สายลมยามเย็นพัดพริ้วผ่านเรือนยอดไม้สูงเสียดฟ้าของป่าซิลเวน หอบเอาความเย็นชื้นแสนหวานของผืนดินที่เพิ่งอาบสายฝนและกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของใบสนที่ถูกเหยียบย่ำมาตามลม สูงขึ้นไปเบื้องบน ใบไม้สีเขียวมรกตและสีทองหนาทึบถักประสานกันเป็หลังคาธรรมชาติคอยกรองแสงสุดท้ายของดวงตะวันที่กำลังจะลับขอบฟ้า แสงอาทิตย์อัสดงสีทองส้มทอดเงายาวผ่านกิ่งก้านสาขาของต้นโอ๊กั์อายุนับร้อยปี ตกกระทบลงบนลานหินกว้างใจกลางหมู่บ้านพฤกษา แต้มแต่งกระท่อมไม้ที่ปกคลุมด้วยมอสเขียวชอุ่มด้วยสีสันของทองแดงหลอมเหลว
ริน นั่งขัดสมาธิอยู่บนขอนไม้โอ๊กผุพังที่มีตะไคร่น้ำเกาะหนาแน่นตรงริมลานหิน ร่างกายของเธอดูตัดกับความสงบงามรอบตัวอย่างสิ้นเชิง เธอสวมชุดหนังสีเข้มที่ดูสมบุกสมบัน รอยครูดและคราบร่องรอยการเดินทางจากการลาดตระเวนชายแดนตลอดหลายปีปรากฏอยู่ทั่วเนื้อผ้า ปกเสื้อถูกตั้งขึ้นเพื่อปิดบัง่ลำคอที่มีรอยแผลเป็หยักลึกโผล่พ้นขอบเสื้อออกมาจาง ๆ รอยแผลเป็สีเงินอีกแห่งหนึ่งลากเป็เส้นซิกแซกพาดผ่านโหนกแก้มซ้ายลงมาเกือบถึงริมฝีปากล่าง—มันคืออนุสรณ์สถานแห่งความเ็ปในอดีตอันแสนโหดร้าย ใบหน้าคมคายของเธอราวกับถูกแกะสลักมาจากหินแกรนิตเนื้อแกร่งแบบเดียวกับที่เธอควบคุม แววตาสีเทาหม่นดุจหินผายังคงเต็มไปด้วยความระแวดระวัง คอยกวาดมองไปตามเงามืดรอบตัวตลอดเวลา แม้จะอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดก็ตาม
ข้างกายของอดีตนักฆ่ามีร่างมหึมาของ เ้าหยก นอนหมอบราบอยู่ มันคือแมวั์ลิงก์ป่า ที่มีขนาดตัวเกือบเท่าเสือดาวูเา ขนปุยหนานุ่มสีเทาเงินของมันสลับด้วยลายริ้วสีเข้มจาง ๆ กลมกลืนไปกับพื้นดินป่าอย่างสมบูรณ์แบบ มันนอนคว่ำโดยซุกอุ้งเท้าหนาไว้ใต้แผงอก หูแหลมชี้ตั้งที่มีพู่ขนสีดำตรงปลายขยับไหวตามเสียงนกป่าร้องเจื้อยแจ้วในยามเย็น สำหรับชาวบ้านทั่วไป มันคือสัตว์ร้ายที่น่าเกรงขาม แต่สำหรับริน เ้าหยกคือสมอทางอารมณ์ที่เงียบสงบ เสียงลมหายใจเข้าออกที่เป็จังหวะสม่ำเสมอของมันคอยย้ำเตือนสติเธอถึงปัจจุบันขณะอยู่เสมอ
รอบตัวของอดีตนักฆ่าคือกลุ่มเด็กกำพร้าวัยแปดเก้าขวบห้าคน พวกเขานั่งล้อมวงอยู่บนพื้นหญ้าที่เปียกชุ่มด้วยหยาดน้ำค้าง แววตาของเด็กๆ เต็มไปด้วยความผสมผสานระหว่างความอยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็กและความหวาดกลัวจาง ๆ พวกผู้ใหญ่ในหมู่บ้านมักเตือนพวกเขาอยู่เสมอให้ห้ามเข้าใกล้หญิงสาวผู้นิ่งขรึมที่อาศัยอยู่ในป่าลึกคนนี้ แต่ธรรมชาติของเด็กย่อมรักการฟังเื่เล่า และรินเป็ผู้ใหญ่เพียงคนเดียวในหมู่บ้านที่ไม่เคยทำท่าทีราวกับมองว่าพวกเขาเป็แก้วบางที่พร้อมจะแตกหัก
"เล่าต่อสิฮะ พี่ริน" เ้าเปี๊ยกหัวโจกประจำแก๊งชื่อ พิป เด็กชายวัยสิบขวบที่มีเส้นผมสีน้ำตาลชี้ฟูและแก้มมอมแมมไปด้วยดินเอ่ยขึ้นพลางขยับตัวเข้ามาใกล้ขอนไม้มากขึ้น เขากอดเข่าดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความคาดหวัง "ตอนที่พี่รินต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรเกราะศิลาในป่ากระซิบอันมืดมิด พี่ทำยังไงเหรอฮะ? พี่ใช้เวทมนตร์พฤกษาอัญเชิญเถาวัลย์โบราณขึ้นมามัดมันไว้เหมือนที่ทหารป้องกันหมู่บ้านทำหรือเปล่า? หรือพี่ทำให้ผืนดินสูบมันหายไปเลย?"
รินนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ แววตาสีเทาหม่นจ้องมองใบหน้าอันใสซื่อของเด็กชาย คล้ายกำลังค้นหาความจริงบางอย่าง เธอเอื้อมมือหยาบกร้านจากการจับดาบและกวัดแกว่งอาวุธลูบไล้ไปตามเส้นขนหนานุ่มตรงแผงคอของเ้าหยกเบา ๆ แมวั์คู่ใจครางต่ำในลำคอ ส่งคลื่นแรงสั่นะเือุ่น ๆ สะท้อนกับขอนไม้ที่เธอนั่ง
"ฉันไม่มีเวทมนตร์พฤกษาโบราณแบบนั้นหรอก" รินตอบกลับ น้ำเสียงของเธอทุ้มต่ำ แหบพร่า และปราศจากความอ่อนหวานฟุ่มเฟือย "ฉันไม่สามารถพูดคุยกับต้นไม้ และพวกเถาวัลย์ก็ไม่เคยฟังคำสั่งของฉัน ในป่าลึก... การเอาชีวิตรอดไม่ใช่การแสดงเวทมนตร์ที่สวยงาม แต่มันคือเื่ของสติและการเพ่งสมาธิ มันคือการรับรู้น้ำหนักของรองเท้าบูทตัวเองยามเหยียบลงบนดิน การจำแนกกลิ่นของนักล่าที่ลอยมาตามลม และการเข้าใจอย่างแจ่มชัดว่าจังหวะไหนควรโจมตี... และจังหวะไหนควรวิ่งหนี"
พิปหน้าละห้อยลงทันที สองมือตกลงบนพื้นหญ้า แววตาตื่นเต้นโรดแล่นเมื่อครู่หม่นแสงลงกลายเป็ความโศกเศร้าที่คุ้นเคย เขาก้มลงจ้องมองมือที่เปื้อนดินของตัวเอง น้ำเสียงแ่เบาจนแทบเป็เสียงกระซิบ "งั้นเหรอฮะ... ผมนึกว่าพี่จะมีพลังเวทเจ๋ง ๆ ซะอีก ทุกคนในหมู่บ้านพฤกษาพูดแต่เื่เวทมนตร์กันหมด ขนาดพี่รินที่เก่งและแข็งแกร่งขนาดนี้ยังไม่มีพลังเลย แล้วพวกผมที่เป็เด็กกำพร้า ไม่มีสายเืเวทมนตร์ธรรมชาติพฤกษาเหมือนคนอื่นในหมู่บ้านล่ะฮะ? วันๆ พวกผมทำได้แค่กวาดใบไม้แห้ง ตักน้ำ ช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ... พวกผมคงไร้ค่าและไม่มีประโยชน์อะไรกับหมู่บ้านนี้เลยใช่ไหมฮะ? ถ้าฤดูหนาวมาถึงและขัดสน พวกผมก็คงเป็ได้แค่ปากท้องที่เป็ภาระ..."
คำพูดที่ซื่อตรงทว่ากรีดลึกของเด็กชายสร้างความเงียบงันขึ้นกลางวงสนทนาทันที เด็กคนอื่น ๆ ต่างก้มหน้าลง ไหล่ลู่ตกด้วยความเศร้า พวกเขาเติบโตมาในชุมชนที่ตัดเกรดคุณค่าของคนผ่านการเชื่อมโยงกับผืนป่าและพลังธรรมชาติ การไร้เวทมนตร์จึงไม่ต่างจากการเป็รอยด่างพร้อย เป็เงาอันเงียบงันในหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยแสงสว่าง
มือของรินชะงักค้างบนขนของเ้าหยก ความรู้สึกเจ็บแปลบสายหนึ่งแล่นพล่านผ่านแผ่นอกสลักลึกทะลุเกราะป้องกันที่เธอพยายามสร้างขึ้นมาล้อมรอบหัวใจ คำพูดของพิปจี้ใจดำขยี้ปมความเชื่อผิดๆ ที่แสนมีพิษร้ายซึ่งถูกล้างสมองฝังหัวใจเธอมาตลอด่เวลาอันมืดมนในสภามืด
*‘ถ้าแกไม่มีประโยชน์... แกก็ไม่มีสิทธิ์มีชีวิตอยู่ ถ้าแกเป็อาวุธให้องค์กรไม่ได้ แกก็เป็แค่เศษขยะ’*
รินหลับตาลงชั่วขณะสูดกลิ่นไอฝนและเปลือกไม้เปียกเพื่อสะกดอารมณ์ดิ่งลึกของตัวเอง ความทรงจำจากค่ายฝึกนรกพยายามดึงเธอให้จมดิ่งลงไป แต่เธอฝืนบังคับมันกลับไปในซอกมืดของใจ เธอก้มหน้าลงสบตากับพิป แววตาสีเทาที่แข็งกร้าวอ่อนโยนลงอย่างหาได้ยาก
"มองฉัน พิป" รินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงหนักแน่น จริงจัง และแฝงอำนาจเด็ดขาดจนเด็กๆ ทุกคนต้องเงยหน้าสบตากับเธอ "การที่พวกเธอวิ่งเล่นในป่าได้ในวันนี้ การที่พวกเธอแอบขโมยผลไม้ในสวน หรือช่วยกวาดลานใบไม้แห้งได้... นั่นแหละคือข้อพิสูจน์ที่เพียงพอแล้วว่าพวกเธอมีค่าในตัวเองอยู่แล้ว พวกเธอไม่จำเป็ต้องมีเวทมนตร์ และไม่จำเป็ต้องทำประโยชน์ให้ใครเพื่อแลกกับการได้มีตัวตนอยู่บนโลก ความรักและการยอมรับไม่ใช่สิ่งของที่เธอต้องเอาแรงงานไปแลกซื้อมา ชีวิตของเธอไม่ใช่เครื่องมือของใคร... จำไว้ให้ดี"
คำพูดของรินดังก้องผ่านความเงียบสงบของลานหินกว้าง พิปจ้องมองเธออ้าปากค้างเล็กน้อย พยายามย่อยความจริงที่เขาไม่เคยได้รับฟังจากปากของผู้ใหญ่คนไหนในหมู่บ้านพฤกษามาก่อน เป็ครั้งแรกที่มีคนบอกกับเขาว่าการมีชีวิตอยู่ของเขาก็เพียงพอแล้ว
ข้างๆ เธอ เ้าหยกเงยหัวทุยของมันขึ้นทันที หูแหลมตั้งชี้ไปยังทิศทางทิศตะวันออก จมูกของมันฟืดฟัดดมกลิ่นในอากาศ รินรับรู้ถึงท่าทีตื่นตัวของแมวั์คู่ใจ เธอจึงยืดหลังขึ้นและเงยหน้ากวาดสายตามองไปยังระเบียงไม้ของเรือนยารักษาโรคโบราณ
ร่างบางในชุดผ้าฝ้ายสีขาวบริสุทธิ์ยืนพิงราวระเบียงไม้สีเข้มอยู่ตรงนั้น—เอวา ในวัยยี่สิบหกปี
แม่หมอผู้เยียวยามีความงามที่สงบและอบอุ่นอันเป็ที่รักของคนทั้งหมู่บ้าน เส้นผมสีบลอนด์ประกายทองของเธอถูกรวบครึ่งศีรษะอย่างหลวม ๆ ปล่อยให้ปอยผมสีสว่างคลอเคลียใบหน้าหวาน ดวงตาสีเขียวอ่อนดุจผลึกแร่พรีไนท์จ้องมองลงมาที่ลานหิน แววตาของเธอเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนปนความโศกเศร้าระคนซาบซึ้งใจในคำพูดของริน ในมือเรียวบางคู่สวยของเธอกำกระบอกน้ำไม้ไผ่แก่สลักลายใบไม้รูปหัวใจและดอกไม้ป่าที่ผิวไม้เรียบเนียนขึ้นเงาจากการััตลอดหลายปี
เมื่อรินสบตากับดวงตาสีเขียวอ่อนพรีไนท์คู่นั้น หัวใจใต้แผ่นอกที่เคยด้านชาของอดีตนักฆ่าพลันเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง ลมพัดโชยหอบเอาไออุ่นของเอวาตรงมาหาเธอ—กลิ่นหอมเฉพาะตัวของดอกพรีไนท์ผสมกลิ่นฝนฉ่ำเย็นและสมุนไพรสด มันคือกลิ่นอายของความสะอาด ปลอดภัย และห่างไกลจากกลิ่นคาวเืที่ติดมือของรินมาโดยตลอด รินรู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวที่แล่นขึ้นมาแต่งแต้มพวงแก้ม เธอรีบหลบสายตาก้มลงจ้องมองเปลือกไม้ของขอนไม้ผุ และแสร้งทำเป็จัดระเบียบสายรัดข้อมือหนังของเธอเพื่อซ่อนความประหม่าและความเขินอาย
เธอเอื้อมมือลูบไล้ขนหนานุ่มของเ้าหยก ค้นหาความอบอุ่นทางกายภาพเพื่อดึงสติตนเองคืนมา ทว่าัันั้นกลับดึงเธอให้จมดิ่งลงสู่ความทรงจำอันมืดมิด... ย้อนกลับไปในคืนฝนตกที่โลกทั้งใบของเธอถูกแผดเผากลายเป็ขี้เถ้าและหยาดเื
---
ยี่สิบปีก่อน...
ผืนฟ้าค่ำคืนนั้นเป็สีม่วงคล้ำปนดำ ถูกฉีกกระชากด้วยแสงสายฟ้าแลบแปลบปลาบ ฝนตกลงมาห่าใหญ่ไม่ใช่เป็หยาดน้ำตาน้ำ แต่เป็กระแสน้ำหนักหน่วงที่เปลี่ยนดินแห้งแล้งนอกเขตเวทมนตร์ให้กลายเป็โคลนตมสีดำเหนียวหนืด รินในวัยแปดขวบนอนขดตัวอยู่หลังกองลังไม้ผุในมุมมืดของกระท่อมซอมซ่อ ร่างกายเล็ก ๆ สั่นเทาอย่างรุนแรง ตัวเธอเต็มไปด้วยเขม่าสีดำ คราบดิน และรอยแผลที่มีเืซึมตามแฝงทั่วแขนขา
รินเป็เด็กกำพร้าไร้ตระกูล น้าและน้าสะใภ้รับเลี้ยงเธอไว้เพียงเพราะ้าแรงงานทำงานหนัก ทุกวันเธอต้องตื่นก่อนรุ่งสางเพื่อเดินทางไปหาฟืน ตักน้ำบ่อที่หนักอึ้ง และทำความสะอาดงานสกปรก สิ่งตอบแทนมีเพียงเศษขนมปังขึ้นราและคำสาปแช่งทำร้ายทุบตีไม่เว้นแต่ละวัน
*"นังเด็กกาลกิณีอย่างไร้ประโยชน์อย่างแกมันรกโลก!"* คำพูดของน้าสะใภ้กรีดลึกในสมองของเด็กน้อยยามที่แส้หนังฟาดลงบนหลัง
คืนนั้น แก๊งเด็กขโมยที่รินแอบคบหาเพื่อหาเศษเสบียงประทังชีวิตตกลงบุกเข้ามาปล้นบ้านหลังนี้ แต่รินกลับพบความจริงอันน่าสลดใจว่าบ้านเป้าหมายคือนายจ้างและน้าของเธอเอง ในความชุลมุนวุ่นวาย น้าชายตื่นมาขัดขวาง หัวหน้าแก๊งขโมยตื่นตระหนกจึงปักมีดขึ้นสนิมเข้ากลางอกน้าชายจนเสียชีวิต ระหว่างยื้อแย่ง ตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะตกลงมาแตกกระจายบนกองฟางแห้ง ไฟลุกพรูขึ้นอย่างรวดเร็ว ลามเลียไปตามไม้ผุของกระท่อม