ระหว่างทางชิวเจินและองครักษ์เอาแต่พูดคุยกับเยี่ยซางอย่างสนุกสนานแต่กลับไม่มีใครสนใจฉินไห่หรือคนอื่นๆ มากนัก ทำให้พวกเขาไม่พอใจเป็อย่างมากพวกเขาจะมีหน้าไปบอกคนอื่นได้อย่างไรว่าตนเองเป็คนของตระกูลฉิน ส่วนเยี่ยซางเป็แค่ชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น
นอกจากนี้ฉินเจินก็อยู่ฝ่ายเดียวกับเยี่ยซางด้วยเมื่อฉินไห่ ฉินซานและคนอื่นๆ พยายามพูดคุยกับฉินเจิน อีกฝ่ายเพียงพยักหน้าและส่ายหน้าด้วยท่าทางไม่เต็มใจที่จะพูดคุยกับพวกเขาแต่กลับเข้ากันได้ดีกับกลุ่มของเยี่ยซาง
“เต่า!ก็เป็แค่เต่าเท่านั้น!” เยี่ยซางยิ้มเขาไม่้าให้ความสนใจกับฉินไห่และคนอื่นๆระหว่างทางเยี่ยซางเห็นว่ากลุ่มของฉินไห่หยิ่งผยองเป็อย่างมากอย่างไรก็ตามพวกเขาจะไม่ยุ่งเกี่ยวกันในอนาคตเยี่ยซางจึงี้เีเกินกว่าจะไปโต้เถียงกับพวกเขา
ท่าทางหยิ่งยะโสของฉินไห่หายไปเมื่อได้ยินคำพูดของเยี่ยซางแม้จะไม่มีถ้อยคำหยาบคาย แต่ใครๆ ก็ได้ยินคำดูถูกเหยียดหยามของเขาอย่างชัดเจน
“เ้ารนหาที่ตาย!” ฉินไห่ผู้โกรธจัดเดินไปหาเยี่ยซางพร้อมด้วยดาบยาวในมือ
การแสดงออกของชิวเจินเปลี่ยนไปเขารู้จักนิสัยของฉินไห่ดี ที่จริงแล้วเขาไม่ได้อยากให้ฉินไห่มาพร้อมกันด้วยซ้ำทั้งยังรู้สึกรังเกียจอีกฝ่ายจากก้นบึ้งของหัวใจแต่เพราะเื้ัของฉินไห่เป็เช่นนั้น เขาจึงทำอะไรไม่ได้ อย่างไรก็ตามเขาไม่สามารถทนดูฉินไห่ทำร้ายเยี่ยซางได้
ไม่ทันที่เขาจะออกไปขวางฉินเจินก็ยืนอยู่ข้างเยี่ยซางแล้วพร้อมมือของเยี่ยซางที่กำลังถือหอกเหล็กดำซึ่งเขาเคยเก็บไว้ข้างหลังตนเองด้วย
ถึงจะไม่รู้ว่าการบ่มเพาะของฉินไห่เป็อย่างไรแต่ถ้าฉินไห่ยืนกรานที่จะต่อสู้ เยี่ยซางก็ไม่ลังเลที่จะโต้กลับด้วยแม้ว่าจะพ่ายแพ้ เขาก็ยอมรับได้ แต่ศักดิ์ศรีและตัวตนของเขาจะต้องไม่ถูกทำลาย
เยี่ยซางรู้สึกว่าไม่เป็อะไรหากเขาแพ้การต่อสู้เขาสามารถสู้ได้อีกครั้งในอนาคต แต่ถ้าเขาไม่กล้าแม้แต่จะต่อสู้ในตอนนี้มันจะกลายเป็ความอัปยศที่ไม่มีวันหายไปแน่
เมื่อฉินเจินมายืนอยู่ข้างเยี่ยซางก็ต้องทำให้ฉินไห่ตกตะลึง ฉินเจินไม่ได้มีพลังบ่มเพาะสูงมากนักถึงจะแย่กว่าเยี่ยซาง แต่ฉินเจินยังมีองครักษ์สองคนอยู่ข้างเขาแม้ว่าพวกเขาจะเป็คนตระกูลฉินเหมือนกันแต่สถานะของฉินไห่และฉินเจินในตระกูลนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกวนสยงและหลี่ซงเป็องครักษ์ของตระกูลฉินสำหรับพวกเขามีเพียงฉินเจินเท่านั้นที่เป็นายน้อย
“เอาละ นั่นเ้าจะทำอะไร? ฉินไห่ทำไมยังไม่หันกลับไปอีก!” ชิวเจินพูดขึ้นโดยพลันแล้วสถานการณ์ก็เปลี่ยนไป พูดได้ว่าตอนนี้เขาอยู่ฝั่งเดียวกับทายาทของตระกูลฉินสายตรงและไม่ได้ล่วงเกินฉินเอ้าเซวียนแม้แต่น้อย
“เ้ารอก่อนเถิด!เต่าก็เป็ได้แค่เต่าอยู่วันยังค่ำ” ฉินไห่สาปแช่งและหันกลับไป
แววตาทั้งสองข้างของเยี่ยซางเป็ประกายเย็นเยียบเขาจ้องแผ่นหลังของฉินไห่โดยไม่พูดอะไร เยี่ยซางไม่ถือสาหาความอะไรเลยหากอีกฝ่ายจะดูถูกตนเองครั้งแรกแต่อย่าหวังว่าจะสามารถดูถูกเขาเป็ครั้งที่สองได้โดยที่ไม่โดนตอบโต้กลับได้
มือที่ถือหอกเหล็กดำนั้นกระชับแน่นจากนั้นเยี่ยซางก็ยิ้มและคลายมือออก
“ความแข็งแกร่งคือทุกอย่างเยี่ยซางถ้าเ้าเข้าไปหุบเขาโอสถแล้ว เ้าต้องฝึกฝนอย่างหนัก”ชิวเจินตบไหล่เยี่ยซางพลางพูด
“ขอบคุณหัวหน้าชิว ข้าทราบแล้ว”เยี่ยซางพยักหน้าแล้วยิ้มให้ฉินเจินที่อยู่ข้างๆ เขา
ชิวเจินเดินออกไปเพื่อจัดองครักษ์ให้ตรวจสอบบริเวณรอบๆ
“หัวหน้า ฉินไห่ทำเกินไปหน่อยนะถ้าทำตัวแบบนี้ในหุบเขาโอสถต้องมีปัญหาแน่”ชิวหยวนรองหัวหน้ากลุ่มองครักษ์กล่าวขึ้น ชิวหยวนเป็ลูกพี่ลูกน้องของชิวเจินเขาสามารถเป็รองหัวหน้าได้ด้วยความแข็งแกร่งของตนเอง
“นิสัยที่ไม่ดีเช่นนั้น... ชิวหยวนเ้ารู้หรือไม่ว่างูกับัต่างกันอย่างไร?” ชิวเจินถามด้วยรอยยิ้ม
“งูชอบเลื้อยไปมา ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ้าจะต่อสู้กับทุกอย่าง จึงไม่มีโอกาสแก้ตัวพลอยให้ตัวเองตายเร็วส่วนัมักจะนอนตอนเด็กและยามอ่อนแอ แต่เมื่อถึงเวลามันก็จะเคลื่อนไหวเหมือนออกมาจากขุมนรกและทะยานขึ้นไปเก้าชั้นฟ้า”ชิวหยวนกล่าว
“งูกับันั้นต่างกัน ผู้คนก็เช่นกัน!”ชิวเจินถอนหายใจขณะที่สายตาของเขาจับจ้องไปที่เยี่ยซาง
ชิวหยวนมองตามสายตาของชิวเจินไปยังเยี่ยซางที่ยืนเงียบๆอยู่อีกด้านหนึ่ง เขาเข้าใจว่าชิวเจินหมายถึงอะไร แต่ไม่ได้คิดว่าอีกฝ่ายจะประเมินเยี่ยซางไว้สูงขนาดนั้น
สองวันครึ่งหลังจากนั้นทางกลุ่มก็มาถึงนครตานติ่ง
พวกเขามองเห็นกำแพงเมืองสูงชะลูดจากระยะไกลดูราวกับักำลังหมอบคลานอยู่กับพื้น
แสงอาทิตย์ในยามเย็นเป็สีทองส่องลงมาถึงพื้นทำให้ทั้งเมืองเหมือนกำลังโดนปกคลุมไปด้วยผ้าสีทองผืนบางราวปีกจักจั่นที่ทำให้พื้นที่แห่งนี้ยิ่งดูลึกลับน่าพิศวง
ที่นี่คือนครตานติ่งซึ่งเป็เมืองที่ใหญ่ที่สุดในพื้นที่หนึ่งแสนลี้
นครตานติ่งเป็เมืองโบราณที่สร้างขึ้นมานานแล้วอาจจะหนึ่งพันปี สามพันปี หรือหนึ่งหมื่นปีก็ไม่มีใครทราบได้
หลังจากเดินเข้าไปในเมืองแล้วเยี่ยซางก็ได้พบว่ากำแพงของเมืองโบราณนี้สูงกว่าสิบจั้ง โดยทั้งหมดทำจากหินสีเข้ม
ชิวเจินส่งสัญญาณให้กับเ้าหน้าที่ตรงประตูเมืองก่อนที่ทั้งกลุ่มจะเข้าสู่นครตานติ่งอย่างราบรื่นหลังจากเข้าเมืองมาแล้วชิวเจินก็ให้ทุกคนลงจากรถและเดินต่อเพื่อให้หนุ่มสาวได้เห็นนครตานติ่งด้วยตนเอง
“เมืองนี้ใหญ่กว่านครชื่อเหยียนของเรามากสมควรแล้วที่เรียกว่าเมือง์” ชายหนุ่มคนหนึ่งกล่าว
“นี่เป็เพียงเศษเสี้ยวของแคว้นตงเสวียนเท่านั้นโลกภายนอกนั้นกว้างใหญ่มาก ยังมีเมืองเช่นนี้อีกมากมาย” ชิวเจินเหลือบมองชายหนุ่มขณะเดียวกันก็หันไปมองเยี่ยซางเด็กหนุ่มนั้นเงียบมากราวกับว่าเื่นี้ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกแปลกใจ
เยี่ยซางไม่ได้พูดอะไรแม้แต่น้อยใน่สองสามวันที่ผ่านมาสิ่งที่เขาทำคือการบ่มเพาะและบ่มเพาะเท่านั้น เด็กหนุ่มยังไม่ได้แม้แต่ไปล่าสัตว์ด้วยซ้ำชิวเจินรู้ว่าถึงเยี่ยซางไม่แสดงออกมาแต่ความขัดแย้งระหว่างเด็กหนุ่มกับฉินไห่ยังคงส่งผลกระทบต่อเขาเป็อย่างมาก
ชิวเจินหาโรงเตี๊ยมและจัดให้ทุกคนเข้าพักจากนั้นจึงให้ชิวหยวนไปซื้อเสือวายุเพิ่มอีกสามตัวแม้ว่าเสือวายุสองตัวจะสามารถลากรถได้แต่ก็ยังช้ามาก เนื่องจากรถเหล็กหนักเกินไปจึงเป็เื่ยากสำหรับเสือวายุเพียงสองตัว
เมื่อเข้าพักในโรงเตี๊ยมแล้วเยี่ยซางก็เริ่มฝึกฝนเขา้าที่จะพัฒนาพลังบ่มเพาะของตนให้มากที่สุดก่อนพิธีคัดเลือกศิษย์เข้าสู่หุบเขาโอสถจะเริ่มขึ้นถึงตอนนี้จะไม่มีวี่แววที่เขาจะบรรลุขั้นสี่ของเลี่ยนชี่เลยก็ตามยิ่งการบ่มเพาะสูงขึ้นเท่าไรก็ต้องยิ่งใช้ลมปราณมากขึ้นเท่านั้น
ในอีกห้องหนึ่งฉินไห่และฉินซานกำลังพูดคุยกัน
“พี่ไห่ ท่านไม่จำเป็ต้องสนใจมันหรอกรากฐานการบ่มเพาะพลังปราณระดับสาม มันไม่น่าจะผ่านการคัดเลือกของหุบเขาโอสถได้ด้วยซ้ำถ้ามันไม่ผ่านการคัดเลือกของหุบเขาโอสถ ท่านก็สามารถจัดการได้อย่างง่ายดายแล้ว”ฉินซานกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ต้องพูดถึงคนที่มาจากเมืองอื่นๆแค่คนที่มาจากนครชื่อเหยียนของเรารากฐานบ่มเพาะที่ต่ำสุดก็คือขั้นที่หกของเลี่ยนชี่แทบจะเป็ไปไม่ได้ด้วยซ้ำที่มันจะผ่านการคัดเลือกของหุบเขาโอสถข้าจะบอกองครักษ์ซ่งภายหลังถ้ามันไม่ผ่านการคัดเลือกของหุบเขาโอสถก็ให้สังหารมันเสีย”เสียงของฉินไห่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง
“ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมน้องเจินถึงต้องปกป้องมันนักแค่รับของกินเล็กๆ น้อยๆ จากมันไม่ใช่หรือ?” ฉินซานพูดถึงความคิดของเขา
“เหอะ! ถ้าเขาไม่ใช่ลูกชายของท่านอาสามด้วยการฝึกฝนระดับนั้นเขาก็คงไม่ต่างอะไรจากเยี่ยซางมันหรอก”คำพูดของฉินไห่เต็มไปด้วยความไม่พอใจเพราะฉินเจินเป็ทายาทสายตรงของตระกูลฉินแต่ตนเองไม่ใช่ สำหรับทางฉินเจินนั้นเขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายเข้าหุบเขาโอสถไม่ได้อยู่แล้ว เพราะอย่างไรเสียอาจารย์ของฉินเอ้าเซวียนซึ่งเป็ผู้าุโของหุบเขาโอสถก็เป็อาจารย์ของฉินเจินด้วย
“พี่ใหญ่มันเป็เื่ยากที่เยี่ยซางจะเข้าสู่หุบเขาโอสถถึงเขาจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็วแต่เขาเริ่มต้นช้าเกินไป” ในอีกห้องหนึ่งชิวหยวนมองไปที่ชิวเจินและกล่าวขึ้น
“ถ้าปีนี้ไม่ได้ เช่นนั้นปีหน้าเล่า? ข้าไม่คิดว่าเขาจะยอมแพ้ทองคำแท้จะเปล่งประกายไม่ช้าก็เร็ว” ชิวเจินกล่าวด้วยรอยยิ้มพลางดื่มเหล้า
หลังจากพักผ่อนทั้งคืนในตอนเช้าทุกคนก็รวมตัวกันขึ้นรถอสูรสามคันก่อนจะออกเดินทางต่อ
ยังเหลือระยะทางอีกนับพันลี้จากนครตานติ่งไปจนถึงประตูหุบเขาโอสถทีู่เาตานติ่งแต่บริเวณนี้ไม่ได้เป็พื้นที่แห้งแล้งอีกต่อไปเพราะมีคนมาสร้างถนนชิงเหยียนไว้เมื่อนานมาแล้ว
มีรถอสูรมากมายบนถนนเส้นนี้พิธีคัดเลือกศิษย์ประจำปีของหุบเขาโอสถเป็งานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบริเวณโดยรอบหนึ่งแสนลี้มันจึงไม่น่าแปลกใจที่มีคนจำนวนมากเดินทางมาเข้าร่วม