????
ยามสายในโรงเรียนสวนกุหลาบ เสียงโหวกเหวกของเด็กที่วิ่งเล่นตามทางเจื้อยแจ้ว เพลงสากลจากแผ่นเสียงแว่วคลอตามลมเป็ที่น่าสนใจของใครหลายคน ในห้องวิชาเต้นรำ ชายจับคู่หญิง ขยับเท้าตามจังหวะ หน้าชั้นมีครูสาววัยกลางคนแว่นหนา หล่อนสวมกระโปรงยาวกรอมเท้า คอยยืนปรบมือให้จังหวะ พร้อมโยกย้ายจนชายกระโปรงสะบัดพริ้ว
ไฉกอดคอมากับเพ้ง เด็กเชื้อสายจีนไม่กี่คนที่บ้านอนุญาตให้เรียนสายศิลป์ด้วยหวังให้ทำงานสถานทูต เนื่องจากมีเส้นสายพอตัว พวกเขากำลังจะเดินกลับห้องเรียน หลังจากช่วยครูยกสมุดการบ้านไปวางที่โต๊ะในห้องพัก
“นั่นเ้ายาของเอ็งนี่” ไอ้เพ้งชะโงกหน้าลากเอาคอไฉพ่วงไปเกาะขอบหน้าต่างด้วย
“อย่าเรียกอย่างนั้น ให้เรียกว่านยา” ไฉแย้ง
“ทำไมจะไม่ได้ เอ็งเรียกอยู่ทุกวัน”
“ก็ข้าเรียกมาแต่เด็ก เป็ครอบครัวพี่น้องกันแล้ว แล้วเอ็งเป็ใคร”
เพ้งจิ๊ปากขัดใจ ก่อนจะหันไปสนใจคนที่กำลังเต้นอยู่ในห้อง ว่านยารูปร่างผอมสูงกำลังจับคู่กับสาวน้อยหน้าแฉล่มตัดผมสั้นประบ่า ก้าวขาตามที่ครูตบมือให้จังหวะ
“หนึ่ง สอง สาม ก้าว หนึ่ง สอง สาม”
“สาวน้อยนั้นสวยไม่หยอก” ไอ้เพ้งว่า
สาวเ้าหันมาเผลอสบตากันครู่หนึ่ง ใบหน้าแฉล่มขึ้นสีแดงก่ำ ใจเต้นจนพาลให้เท้าเสียจังหวะ เหยียบว่านยาเข้าเต็มเปา เ้าว่านเม้มปากกลั้นเสียง กลัวกุลสตรีจะตกอกใ จึงอดทนไม่ว่ากล่าว
“ขอโทษนะ ว่าน เจ็บไหม เราไม่ได้ตั้งใจ”
“ไม่เป็ไร เราไม่เจ็บ”
“อ้าวๆ ทางโน้น กลับเข้าจังหวะกันด้วย อย่ามัวแต่คุย” คุณครูเอ่ยพร้อมเดินตรงมายังแถวของว่านยาที่หยุดกะทันหัน
“หนูเหยียบเท้าว่านยาเขาเข้าน่ะค่ะคุณครู”
“ผมไม่เป็ไรครับ” รีบปฏิเสธ
“ไม่เป็ไรก็ดีแล้ว มีสติกันหน่อย จังหวะนี้เป็เพียงพื้นฐานเท่านั้นเองนะ” เอ่ยกับเด็กในชั้นเรียนตนแล้วสายตาแหลมคมก็หันพรึ่บไปยังหน้าต่าง
ไฉว่องไวปราดเปรียวนั่งลงฉับเหลือเพ้งยืนสบตาครูอยู่คนเดียว
“ไม่มีเรียนกันหรืออย่างไร ทำเพื่อนเสียสมาธิหมด ถ้าถึงคราวพวกเธอแล้วทำได้ไม่ดี ฉันจะให้ไปเต้นกลางสนาม”
เพ้งยกมือไหว้ปรกๆ ปากบอกไปแล้วครับๆ ตาเขม่นมองเพื่อนร่วมชั้นที่เอาตัวรอดหลบะเิอยู่คนเดียว เป็เพื่อนกันก็น่าจะช่วยกันบ้าง
เหตุการณ์ทั้งหมดตกอยู่ในสายตาว่านยา เขาทันเห็นทั้งเพ้งทั้งไฉจึงได้แต่ยิ้มขำ แล้วหันมาจับจังหวะใหม่โดยอาศัยมองดูคู่อื่นเป็ตัวอย่าง
????
ตกเย็นไฉเดินมาหาถึงห้องเรียน เนื้อตัวมีกลิ่นเหงื่อน้อยๆ ทั้งที่ต้นธันวาเข้าหน้าหนาว อากาศเย็นกำลังดี นี่คงไปเตะตะกร้อกับพวกเพื่อนมา สายศิลป์เลิกเรียนไว ขณะสายวิทย์ยังต้องรอระฆังดังถึงจะได้ฤกษ์เก็บสมุดดินสอเข้ากระเป๋า
“ว่าไงไฉ มารอว่านหรือ” เพื่อนในห้องเอ่ยทัก
“ใช่”
ส่วนพวกสาวๆ ได้แต่เมียงมอง หลายคนเอาไฉเปรียบกับพ่อพระเอกเซี่ยงไฮ้ในหนังกลางแปลงที่ฉายกันตามงานล้อมผ้า
ว่านยาเอียงคอตอนเดินมาถึงหน้าห้อง เห็นอีกฝ่ายมายืนรอจนกลายเป็ภาพชินตา นัดกันที่อื่นก็กลัวจะคลาดกัน ให้ว่านยารออยู่กับที่ แล้วไฉตามหาเองนั้นง่ายกว่า
“เต้นสวยหนา”
คำทักทายแรกหลังเลิกเรียน
“เต้นสวยอะไร ผิดจังหวะไปตั้งหลายรอบ ครูว่าจังหวะวอลซ์เป็พื้นฐาน ท่าแทงโก้เร็วกว่านี้ขาเราคงพันกันยุ่ง”
สรรพนามที่ใช้เรียกขานเปลี่ยนไปตามสังคมเพื่อน เคยแทนตัวเองว่าฉันอย่างโน้นอย่างนี้ เดี๋ยวนี้ว่านยาเรียกแทนตนเองว่า ‘เรา’
“จะยากอะไร” ไฉว่า
ว่านยาเหล่มองคนเดินข้างกัน
“แหมใครจะถนัดดนตรีกีฬาเหมือนไฉ”
“ไว้พี่สอนที่บ้าน”
ว่านยาเอียงคอ “สอนเรานี่นะ” จะกลายเป็เตี้ยอุ้มค่อมน่ะสิ
“ไม่เชื่อกันเหรอ พี่สอนได้จริงนะ”
ว่านยาส่ายหัว อีกฝ่ายแก่เดือนกว่าเท่านั้นเอง จะมาทำตัวเป็พี่เสียทุกเื่ อยากสอน อยากดูแลไปทุกอย่าง มันก็ดีแหละ เพราะเขาก็สบาย แค่บางครั้งมันออกจะโอ้อวดไปหน่อย หมั่นไส้
????
พวกเขานั่งรถรางไปท้องสนามหลวง งานเฉลิมฉลองวันที่สองคนแห่มากันคับคั่ง ประชาชนหลั่งไหลมาชมขบวนแห่ทุกสารทิศ ความอลังการที่เพ้งโม้ไม่เกินจริงเลย แต่ว่านยาไม่คาดคิดว่าจะยิ่งใหญ่กันขนาดนี้ ทั้งขบวนทหารม้า รถหุ้มเกราะ รถถังลากปืนใหญ่ ขบวนช้างแห่พานรัฐธรรมนูญ
นอกจากนั้นยังมีแห่แฟนซี แต่ละคนแต่งตัวสีสันสดใส ขับร้องสนุกสนาน ล้อเลื่อนถูกทำเป็สำเภาจำลองบ้าง รถไฟบ้าง บางคันมีสาวสวยห่มสไบโบกมือโบกไม้ให้เจริญหูเจริญตา เหล่าชายฉกรรจ์ด้านล่างหวีดหวิวผิวปากชอบใจนักแล
ว่านยาอ้าปากค้างตาโต มือกระตุกคนข้างๆ ดึงให้เข้าไปใกล้อีกหน่อย
“ใหญ่โตอลังการดีจัง”
“ดูนั่น มีเครื่องบินด้วย”
ไฉชี้ให้เ้ายาดู คนที่เข้าเมืองกรุงบ่อยครั้ง ดันตื่นตาตื่นใจกว่าเสียอย่างนั้น ไฉมองใบหน้าเกลี้ยงเกลาของเด็กหนุ่มจากด้านข้าง แท้จริงพาออกมาเพราะไม่ออกให้อุดอู้ แม่ศรีประไพเพิ่งจากไปไม่ถึงครึ่งปี บางทีเวลาอยู่คนเดียว เ้าว่านยาจะนั่งนิ่งซึมกะทือจนชวนใจหาย พาออกมาก็ช่วยดึงความสนใจได้่หนึ่ง อย่างน้อย่เวลาที่ต้องเยียวยาหัวใจก็ไม่ต้องจับเจ่าซึมเซาอยู่มุมห้องคนเดียว
เริ่มเย็นพวกเขาพากันหาซื้อของกินแถวซุ้มไผ่มุงจาก ว่านยาใช้ปากกัดรูดหมึกราดซอสจากไม้เสียบ ก่อนยื่นให้ไฉกัดบ้าง
เดินๆ ไปเจอหมี่เกี๊ยวหมูแดงก็หยุดนั่งกินจนอิ่ม เหรียญสตางค์กรุ๊งกริ๊งในกระเป๋าถูกหยิบจ่ายคล่องมือ
พอเริ่มค่ำไฟประดับก็เริ่มส่องแสงสว่าง ชวนตื่นตาตื่นใจ ด้วยไฟนีออนใช่ว่าจะใช้กันแพร่หลาย โดยเฉพาะตามต่างจังหวัด พอมาเห็นแสงสีเมืองศิวิไลซ์หัวใจจึงเต้นแรงขึ้นมา
ค่ำหน่อย ว่านยากับไฉพากันนั่งกลางสนามหลวง ล้อมรอบด้วยผู้คนที่รอดูหนังกลางแปลง มือหนาเลื่อนเข้าทาบทับมือเรียวซึ่งเท้ากับพื้นปูใบตองแห้ง ว่านยาหันมองหน้าคม คิดว่าจับกุมมือเพราะอยากพูดคุย ทว่าไม่ใช่ เ้าตัวมองตรงไปข้างหน้า เขาเองก็ไม่กล้าเอ่ยปากว่าจับมือกันทำไม
นักพากย์สวมหมวกสักหลาดกำลังดัดเสียงพากย์บทภาพยนตร์เื่ ‘อำนาจความรัก’ เดี๋ยวดัดเสียงเป็หญิง เดี๋ยวกลับมาเป็ชาย
ขณะที่ว่านยาคิดดึงมือออก มือกลับถูกจับยึดไว้แน่น แม้จะยังนั่งได้อย่างมั่นคง แต่ข้างในคล้ายมีคลื่นพายุหมุนวน
ไฉหันมาแย้มยิ้มให้กัน
“ขอจับมือกันอย่างนี้ เ้ายารังเกียจหรือ”
คำถามทำคนฟังเม้มปาก
‘เปล่า ไม่ได้รังเกียจ’ กระนั้นก็ไม่อาจเอ่ยตอบ จึงหันไปให้ความสนใจแม่ค้าปลาคนสวยบนจอหนังแทน
อยากจับก็จับไปซี กอดยังทำแล้ว จับแค่นี้ต้องมาถามทำไมว่ารังเกียจไหม โง่จริง
????