มันเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์อะไรรึ จนพิเศษหรือเปล่า ทั้งสองขบคิด
ท่านหมอเทวดาตอนนี้โน้มใบหน้ามาใกล้เฉียวเฟิงก่อนจะพูดคำเบาๆ ที่แทบจะไม่มีใครได้ยิน
"ไม่ธรรมดาเลยจอมยุทธ์น้อยระดับฐานพลังนักรบ" จากนั้นทำมือเชิญให้เฉียวเฟิงไปนั่งที่เก้าอี้คนไข้
เฉียวเฟิงคิดกลับในใจ...
'ท่านหมอก็ไม่ธรรมดาเลยเช่นกัน นอกจากท่านจะเป็นหมอเทวดาของแผ่นดินนี้ ท่านยังเป็นผู้เข้าถึงเศษเสี้ยวแห่งความเป็นเทพ ข้าควรเรียกท่านว่า “ภูตสวรรค์” รึเปล่านะ'
————————————————
ชื่อ : โอว หยาง หยู [อายุ 10224 ปี]
ระดับ : [8] ภูตสวรรค์ 2 จาก 9 ขั้น
สภาวะร่างกาย : [1240400/1240400]
พลังกาย [24204] โจมตี [12010] ป้องกัน [25024] ว่องไว [16204] สติปัญญา [30800] โชคชะตา [4055]
พลังปราณ : [36225]
พลังวิญญาณ : [5020]
ธาตุพลัง : [ดิน 13401] : [น้ำ 43505] : [ลม 6005] : [ไฟ 80650] : [ทอง เหล็ก 5800] :
วิชาที่มี : [ระดับเบื้องต้น 82] : [ระดับต่ำ 22] : [ระดับกลาง 5] : [ระดับสูง 1]
สถานะพิเศษ : [เลือดชีวิต]
————————————————
ในโลกนี้มีคนที่มีระดับเหนือกว่าจ้าวยุทธภพขึ้นไปไม่ถึง 10 คน หนึ่งในนั้นคือท่านหมอเทวดาอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินคนนี้นี่เอง เฉียวเฟิงคิด
.
.
.
“เด็กน้อย เจ้าเป็นคนแรกเลยที่ข้าเห็นแล้วรู้สึกถึงพรสวรรค์เช่นนี้ แต่น่าเสียดายนักหากข้าเจอเจ้าก่อนที่พิษจะซึมเข้าสู่กระแสเลือด ชีพจรและเนื้อหนังทั้งหมดของเจ้าคงไม่มีสภาพเช่นนี้ และเจ้าคงไม่ต้องทรมานด้วย พิษนี้หากไม่ขับออกแต่เนิ่นๆ ทุกคืนวันเจ้าคงต้องพบความทรมานที่ผู้ใดยากจะรู้ไม่น้อย”
เฉียวเฟิงทำมือและก้มขอบคุณท่านหมอเทวดาในความหวังดีที่พูดขึ้น “ขอบคุณท่านหมอในความหวังดีขอรับ”
หมอเทวดาเห็นดังนั้นนี้ก็พอใจยิ่งในกิริยาที่เฉียวเฟิงในร่างเด็กน้อยคนนี้แสดง มันทำให้เด็กน้อยดูรู้ความกว่าเด็กสามัญมากนัก
“แต่ก็ไม่ใช่ ไม่มีวิธีรักษาเจ้าในตอนนี้นะ แต่วิธีแรกหากเจ้ายอมทนเจ็บตัวได้ ข้าก็รักษาให้เจ้าหายได้ เพียงแต่มันต้องยอมแรกกับอะไรบางอย่าง นั้นคือ ฐานพลังยุทธ์ของเจ้าในตอนนี้อาจจะเป็น 1 ใน 3 ของทั้งหมด หรือเป็น 2 ใน 3 ของทั้งหมด มันจะเสียหายและเรียกคืนไม่ได้ตลอดไป” ท่านหมอเทวดาพูดพร้อมมองเฉียวเฟิงอย่างเมตตา
“สักวันหนึ่งเมื่อเจ้าเป็นผู้แข็งแกร่งแล้ว จงออกตามหาไข่มุกดื่มพิษ สิ่งนี้ก็จะช่วยเจ้าได้เช่นกัน มันจะดูดพิษทุกสิ่งที่ตกค้างในกายเจ้าออกไปจนหมด หากแต่ไข่มุกดื่มพิษนับเป็นของวิเศษ… ช่างหายากเหลือเกินในโลกใบนี้” ท่านหมอหยุดพูดราวกับว่ามีเรื่องราวที่ไม่สามารถพูดได้
โดยไม่รู้ตัวสองบุรุษหนุ่มโรงหมอคิดว่าศิษย์พี่กำลังพูดอะไร ท่านบ้าหรือเปล่า ไข่มุกดื่มพิษ ของวิเศษ ไม่มีในโลกใบนี้ แต่ละคำที่ท่านหมอเทวดาพูดทั้งสองไม่เข้าใจแม้แต่น้อย
แต่มีหรือเฉียวเฟิงจะไม่รู้ว่า เพราะเหตุใดท่านหมอเทวดาจึงหยุดพูดและทำหน้าเศร้า
ไข่มุกดื่มพิษนั้นมาจากแมงมุมดื่มพิษร้อยขามันเป็นสัตว์อสูรระดับสูง ยิ่งมันมีระดับสูงเท่าไรไข่มุกนั้นก็มีคุณสมบัติที่ดีเท่านั้นในการดูดพิษ ซึ่งในโลกใบนี้อาจจะไม่มีมันอยู่ แต่ในโลกระดับที่สูงขึ้นไป ที่อยู่ของระดับครึ่งเทพหาเจอมันได้ไม่ยาก แต่ถ้าเป็นระดับของโลกนี้การตามหาไข่มุกดื่มพิษ ต่อให้เจอกับแมงมุมดื่มพิษระดับต่ำสุดก็ไม่แน่ว่า... แม้แต่ระดับจ้าวยุทธภพสิบคนจะเอาชนะมันตัวเดียวได้
“ท่านหมอข้าเข้าใจ” เฉียวเฟิงพูดพร้อมคำนับอีกคราว ทำราวเป็นเด็กน้อยว่าง่ายไม่รู้ความ
“ส่วนวิธีสุดท้ายอาจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับเจ้า หากวันหนึ่งเจ้าแสวงหาพลังและไปถึงจุดจุดหนึ่งที่โลกใบนี้ไม่อาจจะเพียงพอต่อเจ้า ตอนนั้นโรคของเจ้าก็จะหายไปได้เอง”
ผู้คนทั้งห้องต่างสับสนในคำพูดของท่านหมอและไม่อาจจะตีความหมายใดๆ ออกได้
ก็มีเพียงแต่เฉียวเฟิงเท่านั้นที่รับรู้ในความหมายอีกเช่นเดิม
ในความหมายของท่านหมอเทวดา คือการยกระดับพลังสู่ขอบเขตของความเป็นเทพ เช่นเดียวกับท่านหมอก็เท่านั้นเอง ถ้าไปถึงขั้นนั้นร่างกายจะมีกายเปลี่ยนแปลงเนื้อหนังและกระดูกจะไปสู่อีกระดับขั้นหนึ่งของพลัง เป็นการเปลี่ยนเนื้อพลัดกระดูกอย่างถาวร นั่นจึงทำให้เป็นอีกทางที่จะรักษาพิษทั้งหมดออกจากตัวในคราวเดียว เพราะพิษธรรมดาไม่อาจจะฆ่าเทพได้ แม้เป็นเพียงผู้มีเศษเสี้ยวเดียวแห่งความเป็นเทพก็ตาม
“มารดาเจ้าข้าจะดูแลอย่างดี อีกสามวันค่อยมาใหม่นะ ให้นางได้นอนพักรักษาบาดแผลที่นี่ก่อนเถอะนะ ตอนนี้นางหลับอยู่ด้วยฤทธิ์ยาของข้า”
“ขอบคุณท่านหมอ” พานลี่และเฉียวเฟิงพูดพร้อมกัน
จากนั้นก็มีเสียงดังพร้อมกันจากด้านหลังของหมอเทวดา ” 1 เหรียญทอง…”
และภาพเดิมๆ ก็คล้ายปรากฏ ท่านหมอยกมือขึ้นห้ามอีกครั้ง…
เด็กหนุ่มด้านหลังสองคนทำหน้าเซ็งส่ายศีรษะและพูดพร้อมกัน “วันนี้พวกเราเหนื่อยฟรีอีกแล้ว”
.
.
.
เมื่อเสร็จสิ้นการพาท่านแม่ไปรักษาเฉียวเฟิงก็เดินทางกลับที่พักแรมในโรงเตี๊ยม จากนั้นจึงจัดประชุมเล็กๆ กับเหล่าเด็กน้อยวัยเยาว์ของตัวมัน
"ศิษย์พี่ใหญ่พวกเราจะทำการใดต่อดี..." พานลี่พูดคำสุภาพต่อเฉียวเฟิง เพราะตอนนี้อยู่แต่กับคนกันเอง นางไม่กล่าวพูดเล่นพูดไม่สุภาพกับเฉียวเฟิงแม้แต่น้อย ตอนนี้นางพยายามพูดถามถึงแผนการกับศิษย์พี่ในอนาคต แม้นางเฉลียวฉลาด แต่นางก็รู้ว่าตัวนางนั้นยังไม่ได้ครึ่งของศิษย์พี่ใหญ่เลย และตอนนี้นางแอบมีความกังวลใจเล็กๆ ด้วย
"ทำตามแผนที่พวกเราวางกันไว้ก่อนออกเดินทางมา พวกเจ้าสองคนไปสอบเข้าสำนักบรรจบฟ้าก่อน อีกด้านหนึ่งต้าไห่ก็สร้างเส้นสายการค้าให้กับพวกเรา ส่วนตัวจิ้งเหอนั้นรอเวลาเข้าสำนักในส่วนของตำหนักราชวงศ์จะเหมาะสมที่สุด เพราะพวกเราควรมีเส้นสายภายในระบบบ้านด้วย ถึงเวลาแล้วที่พวกเราพี่น้องต้องแยกกันดำเนินงาน"
"ศิษย์พี่ใหญ่ท่านคิดว่าจิ้งเหอจะไหวรึเจ้าคะ" พานลี่กล่าวอย่างเป็นกังวล หลายปีมานี้ที่รู้จักกันมาจิ้งเหอสำหรับนางช่างดูหน่อมแน้มอ่อนแอเหลือเกิน แน่ละจิ้งเหอตอนนี้ยังเป็นเด็กน้อยอยู่ ไม่แปลกที่จะยังไม่แสดงธาตุบุรุษผู้กล้าหาญออกมาให้เห็น
หากแต่สำหรับเฉียวเฟิงมันไม่กังวลใจเลย
"จงเชื่อมั่นในสายตาของท่านจ้าวหมื่นเทวะ เมื่อท่านเลือกพวกเรา แสดงว่าท่านเห็นบางอย่างที่พิเศษ" เฉียวเฟิงอ้างชื่อจ้าวหมื่นเทวะพลางคิดในใจจิ้งเหอนะไม่น่าห่วง หากแต่พวกเจ้าทั้งสองต่างหากที่ข้าไม่รู้ว่าจะไปได้ถึงระดับไหนกันแน่… คิดกล่าวในใจอยู่ครู่เฉียวเฟิงก็พูดต่อ
"นอกจากนั้นตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่พวกเราต้องรีบลงหลักปักฐานที่เมืองนี้ให้ได้ไวที่สุด เพราะด้วยขอบเขตขีดความสามารถของคนหนึ่งคนนั้นจะทำอะไรไม่ได้มาก แม้เราจะมีต้าไห่ช่วยขยายช่องทางการค้า พร้อมหลอมโอสถเสริมพลังออกขายให้พวกเรา แต่พวกเราเองก็ต้องสร้างความมั่นคงอื่นๆ เพิ่มเติมด้วยเช่นกัน"
"ข้าได้ให้คนของข้าติดต่อนายหน้าหาซื้อที่ดินเรียบร้อยแล้วเจ้าคะศิษย์พี่ ศิษย์พี่ท่านคิดสร้างสำนักหรือตั้งตำหนักสำหรับเป็นเกียรติแก่ท่านจ้าวหมื่นเทวะของเราเลยหรือไม่เจ้าคะ พานลี่อยากเห็นรูปปั้นของท่านตั้งตระการให้ผู้คนบูชาความยิ่งใหญ่ของท่านในเร็ววันจังเลย ท่านช่างงามล้ำ"
เฉียวเฟิงส่ายหัวในความคิดของเด็กน้อยเช่นพานลี่