บทที่9
‘โอ้…เหลือเชื่อจริงๆ นี่ข้าไม่ได้สนทนากับผู้อื่นเช่นนี้มาเป็ปีแล้วเยี่ยมๆ ต่อให้พรุ่งนี่ข้าหายไปก็ไม่เสียดายแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า’
ท่านลุงผู้นั้นตอบพร้อมหัวเราะชอบใจและยินดี
“ทำไมท่านลุงถึงจะหายไปล่ะขอรับ เมื่อครู่ข้าได้ยินท่านบอกว่าพลังิญญาใกล้จะหมด มันเพราะอะไรหรือขอรับ ทำไมพลังิญญาท่านถึงใกล้จะหมดได้”
เื่นี้เขาสงสัย พลังิญญาใกล้หมดได้รึ
‘ที่พลังิญญาอ่อนแอจนใกล้หมดนั่นก็เพราะหลังจากที่ข้าตายเมื่อปีที่แล้วก็ไม่มีใครทำบุญมาให้ข้าน่ะสิ’
ท่านลุงบอกเขา
“แล้วถ้าพลังิญญาหมด ท่านจะหายไปที่ใดหรือขอรับ”
‘ข้าก็ไม่รู้ รู้แต่เพียงว่าิญญาที่ยังคงวนเวียนอยู่ในทุกที่ที่เ้าเห็นนั้นเป็เพราะเขายังมีห่วง อย่างตัวข้าก็ห่วงคนและงานที่อาคารนี้จึงยังคงวนเวียนอยู่ไม่ไปไหนจนกว่าพลังิญญาจะหมดนั่นแหละ’
“ท่านยังไม่อยากจากไปหรือขอรับ….”
‘ถ้าเป็ไปได้…ข้ายังอยากอยู่ดูที่นี่ต่อ’
“ถ้าข้าทำบุญให้ ิญญาท่านจะดีขึ้นใช่หรือไม่ขอรับ ข้าเห็นพี่สาวที่จวนข้าบอกมาว่าให้ข้าทำบุญให้พวกนาง แล้วพลังิญญาพวกนางก็จะสูงขึ้นด้วย”
เขาเสนอ ดีไม่ได้เขาอาจจะได้แหล่งข่าวเพิ่มอีกที่ก็เป็ได้
‘เป็เช่นนั้น…เ้าจะทำบุญให้ข้าจริงๆ น่ะรึ’
ท่านลุงถามด้วยความสนใจ
“ขอรับ แต่ก็แลกกับการที่ท่านช่วยเหลือข้าในภายภาคหน้าด้วย เช่นนี้เราก็จะได้ไม่ติดหนี้กัน ท่านคิดเห็นเช่นไรขอรับ”
‘โอ้ สมเหตุสมผล ข้ายินดีช่วยๆ’
ห่าวซวนไม่มีอะไรต้องเสีย เพราะอย่างไรเขาเป็แค่ิญญาอยู่แล้ว วันๆ ทำอะไรไม่ได้นอกจากลอยไปลอยมาในอาคารนี้รอวันที่พลังิญญาหมดก็เท่านั้น
“ท่านลุงชื่อแซ่อะไรขอรับ ข้าจะได้เขียนชื่อท่านลุงถูกตอนทำบุญให้”
‘ข้า กงห่าวซวน เ้าล่ะหลานชายชื่ออะไร’
“ข้าหนิงเหอ ท่านลุงเรียกอาเหอก็ได้ขอรับ”
เขารีบจดจำชื่อของท่านลุงห่าวและตอบกลับทันที
‘ได้ๆ เช่นนั้นวันนี้ข้าจะช่วยเ้าดูบ้านให้ คุณชายเ้าชอบแบบไหนล่ะ ข้ารู้เื่ที่ทางที่นี่ทั้งหมดดีทีเดียว’
“จริงๆ แล้วเป็ข้าเองขอรับที่มาดูที่เปิดโรงน้ำชา ไม่ใช่คุณชายที่ไหน เพียงแต่ข้าแต่งตัวเช่นนี้ทั้งยังเป็เด็กเลยบอกแบบนั้นไป มันดูน่าเชื่อถือกว่า ไม่เช่นนั้นคงถูกหาว่ามาดูเล่นๆ น่ะขอรับ”
เขาสารภาพตามความจริงไม่มีอะไรต้องปิดบังกับิญญาตรงหน้า เพราะอย่างไรก็ไม่มีใครเห็นหรือพูดคุยกับลุงห่าวได้อยู่แล้ว
‘อืม ข้าเข้าใจๆ ถ้าไม่ใช่เ้าหนุ่มคนนั้นมารับเ้า ข้าว่าก็คงถูกมองเช่นนั้นแหละ’
ลุงห่าวเห็นด้วยกับที่เขาทำแบบนั้น
“น้องชายขอโทษทีที่มาช้า พอดีด้านหลังยุ่งวุ่นวายจึงเป็ข้าที่ต้องเตรียมให้เ้าเอง เลยมาช้าไปเล็กน้อย”
พี่ชายคนนั้นวางถ้วยชาให้เขาพร้อมกล่าวขอโทษที่มาช้า
“ไม่เป็ไรขอรับ ข้าสิรบกวนพี่ชายจริงๆ”
“เช่นนั้นมาดูที่ทางกันต่อเถอะ ขนาดหลังเท่านี้เป็อย่างไร ใช้ชั้นหนึ่งเป็โรงน้ำชาและชั้นสองเป็ที่พัก”
“อืม ก็น่าสนดีนะขอรับ ส่วนมากจะเป็ลักษณะนี้เกือบทั้งหมดเลยนะขอรับ”
เขาบอกพร้อมกับดูรูปวาดแบบบ้านหรือร้านค้าที่พี่ชายนำมาให้ดู
‘เ้าลองดูหลังขวามือเ้าไปสองแผ่นสิหลานชาย ถึงทำเลจะไม่ดีเท่ากับร้านอื่นๆ และราคาแพงกว่าอีกเล็กน้อย แต่ข้าว่ามันเป็บ้านที่ดีนะ พื้นที่ก็แตกต่างจากร้านอื่น มันเป็บ้านชั้นเดียวแต่พื้นที่ด้านหน้าเ้าสามารถทำเป็โรงน้ำชาได้ ส่วนด้านหลังเป็ที่พักอาศัยทั้งยังมีพื้นที่เหลือด้วย บ้านหลังนี้เป็บ้านขนาดกลางที่เกือบเท่าบ้านขนาดใหญ่ ถึงจะแพงกว่าเล็กน้อยแต่คิดว่ามันคุ้มค่าถ้าเ้าได้เห็นมัน'
เขาพยักหน้าเพราะชอบความคิดของลุงห่าวอีกทั้งตอนนี้เขายังไม่รู้ราคาของสถานที่เลยสักที่ด้วย
“พี่ชาย บ้านสามหลังนี้ ราคาเท่าใดบ้างรึ แล้วถ้าหากคุณชายข้าสนใจจะต้องทำอย่างไรบ้าง”
ตามที่ลุงห่าวบอกมา มันแพงกว่ากันเพียงนิดเดียวเท่านั้น แต่พูดก็พูดเถอะราคาหลังอื่นคือยี่สิบถึงยี่สิบสามเหรียญทอง ส่วนหลังที่ลุงห่าวบอกมา ราคาซื้อขาดคือยี่สิบห้าเหรียญทอง…เขาลองถามบ้านขนาดใหญ่ดูราคานั่นะโไปหนึ่งถึงสองร้อยเหรียญทอง! เอ่อ ซึ่งเขาไม่ได้สนใจมันอยู่แล้วเลยตัดออกทันที อีกทั้งตอนนี้เขามีอยู่หนึ่งเหรียญกับอีกเก้าสิบเหรียญเงิน นี่มันยังห่างไกลกว่าที่เขาคิดเอาไว้มากทีเดียว…แต่มันก็สมราคาดีแหละ บ้านทั้งหลังแถมยังเป็บ้านขนาดกลางอีกต่างหาก
แต่บ้านหลังที่เขาถูกใจจริงๆ คือบ้านที่ลุงห่าวบอกมานั่นแหละ เขาชอบลักษณะของตัวบ้านจริงๆ มันยาวเป็สี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านหน้าทำโรงน้ำชาให้คนนั่งได้ประมาณยี่สิบสามสิบโต๊ะ เท่าที่เห็นคือใช้สามส่วนของพื้นที่ทั้งหมด อีกเจ็ดส่วนคือที่พักอาศัย จากโรงน้ำชาถ้าเดินทะลุหลังร้านไปจะเจอกับสวนขนาดเล็ก ถัดจากสวนก็พื้นที่ห้องโถงหรือพื้นที่ส่วนกลางใช้รับแขกหรือทานอาหารก็ได้ และพอมองถัดไปก็จะเป็เรือนเล็กๆ สี่หลัง ซึ่งมันพอเหมาะพอเจาะกับครอบครัวของเขาอย่างพอดิบพอดี แบบนี้เขาก็เลยเลือกไม่ยาก แต่ติดอยู่ที่ว่ากว่าเขาจะหาเงินได้ครบที่ตรงนี้จะถูกขายไปหรือยังน่ะสิ…
“ถ้าคุณชายท่านสนใจก็ให้คุณชายท่านมาวางเงินทำสัญญาและเปลี่ยนชื่อเ้าของบ้านและที่ดินได้เลย”
พี่ชายคนนั้นกล่าว
“พี่ชาย ข้าจะกลับไปเรียนคุณชาย อย่างไรวันนี้ก็ขอบคุณท่านมาก รบกวนท่านมานานแล้วเช่นนั้นข้าขอตัวนะขอรับ อ่อ ส่วนนี้คุณชายฝากน้ำใจมาให้สำหรับข้อมูลขอรับ”
เขายื่นเหรียญเงินให้สองเหรียญ เป็การสอบถามข้อมูลซึ่งมันก็เป็จำนวนเงินที่เยอะมาก เพราะเกือบเท่ากับเงินเดือนเขาเลย แต่มันก็สมกับราคาในฐานะที่คุณชายคนหนึ่งจะให้ได้สำหรับการมาสอบถามข้อมูลเื่บ้าน
“ไม่เป็ไรๆ มันเป็หน้าที่ข้าอยู่แล้ว เ้าเก็บเงินนี่ไว้เถอะ เ้าเป็คนเดินมาถึงนี่เ้าย่อมเหนื่อยกว่าข้า ขอแค่คุณชายเ้ามาซื้อที่ดินกับข้านับเป็ผลงานของข้าแค่นี้ก็พอแล้ว”
ดีที่พี่ชายไม่รับเขาเลยเก็บเงินคืนโดยไว….ไม่ได้งกนะแต่เงินมันก็หายากจริงๆ เหอะ
‘ถูกใจ ข้าถูกใจเ้าหนุ่มนี่อย่างที่สุด หลานชายถ้าเ้าจะมาซื้อที่ตรงนั้นก็มาซื้อกับเ้าหนุ่มนี่ล่ะ’
ลุงห่าวบอก แน่นอนเขาต้องมาซื้อกับพี่ชายผู้นี้แน่เพราะเขาก็ถูกใจพี่ชายผู้นี้เหมือนกัน
“แน่นอนพี่ชาย ข้าจะแนะนำให้คุณชายมาซื้อที่กับท่านแน่นอน ข้าขอถามพี่ชายแซ่อะไรหรือขอรับ”
“อ่อ จริงสิ ข้า โปอู่หนาน น้องชายล่ะ”
“ข้าหนิงเหอ ท่านเรียกข้าอาเหอก็ได้ขอรับ”
“ขอบคุณน้องชาย เช่นนั้นเดินทางปลอดภัย”
“ขอรับ”
ใช้เวลาไปเยอะเหมือนกันนะเนี่ย เกือบถึงเวลากลับไปเจออาจื้อแล้วด้วย เดี๋ยวต้องรีบไปซื้อของที่ใช้เซ่นไหว้และของทำบุญก่อนดีกว่า คิดซะว่าทุกอย่างมีการลงทุน และการลงทุนกับเหล่าิญญานั้นก็เพื่อข้อมูลต่างๆ ในภายภาคหน้า
จากนั้นเขาก็มุ่งหน้าไปซื้อของที่้าทันที
“กระดาษเงินกระดาษทองของสำหรับเซ่นไหว้ เ้าซื้อของพวกนี้มาทำอะไรอาเหอ”
เมื่อกลับมาเจอกันที่จุดนัดพบจื้อจงก็ถามถึงของที่เขาซื้อติดมือกลับมาด้วยทันที
“ทำบุญน่ะสิ ก่อนกลับแวะวัดใกล้ๆ กับข้าก่อนนะ ข้าจะเข้าไปทำบุญสักเดี๋ยว”
“เ้าจะทำบุญให้ใครรึ ั้แ่อยู่ด้วยกันมาข้าไม่เห็นเคยเ้าทำเลย จะบอกว่าทำให้พ่อเ้า แต่ข้าก็ไม่เคยเห็นท่านน้าทำเลยนะ เห็นมีแต่ทำให้พ่อข้าตลอด”
จื้อจงสงสัย
“ท่านแม่ไม่เคยทำบุญให้ท่านพ่อเลยรึ”
ท่านแม่ไม่เคยทำบุญให้ท่านพ่อ…เป็ไปได้รึ แต่จะว่าไปท่านแม่ก็ไม่เคยพูดถึงท่านพ่อเลยด้วย หรือท่านพ่อของเขายังไม่ตาย? หากไม่เช่นนั้นก็คงจะเกลียดมากจนไม่อยากนึกถึง…ชักสงสัย
“ไม่เคยเลย ข้าถึงแปลกใจที่อยู่ๆ เ้าก็อยากทำบุญ”
“อืม อยู่ๆ ก็ฝันน่ะ เลยอยากทำให้ เ้าก็อย่าขัดคนกำลังทำความดีสิ อีกอย่างนี่คือการลงทุนระยะยาว เชื่อข้าว่าสิ่งที่ข้าทำไม่เปล่าประโยชน์แน่”
“ทำบุญคือการลงทุน? ...อ่า เอาเถอะทำตามที่เ้า้าเลย ข้าคิดว่าคนขี้งกเช่นเ้าคงไม่ทำอะไรโดยไม่มีสิ่งตอบแทนหรอก”
“ถูกต้อง ไปกันเถอะ!”
หลังจากที่แวะวัดทำบุญเรียบร้อยเขาก็กลับมาที่จวนกันทันที และขอตัวไปทำหน้าที่ของตนเองที่ลานซักล้างและได้โอกาสเผากระดาษเงินกระดาษทองและเซ่นไหว้ของกินที่พวกพี่สาวสั่งไปให้ด้วย
‘อ๊า….ข้าไม่ได้ดื่มสุราแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ’
พวกพี่สาวบอกว่าถ้าเป็ของใช้ให้เผา แต่ถ้าเป็ของกินก็แค่จุดธูปให้พวกนางแค่นั้นก็ได้รับแล้ว
ส่วนของที่พวกพี่สาวสั่งก็ไม่มีอะไรมาก ตอนแรกนึกว่าจะสั่งของใช้ผู้หญิงเสียอีก ที่ไหนได้ สั่งเหล้ากับกับแกล้ม…
‘ขอบใจเ้ามากเลยนะอาเหอ ตอนเป็คนจะดื่มแบบนี้แทบไม่ได้เลย ต้องรอวันหยุดเท่านั้น แต่ถ้าเป็ิญญาแบบนี้จะดื่มเท่าไหร่ก็ไม่มีใครว่า’
‘นั่นสิ…เฮ้อ ดีจริงๆ’
ทั้งสองลอยตัวหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ ในมือก็ถือขวดเหล้ากันคนละขวดกระดกอึกๆ จนหมดภาพความเป็กุลสตรี….
“…”
หมดคำจะพูดจริงๆ อ่ะจริงสิ ต้องทำให้ลุงห่าวด้วย
‘แล้วนั่นเ้าเผาให้ใครอีกรึอาเหอ’
อ้ายฝูถาม
“เผาให้ท่านลุงที่ข้าเจอวันนี้น่ะ ดูเหมือนพลังิญญาของท่านลุงใกล้จะหมดแล้ว ข้าจึงอาสาช่วยทำบุญให้น่ะ”
ไม่รู้จะได้ผลหรือเปล่า ก็ได้แต่หวังว่าลุงห่าวจะได้รับนะ
‘หรือว่าจะเป็สหายร่วมงานในวันข้างหน้าของพวกเรา’
‘นั่นสิ อย่างอาเหอไม่น่าทำให้เปล่าๆ โดยไม่มีสิ่งใดกลับมาหรอก ถูกหรือไม่’
“….”
เหอะๆ เกลียดคน…ไม่สิ เกลียดผีรู้ทันจริงๆ!
.
หมู่ตึกฟู่หง
อาคารสูงถึงห้าชั้นซึ่งถ้าไม่นับหอนภาที่อยู่บนเขา อาคารหลักของฟู่หงนี้ก็เป็อาคารหลักที่สูงที่สุดในเมืองหลวงแล้ว และที่เรียกเป็หมู่ตึกก็เพราะมีอาคารน้อยใหญ่อีกสิบกว่าอาคารที่สูงสามสี่ชั้นอยู่รายรอบอาคารหลักเอาไว้ ซึ่งมีเ้าของหมู่ตึกนี้เป็เ้าของแต่เพียงผู้เดียวคือพ่อค้ามหาอำนาจเหว่ยหยางอิน เขาเป็ผู้ดูแลและควบคุมการค้าในเมืองหลวงถึงเจ็ดส่วนในตัวเมืองนี้ ยังไม่นับหน่วยย่อยต่างเมืองที่มีกระจายไปอยู่ทั่วทุกที่ อีกทั้งยังถือครองพลังพิเศษระดับแปดซึ่งเป็พลังที่สูงสุดในตอนนี้เอาไว้กับตัว เช่นนี้ฉายาพ่อค้ามหาอำนาจนั้นก็ไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย ทั้งพลังทั้งอำนาจเงินที่มีมากมายขนาดนี้จะมีคนธรรมดาคนไหนกล้าต่อกรด้วย
“จบเื่ของเ้าแล้วเหตุใดยังไม่กลับจวนไปอีกคุณชายลั่ว”
ร่างสูงที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานเอ่ยถามทั้งที่ไม่เงยหน้ามามองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขา
“ข้าแค่ยังมีเื่สงสัยอยากถามเ้า แล้วก็เลิกเรียกข้าแบบนั้นเสียที”
ลั่วเทียนไท่ตอบกลับผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็สหายด้วยความขัดใจเล็กน้อยที่ถูกเรียกว่าคุณชายลั่ว
“เฮ้อ…มีอะไรก็รีบพูดมา”
หยางอินวางมือที่กำลังทำงานและเงยหน้าถามเทียนไท่ด้วยความอ่อนใจ เพราะถ้าไม่คุยดีดีดูท่าคนตรงหน้าเขาคงไม่ยอมกลับไปง่ายๆ เป็แน่
“เ้ารู้จักคนที่จวนเฟิ่งบ้างหรือไม่”
“ทำไม”
พอได้ยินคำถามนี้หยางอินก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะถามกลับทันที
“ที่ข้าบอกเ้าเื่จดหมายลึกลับนั่น ข้าให้คนแอบตามคนที่มาส่งจดหมายไป คนผู้นั้นหายเข้าไปที่จวนเฟิ่ง คนของข้าตามเข้าไปด้านในไม่ได้ จึงไม่รู้ว่าผู้ใดเป็คนส่งจดหมายลึกลับนั่นมาให้ข้ากันแน่ ซ้ำข้าก็ไม่ได้รู้จักใครที่นั่น ข้าจึงแปลกใจว่าเหตุใดอยู่ๆ ถึงมาช่วยเตือนข้าในเื่นี้”
เทียนไท่วางจดหมายที่ตนได้รับมาไว้บนโต๊ะทำงานของหยางอินหวังว่าสหายจะช่วยเขาในเื่นี้ได้ เพราะเขารู้ดีว่าหยางอินมีคนที่ทำงานในเื่พวกนี้อยู่ไม่น้อย ถึงแม้เขาจะมีคนของตัวเองเช่นกัน แต่ก็ไม่เก่งกาจและชำนาญเท่าคนของหยางอิน ซ้ำคนที่เขาจะหายังเป็ถึงคนในจวนเฟิ่ง นั่นย่อมไม่สามารถใช้คนธรรมดาเข้าไปสืบหาได้
“จวนเฟิ่งงั้นรึที่ส่งจดหมายลึกลับนั่นให้เ้า”
หยางอินหยิบจดหมายลึกลับขึ้นมาเปิดอ่านดูก่อนจะวางลงที่เดิม
“ใช่…เ้าพอจะรู้จักใครที่นั่นหรือไม่ ข้าแค่อยากขอบคุณคนผู้นั้นเท่านั้น”
ที่เทียนไท่หาเ้าของจดหมายมิใช่ว่าเขาคิดไม่ดีอะไรเพียงแค่อยากจะขอบคุณก็เท่านั้น
“ถ้าฝ่ายนั้นอยากเปิดเผยตัวก็คงไม่หลบซ่อนทำตัวลึกลับมาหาเ้า เวลานี้เ้าไม่ได้โดนแม่นางอี้เล่นงานแค่นั้นก็พอแล้วมิใช่รึ ควรขอบคุณคนผู้นั้นด้วยการไม่ตามหาตามความ้าของเขาสิ ถึงจะถูก”
หยางอินกล่าวเสียงเรียบ แต่ในใจกลับกำลังคิดสงสัยว่าผู้ที่ส่งจดหมายนี้มาเป็คนของจวนเฟิ่งงั้นรึ
“แต่ว่า…”
“ถ้าคนผู้นั้นอยากเปิดเผยตัว ก็คงออกมาบอกเ้าในสักวันเองว่าเป็ผู้ใด ถ้าไม่มีธุระอันใดแล้วก็กลับจวนไปเสียเทียนไท่ ข้าต้องทำงาน”
“เฮ้อ…เ้าคนเห็นงานสำคัญกว่าสหาย เช่นนั้นข้าไปล่ะ”
พูดจบเทียนไท่ก็เก็บจดหมายของตนก่อนจะออกจากห้องไปทันทีด้วยรู้นิสัยส่วนตัวของสหายดีว่าแม้จะตอบออกมาเช่นนั้นแต่คงไม่นิ่งดูดายในเื่นี้แน่นอน
และเมื่อเทียนไท่ออกไปได้สักพักหยางอินที่ตอนแรกก้มหน้าก้มตาทำงานก็เงยหน้าขึ้นมาก่อนจะส่งสัญญาณเรียกนักรบเงาของตนออกมา
“ไปสืบที่จวนเฟิ่งดูว่าผู้ใดเป็ผู้ส่งจดหมายนั่น และตรวจสอบดูด้วยว่ามีความเคลื่อนไหวใดเพิ่มบ้างภายในจวน”
“ขอรับ”
ทุกความเคลื่อนไหวภายในเมืองหลวงแทบจะไม่มีสิ่งใดสามารถรอดพ้นสายตาของเขาไปได้
โดยเฉพาะเื่ของจวนเฟิ่งที่เขาเองก็ตามสืบเกี่ยวกับเื่การเสียชีวิตของมารดาเขามาได้หลายแล้ว แต่นอกจากความขาวสะอาดในการทำงานและยังไร้สิ่งอันตรายหรือน่าสงสัยใดๆ ทำให้หยางอินต้องคาราคาซังเื่นั้นมาตลอดและไม่สามารถลงมือทำอะไรได้ตามที่ใจคิดเมื่อสั่งการเรียบร้อยหยางอินก็หันกลับไปสนใจงานบนโต๊ะตนเองอีกครั้ง
____________________
5555+
ไรท์: ถ้ายังตกลงเื่ค่าตัวไม่ได้ ก็เกือบได้ลดขั้นเป็ตัวประกอบแล้วล่ะ
พระเอก?: ....อืม
ขอบพระคุณที่ติดตามนะคร้าาาาาา
ตอนต่อไปมาประมาณสองทุ่มน้า
และจากนั้นไรท์จะเปลี่ยนมาลงวันละตอนนะคะ
ต้องรีบไปปั่นต่อให้ทันก่อน 555
รักและคิดถึงคนอ่านเช่นเคยนะคร้า^^