“ ตำรวจเขาแค่มาเตือนมึงอย่าไปยุ่งกับคุณหนูกิ๊ฟอีก ไม่เช่นนั้นมึงเสียอนาคตแน่” พี่ธงตบไหล่เตือน ขจรที่ได้แต่กำหมัดแน่น น้อยใจชะตาชีวิตของตน
“ ผมเข้าใจดี หลวงตาก็เตือนผมแล้ว”
“ เข้าใจก็ดีแล้ว หลวงตาตั้งความหวังไว้กับมึงมาก อย่าให้ท่านต้องผิดหวังกับมึง ผู้หญิงมีมากมาย เอาไว้มึงเรียนจบเป็หมอ มึงจะหาสักกี่คนก็ยังได้”
“ ผมอยากหางานทำ” จู่ๆ ขจรก็เอ่ยโพล่งออกมา
“ มึงก็ทำงานร้านพิซซ่าอยู่แล้วนี่ ได้ข่าวว่า ทิปเยอะไม่ใช่เร๊อะ?”
“ โดนไล่ออกแล้ว มีคนมาหาเื่”
“ ใครวะ มึงรู้ไหมว่ามันเป็ใคร”
“ ไม่รู้ เพิ่งเคยเห็นหน้ามันครั้งแรก ช่างมันเถอะ ที่ค่ายมวยมีงานอะไรให้ผมทำบ้างไหม”
“ ก็มีอยู่ ตอนนี้เห็นครูยอดบอกว่า เด็กล่อเป้า ยังขาดหลายคน แต่มึงร่างยังกับแมงแกลบอย่างนี้ คงต้องใช้เวลาฝึกเป็เด็กล่อเป้าอย่างน้อย สามสี่เดือน ถึงจะลงนวมได้ มึงจะไหวไหม?”
“ ตอนนี้ไม่รู้จะไปทำอะไร ก็คงต้องทำไปก่อน ผมไม่อยากให้ จอยมันไปทำงานอย่างนั้น แล้วยังไอ้จ้อยอีก มันก็เริ่มจะเข้าโรงเรียน คงต้องหาเสื้อผ้าดีๆ ให้มันใส่”
“ มึงอย่าเอาภาระ คนอื่นมาแบกซะหมด รอให้มึงเรียนจบแล้วกูไม่ว่าเลย แต่ตอนนี้มึงยังต้องกู้เงินเขามาเรียนเลย”
“ พวกเขาคือครอบครัวของผม ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องช่วยกันอยู่แล้ว”
“ มึงนี่… พรุ่งนี้วันเสาร์ มึงต้องไปเรียนหรือเปล่า”
“ เรียนครึ่งวัน บ่ายก็ว่าง”
“ เออ ดี พรุ่งนี้บ่าย มึงไปหากูที่ค่ายมวย กูจะบอกครูยอดให้”
ขจรกลับขึ้นห้องไป พบว่า ภายในห้อง ถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย เขาต้องค่อยจัดเรียง เก็บเข้าที่ให้เหมือนเดิม
แล้วเข้านอนพักด้วยความอ่อนเพลีย แล้วก็หลับไปจนกระทั่งเช้า มีเณรมาเรียกให้ตามพระไปบิณฑบาต ขจรก็รีบตื่นแล้วรีบเดินตามพระเช่นเคย ผ่านบ้านของกิ๊ฟ ซึ่งวันนี้ กิ๊ฟ ไม่ลงมาตักบาตร มีแต่แม่ของเธอ ซึ่งขจรได้แต่ก้มหน้า ไม่กล้าสบตาแม่ของกิ๊ฟแม้แต่น้อย หลังจากจัดอาหารให้หลวงตา ฉันอาหารเช้า เสร็จ ขจรก็รีบกลับไปแต่งตัว ไปมหาลัย โดยนั่งรถเมล์ไปเหมือนเคย พอถึงมหาลัย ก็รีบเข้าไปห้องเรียน วันนี้ เห็นกิ๊ฟ มารอในห้องแล้ว
“ เมื่อเช้าตื่นสายเลยไม่ได้ลงมาใส่บาตร”
“ อืม” ขจรพยักหน้า แต่ไม่พูดอะไร
“ เมื่อคืนเราคุยกับคุณพ่อเื่หมั้น กับพี่แทนไทแล้ว เราไม่ยอมหมั้น หากคุณพ่อบีบบังคับเราอีก เราจะฆ่าตัวตาย”
ขจรได้ฟัง ก็หันหน้ามองกิ๊ฟ ทันที
“ ใจเย็นๆ ท่านทำไปก็เพราะรักและเป็ห่วงกิ๊ฟนะ อย่าคิดทำอะไรบ้าๆ อย่างนั้น
เราเรียนเป็หมอ เพื่อรักษาชีวิตผู้คนให้รอดตาย ไม่ใช่พอเจอปัญหา ต้องถึงกับคิดสั้นแบบนี้”
กิ๊ฟยิ้มออกมา แล้วเอ่ยว่า
“ ในที่สุด จรก็พูดกับเราเสียที ต้องให้พูดถึงขนาดนี้ ถึงจะพูดกับเราเหรอ?”
“ นี่...หมายความว่า ไม่ใช่เื่จริง?”
“ ใช่. เมื่อคืนคุณพ่อกลับบ้านดึก เรานอนแล้ว ยังไม่ได้พูดคุยกัน ไม่แน่ หากคุณพ่อบังคับเราจริงๆ เราอาจพูดแบบนั้นก็ได้”
ขจรส่ายหัว แล้วหันไปฟังอาจารย์สอน ไม่คุยกับ กิ๊ฟอีกจนหมดคาบเรียน
“ บ่ายนี้เลิกคลาสแล้ว พวกเราไปกิน ชาบูกันนะ”
“ ไม่ละ เรานัดกับ พี่ธง จะไปค่ายมวย”
“ ไปทำไม?”
“ ไปทำงาน”
“ ทำอะไร ที่ค่ายมวย”
“ เด็กล่อเป้า”
“ จะบ้าหรือไง นายเป็นักเรียนแพทย์นะ หากถูกต่อยจนสมองเสื่อมไป แล้วจะเรียนหนังสือได้อย่างไร?”
“ ไม่ขนาดนั้นหรอก แค่ล่อเป้าซ้อมให้กับพวก ที่มาออกกำลังกาย ไม่ได้ล่อเป้าให้กับ พวกนักมวยจริงๆ”
“ จร ้าเงินเท่าไร ก็เอาของเราไปก่อนก็ได้นี่ ไม่เห็นต้องไปทำงานที่นั่นเลย แล้วงานที่ร้านพิซซ่าเล่า”
“ ลาออกแล้ว”
“ ทำไมล่ะ”
“ ไม่มีอะไร แค่่นี้ร้านเขาลดคน”
ขจรไม่อยากเล่า ว่ามีคนกลั่นแกล้ง
“ เราจะไปด้วย”
“ อย่าเลย”
ขจรปฏิเสธ แล้วก็เดินหนีไปเลย โดยที่กิ๊ฟ ยังตามติดขจรไม่ห่าง จนขจรต้องหยุดแล้วหันมาคุยกับกิ๊ฟอย่างจริงจัง
“ กิ๊ฟ อย่าตามเราแบบนี้”
“ ทำไม เดี๋ยวนี้ไปไหนมาไหน ไม่ยอมให้เราไปด้วยแล้วเหรอ?”
ขจรถอนหายใจ แล้วบอกว่า
“ เมื่อคืน มีตำรวจสายสืบ เข้ามาค้นห้องของเราที่วัด พวกเขาบอกว่า มีสายแจ้งว่าเราค้ายา พี่ธงบอกว่า พวกเขาแค่มาเตือน ว่าอย่ายุ่งกับกิ๊ฟ ขืนเราไม่เชื่อ พวกเขาจะหาวิธีเล่นงานเราแน่”
“ มีเื่แบบนี้ด้วย? เราจะรีบกลับบ้านไปคุยกับคุณพ่อ”
ก่อนที่กิ๊ฟจะเดินไปขึ้นรถ ขจรก็จับมือกิ๊ฟเอาไว้แล้วบอกว่า
“ อย่าทำเื่เล็กให้เป็เื่ใหญ่เลย ่นี้เราก็ห่างกันสักพัก รอให้เราเรียนจบก่อน เื่แบบนี้คงไม่เกิดขึ้น เราสัญญาว่าเราจะไม่มีใคร เราจะรอกิ๊ฟแค่คนเดียว”
“ จร เื่นี้ไม่ใช่เื่เล่นๆ ถึงขั้นยัดยากันแบบนี้ เราต้องบอกกับคุณพ่อ เราเชื่อว่าคุณพ่อไม่ใช่คน แบบนั้น”
ขจร ได้แต่ปล่อยมือให้กิ๊ฟกลับบ้านไป ส่วนเขาก็กลับไปค่ายมวย
ณ ค่ายมวยยอดชายยิม
ขจรมาถึงค่ายมวย พอมาถึงก็พบว่า พี่ธงกำลังลงนวมซ้อมกับ เทรนเนอร์อยู่ พอเห็น ขจรเดินเข้ามา ก็หยุดซ้อม แล้วเดินมาหา
“ ไป ครูยอดรอมึงอยู่ข้างใน”
ทั้งสองเดินเข้าไปในห้องแอร์เย็นๆ ด้านในห้อง มีชายวัยกลายคนร่างใหญ่ เต็มไปด้วยมัดกล้าม นั่งมอง จอคอมพิวเตอร์ เล่นเกมต่อสู้ ส่งเสียงร้อง อย่างเมามันส์ พอเห็นขจรเข้ามา ก็หยุดเล่นแล้วเอ่ยว่า
“ ว่าไง ว่าที่คุณหมอ คิดหารายได้เสริม ไปช่วยครอบครัวอย่างนั้นเหรอ?”
“ ครับครู ไม่ทราบว่า พอจะมีงานให้ผมทำบ้างไหม”
“ มีอยู่แล้วตอนนี้ พวกฝรั่ง และ ลูกค้า มาสมัครเป็สมาชิก แล้ว้าเด็กล่อเป้ากันเยอะ พวกนี้มือใหม่ ไม่ได้ใส่ใจจริงจัง แต่ว่าเงินดี หากบริการดีๆ ก็อาจได้ทิปจากพวกเขามากกว่า ที่ไปเป็เด็กเสิร์ฟ อะไรนั่นอีก”
“ แล้วผมต้องทำอย่างไรบ้างครับ”
“ ก่อนอื่นเอ็งต้อง ฝึกฝนทักษะ และก็ฝึกร่างกายให้แข็งแรงกว่านี้ ผอมยังกับไม้เสียบผี ถูกฝรั่งเตะทีเดียว เอ็งได้แขนหักแน่”
“ ได้ครับ”
“ ครูครับ ว่าแต่จะจ้างมันยังไงดีครับ”
“ ให้มันผ่านเกณฑ์ก่อน แล้วค่อยคุยเื่นั้น”
ธง พาขจรเดินออกมา หา หัวหน้าเทรนเนอร์ค่ายมวยชื่อ ครูทิม ซึ่งได้ชี้บนกระดานดำ เอาไว้ว่า
“ เกณฑ์เด็กล่อเป้า ข้อที่ 1 ต้องวิ่ง 10 กิโลได้อย่างต่อเนื่อง
ข้อที่ 2 ลากยางรถสิบล้อ 2 เส้น ระยะทาง 4 กิโล
ข้อที่ 3 ต้องสามารถทนแรงปะทะ จากนักมวยสมัครเล่นได้ อย่างน้อย 3 ยก ทั้งสามข้อนี้ เอ็งต้องทำมัน ภายใน 1 วัน หาก เอ็งผ่านเกณฑ์ ก็ได้งาน แต่หากเอ็งมีฝีมือ ก็อาจได้เลื่อนขั้นเป็ ระดับเทรนเนอร์ ได้ลงนวมกับมืออาชีพ รายได้เอ็งก็จะมากขึ้นกว่าเดิมสองเท่า”
“ มันจะไหวไหมเนี่ยครู ดูตัวมันซิ” ธงมอง ขจรที่ร่างกายมีแต่กระดูก แทบจะไม่มีกล้ามเนื้อเลย
“ นี่มันเป็กฏที่สมาคมมวย ได้กำหนดเอาไว้ เพื่อความปลอดภัย ของเด็กล่อเป้า หากเอ็งมีร่างกายอ่อนแอ แล้วพอลงนวมล่อเป้า หากพลาดพลั้งไป หัวหน้าต้องรับผิดชอบในเื่นี้ พวกเอ็งต้องเข้าใจหัวหน้าด้วย”
“ ครับครู พรุ่งนี้วันอาฑิตย์ ผมว่างพอดี ขอให้ผมลองทดสอบดูก่อนได้ไหมครับ”
“ เฮ้ย นี่มึงจะบ้าเร๊อะ มึงยังไม่ได้ฝึกซ้อมเลย แล้วจะทดสอบลงนวมแล้ว เดี๋ยวก็ตายห่ากันพอดี” ธงที่เป็นักมวยสมัครเล่น รู้ดีว่า การทดสอบสามข้อนี้หนักหนาเพียงไร สำหรับ เด็กใหม่แบบนี้
“ ก็อยากรู้ ว่าผมจะทำได้มากน้อยแค่ไหน”
“ ก็ได้ พรุ่งนี้ เอ็งพามันวิ่งไปกับรุ่นพี่ในค่ายตอนเช้าก่อน หากว่ามันวิ่งตามเขาทัน และครบกำหนด เอ็งค่อยเข้ามาที่ค่ายมวย”
“ ครับ”
ธงให้ ขจรกลับไปก่อน พรุ่งนี้ตีห้า เขาจะไปปลุกที่ห้อง แล้วออกไปวิ่งพร้อมกันกับ นักมวยในค่าย ขจรรับคำแล้วรีบ กลับไปบอกกับหลวงตาในเื่นี้
“ นี่เอ็งขาดเงินเท่าไร เอาเงินหลวงตาไปก่อนก็ได้ ไม่เห็นต้องไปทำงานแบบนั้นเลย”
“ ไม่รบกวนหลวงตาหรอกครับ แต่ว่าตอนเช้าผมคงไม่ได้ ตามไปบิณฑบาตด้วยเท่านั้น”
“ เื่นั้นไม่เป็ไร มีคนอื่นเยอะแยะ เื่เงินเอ็งไม่ต้องห่วง หลวงตามีเงินพอที่จะให้เอ็งเรียนจนจบ ไม่ต้องกู้เงินเขาเรียน เอ็งก็ไม่เอา มัวแต่หาเงินไปให้ พ่อแม่บุญธรรมของเอ็งผลาญจนหมด แล้วเอ็งจะเอาเวลาที่ไหนไปร่ำเรียนหนังสือ
เรียนหมอ มันไม่ใช่ง่ายๆ นะ”
“ ผมพอจะมีเวลา ไม่อยากอยู่เฉยๆ หลวงตาเก็บเงินเอาไว้ใช้ อย่างอื่นดีกว่านะครับ เื่พ่อกับแม่ และน้องๆ ผมจะดูแลเองครับ”
“ เอ็งนี่มันหยิ่งเหลือเกิน จำไว้นะ คนเรามันต้องรู้จักยืดได้ หดได้ อย่างหยิ่งทะนงนัก ศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้ บางครั้ง ต้องยอมถอยหลังบ้าง เพื่อเอ็งจะได้เดินก้าวไปข้างหน้าได้ไกลขึ้น”
“ ครับ ผมจะจำไว้”
กลางคืน ขจรได้หลับฝันไปอีกครั้ง คราวนี้เขาฝันไปว่า เขากับเด็กหนุ่มหลายคนกำลัง ยืนอยู่หน้าชายคนหนึ่ง แต่งกายคล้ายคนสมัยโบราณ ไม่ใส่เสื้อ เผยให้เห็นกล้ามเนื้อเป็มัดๆ มีรอยสักที่กลางหน้าอก เป็รอยสักเสือทำท่าโจนทะยาน
“ พวกมึงจำคำกูไว้ หากพวกมึงคิดจะเรียนวิชากับกู มึงต้องดื่มเืแล้วกล่าวคำสัตย์สาบานกฏของหน่วยจาตุลังคบาทเอาไว้สามข้อ
ข้อแรก ห้ามเอาวิชามวย ไปทำร้ายคนที่อ่อนแอ ผู้บริสุทธิ์
ข้อสอง มึงต้องประพฤติตน เป็คนดี อยู่ในศีลในธรรม ไม่คิดชั่ว
ข้อสาม มึงต้องจงรักภักดีต่อพ่อขุนหลวง จนกว่าชีวิตพวกมึงจะหาไม่”
ทั้งหมดขานรับ แล้ว ทุกคนก็หยดเืลงในขันขนาดใหญ่ที่มี ดาบวางพาดอยู่
แล้วทุกคนก็เข้าไปดื่มน้ำผสมเื ที่ทุกคนได้ท่องคำสัตย์สาบานเอาไว้
“ นี่คือวิชามวยจาตุลังคบาท ยอดแห่งนวอาวุธ”
ครูมวยที่ดูน่าเกรงขามเอ่ยจบ ก็เดินก้าวไปข้างหน้า มีเสาไม้ต้นฉำฉา ถูกเอามาปักเอาไว้บนดิน ลำต้นขนาดเท่าต้นขา จำนวนเก้าต้น แล้วเขาก็ ลอยตัวเตะซ้ายใส่ลำต้นแรก จนเสาไม้หักเป็สองท่อน แล้วเตะขวา ต่อยซ้าย และก็ต่อยขวา ทั้งเข่าซ้าย และเข่าขวา แล้วศอกซ้าย และศอกขวา สุดท้าย ใช้หัวกระแทกใส่เสาไม้ จนเสาไม้ทั้งเก้าต้นหักสะบั้นลงไป
“ ยอดนวอาวุธ คือการออกอาวุธในร่างกายทั้ง เก้า พวกเอ็งเห็นแล้วหรือไม่”
ขจรสะดุ้งตื่นทันที
“ นี่มันอะไรกันวะเนี่ย มวยจาตุลังคบาท นวอาวุธ นี่เราเป็อะไร ฝันได้เป็ตุเป็ตะขนาดนี้”
“ ไอ้จร ตื่นหรือยังวะ”
“ ตื่นแล้วพี่”
ขจรรีบล้างหน้าแปรงฟัน แล้วรีบใส่กางเกงขาสั้น เสื้อยืด พร้อมรองเท้าผ้าใบ แล้วออกมา พร้อมเต็มที่
“ รองเท้าแบบนี้ มันจะทำให้วิ่งได้ช้า และไม่เหมาะกับการวิ่ง มึงลองใส่รองเท้าคู่นี้ก็แล้วกัน” พี่ธงยืนรองเท้าวิ่ง มียี่ห้อ มาให้ ทำให้ขจรใส่แล้ว รู้สึกเดินแล้วเบาๆ อย่างบอกไม่ถูก
“ ไปกันเถอะ ใกล้เวลาแล้ว”
ทั้งคู่ไปรอ พวกนักมวยของค่าย ที่มีอยู่สิบคน ทั้งหมดค่อยๆ ทยอยกันออกมา แล้วก็เริ่มยืดเส้น ยืดสายแล้ว เริ่มวิ่งกันทันที
สองสามกิโลแรก ขจรก็วิ่งตามพวกเขาทันได้อย่างสบาย แต่พอเข้าหลักกิโลที่สี่ เขาเริ่มหายใจไม่ทัน แข้งขาเริ่มสั่น หัวใจเริ่มเต้นแรง หายใจก็ไม่ทัน พี่ธงถึงกับบอกให้ ขจรหยุดวิ่งก่อน
ขจรก้มลงจับเข่าของตน แล้วหอบหายใจอย่างแรง ไม่มีแรงแม้จะพูด
“ มึงไม่เคยวิ่งมาก่อน ใหม่ๆ ก็เป็แบบนี้ อย่าไปฝืน จะทำให้หัวใจมันทำงานหนักเกิน อาจจะช็อคไปก็ได้”
“ ไม่นึกเลย ว่าจะเหนื่อยขนาดนี้ ผมอยากวิ่งไปต่อนะ แต่ว่าผมไม่ไหวจริงๆ”
ขจรรู้ตัวเองดี หากฝืนวิ่งไป คงต้องช็อคแน่
“ ค่อยๆ เดินกลับไปก่อน อย่าเพิ่งวิ่ง ไว้วันหลังค่อย มาวิ่งกันใหม่ ไม่ต้องตามพวกนักมวย พวกนั้น พวกเขาวิ่งกันทุกวันจนชินแล้ว”
ขจรเดินกลับวัดอย่างเหนื่อยล้า ถึงขีดสุด พอกลับไปถึงห้อง ก็นอนเหยียดยาว แต่ทันในนั้น เขาก็นั่ง แล้วเหยียดขาไปขนานไปกับพื้น แล้วก้มตัวไปกับ ต้นขาแล้วค้างอยู่แบบนั้น แล้วก็เงยหน้าขึ้นมา แล้วทำการบิดตัวไปมา เหมือนท่าฤาษีดัดตน
แล้วกำหนดลมหายใจเข้าออก เป็จังหวะ เพื่อร่างกายเกิดความสมดุล ซึ่งขจรก็ไม่รู้ว่า ตัวเองทำท่าทางพวกนี้ไปได้อย่างไร แต่ว่า พอทำเสร็จ ร่างที่อ่อนล้า ก็หายเป็ปลิดทิ้ง
“ นี่เรารู้วิชาดัดตน แบบนี้ได้ยังไงวะเนี่ย?” ขจรรีบเปิดคอมออกมา แล้วค้นหาท่าที่เขาทำ มันเป็วิชาฤาษีดัดตนที่มีมาแต่สมัยโบราณ จนกระทั่งคนสมัยปัจจุบันนำมาประยุกต์เป็ท่าหลัก 15 ท่า และท่าย่อยอีก 127 ท่า
ขจรศึกษาอย่างละเอียด แล้วก็ลองเริ่มทำท่าใหม่ เป็ทำท่าผลัดเปลี่ยนไขกระดูกเพื่อให้กระดูกแข็งแรงขึ้น นี่คือพื้นฐานของคนฝึกฝนท่าฤาษีดัดตน
โดยเอามือทำยันปลายคาง แล้วใช้เท้าเกี่ยวขึ้นมาพันที่หัว แล้วทำการกำหนดลมหายใจเข้าออก ให้สมดุลกับร่างกาย ระหว่างนั้น ร่างกายภายในของเขากลับมีอาการผิดปกติ กระดูกในร่างลั่น ดังเป๊าะเบาๆ ขจรรู้ว่า นี่มันเรียกว่า ท่าผลัดเปลี่ยนไขกระดูก หากทำเช่นนี้ทุกวัน กระดูกของเขาจะแข็งแกร่งดังหินผา
เพราะว่า ไขกระดูกในร่างจะออกมาเคลือบกระดูกเก่าอีกหลายชั้น หลังจากทำท่านี้เสร็จ เขาเองก็เริ่มทำท่าอื่นต่อ เป็การทำท่าดัดตนนั้นก็เพื่อให้ ลมปราณในร่างทำการเปิดออกทั่วร่าง ซึ่งตามปกติแล้ว ลมปราณของคนทั่วไป จะเปิดแค่เพียง 120 จุด ถึง 200 เท่านั้น
หากว่าทำการออกกำลังกาย อย่างต่อเนื่อง จะทำให้ลมปราณในร่างเปิดถึง 300 จุด แต่ก็ต้องเป็นักกีฬา ระดับโลกเท่านั้น ตอนนี้ ลมปราณของ ขจรเพิ่งเปิดแค่ 120 จุด ซึ่งต่ำมาก เพราะร่างกายที่ไม่เคยออกกำลังกายเลย แต่พอทำการนั่งทำท่าฤาษีดัดตน
โดยการนอนก้มหน้า แล้วใช้มือจับไปที่เท้าทั้งคู่ แล้วดัดเข้าหาตน แล้วกำหนดลมหายใจ พลังลมปราณในร่างของเขามันถูกเปิดออกมาอีก 10 จุด เป็ 130 จุดทำให้เข้ารู้สึกหายใจสะดวกขึ้นกว่าแต่ก่อน แล้วร่างกายก็เหมือนว่าจะแข็งแรงขึ้น ไม่อ่อนปวกเปียกเหมือนเดิมอีก......