว่ายน้ำเล่นอย่างไม่สนโลกหรือสายตาผู้ใด หลี่เทียนชื่อได้แต่ส่ายหัวให้กับนิสัยของหลิวอี้ ที่แตกต่างจากสิ่งที่เขานึกคิดไว้ราวกับฟ้ากับดิน ทำให้เขานึกเอ็นดูหลิวอี้เหมือนน้องชายขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว เขาถอดเสื้อผ้าออกเตรียมจะลงเล่นนี้ แต่สายตาของเขามองไปยังกองผ้าของหลิวอี้เพื่อที่จะถอดมันกองไว้ที่เดียวกัน แต่ว่าภาพที่เขาเห็นนั้นเหนือกว่าภาพใดที่เคยเห็นมาก่อน เพราะเสื้อผ้าชั้นนอกของหลิวอี้นั้นมันกำลังลอยอยู่เหนือพื้นลานหินถึง 5 ชุ่น สร้างความประหลาดใจให้หลี่เทียนชื่อยิ่งนัก
“นี่ท่านจะยืนโอ้อวดความเป็ชายอยู่อีกนานเท่าใด ัน้อยนวดยาวของท่านมันแยงสายตาข้านัก” หลิวอี้อดไม่ได้ที่จะแซวอีกฝ่ายเพราะเด็กหนุ่มผู้นั้นมัวแต่ยืนเม่อลอยมองเสื้อผ้าที่แปลกประหลาดของเขาอยู่
“เฮ้อ… น้องอี้เ้านี้มีเื่ให้ข้าได้แปลกใจหลายเรืองนัก ไหนจะจัดการกับเสือโคร่งตัวใหญ่ วิชาตัวเบาที่ราวกับเทพเซียน แล้วนี่เสื้อผ้าเ้ายังลอยได้ไม่ถูกพื้นดิน” หลี่เทียนชื่อเดินลงน้ำมายังจุดที่หลิวอี้ยืนอยู่
“ท่านว่ายน้ำเป็ใช่หรือไม่” หลิวอี้ถาม
“แน่นอน…”
จากนั้นเด็กหนุ่มทั้ง 2 ก็ว่ายน้ำแข่งกันก่อนจะเล่นน้ำและพูดคุยเื่ราวของพวกตนอย่างไม่เหลือความลับใด ๆ
“ที่แท้ท่านคืออ๋องน้อยแห่งแคว้นจิน ว่าที่องค์ชายรัชทายาทผู้นั้น” หลิวอี้รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างกับความลับของหลี่เทียนชื่อ
“เ้ารู้ด้วยหรือ” หลี่เทียนชื่อถาม
“นับว่าบังเอิญโดยแท้ หลายวันก่อนครั้งข้านำโอสถไปขายจึงแวะกินข้าวที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ได้ยินโต๊ะข้าง ๆ กำลังพูดคุยเื่แคว้นจิน ข้าจึงตั้งใจฟังเป็พิเศษเพราะมันเป็เื่ต่างแคว้นที่ไม่ค่อยจะมีใครพูดถึงมากนัก หนึ่งในเื่พวกนั้นมีเื่ของท่านอยู่ด้วย”
“แล้วพวกนั้นพูดถึงข้าเช่นใด”
“ก็บอกว่าฮ่องเต้แคว้นไม่มีราชโอรส มีแต่พระธิดา จึงอยากจะให้หลานชายเพียงคนเดียวขึ้นตำแหน่งรัชทายาทสืบราชกุลแทนลูกสาวของตน แต่ก็มีขุนนางหลายฝ่ายไม่เห็นชอบในเื่นี้” หลิวอี้เล่าตามสิ่งที่ได้ยินมา
“ฮ่า ๆ ไม่นึกว่าเื่เช่นนี้จะกลายเป็เื่ที่ชาวบ้านทั่วไปรับรู้ ตอนนี้คงรู้ไปทั่วทั้ง 6 แคว้นแล้วสินะ”
“ก็คงเช่นนั้น” หลิวอี้พูดอย่างไม่นึกคิดอะไรมากนักพร้อมกับแต่งตัวเตรียมกลับบ้าน
“แต่ความลับข้ายังไม่น่าประหลาดใจเช่นของเ้า ไม่นึกว่าการที่เ้าได้พบเจอมหาเทพจะทำให้เ้าได้โชควาสนามาเช่นนี้”
“อิจฉาข้าละสิ” หลิวอี้แซว
“แน่นอนใครบ้างจะไม่อิจฉาในโชควาสนาของเ้ากัน”
“เดี๋ยวข้าจะแสดงอะไรให้ท่านดู” จากนั้นหลิวอี้ก็รวบรวมลมปราณสู่ปลายนิ้วบีบเค้นหยดเืสีแดงออกมา ก่อนจะวาดอักขระลงบนแขนของตัวเอง พออักขระเ่าั้จางหายไป หน้าต่างแสงบางเบาที่มีตัวอักษรและภาพมากมายปรากฏขึ้นออกมาแทน
“สิ่งนี้คือ…”
“มันคือค่าสถานะและความสามารถของข้า มันเป็วิชาเซียนที่พ่อข้าศึกษามาจากอาจารย์ เช่นนั้นส่งแขนของท่านมา” เมื่อหลี่เทียนชื่อได้ยินดังนั้นจึงยอมส่งแขนให้อีกฝ่าย หลิวอี้จัดการวาดอักขระลงไปไม่นานก็ปรากฏหน้าต่างแสงของหลี่เทียนชื่อขึ้นมา
“เ้าสามารถอธิบายพวกมันให้เข้าฟังได้หรือไม่ ข้าไม่เข้าใจสิ่งใดที่ปรากฏบนแผ่นแสงนี้”
“ข้าจะสอนวิชานี้ให้ท่าน แต่ว่าท่านต้องไม่นำไปสอนผู้ใด ท่านตกลงหรือไม่”
“แน่นอนข้าสัญญา”
จากนั้นหลิวอี้ก็สอนอ่านค่าสถานะจากภาษาเทพและวิธีดูรายละเอียดความสามารถของตน รวมถึงวิธีการเขียนอักขระเืเพื่อเปิดหน้าต่างแสงนี้
“นี่ข้าก็มีทักษะพิเศษเช่นเดียวกับเ้าหรือนี่ ถึงจะมีเพียง 1 ทักษะก็ตาม ‘พรเทพั’ ส่วนที่เหลือเป็เพียงทักษะที่ข้าฝึกฝนมาเท่านั้น”
“เดี๋ยวข้าจะอธิบายให้ท่านเข้าใจเกี่ยวกับ ทักษะที่พวกเราฝึกฝนมา มันมี 4 ระดับ คือ ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นสูง และขั้นสุดยอด เป็เช่นเดียวกับการจำแนกขั้นพลังบ่มเพาะ แต่ว่าเมื่อพวกเราถึงขั้นสุดยอดแล้วยังคงฝึกฝนต่อไป ทักษะเหล่านี้จะกลายเป็ทักษะประจำตัว ซึ่งจะแบ่งแยกอีก 6 ระดับ พิภพ ภูผา เมฆา นภา โลกาและ์ เมื่อถึงระดับ์มันจึงจะเทียบเท่ากับระดับพิเศษที่พวกเรามี ท่านพอเข้าใจหรือยัง” หลิวอี้อธิบายถึงวิธีดูระดับทักษะ
“ข้าเข้าใจแล้ว แต่ว่าทักษะพิเศษนี่ข้าได้มาจากที่ใดกัน” หลี่เทียนชื่อถามหลิวอี้อย่างไม่เข้าใจ
“เื่นี้ข้าก็ไม่รู้ ไว้ข้ารู้แล้วจะบอกท่านแล้วกัน”
หลังจากที่พวกเขาทั้ง 2 กลับถึงบ้านก็สร้างความประหลาดใจต่อผู้ใหญ่ทั้ง 2 คน เพราะเด็กหนุ่มทั้งสองนั้นปกติจะพยายามทำตัวเกินวัย ไม่ค่อยปรากฏรอยยิ้มเท่าใดนัก แต่ยามเมื่อทั้ง 2 อยู่ด้วยกันกับพูดคุยทำตัวเป็เด็กเล็กอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ทั้งวิ่งไล่จับ ะโกอด ปลุกปล้ำ หัวเราะเสียงดัง เป็ภาพที่หาได้ยากจากเด็กทั้ง 2 คน
“ข้ารู้สึกมีความสุขยิ่งท่านหยางจง ข้าไม่นึกเลยว่าลูกอี้ของข้าจะกลับมาทำตัวเช่นนี้อีกครั้ง นับั้แ่แม่ของเขาจากโลกนี้ไป ลูกอี้ก็ทำตัวเป็ผู้ใหญ่มาตลอด จนข้าหลงลืมไปเสียแล้วว่าเขายังอายุเพียง 12 ปี” หลิวฟงกล่าวกับหยางจงที่นั่งดื่มชาดูเด็กหนุ่มทั้งสองวิ่งเล่นไปมาที่ลานกว้างราวกับเด็กเล็ก
“ข้าก็เช่นกัน ไม่นึกว่าลูกเทียนจะยอมทิ้งภาพลักษณ์ของตนออกไป หายากยิ่งนักที่เขาจะยอมเปิดใจกับใครสักคน” หยางจงเองก็พูดกับหลิวฟงในทำนองไม่แตกต่างกัน
“อาจารย์” หลี่เทียนชื่อวิ่งหอบมาหาหยางจงด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มจนเกือบเห็นฟันทุกซี่
“มีอะไรหรือลูกเทียน” หยางจงถามด้วยความสงสัย
“ท่านช่วยรับน้องอี้เป็ศิษย์ฝ่ายนอกเช่นข้าที ข้าอยากให้น้องอี้เรียนรู้วิชายุทธจากท่าน ข้าไม่อยากให้เขาต้องลำบากหากพบเจอเื่ร้ายแรง” หลี่เทียนชื่อบอกกล่าวความในใจของตนออกไป
“มันจะไม่เป็การหักหน้าท่านหลิวฟงหรือลูกเทียน ท่านหลิวฟงเองก็เป็ผู้เยี่ยมยุทธและมากด้วยวิชาความรู้ อย่างไรเสียเขาต้องสอนสั่งวิชายุทธแก่บุตรของตน” หยางจงพูดออกมาอย่างเกรงใจ “หากท่านไม่ถือสาขอให้ข้าได้เป็อาจารย์บุตรของท่านได้หรือไม่”
“ท่านไม่ต้องกังวล ข้ารู้สึกเป็พระคุณมากกว่าหากท่านจะสอนสั่งลูกอี้ในศาสตร์ที่ข้าไม่สามารถสั่งสอนได้ นอกจากวิชาหมัดมวยทวนกระบองแล้ว ข้าก็ไม่มีวิชายุทธแขนงอื่นใช้สอนสั่งลูกอี้เลย”
“เมื่อท่านอนุญาต ข้าจะขอรับเขาไว้เป็ศิษย์ฝ่ายนอกของสำนักข้า” หยางจงยิ้มอย่างยินดี
“ขอบคุณท่านอาจารย์ น้องอี้เ้ามานี่เร็ว” หลี่เทียนชื่อร้องเรียกหลิวอี้ที่กำลังนั่งพักหอบเหนื่อยจากการเล่นกับหลี่เทียนชื่อ เมื่อถูกเรียกตัวจึงรีบเดินเข้ามา
“ลูกอี้เ้าจงกราบท่านหยางจงเป็อาจารย์” หลิวฟงกล่าว
“ขอรับท่านพ่อ” จากนั้นหลิวอี้ก็ก้มกราบคำนับหยางจงตามทำเนียม
“ดีมาก ๆ ต่อไปเ้าก็นับเป็ศิษย์ฝ่ายนอกสำนักดาบคู่กระบี่หยินหยางแห่งแคว้นจินแล้ว ในเย็นพรุ่งนี้ข้าจะสอนวิชา ‘เพลงกระบี่วิหกร่อนลม’ ให้แก่เ้า” หยางจงบอกสิ่งที่เขาอยากจะสอนสั่งให้กับศิษย์คนใหม่
โปรดติดตามตอนต่อไป…