แสงอรุณแรกของวันใหม่สาดส่องผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างไม้ในห้องพักราคาถูก กระทบเข้ากับใบหน้าคมเข้มของหลินเทียนที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้เก่าๆ ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาเขาไม่ได้ขยับเขยื้อนกายแม้แต่น้อย ลมปราณสีครามไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรทั่วร่างอย่างเป็ระเบียบ ทุกลมหายใจเข้าออกแ่เบาจนแทบััไม่ได้ นี่คือสภาวะการฝึกฝนที่ล้ำลึกของวิชากระบี่ไร้ลักษณ์ที่เน้นการกลมกลืนไปกับความว่างเปล่า รอบกายของเขามีไอเย็นจางๆ แผ่ออกมา บดบังร่องรอยของพลังยุทธ์ที่แท้จริงจนดูเหมือนเป็เพียงคนธรรมดาที่กำลังหลับใหล
หลินเทียนลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาของเขาเยือกเย็นและสงบนิ่งดุจผิวน้ำในบึงลึก เขาหยิบด้ามกระบี่หักที่วางอยู่ข้างกายขึ้นมาพิจารณา สนิมที่เคยเกรอะกรังบัดนี้เริ่มหลุดร่อนเผยให้เห็นลวดลายโบราณที่สลับซับซ้อนคล้ายหมู่ดาวบนท้องฟ้า เขาััได้ถึงความกระหายที่ซ่อนอยู่ภายในด้ามไม้หักนี้ ราวกับว่ามันกำลังเพรียกหาชิ้นส่วนที่ขาดหายไปซึ่งกำลังจะถูกนำออกมาประมูลในวันนี้
"หากข่าวที่ศิษย์พรรคอีกาโลหิตบอกเป็ความจริง ชิ้นส่วนของกระบี่พลิกฟ้าจะต้องอยู่ที่นั่น" หลินเทียนพึมพำกับตนเอง เขาจัดแจงสวมชุดหนังสัตว์ป่าที่ดูสมบุกสมบันแต่สะอาดสะอ้าน เก็บซ่อนด้ามกระบี่และป้ายหยกของซูเหยียนไว้ในสาบเสื้ออย่างมิดชิด ก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องพักมุ่งหน้าสู่ใจกลางเมืองชิงเฟิง
บรรยากาศในเมืองชิงเฟิงเช้านี้คึกคักเป็พิเศษ ผู้คนหนาตาจนแทบจะเดินเบียดเสียดกันไม่ได้ โดยเฉพาะบริเวณหน้า 'โรงประมูลฟ้าขจี' อาคารขนาดใหญ่ที่สร้างจากศิลาสีนิลดูโอ่อ่าและน่าเกรงขาม มีจอมยุทธ์จากหลากหลายสำนักสวมชุดหลากสีสันยืนจับกลุ่มพูดคุยกัน บ้างก็ถืออาวุธล้ำค่า บ้างก็มาพร้อมกับขบวนเกวียนบรรทุกสมบัติ ทหารยามในชุดเกราะหนักยืนอารักขาอย่างแ่า ทั่วทั้งบริเวณแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายของพลังยุทธ์ที่ปะทะกันอย่างเงียบๆ
หลินเทียนเดินเข้าไปใกล้ประตูทางเข้า เขาพบว่าการจะเข้าไปภายในโรงประมูลนั้นไม่ใช่เื่ง่าย ผู้ที่จะเข้าชมงานต้องมีบัตรเชิญพิเศษหรือต้องแสดงสถานะทางการเงินและพลังยุทธ์ที่คู่ควร หลินเทียนยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งพลางสังเกตการณ์ เขาเห็นคุณชายจากตระกูลใหญ่หลายคนเดินผ่านเข้าไปพร้อมกับยืดอกอย่างทระนง ในขณะที่จอมยุทธ์พเนจรบางคนถูกทหารยามไล่ตะเพิดออกมาเพราะไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ
"เ้าหนุ่ม ชุดที่เ้าใส่ดูเหมือนนายพรานหลงถิ่นมากกว่าจะเป็ลูกค้าของที่นี่นะ" ทหารยามคนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงดูแคลนขณะที่หลินเทียนเดินเข้าไปใกล้ "หากไม่มีบัตรเชิญหรือสมบัติล้ำค่ามาแสดง ก็จงไสหัวไปเสียเถิด ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับคนยากไร้"
หลินเทียนไม่ได้โกรธเคือง เขาเพียงแค่ยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ก่อนจะยื่นมือออกไปเบื้องหน้า "ข้าไม่มีบัตรเชิญ แต่ข้ามีสิ่งนี้ที่อยากให้พวกเ้าช่วยประเมินราคาดูหน่อย"
เขาสะบัดมือเล็กน้อย ปราณสีครามเส้นบางๆ พุ่งออกมาจากปลายนิ้ว กระทบเข้ากับแผ่นศิลาประเมินพลังที่ตั้งอยู่หน้าประตู แผ่นศิลานั้นพลันสั่นะเืและเปล่งแสงสีน้ำเงินเข้มออกมาอย่างเจิดจ้า พร้อมกับตัวเลขอักขระโบราณที่บ่งบอกถึงระดับพลังรวบรวมลมปราณขั้นที่สามที่บริสุทธิ์อย่างยิ่ง ทหารยามคนเดิมถึงกับอ้าปากค้าง ความดูถูกหายไปสิ้นและถูกแทนที่ด้วยความยำเกรงทันที
"ระดับ... รวบรวมลมปราณขั้นที่สาม! แถมยังเป็ปราณที่บริสุทธิ์ถึงเพียงนี้... เชิญ... เชิญท่านจอมยุทธ์เข้าไปด้านในได้เลยครับ!" ทหารยามรีบโค้งกายคำนับและเปิดทางให้หลินเทียนอย่างนอบน้อม
หลินเทียนก้าวเข้าไปภายในโรงประมูล บรรยากาศด้านในช่างแตกต่างจากภายนอกโดยสิ้นเชิง พื้นปูด้วยพรมขนสัตว์หนานุ่ม เพดานประดับด้วยโคมระย้าหยกที่ส่องแสงนวลตา ตลอดโถงทางเดินมีสาวใช้ในชุดผ้าไหมคอยให้บริการอย่างสุภาพ เขาถูกนำตัวไปยังห้องโถงกลางซึ่งเป็สถานที่จัดงานประมูล ห้องโถงนี้กว้างขวางขนาดบรรจุคนได้นับพันคน มีที่นั่งแบ่งเป็ระดับต่างๆ โดยชั้นบนสุดเป็ห้องส่วนตัวสำหรับแขกวีไอพี
ขณะที่หลินเทียนกำลังเดินหาที่นั่งที่เงียบสงบ สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นกลุ่มคนในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนที่เดินเข้ามาทางประตูใหญ่ นำโดยชายชราใบหน้าเปี่ยมเมตตาและหญิงสาวที่ดูคุ้นตา... ซูเหยียนนั่นเอง! นางดูสง่างามในชุดประจำสำนักบุปผา์ที่สะอาดสะอ้าน แววตาของนางกวาดมองไปรอบๆ ห้องโถงราวกับกำลังมองหาใครบางคน หลินเทียนรีบดึงหมวกหนังสัตว์ลงมาปิดบังใบหน้าและถอยฉากเข้าไปในมุมมืด เขาไม่อยากให้ใครจำเขาได้ในตอนนี้ โดยเฉพาะคนจากสำนักใหญ่ที่อาจนำพาความวุ่นวายมาให้
ไม่นานนัก เสียงระฆังเงินก็ดังกังวานไปทั่วห้องโถง เป็สัญญาณว่างานประมูลกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ชายวัยกลางคนท่าทางภูมิฐานในชุดสีทองก้าวขึ้นมาบนเวทีกลาง เขาคือ 'เถ้าแก่เิ' ผู้ดูแลโรงประมูลฟ้าขจีที่ขึ้นชื่อเื่ความสายตาแหลมคม
"ยินดีต้อนรับท่านจอมยุทธ์และผู้มีเกียรติทุกท่านเข้าสู่งานประมูลครั้งยิ่งใหญ่ของเมืองชิงเฟิง!" เถ้าแก่เิกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวาน "วันนี้เรามีสมบัติล้ำค่ามากมายที่รวบรวมมาจากทั่วทุกสารทิศ ทั้งสมุนไพรหายาก ศาสตราวุธระดับิญญา และสิ่งของลึกลับจากยุคา เพื่อไม่ให้เป็การเสียเวลา เรามาเริ่มที่ชิ้นแรกกันเลย!"
การประมูลดำเนินไปอย่างดุเดือด สิ่งของแต่ละชิ้นถูกประมูลไปด้วยราคาสูงลิ่ว ไม่ว่าจะเป็ 'ยาเม็ดเสริมลมปราณระดับ์' หรือ 'เกราะไหมเงิน' หลินเทียนนั่งดูอย่างสงบ เขาไม่ได้สนใจสิ่งของเ่าั้แม้แต่น้อย สายตาของเขาจดจ้องไปยังผ้าม่านด้านหลังเวทีที่เขาััได้ถึงแรงสั่นะเืของพลังงานบางอย่างที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ทันใดนั้น บรรยากาศในห้องโถงพลันเย็นเยียบลง กลุ่มคนในชุดคลุมสีดำเดินเข้ามาที่ที่นั่งชั้นบนสุดของฝั่งตรงข้าม ปราณสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างของพวกมันทำให้จอมยุทธ์รอบข้างถึงกับต้องถอยห่าง หลินเทียนกุมด้ามกระบี่แน่นขึ้น... พรรคอีกาโลหิต! นำโดยชายวัยกลางคนใบหน้าตอบซีด ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อ เขาคือ 'ฉินกง' รองเ้าสำนักพรรคอีกาโลหิต บุคคลที่เป็เป้าหมายการแก้แค้นของหลินเทียนนั่นเอง
ฉินกงนั่งลงด้วยท่าทางโอหัง สายตาของเขาไม่ได้มองไปที่สิ่งของบนเวที แต่กลับกวาดมองไปทั่วห้องโถงราวกับกำลังมองหาเหยื่อ เมื่อสายตาของเขาเกือบจะสบเข้ากับหลินเทียน เด็กหนุ่มรีบกดปราณให้ต่ำลงจนแทบเป็ศูนย์ กลมกลืนไปกับเงาของเสาหินขนาดใหญ่
"และแล้วก็มาถึง่เวลาที่ทุกท่านรอคอย..." เถ้าแก่เิกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น "สิ่งของชิ้นต่อไปนี้คือเศษเสี้ยวของตำนานที่สาบสูญไปนับพันปี... ชิ้นส่วนของ 'กระบี่พลิกฟ้า'!"
เ้าหน้าที่สองคนช่วยกันยกกล่องไม้กฤษณาที่ประดับด้วยยันต์สะกดิญญาขึ้นมาบนเวที เมื่อเถ้าแก่เิเปิดฝากล่องออก แสงสีเงินยวงก็พวยพุ่งออกมาสว่างจ้าไปทั่วห้องโถง ภายในกล่องมีชิ้นส่วนโลหะสีดำขลับที่มีรอยแตกหยักศพะ ดูหยาบกร้านแต่กลับแผ่ซ่านด้วยเจตนารมณ์กระบี่ที่แก่กล้าจนทำให้จอมยุทธ์หลายคนในห้องถึงกับต้องกระอักเืออกมาเพราะทานทนต่อแรงกดดันไม่ไหว
ในวินาทีนั้นเอง ด้ามกระบี่หักที่เอวของหลินเทียนก็สั่นไหวอย่างรุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ พลังงานสีครามภายในร่างของเขาเดือดพล่านราวกับลาวาที่พร้อมจะะเิ หลินเทียนต้องใช้ความพยายามอย่างมหาศาลในการสะกดข่มความตื่นเต้นและปราณกระบี่ไม่ให้หลุดรอดออกไป
"ชิ้นส่วนชิ้นนี้ถูกค้นพบในเขตต้องห้ามของเทือกเขาหมื่นลี้ ว่ากันว่ามันบรรจุเคล็ดวิชาของเทพกระบี่โบราณเอาไว้!" เถ้าแก่เิประกาศ "ราคาเริ่มต้นที่หนึ่งแสนเหรียญทอง!"
"หนึ่งแสนห้าหมื่น!" เสียงะโแรกดังมาจากจอมยุทธ์จากสำนักใหญ่คนหนึ่ง
"สองแสน!" อีกคนขยับราคาขึ้นทันที
"ห้าแสนเหรียญทอง!" เสียงที่ทรงพลังและเ็าดังมาจากห้องวีไอพีของพรรคอีกาโลหิต ฉินกงมองลงมาที่เวทีด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม "ชิ้นส่วนนี้ พรรคอีกาโลหิตขอรับไป ใครกล้าเสนอราคาแข่งกับข้า ก็จงเตรียมใจรับผลที่จะตามมา!"
คำขู่ของฉินกงทำให้ห้องโถงทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน ไม่มีใครอยากเอาชีวิตไปเสี่ยงกับพรรคมารที่โเี้ที่สุดในแถบนี้ แม้แต่คนจากสำนักบุปผา์ก็ยังมีท่าทีลังเล
แต่ท่ามกลางความเงียบนั้น เสียงที่เรียบเฉยและมั่นคงเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากมุมมืดท้ายห้องโถง
"หนึ่งล้านเหรียญทอง..."
สายตาทุกคู่หันขวับไปที่ต้นเสียงทันที แม้แต่ฉินกงก็ยังขมวดคิ้วด้วยความโกรธ หลินเทียนไม่ได้เป็คนพูด แต่กลับเป็ชายชราในชุดมอซอที่เขาเคยเจอที่โรงเตี๊ยมเมฆาขจี! ชายชรายังคงจิบสุราอย่างอารมณ์ดี ไม่ได้เกรงกลัวต่อปราณสังหารของฉินกงแม้แต่น้อย
"เ้าเป็ใคร! กล้าดีอย่างไรมาลองดีกับพรรคอีกาโลหิต!" ฉินกงตวาดลั่น พลางปลดปล่อยแรงกดดันระดับก่อตั้งรากฐานออกมาจนโคมไฟในห้องสั่นะเื
ชายชราเพียงแค่สะบัดมือเบาๆ แรงกดดันทั้งหมดของฉินกงก็มลายหายไปราวกับควันไฟ "เ้าเด็กน้อย... โลกนี้กว้างใหญ่กว่าที่เ้าคิด อย่าได้ลำพองตนนักเลย"
สถานการณ์ในโรงประมูลพลันตึงเครียดขึ้นถึงขีดสุด หลินเทียนตระหนักได้ว่าพายุกำลังจะมาถึงแล้ว การแย่งชิงชิ้นส่วนกระบี่ครั้งนี้อาจกลายเป็ชนวนเหตุของากลางเมืองชิงเฟิง และนี่คือโอกาสที่เขาจะได้เข้าไปใกล้ชิดกับศัตรูเพื่อล้างแค้น! เขากระชับชุดหนังสัตว์ เตรียมพร้อมสำหรับการเคลื่อนไหวในเงามืดที่กำลังจะเกิดขึ้น!