บทที่123การประมูลที่ขูดรีด
มุขพันปีแห่งมหาธาราคือสิ่งที่อดีตประมุขภูษิตฟ้าทุกรุ่นและรวมถึงเจียซุนตามหามาโดยตลอดที่พรรคภูษิตฟ้ามีอยู่ชิ้นหนึ่งซึ่งนับเป็นสมบัติล้ำค่าของพรรคอย่างมาก มุขพันปีแห่งมหาธารามันมีคุณสมบัติที่จะช่วยส่งเสริมในการเพาะบ่มพลังลมปราณหากดูดซับพลังจากของสิ่งนี้จะทำให้พลังลมปราณที่อยู่ในทางตันทะลวงผ่านพ้นสู่ระดับที่ข้ามขั้นขึ้นไปแต่กว่าจะมีพลังเพียงพอต้องอาศัยมุขถึงสองชิ้นเป็นอย่างต่ำ ซึ่งมุขพันปีแห่งมหาธาราไหนเลยจะพานพบได้อย่างง่ายดายเพราะนอกจากจะรอให้มันมีอายุมิน้อยกว่าพันปีแล้ว ยังต้องควานหาที่มหาสมุทรอันยิ่งใหญ่สุดไพศาลอีกนี่จึงเป็นเรื่องยากมากที่จะพบในแต่ละชิ้น ชิ้นที่พรรคมันถือครองอยู่แน่นอนว่ากว่าจะได้มาก็ต้องเลือดตาแทบกระเด็นแลใช้ทรัพยากรแลกเปลี่ยนในจำนวนมหาศาลทว่าหากเทียบกับผลลัพธ์ที่จะได้ การส่งเสริมพลังลมปราณที่ราวกับฟ้าประทาน ต่อให้สูญเงินทั้งพรรคในตอนนี้ก็นับว่าคุ้มค่านัก
“นำทรัพย์สินของมีค่าที่มีทั้งหมดไปแลกเป็นตั๋วเงินข้าจะไปยังเมืองถิงอันพรุ่งนี้"
เรื่องหนอนบ่อนไส้ในพรรคภูษิตฟ้าตอนนี้จึงถูกพักไว้ก่อนสองสามีภรรยาผู้รับใช้ถูกกักขัง ส่วนเหล่าคนของพรรคภูษิตฟ้าก็ต่างขนสมบัติมีค่ามากมายเพื่อไปแลกตั๋วเงินมุขพันปีแห่งมหาธาราชิ้นที่สองจักต้องมาประดับสู่พรรคภูษิตฟ้า และจักต้องเป็นสะพานเชื่อมให้ระดับพลังฝีมือของผู้เป็นประมุขทะลวงขึ้น
เมืองถิงอันสถานที่แห่งนี้นับเป็นสวรรค์ทางการค้าของเหล่าพ่อค้าวานิชย์เพราะสถานที่แห่งนี้มีสิ่งเอื้ออำนวยแลมีการคมนาคมได้ทั้งทางบกและทางน้ำ ประการสำคัญร้านค้าใหญ่อย่างเทียมเทวะอันเป็นธุรกิจหลักอีกทางหนึ่งของนิกายเทวะวจนะก็อยู่ที่นี่
ร้านค้าเทียมเทวะหากกล่าวถึงในด้านธุรกิจการค้าก็แทบจะผูกขาดเพียงที่เดียวในแคว้นหลุนสินค้าหายาก สินค้ามีราคา หรือแม้แต่สินค้ายิบย่อยก็ล้วนหาได้จากที่นี่ เพราะเป็นร้านที่อยู่ภายใต้อาณัติของนิกายเทวะวจนะจึงไม่มีใครหน้าไหนกล้ามาเป็นคู่แข่งทางธุรกิจกับพวกมัน ร้านค้าเทียมเทวะจึงมีทั้งความอู้ฟู่และมีความน่ายำเกรงที่ทุกผู้ยังต้องมิอาจมองข้าม
วันนี้เป็นอีกคราที่มีการจัดประมูลสินค้าหายากประจำร้านสินค้าใดไม่มีค่าพอย่อมมิอาจมาเสนอทำเรื่องประมูลในที่แห่งนี้ได้ แต่ทว่าสิ่งที่นำประมูลวันนี้เป็นถึงมุขพันปีแห่งมหาธาราร้านเทียมเทวะเห็นโอกาสที่จะทำกำไรมหาศาลพวกมันจึงรีบคว้าไว้แล้วประกาศเปิดแข่งขันการประมูลทั่วปฐพีในทันใด
บรรดาพ่อค้าวานิชย์ทั่วไปย่อมมิเห็นความสำคัญของมุขพันปีแห่งมหาธารานี้แต่ทว่าชาวยุทธ์ที่ฝึกพลังลมปราณธรรมดา สิ่งนี้ล้วนเป็นดั่งสมบัติฟ้าประทานสำหรับพวกมัน
มุขหนึ่งเม็ดเปิดเส้นทางมุขสองเม็ดทะลวงวิถี นี่คือคำเล่าขานสืบต่อของเหล่าชาวยุทธ์ที่มีเส้นชีพจรลมปราณสามัญทุกผู้
วันนี้ที่ร้านค้าเทียมเทวะจึงคับคั่งไปด้วยเหล่าชาวยุทธ์ซึ่งเจียซุนมันก็มาถึงแล้วเช่นเดียวกัน
“เฮอะ จอมยุทธ์ยากไร้เหล่านี้กลับไม่เจียมตัวมุขพันปีแห่งมหาธาราต้องเป็นของข้าเท่านั้น"
จอมยุทธ์สามัญทุกผู้จากทั่วทั้งปฐพีล้วนดั้นด้นมาถึงพวกมันบางผู้แม้ไม่มีทรัพย์สินแต่ก็อยากมาเห็นให้เป็นบุญตาว่ามุขพันปีแห่งมหาธารานั้นเป็นเช่นไรพอเวลาอันเป็นฤกษ์งามยามดีมาถึง ทุกผู้ก็ถูกเชื้อเชิญเข้าไปยังโถงขนาดใหญ่ของร้านเทียมเทวะทันทีจากนั้นบุรุษชราที่ใบหน้าแดงปลั่งดั่งคนที่มีสุขภาพดี สวมชุดเครื่องหมายที่แสดงถึงนิกายเทวะวจนะก็ออกมามันผู้นี้ก็คือเฒ่าแก่ผู้ดูแลกิจการของร้านเทียมเทวะ มันก้าวเดินขึ้นไปบนเวทีซึ่งถูกวางให้เป็นจุดเด่นก่อนประกาศก้องจนดังไปทั่วห้องโถง
“ยินดีต้อนรับจอมยุทธ์ทุกท่านวันนี้ที่ร้านค้าเทียมเทวะของเราต้องเปิดประมูลอย่างกระทันหันพวกท่านก็คงจะทราบกันดีแล้วข้าในนามผู้ดูแลร้านค้าแห่งนี้ก็ไม่ยากให้เสียฤกษ์เสียเวลา พวกเรามาดูสิ่งที่ต้องทำการประมูลในวันนี้กันเลย"
กล่าวจบบุรุษชราก็ปรบมืออันเหี่ยวย่นของมันสองคราคนของมันสองผู้ก็ได้ถือกล่องไม้ที่ดูธรรมดาออกมาทันใด กล่องไม้ธรรมดาถูกวางไว้บนแท่นที่ตั้งตระหง่านประชันสายตากลางเวทีจากนั้นกล่องไม้ที่ดูไม่โดดเด่นอันใดก็ถูกเปิดออก
ภายใต้ความธรรมดาไม่โดดเด่นข้างในกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งพลังลมปราณที่หมุนวนกำจาย พลังนี้ทั้งเข้มข้นทั้งลึกล้ำยากหยั่งถึงเพียงสัมผัสอยู่ไกลๆ ยังรับรู้ได้ถึงความไม่ธรรมดาของสิ่งที่อยู่ในกล่องไม้ นี่แสดงให้เห็นอย่างชี้ชัดว่ามุขพันปีแห่งมหาธาราในกล่องไม้นั่นเป็นของจริง
เพียงสัมผัสถึงพลังกำจายยังดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ขนาดนี้มิต้องเอ่ยถึงเมื่อตอนที่กล่องไม้ถูกเปิดออกจนเสร็จสรรพ ก้อนทรงกลมสีฟ้าครามที่ดูราวกับโลกกำลังหมุนวนนั่นได้ดึงดูดสายตาของทุกผู้ไปจนสิ้นยิ่งมองเข้าไปภายในยิ่งรู้สึกถลำลึกต้องการครอบครอง รูปลักษณ์ภายนอกของมุขชิ้นนี้กลับเลิศภพสมกับเป็นของหายากในปฐพีอย่างแท้จริง
เฒ่าแก่ร้านเทียมเทวะผายมือไปยังมุขสุกใสสีฟ้าครามตรงหน้า
“นี่ก็คือมุขพันปีแห่งมหาธารา”
เจียซุนเพียงมองปราดเดียวก็ผงกศีรษะพร้อมแสดงนัยน์ตาที่ฉายชัดถึงความต้องการอย่างปิดไม่มิด
“เป็นมุขพันปีแห่งมหาธาราจริงๆ"
เจียงยี่อาวุโสที่ปรึกษาข้างกายมันกล่าวเสริม
“พวกเราต้องคว้ามันมาให้ได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดเพราะนี่จะส่งเสริมท่านประมุขและรากฐานของพรรคให้เพิ่มพูน หากได้มุขพันปีแห่งมหาธาราชิ้นที่สองนี้ไปแน่นอนว่าท่านย่อมเอาชนะแพทย์ไร้นามผู้นั้นได้"
เจียซุนกล่าวอย่างได้ใจ
“ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว”
เฒ่าแก่ร้านเทียมเทวะประกาศก้องกังวาน
“เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา….เริ่มการประมูลได้"
การประมูลเกิดขึ้นอย่างดุเดือดเหล่าจอมยุทธ์ล้วนทุ่มสมบัติสุดตัวเพื่อคิดคว้าเอามุขล้ำค่ามาไว้ในครอบครองให้ได้ แต่ทว่าเมื่อเทียบสมบัติกับคนจากพรรคใหญ่แล้วพวกมันก็มิอาจจะสู้ในราคาที่สูงขนาดนี้ได้ไหว จึงมีเพียงพรรคที่มีชื่อเท่านั้นที่สามารถประชันราคาที่สูงลิ่วต่อกันได้
เจียซุนฟาดมือลงบนโต๊ะสำหรับแขกพิเศษของทางร้านอย่างรุนแรง
“เงิน สิบล้านช่วง!”
เสียงฮือฮาดังก้องไปทั่วห้องโถงเงินสิบล้านช่วงนี้เป็นเงินจำนวนมิน้อย หากคิดเป็นปริมาณก็สามารถซื้อพรรคขนาดเล็กได้ทั้งแคว้นแทบจะเป็นเงินในมูลค่าสูงสุดของพรรคที่มีธุรกิจหลักรองรับจะหาได้
แน่นอนว่ามุขพันปีแห่งมหาธารานั้นมีค่าแต่ทว่าหากพูดถึงเงินแล้วยังเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตแลหล่อเลี้ยงพรรคมากกว่าหากนำทรัพย์สินทั้งหมดมาทุ่มออกไปเพราะมุขเพียงชิ้นเดียว มีหวังพรรคของพวกมันได้ระส่ำแน่
หลายพรรคเริ่มคิดเช่นนี้เพราะสำหรับพวกมันแม้ชนะก็ยังได้ครอบครองมุขพันปีแห่งมหาธาราเพียงชิ้นเดียวเพียงหนึ่งชิ้นนี้ยังไม่สามารถส่งเสริมพลังลมปราณให้แก่พวกมันได้ ทว่าสำหรับพรรคภูษิตฟ้าพวกมันกลับถือครองไปแล้วหนึ่ง หากได้มุขตรงหน้านี้มาก็เท่ากับว่าพวกมันจะมีถึงสอง เช่นนั้นไม่ว่าจะแลกด้วยสิ่งใดประมุขแห่งพรรคภูษิตฟ้าผู้นี้ก็จะคว้ามันมาให้ได้ หากมันได้มุขอีกเม็ด ในบรรดาเหล่าจอมยุทธ์สามัญทั่วปฐพีจะมีมันเป็นหนึ่งเพียงผู้เดียว!
เจียซุนแม้ต้องจ่ายหนักถึงสิบล้านช่วงแต่เมื่อเริ่มเห็นผู้อื่นถอดใจมันก็ปรากฏแววความยินดีขึ้น เงินสิบล้านช่วงนี้คือทั้งหมดของทรัพย์สินที่มันมีแล้วมันจึงลองทุ่มทั้งหมดเพื่อหวังปิดฉากการประมูลอันแสนยืดยาว
“เงินสิบล้านช่วงครั้งที่หนึ่ง"
“เงินสิบล้านช่วงครั้งที่สอง”
ได้ฟังเฒ่าแก่ร้านประกาศก้องเป็นครั้งที่สองเจียซุนมันก็รู้ตัวแล้วว่ามุขพันปีแห่งมหาธาราจะต้องตกเป็นของมัน แต่ทว่าเพียงคำกล่าว‘เงินสิบล้านช่วงครั้งที่….’ดังมา เสียงกังวานของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งก็แทรกขึ้นทันที
“ยี่สิบล้านช่วง!”
เจียซุนถึงกับใบหน้าแข็งค้างมุมปากที่ผุดยิ้มก่อนหน้าก็เกร็งกระตุก เช่นเดียวกับจอมยุทธ์ทุกผู้ที่ปากอ้าตาค้างมองไปทางเจ้าของเสียงที่เสนอราคาเป็นเท่าตัวจากราคาที่สูงลิ่วนี้
มันกลับเป็นปู้ชิงเถาปู้ชิงเถาที่อยู่ในชุดแพรเงิน!
เจียซุนไม่รู้จักปู้ชิงเถาทุกผู้ในที่นี้ก็ไม่รู้จัก เจียงยี่เองแม้จะหรี่ตามองเพียงใดมันก็ยังรู้สึกไม่ชัดเจนแต่ชุดแพรเงินที่มันสวมใส่ คล้ายกับเป็นชุดของคนปริศนาผู้หนึ่งที่โด่งดังเพียงชั่วข้ามคืนในแคว้นหลุนเหลือเกินดังนั้นผู้คนจึงเริ่มคาดเดาถึงตัวตนมันไปต่างๆ นานา
ด้านเจียซุนกับเจียงยี่กลับจ้องหน้ากันในหัวของพวกมันคล้ายมีเสียงเตือนว่า หรือบุรุษชุดแพรเงินผู้นี้ก็คือแพทย์ไร้นามตัวจริง!
วันนั้นที่ถูกลอบปล้นเจียงยี่มันไม่มีโอกาสได้ตอบโต้หรือมองเห็นหน้าของบุรุษในชุดแพรเงินได้อย่างชัดเจนนักอีกทั้งในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นยังเป็นคืนเดือดมืดมิอาจมองเห็นในความมืดได้ไกล แต่วันนี้พอได้เห็นลักษณะที่ห้าวหาญเปิดเผยสัมผัสถึงกลิ่นอายแห่งลมปราณเจ็ดดาราที่แผ่กำจาย มันจึงกล่าวกับผู้เป็นประมุขอย่างมั่นใจ
“ต้องเป็นมันแน่ท่านประมุข คนผู้นี้มีพลังลมปราณลึกล้ำยากหยั่งถึง อย่าปล่อยให้มันได้มุขไป มิเช่นนั้นพวกเราได้ลำบากแน่"
เจียซุนกัดฟันมองปู้ชิงเถาในชุดแพรเงินสิ่งสำคัญตรงหน้าหากหลุดมือไปอยู่กับศัตรู นอกจากมันจะมิอาจทะลวงลมปราณแล้ว ฝ่ายตรงข้ามอาจเพิ่มพูนพลังขึ้นมาได้ใครจะรู้เช่นนั้นมันจึงมิอาจแพ้การประมูลให้คนที่มันคิดว่าเป็นแพทย์ไร้นามได้จริงๆ
การประมูลแบบขูดเลือดขูดเนื้อจึงได้เริ่มต้นทุกครั้งที่ปู้ชิงเถาและเจียซุนสู้ราคาสูงลิ่วต่อกัน เสียงฮือฮาพร้อมกับความแตกตื่นก็ดังมามิขาดสายโดยเฉพาะเมื่อปู้ชิงเถาได้เสนอราคาไปถึงห้าสิบล้านช่วง!
นี่คือราคาที่สามารถทำให้หนึ่งพรรคใหญ่ที่มีรากฐานมาอย่างยาวนานหมดตัวได้!
เจียซุนกับเจียงยี่หน้าถอดสีพวกมันล้วนกำหมัดแลกัดฟันกรอด ใจหนึ่งก็อยากชนะ อีกใจก็อยากเปิดโปงว่ามันผู้นั้นคือแพทย์ไร้นามเหลือเกินแต่ในร้านของนิกายเทวะวจนะที่มีกฎเหล็กห้ามสร้างความวุ่นวาย ห้ามนำคนนอกมาสร้างปัญหาและห้ามสื่อสารออกไปจนกว่าการประมูลซื้อขายจะแล้วเสร็จนี้ พวกมันจึงกระทำอะไรมิได้มาก
“จะเอาอย่าไรดีหากเสียมุขไปให้แก่มัน พวกเราแย่แน่"
“แต่นี่คือสมบัติทั้งหมดแล้ว"
เจียซุนที่หน้าซีดเผือกมันกัดฟันแล้วล้วงเอากระดาษตราประทับสามแผ่นออกมาจากอกเสื้อเจียงยี่เห็นถึงกับเบิกตาโพลง
“นี่ท่านจะใช้เอกสารครอบครองสิทธิ์ในธุรกิจอันเป็นหัวใจของพรรคเลยหรือหากเสียมันไป พวกเราจะไร้ซึ่งทรัพย์สินสนับสนุนพรรคทันที"
เจียซุนกัดฟันกล่าวด้วยจิตใจที่เจ็บแปลบ
“เงินทองไม่ตายยังหาใหม่แต่หากมุขนี้ตกไปอยู่ในมือศัตรู หากมันส่งเสริมศัตรูได้ เจ้ากับข้าจะไม่ใช่แค่เสียทรัพย์สินแต่นั่นจะหมายถึงพรรค!”
เจียงยี่มิกล่าวขัดมันได้แต่รับฟังอย่างจนใจ เจียซุนโยนกระดาษครอบครองสิทธิ์ในมือออกไป
“ข้าทุ่มหมดหน้าตักดูซิว่าคุณชายท่านนั้นยังจะสู้ต่อหรือไม่"
คนของทางร้านวิ่งมาเก็บกระดาษตราประทับดังกล่าวแล้ววิ่งเข้าไปรายงานเฒ่าแก่ร้านของตนซึ่งเฒ่าแก่ผู้นั้นก็ป่าวประกาศ
“รวมเป็นเงินเจ็ดสิบล้านช่วงมีใครจะให้มากกว่านี้หรือไม่"
ตอนนี้ทั้งร่างของเจียซุนมีเหงื่อกาฬไหลพรากมันที่นั่งอยู่บนเก้าอี้รู้สึกหนาวเหน็บราวกับนั่งกลางหล่มน้ำแข็งพันปีก็ปาน มูลค่าที่มันทุ่มออกไปนี้ช่างสูงลิ่วเกินกว่าที่มันคาดคิดไว้นัก
เฒ่าแก่ร้านเทียมเทวะเริ่มนับทว่ามันยังนับไม่ถึงสองด้วยซ้ำ ปู้ชิงเถากลับลุกขึ้นแล้วเดินจากไปพร้อมกับรอยยิ้มที่ราวกับผู้ชนะเจียซุนได้เห็นก็ยิ่งรู้สึกเย็นเฉียบไปทั้งกาย จวบจนกระทั่งเสียงประกาศจากเฒ่าแก่ร้านดังขึ้นเป็นครั้งที่สามมันค่อยปรากฏความคลายใจขึ้นมาทันที
มุขพันปีแห่งมหาธาราได้ตกเป็นของประมุขพรรคภูษิตฟ้าแล้ว