ซูอี้หว่านมองสังเกตเขามาตั้งแต่แรกเมื่อเห็นเขายืนอยู่ตรงนั้น ยกม่านขึ้นด้วยท่าทางประหลาดใจ นางจึงเลิกคิ้วขึ้นเดินตรงไปยังเขา
"ดูท่า... เจ้าจะรู้จักคนผู้นี้นะ" คำกล่าวราวกับตั้งคำถามแต่กลับเปล่งด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกความแน่ใจด้วยท่าทีที่แสดงออกอย่างเด่นชัดของเซียวจวิ้นอัน หากซูอี้หว่านยังดูไม่ออกละก็ดวงตาของนางน่าจะมีปัญหาแล้ว
พอได้ยินเช่นนั้นเซียวจวิ้นอันก็รู้สึกตัวขึ้นมา เขาหันไปมองนางเพียงครู่ แล้วค่อยๆ พยักหน้ารับ
ซูอี้หว่านได้ยินเสียงลมหายใจที่หนักอึ้งของเขาเมื่อนางมองตามไป เซียวจวิ้นอันก็เดินไปหยุดอยู่หน้าเตียงไม้
เขามองชายที่หลับตาอยู่ด้วยสีหน้าซีดเผือดสีหน้าของเซียวจวิ้นอันบ่งบอกว่าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดคล้ายกับว่าความโกรธและความกังวลกำลังต่อสู้กันอยู่ภายในใจ
สีหน้าที่ซับซ้อนเช่นนี้ทำให้อดสงสัยมิได้ว่า ชายผู้นี้มีความสัมพันธ์เช่นไรกับเขา?
เมื่อเซียวจวิ้นอันยังคงนิ่งซูอี้หว่านจึงใคร่ครวญแล้วเอ่ยว่า "ที่หน้าอกของเขา...ถูกลูกศรมีเงี่ยงยิงใส่ เป็นเพราะเขาถอนเอง บาดแผลจึงดูไม่ได้เลย"
ซูอี้หว่านลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะปรับคำพูดให้ฟังดูนุ่มนวลขึ้น เมื่อเห็นสีหน้าขมวดคิ้วของเซียวจวิ้นอันนางจึงรีบกล่าวเสริมว่า "วางใจเถิดบาดแผลได้รับการเย็บปิดอย่างดีแล้ว เพียงแต่ดูแลรักษาให้ดี อย่าให้เกิดการอักเสบก็จะไม่มีอันตรายถึงชีวิตอย่างแน่นอน"
"และเป็นเพราะเสียเลือดมากไป จึงจำต้องพักฟื้นบำรุงร่างกายอีกสักพัก"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเซียวจวิ้นอันก็ผ่อนคลายลง ถัดมาจึงกล่าวว่า "เขาเป็น...คนของข้า ครานี้เป็นข้าที่ทำให้เขาเดือดร้อน..."
ซูอี้หว่านสังเกตเห็นแววตำหนิตนเองบนใบหน้าของเซียวจวิ้นอันซูอี้หว่านเม้มปากแน่น คำถามที่ตั้งใจจะเอ่ยกลับจุกอยู่ในลำคอนางหยุดคิดชั่วครู่ก่อนเอ่ยปลอบประโลม "เจ้าอย่าได้กังวลไปเลยท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้ก็มิใช่ความผิดของเจ้า"
ยามแรกที่ได้พบเซียวจวิ้นอันตัวเขาเองก็ยังอยู่ในสภาพที่น่าเวทนา ยังต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดจะมีแก่ใจที่ไหนไปดูแลคนใต้บังคับบัญชาได้
เซียวจวิ้นอันดูเหมือนจะล่วงรู้ความคิดของนางเขายิ้มสมเพชตัวเอง ก่อนที่ความเย็นชาจะปรากฏขึ้นบนใบหน้า"สักวัน ข้าจักต้องทำให้คนเหล่านั้น ได้ชดใช้!"
ซูอี้หว่านกะพริบตาปริบๆคิดในใจว่า จวิ้นอันผู้นี้มีความทะเยอทะยานไม่น้อย ทว่าหากไม่เป็นเช่นนั้นเขาจะมีคุณสมบัติใดมาทำข้อตกลงต่างๆ กับครอบครัวของนางได้
เมื่อนึกถึงความคาดหวังของพี่ชายและท่านแม่ที่จะได้เป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของแคว้นเยว่ซูอี้หว่านตรึกตรองชั่วครู่ แล้วจึงเอ่ยปากว่า "หากต้องการให้พวกเราช่วยเหลือสิ่งใดเจ้ากล่าวมาได้เลย"
ครั้นรู้สึกว่าท่าทีของตนเองอาจจะล้ำเส้นเกินไปนางจึงเอ่ยต่อ "อย่างไรเสีย...ยามนี้เราคือพันธมิตร จะให้มิลงมือช่วยเหลือใดๆ เพียงรอคอยความสำเร็จของเจ้าแล้วรับผลประโยชน์ไปเปล่าๆ เช่นนั้นคงมิได้"
"หึหึ..."
เมื่อเห็นท่าทางมิใส่ใจเช่นนั้นของนางความขุ่นข้องในใจของเซียวจวิ้นอันพลันจางหายไป ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา"หว่านหว่านวางใจได้ ข้าย่อมไม่เกรงใจพวกเจ้าแน่"
ถึงกระนั้นเซียวจวิ้นอันก็ยังคงมิได้เอ่ยถึงเรื่องการสร้างอาวุธออกมาตรงๆท่านหมอเฉียนเพิ่งจะบอกเรื่องนี้กับเขา การที่เขาจะเอ่ยปากออกไปทันทีก็ดูจะไม่เหมาะสม ท้ายที่สุดคำตอบที่ซูอี้หว่านให้แก่ท่านหมอเฉียนก็คือจำมิได้ว่าพบโลหะชนิดนั้นได้ที่ใด
ในยามนี้ถึงแม้เขาและตระกูลซูจะบรรลุข้อตกลงความร่วมมือกันแล้วทว่าระหว่างกันยังคงมิมีความไว้วางใจมากพอ เรื่องนี้จึงต้องค่อยเป็นค่อยไปรีบร้อนมิได้
ลูกน้องของเขาเหล่านั้นในยามที่เผชิญหน้ากับการซุ่มโจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัวพวกเขาจำนวนหนึ่งได้พาเขาหนีเอาตัวรอด ส่วนคนอื่นๆ เพื่อล่อพวกศัตรูให้ตามไปจึงกระจัดกระจายหลบหนีไปคนละทิศละทาง
เมื่อเห็นแววตาที่บ่งบอกความผิดปกติของเขาซูอี้หว่านก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ก่อนจะหันหลังเดินจากไปอย่างเงียบงันทิ้งให้เซียวจวิ้นอันอยู่เพียงลำพัง ทอดสายตาเงียบๆ ไปยังชายที่นอนอยู่บนเตียง
เมื่อชายผู้นั้นรู้สึกตัวอีกครั้งก็คล้อยบ่ายทีแรกซูอี้หว่านคิดว่าด้วยอาการบาดเจ็บหนักหนาสาหัสเช่นนี้คงต้องรอจนตะวันลับฟ้าถึงจะฟื้นคืนสติชัดเจนว่านางประเมินกำลังใจของชายผู้นั้นต่ำเกินไป
ขณะที่ชายคนนั้นลืมตาตื่นขึ้นเซียวจวิ้นอันยังคงอยู่ที่สถานพยาบาล แววตาระแวดระวังก่อนหน้าพลันสลายไปเมื่อเห็นเซียวจวิ้นอัน ความดีใจทำให้เขาพยายามจะลุกขึ้น
เซียวจวิ้นอันถอนหายใจยกมือขึ้นห้ามปรามอีกฝ่าย "เจ้าบาดเจ็บสาหัสนอนลงเสียเถิด ไม่ต้องมีพิธีรีตอง"
ชายผู้นั้นกลั้นเสียงสะอื้นไว้พยักหน้าอย่างเหนื่อยอ่อน แล้วล้มตัวลงนอนอีกครั้ง
ทว่าการกระทำเมื่อครู่กลับดึงรั้งบาดแผลให้เจ็บปวดชายผู้นั้นขมวดคิ้วฝืนทนอยู่ครู่หนึ่ง หน้าผากก็พลันมีเหงื่อผุดขึ้นมาเล็กน้อย
ครู่ใหญ่ชายผู้นั้นจึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมา กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงว่า"ที่นายท่านมิต้องเป็นอันใด นับว่าเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง"
ในดวงตาของชายผู้นั้นค่อยๆปรากฏความทรงจำขึ้น ในวันนั้น นายท่านนำพาพวกเขาผ่านป่าเขาแห่งหนึ่งมิคาดคิดว่าจะถูกซุ่มโจมตีจำนวนของศัตรูมีมากกว่าหลายเท่าจนพวกเขาไม่อาจต้านทานได้ หากมิหาทางหลบหนีออกไปได้เกรงว่าจะต้องพ่ายแพ้ทั้งกองทัพ มิมีทางเลือก ทุกคนจึงทำได้เพียงเล็งไปยังทิศทางเดียวพยายามที่จะฝ่าวงล้อมออกไป
แต่ศัตรูก็มิได้โง่เขลาย่อมมองออกถึงความตั้งใจของพวกเขา แม้พวกเขาจะใช้กลลวงให้ศัตรูไขว้เขวก็มิเป็นผลท้ายที่สุดจำนวนของทั้งสองฝ่ายก็แตกต่างกันมากเกินไป ความแตกต่างเช่นนี้มิใช่สิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยเล่ห์กล
เมื่อจนปัญญาพวกเขาจึงได้แต่แยกออกเป็นหลายทางเขาและหน่วยองครักษ์เงาอีกสามคนร่วมมือกับหน่วยพยัคฆ์คุ้มกันนายท่านจากไประหว่างทางเพราะต้องดึงดูดกองกำลังติดตาม จึงพลัดพรากจากกัน
ในตอนนั้นเขาและคนอื่นๆดึงดูดกองกำลังติดตามไปด้วยกัน มิคาดคิดว่าจะถูกคนอื่นๆ สกัดกั้นไว้พวกเขาเพียงสองคนต่อสู้กับคนหกคน เป็นเรื่องยากที่จะรับมือทั้งยังต้องต่อสู้พลางหนีพลาง กว่าจะพยายามอย่างสุดกำลังเพื่อจัดการคนเหล่านั้นได้พวกเขาทั้งสองก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส เขาอาการดีกว่า บาดเจ็บถึงแม้จะไม่น้อยแต่ก็สามารถฟื้นฟูได้ สหายผู้นั้นน่าสงสารยิ่งกว่า ขาข้างหนึ่งหักพวกเขาทั้งสองมิกล้าแสดงตัวโดยง่าย ได้แต่หลบซ่อนตัวอยู่ในถ้ำเพราะมิได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ขาของสหายผู้นั้นจึงพิการ เดินกระโผลกกระเผลกทั้งร่างก็หมดเรี่ยวแรง
พวกเขาที่เป็นผู้ฝึกวรยุทธ์เดิมทีก็ทำหน้าที่เป็นองครักษ์ พละกำลังคือสิ่งสำคัญที่สุด หากขาพิการก็เทียบเท่ากับการกลายเป็นคนไร้ประโยชน์ แล้วจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร?
ยิ่งกว่านั้นนายเหนือหัวของเขาก็มิรู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร เมื่อเขาออกไปสืบข่าวได้ความเพียงว่าองค์รัชทายาทว่าราชการแทนและอ๋องอันยังอยู่ในสภาพที่ไม่ทราบชะตากรรมได้ยินมาอีกว่าองค์รัชทายาททรงระดมกำลังค้นหาอย่างละเอียดถี่ถ้วนหากอ๋องอันยังมีชีวิตอยู่จริง ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะค้นหาไม่พบ
แม้ลึกๆในใจเขาจะไม่ปักใจเชื่อว่านายเหนือหัวผู้เกรียงไกรจะสิ้นชีพแต่สถานการณ์ในวันนั้นก็อันตรายยิ่งนักกล่าวได้ว่ารอดชีวิตมาได้ราวปาฏิหาริย์ก็คงไม่เกินเลย
ในที่สุดก็ไม่อาจยอมแพ้ระยะหลัง เขาคอยออกมาสืบข่าวโดยไม่ให้ใครรู้ ใครเลยจะรู้ว่าวันนี้จะถูกจับตามองเพื่อปกปิดถ้ำอันเป็นที่ซ่อนของสหาย เขาจึงต้องเบี่ยงเบนเส้นทางวิ่งหนีไม่รู้ด้วยเหตุอันใด จึงพลัดหลงเข้ามาในเมืองแห่งนี้ และถูกศรอาบยาพิษยิงเข้าและเพราะหวาดหวั่นว่าลูกศรจะมียาพิษ เขาจึงกัดฟันแน่นแล้วกระชากธนูออกด้วยตนเอง