บทนำ
ลูกคิดด้านหน้าถูกใช้คำนวณให้พอเป็พิธี ส่งผลให้คู่ค้าที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามมองตามด้วยความชื่นชม ทั้งที่ในความเป็จริงแล้ว ตัวเลขที่แสดงมูลค่าที่แท้จริงของสินค้าได้ปรากฏขึ้นให้เห็นอย่างชัดเจน กระดาษและพู่กันที่ถูกเตรียมพร้อมเอาไว้อยู่ก่อนแล้วได้ถูกหยิบมาใช้งานจริงๆเสียที หลังจากที่เขาแสดงท่าทางทรงภูมิอยู่เป็เวลานาน
นิ้วเรียวแตะที่พู่กันสีเงินของตนเอง อันมีลายแกะสลักว่า “หมิน” อันเป็ชื่อเล่นที่ครอบครัวใช้เรียกขานบุตรชายคนเล็กของตระกูลหลี่ นามว่า “หลี่ชิงหมิน”
พู่กันที่ถูกสั่งทำพิเศษนี้เป็สิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าตระกูลหลี่ให้ความสนใจกับเขามากแค่ไหน ไม่ว่าจะลวดลายที่เป็เอกลักษณ์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็งานระดับสูงของช่างฝีมือผู้ทรงเกียรติ และหยกประดับอยู่รอบๆ ที่บ่งบอกว่าพู่กันเพียงชิ้นเดียวนี้ก็เพียงพอที่จะให้ขุนนางระดับต่ำหลายคนกินใช้ได้ตลอดทั้งปี
ถึงอย่างนั้น ที่มาของความรักจากครอบครัวหลี่ที่มอบให้บุตรชายนี้ก็ไม่ได้ไร้ที่มาอย่างแท้จริง เริ่มจากการที่เขาเป็บุตรชายคนเล็ก อายุอานามก็ห่างจากพี่ๆไปมากโข ในขณะที่บรรดาพี่ชายอายุเข้า 30 ปีไปแล้ว มีครอบครัวมีลูกหลานวิ่งเล่นรอบๆจวน หลี่ชิงหมินกลับอายุได้เพียง 17 ปีในปีนี้เท่านั้น ห่างจากพี่ชายคนรองเกือบ 20 ปีเลยทีเดียว ไม่แปลกที่บิดามารดาจะดูแลเขาเป็พิเศษ
ประกอบกับร่างกายของเขาที่ไม่เหมือนกับพวกพี่ชาย เป็เพราะมารดาตั้งครรภ์ตอนอายุมาก ดังนั้นเขาจึงเติบโตมาพร้อมกับอาการเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆอยู่เสมอ ร่างกายไม่แข็งแรงบึกบึนเหมือนกับบุรุษเช่นพวกพี่ชาย แต่เป็ไปในทิศทางบัณฑิตน้อยเสียมากกว่า
อีกประการ นอกจากความรักความเอ็นดูที่มอบให้บุตรชายคนเล็กเป็พิเศษแล้ว ความสามารถของหลี่ชิงหมินที่ปลุกขึ้นมาได้ กลับเป็ความสามารถที่เป็ประโยชน์ต่อครอบครัวของพวกเขาไม่ใช่น้อย
แม้ว่าตระกูลหลี่จะเป็ตระกูลขุนนางระดับต่ำ ไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โตมากมายอะไรในอาณาจักรนี้ ด้วยฐานะบิดาที่ดำรงตำแหน่งเป็เพียงผู้ช่วยนักปรุงยาโอสถระดับล่าง หรือก็คือเป็ผู้ที่อยู่ฝ่ายจัดหาวัตถุดิบมาขายที่โรงยาหลวงเท่านั้น ไม่แปลกที่พวกเขาจะไม่ได้รับความเคารพมากมายอะไร
ทว่า....แต่ไหนแต่ไรมา เมื่อประกอบอาชีพเช่นนี้ พร้อมกับได้รับใบหน้าจากการทำงานให้แพทย์ปรุงโอสถหลวง พวกเขายังสามารถอาศัยชื่อเสียงนี้เพื่อทำการค้าได้อีกด้วย
ที่ผ่านมา การค้าของพวกเขาดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ได้กำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง ตามโชคและโอกาส แต่หลังจากที่บุตรชายของพวกเขาอย่างหลี่ชิงหมินปลุกพลังขึ้นมาได้ ก็ทำให้สัดส่วนในการขาดทุนลดลงไปจนกลายเป็ศูนย์เมื่อสินค้านั้นอยู่ภายใต้สายตาของหลี่ชิงหมิน
ไม่แปลกที่พวกเขาจะรักและเอ็นดูบุตรชายคนนี้มากขึ้น จนถึงขนาดปล่อยให้เขาได้ทุกอย่างตามใจของตนเอง เมื่อชิงหมินกล่าวว่าไม่อยากจะเป็ขุนนางรับราชการ พวกเขาก็ไม่ห้าม เมื่อหลี่ชิงหมินบอกว่าเขา้าทำงานแค่ 2 วันต่อสัปดาห์ ก็ไม่มีใครคิดจะตำหนิ กระทั่งเื่การแต่งงานของเขา....ทั้งครอบครัวก็ไม่คิดจะกดดันให้ลูกชายต้องอึดอัดใจ ปล่อยให้เขาได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเรื่อยมา
มองดูแล้วช่างเป็ความสงบที่น่าริษยาไม่น้อยเลย....
แต่ก็นะ ชีวิตของมนุษย์มีสุขแล้วก็ต้องมีทุกข์ หากไม่ประสบพบเจอกับความทุกข์แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ายามมีสุขนั้นดีขนาดไหน โชคชะตาของหลี่ชิงหมินผู้เพียบพร้อมไปด้วยความรักผู้นี้ก็คือ พระรองที่จะไม่มีวันประสบความสำเร็จในเื่ของความรัก...
เขามีหญิงงามที่คะนึงหาอยู่เสมอในดวงใจ เวลา 5 วันที่ขอจากครอบครัวไป ส่วนใหญ่ก็เพื่อไล่ตามนางทั้งนั้น น่าเสียดายที่ชะตาฟ้าไม่ได้ลิขิตให้เขาประสบความสำเร็จในการสาวงาม เขาจึงได้กลายเป็เพียงบุรุษคนหนึ่งที่รู้จักความรักที่แท้จริง แต่เป็ความรักที่ทำได้แค่มองดูคนมีความสุขในขณะที่ไม่มีเขาก็เท่านั้น
แค่คิดถึงตรงนี้ ผู้ที่ได้บทพระรองมาอย่างจำใจก็ต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ หากไม่ใช่เพราะชีวิตครอบครัวดีเช่นนี้ เขาคงจะปฏิเสธบทบาทที่น่าอดสูแล้วขอไปเกิดใหม่เป็คนอื่นเสียยังจะดีกว่า
หากอ่านตามบทบาทที่แท้จริงของพระรองแล้ว เขาก็ไม่ต่างกับวัวเทียมเกวียน คอยดูแลและส่งให้นางเอกก้าวไปข้างหน้าอย่างราบรื่น ในขณะที่ตนเองจะต้องเจอกับความเหน็ดเหนื่อยชนิดที่ว่าครอบครัวที่รักเขาก็ยังคิดไม่ออกว่าลูกชายที่ประคบประหงมมาจะต้องมาอดทนกับอะไรเช่นนี้เลย
“คุณชายหลี่คนเล็ก ไม่ทราบว่าเป็อย่างไรบ้างหรือขอรับ โสมชิ้นนี้พอจะขายได้ราคาหรือไม่”
ชายวัยกลางคน พ่อค้าสมุนไพรขนาดเล็กที่มักจะลาดตระเวนไปยังหมู่บ้านต่างๆเพื่อหาซื้อสมุนไพรมาขายต่อถูมือของตนเองไปมา ก่อนหน้านี้เขามักจะเร่ขายสมุนไพรไปทั่ว เปรียบเทียบว่าร้านไหนให้ราคาดีที่สุดก็ไปที่ร้านนั้น เป็การทำงานของพวกพ่อค้าเร่เช่นพวกเขาล่ะนะ
เพียงแต่...หลังจากที่ได้ค้าขายกับคุณชายหลี่คนเล็กมากเข้า เขาก็รู้แล้วว่าการเสียเวลาไปขายสินค้าให้ผู้อื่นนั้นมันไม่มีประโยชน์เลย
จริงอยู่ที่ว่าอาจจะเกร็งกำไรขึ้นมาได้สักเล็กน้อย แต่บางครั้งกลับมีปัญหาตามมา
ยกตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ และเกือบทำให้เขาถูกโบยจนตาย นั่นก็คือ...เขามาขายสมุนไพรให้คุณชายหลี่ ได้รับการประเมินว่าเป็สมุนไพรระดับ 1 ดาวครึ่ง ราคาอยู่ที่ประมาณ 10-30 เหรียญเท่านั้น เขาจึงนำสินค้าออกไปเพื่อขายให้ร้านอื่น และผู้ประเมินก็กล่าวว่าสมุนไพรของเขานั้นมีระดับ 2 ดาว มากกว่าที่คุณชายหลี่ประเมินเอาไว้ครึ่งดาว ราคาห่างกันเป็ 50-100 เหรียญ ตอนนั้นเขาไม่ขายก็ถือว่าเขาเป็คนโง่แล้ว แต่พอขายไป กลับเป็เขาที่โง่งมยิ่งกว่า
หลังจากที่ขายสมุนไพรนั้นไปด้วยราคาสูง วันต่อมากลับมีปัญหา โรงยาที่รับซื้อไปปรุงยานั้นให้บุตรีขุนนางผู้หนึ่ง แต่เพราะคุณสมบัติของยาผิดเพี้ยน พวกผู้ประเมินไม่ได้โทษที่ตนเองประเมินผิด กลับบอกว่าเขาเป็คนนำสมุนไพรนั้นมาหลอกขายว่าเป็สมุนไพร 2 ดาว สุดท้ายคนที่โดนโบยย่อมเป็ตัวเขาเอง
ในฐานะคนที่ไม่มีชนชั้นใดๆคุ้มกะลาหัว จะโต้เถียงต่อก็ไร้ประโยชน์ เงิน 50 เหรียญที่ได้มา กลายเป็ค่ารักษาตัวทั้งหมด หลังจากนั้นเขาก็คิดได้ คงจะมีแค่ร้านรวงของตระกูลหลี่เท่านั้นกระมังที่จะไม่ปล่อยให้เกิดเื่เช่นนี้
ไม่ใช่เขาเท่านั้นที่คิดได้ อาชีพของพวกเขาเป็อาชีพซื้อมาขายไป รับของถูกจากพวกชาวบ้านมาขายต่อ จะเอากำไรอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องเสี่ยงโชคชะตาของตนเองไปกับถนนเส้นนี้ด้วย การถูกโบยเป็เื่ปกติ ทว่าที่ร้านตระกูลหลี่กลับไม่เคยเกิดเื่เช่นนั้นเลย
การประเมินของคุณชายถูกต้องทุกประการ ถึงบางครั้งไม่อยากจะเชื่อ เพราะคิดว่าควรจะได้ราคามากกว่านี้ แต่เมื่อเอาไปตรวจสอบจริงๆ ก็พบว่าการประเมินนั้นถูกต้องไม่มีผิดแล้ว สุดท้ายพวกพ่อค้าเร่จึงมาต่อแถวขายสินค้าในวันที่คุณชายหลี่จะเข้ามาประเมินสินค้าด้วยตนเองจนกลายเป็ธรรมเนียมไปแล้วเช่นนี้
“โสมนี้อายุ 96 ปีเท่านั้น ขาดอีกเพียง 4-5 ปีจะกลายเป็โสมอายุ 100 ปี ซึ่งจะถูกจัดให้เป็โสมระดับ 2 ดาว น่าเสียดายจริงๆ แต่ถ้าคิดราคาให้ได้แค่โสมระดับ 1 ดาวครึ่ง ราคา 30 เหรียญ สูงสุดของ 1 ดาวครึ่งเท่านั้น”
“จริงหรือขอรับ เช่นนั้น....น่าเสียดายเหลือเกิน”
“อืม หากรออีกสักหน่อยคงจะดีกว่านี้ แต่ยังโชคดีที่เ้าซื้อสมุนไพรรอบๆโสม 1 ดาวครึ่งมาด้วย พลังงานชีวิตเต็มเปี่ยมจนกลายเป็สมุนไพร 1 ดาวทั้งหมด ขายได้ 5 เหรียญต่อต้น เพราะแบบนั้น...เ้าไม่ควรจะขาดทุนมากเกินไป”
“นะ นั่น....หมายความว่าสมุนไพรพวกนี้ทั้ง 20 ต้น ขายได้ 5 เหรียญหรือขอรับ”
“ใช่ 100 เหรียญจากสมุนไพรระดับ 1 ดาวต่ำ และอีก 30 เหรียญจากสมุนไพรโสม 1 ดาวครึ่ง เ้าตกลงขายหรือไม่”
“นะ แน่นอนขอรับ ขายแน่นอนขอรับ” ชายผู้นั้นเปลี่ยนสีหน้าจากเศร้าหมองกลายเป็แจ่มใสในทันที เขาซื้อสมุนไพรโสมนี้มาจากชาวบ้านที่เพิ่งลงจากเขา ให้ราคาทั้งหมด 30 เหรียญ ส่งผลให้ทางนั้นมอบสมุนไพรระดับต่ำที่อยู่รอบๆสมุนไพรโสม 1 ดาวครึ่งนี้มาทั้งหมดเพื่อตอบแทนความใจกว้าง
เมื่อได้ยินว่าสมุนไพรโสมที่ควรจะได้ราคา 50-100 เหรียญ เนื่องจากเขาคาดการณ์ว่าสมควรจะอายุ 100 ปี กลายเป็สมุนไพร 2 ดาว เหลือราคาเท่าต้นทุนที่ 30 เหรียญ น้ำตาของเขาแทบจะร่วงลงมาแล้ว
อย่าลืมว่านอกจากค่าแรงที่ต้องใช้ไปแล้ว เขายังมีต้นทุนอื่นๆ ค่าประทังชีวิต ค่าจ้างคุ้มกัน และอีกมากมายด้วย หักลบกลบหนี้แล้ว หากได้กำไรครั้งล่ะ 10 เหรียญก็ยังถือว่าคุ้มค่า แต่ถ้าไม่ได้อะไรเลยก็นับว่าขาดทุนแล้ว
โชคดีเป็ของเขาจริงๆ ที่ได้รับสมุนไพรระดับ 1 ดาวพวกนี้มาด้วย ตอนนั้นเขาก็ยังคิดว่ามันไม่ควรมีราคาค่างวดมากนัก เห็นแค่โสมขนาดใหญ่ก็ตื่นเต้นดีใจ ลุ้นเอา 100 เหรียญกลับมาใส่กระเป๋าอย่างเดียวเท่านั้น ถือว่าเขาไม่โง่งมเกินไปที่จะปฏิเสธน้ำใจของชาวบ้านผู้นั้นล่ะนะ...
“แล้วสมุนไพรอื่นๆที่ไม่มีระดับก็ซื้อขายกันเหมือนเดิม ข้าจะให้คนแยกคำนวณและมอบเงินให้ เอากระดาษแผ่นนี้ไปแจ้งขึ้นเงินเสีย”
หลี่ชิงหมินกล่าวพร้อมกับยื่นกระดาษที่จดตัวเลขเอาไว้ เป็การประเมินของชิงหมินเอง ซึ่งทางผู้จ่ายเงินก็จะเชื่อตามใบเสร็จนี้ ทำให้งานของพวกเขาเป็ระเบียบและราบรื่นมากขึ้น
หากภายหลังมีปัญหาก็ยังตรวจสอบได้ว่าผู้ใดเป็คนประเมิน แล้วให้ราคาสมจริงหรือไม่ ง่ายในการคิดบัญชีและตวจสอบผู้ที่คิดคดโกงด้วย
เมื่อพ่อค้าเร่ด้านหน้าจากไปอย่างตื่นเต้น ชายหนุ่มก็ลุกขึ้นบิดกายเล็กน้อย ไล่ความเกียจคร้านของตนเองออกไป วันนี้เขาประเมินได้เกิน 20 คนแล้ว สมควรจะได้หยุดงานเสียที ที่เหลือก็ปล่อยให้ผู้ประเมินของร้านสกุลหลี่ดูแลต่อไป นี่ก็เป็ธรรมเนียมการทำงานอีกเช่นกัน ถือเป็สิทธิพิเศษของคุณชายเช่นเขาล่ะนะ...
“คุณชายขอรับ หลังจากนี้คุณชายจะไปไหนอีกหรือไม่ขอรับ ถ้าหากว่าไม่มีสิ่งใดที่กำหนดเอาไว้แล้ว เช่นนั้นคุณชายอยากจะเข้าร่วมการตรวจสอบสินค้าที่จะเข้าประมูลในรอบถัดไปหรือไม่ขอรับ” เถ้าแก่ร้านรออยู่ก่อนแล้ว หลังจากที่เห็นว่าหลี่ชิงหมินเดินออกมา เขาก็รีบถูไม้ถูมือเข้ามาหาทันที
แน่นอนว่าสินค้าที่ตระกูลหลี่จะนำเข้าประมูลล้วนเป็สินค้าที่ตรวจสอบกันแล้วว่าเป็ของดี ทว่า...หลังจากที่ความสามารถของคุณชายหลี่คนเล็กของพวกเขาโด่งดังไปไกล ร้านขายยาบางร้านจะสอบถามเกี่ยวกับความคิดเห็นของคุณชายหลี่บ้างก่อนตัดสินใจซื้อ
หากพวกเขากล่าวว่าคุณชายหลี่ยืนยันคุณสมบัติตามที่ประกาศขาย เช่นนั้นพวกเขาก็จะไม่ลังเลอีกต่อไป แต่ถ้าไม่มีคำยืนยัน เช่นนั้นก็จะต้องใช้เวลาไม่น้อยเพื่อเกลี้ยกล่อม หรือไม่....สินค้าที่ประมูลก็จะมีราคาถูกกว่าที่ควรจะเป็นั่นเอง
“วันนี้ข้ามีสิ่งที่ต้องไปทำอยู่แล้ว”
“อ๋า.....แม้แต่ 10 นาที เพื่อตรวจสอบสินค้าสำคัญก็ไม่ได้หรือขอรับ” เถ้าแก่ที่จัดการสำหรับหาสินค้าเข้าประมูลในนามตระกูลหลี่อดที่จะเสียใจไม่ได้
ทุกครั้งหลี่ชิงหมินจะช่วยเหลือเขาเล็กๆน้อยๆ หากยุ่งมากจริงๆก็จะช่วยตรวจสอบให้สัก 4-5 ชนิดก่อนแล้วค่อยจากไป ไม่ค่อยมีครั้งไหนที่ปฏิเสธออกมาเช่นนี้เลย
“วันนี้ไม่ได้จริงๆ ข้าเสียเวลามามากแล้ว”
“เป็เช่นนั้นเอง” ถึงเขาอยากจะรบเร้าให้มากกว่านี้อีกสักหน่อย แต่มันก็คงจะเป็ไปไม่ได้แล้ว เถ้าแก่ถอยออกไปสองก้าวด้วยสีหน้าเศร้าหมอง ครั้งนี้ผลกำไรอาจจะน้อยลงจากเดิมก็เป็ได้
หลี่ชิงหมินรู้สึกสงสารอยู่บ้าง ใครใช้ให้ความสามารถของเขากลายเป็เครื่องมือการันตีคุณสมบัติของยาไปแล้วกันเล่า ถ้าไม่ใช่เพราะแบบนี้ พวกเขาก็คงจะไม่คาดหวังอะไรมากเกินไปนักหรอก
อีกอย่าง วันนี้เขาเองก็มีงานที่ต้องไปทำจริงๆ ที่ผ่านมาเล่นบทเป็คุณชายรอง ว่างๆก็ไปเยี่ยมเยียนแม่นางเอกให้ปรากฎในบทนิยายว่า ที่ผ่านมาพระรองคนนี้คอยช่วยเหลือนางมาตลอด จะไปเร็วหรือช้าก็ไม่ต่างกัน เนื่องจากไม่ได้มีระบุรายละเอียดเอาไว้ เนื้อเื่จริงๆ มันย่อมเกิดขึ้นหลังจากการปรากฏตัวของพระเอกนิยาย ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตหญิงชาวไร่ไปตลอดกาลต่างหาก
……………………………………..