“รุ่นพี่เทียนหัวคะ เดี๋ยวพวกเราเข้าปาร์ตี้ไปเก็บเลเวลด้วยกันนะคะหนูเป็นักบวช น้ำเยอะ... เอ๊ย! มานาแน่นมากเลยนะคะ”
สาวน้อยหน้าตกกระคนหนึ่งเอ่ยด้วยท่าทางขัดเขินพลางส่งสายตาหยาดเยิ้มและพยายามแอ่นหน้าอกที่ยังไม่ค่อยพัฒนาของเธออย่างเต็มที่
“รุ่นพี่เทียนหัว ให้ผมไปด้วยคนนะครับ ผมเป็นักรบโล่ช่วยรับดาเมจให้รุ่นพี่ได้ครับ”
หนุ่มร่างกำยำคนหนึ่งะโขึ้นด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“รุ่นพี่เทียนหัวครับพ่อของผมอยากเชิญรุ่นพี่ไปเป็พรีเซนเตอร์ให้บริษัทของตระกูลเราครับนี่คือนมผงที่บ้านเราผลิตเอง รุ่นพี่ลองชิมดูนะครับ”
เด็กหนุ่มหัวล้านคนหนึ่งชูถุงนมผงขึ้นพลางะโเสียงดังบนถุงนมผงใบนั้นยังมีรูปกวางสามตัววาดอยู่ด้วย
“รุ่นพี่เทียนหัว!”
“รุ่นพี่เทียนหัว...”
เสียงเรียกขานดังขึ้นประโยคแล้วประโยคเล่า
เห็นเพียงกลุ่มนักเรียนมัธยมตงหลินที่สามต่างมีสีหน้ากระตือรือร้นพากันรุมล้อมเด็กหนุ่มคนหนึ่งไว้ราวกับฝูงผึ้งแตกรัง
ส่วนเด็กหนุ่มคนนั้นก็มีสีหน้าภาคภูมิใจดูจะมีความสุขกับการถูกห้อมล้อมประจบประแจงราวกับดวงดาวที่ถูกหมู่ดาวล้อมรอบเช่นนี้มากซึ่งเขาคนนี้จะเป็ใครไปไม่ได้นอกจาก หลี่เทียนหัวนักเรียนระดับหัวกะทิของมัธยมตงหลินที่สามนั่นเอง
“มันเื่บ้าอะไรกันเนี่ย?”
เมื่อเห็นภาพตรงหน้าลู่เซิ่งก็ถึงกับยืนอึ้ง
เนื่องจากเมื่อวานเขารีบกลับก่อนจึงไม่รู้เลยว่าตอนนี้หลี่เทียนหัวได้เปลี่ยนอาชีพเป็ผู้ใช้อาชีพลับที่หาได้ยากยิ่งไปแล้ว
โชคดีที่ในเวลานั้นสวี่ว่านเฉิง ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมตงหลินที่สามเหลือบมาเห็นเขาเข้าพอดีจึงรีบเดินเข้ามาทักทาย
“ลู่เซิ่ง นึกไม่ถึงเลยว่าวันนี้แกจะไม่สาย นับเป็เื่แปลกจริงๆ”สวี่ว่านเฉิงกล่าวพลางส่ายหัวไปมา
“เหล่าสวี่ ตรงนั้นทำไมมันวุ่นวายจัง”
ลู่เซิ่งทำเป็ไม่ได้ยินน้ำเสียงประชดประชันนั้นแต่กลับชี้ไปยังทิศทางที่หลี่เทียนหัวอยู่แล้วถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ไอ้หนู เมื่อวานแกหนีกลับก่อนอีกแล้วสินะ”
สวี่ว่านเฉิงส่ายหน้าอย่างอ่อนใจก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจว่า “บอกความจริงให้ก็ได้เมื่อวานนี้เอง หลี่เทียนหัวของโรงเรียนเรา ได้เปลี่ยนอาชีพเป็อาชีพลับ‘วิถีรบอัสนี’ เรียบร้อยแล้ว”
“อะไรนะ? อาชีพลับเหรอ?”
ลู่เซิ่งได้ยินดังนั้นก็ใ
บนดาวสีน้ำเงินในปัจจุบันนอกจากอาชีพสายต่อสู้ทั่วไปอย่าง นักรบ พลาดิน จอมเวทนักบวช นักล่า หรือนักฆ่าแล้ว ยังมีอาชีพสายต่อสู้ชนิดพิเศษอีกประเภทหนึ่งซึ่งก็คือ อาชีพลับนั่นเอง
อาชีพลับนั้นหาได้ยากยิ่งโดยเฉลี่ยแล้วในบรรดาผู้เปลี่ยนอาชีพสายต่อสู้หนึ่งแสนคนอาจจะไม่มีปรากฏออกมาเลยสักคนเดียว
ยิ่งไปกว่านั้นอาชีพประเภทนี้ยังมีความเป็เอกลักษณ์ คือ ในโลกนี้จะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นและจะไม่มีคนที่สองปรากฏขึ้นมาพร้อมกันเด็ดขาด
นอกจากนี้อาชีพลับยังมีจุดเด่นที่เห็นได้ชัดเจนมากอีกอย่างหนึ่งนั่นคือมีพลังรบที่แข็งแกร่งอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนไม่เพียงแต่จะมีสกิลเยอะและทำดาเมจได้สูงเท่านั้นแต่ศักยภาพในการเติบโตยังเหนือกว่าอาชีพสายต่อสู้ทั่วไปอย่างเทียบไม่ติด
พูดง่ายๆก็คือ อาชีพลับเปรียบเสมือนชนชั้นสูงในหมู่อาชีพสายต่อสู้ แม้จะมีจำนวนน้อยแต่เมื่อปรากฏตัวขึ้นแล้วในอนาคตย่อมต้องกลายเป็ขั้วอำนาจใหญ่ฝ่ายหนึ่งอย่างแน่นอน
จึงไม่แปลกใจเลยที่เหล่านักเรียนมัธยมตงหลินที่สามที่เปลี่ยนอาชีพเป็สายต่อสู้เหล่านี้จะแสดงท่าทีตื่นเต้นและพากันไปรุมล้อมประจบสอพลออยู่ข้างกายหลี่เทียนหัวเช่นนี้
“ใช่แล้ว”
ในตอนนั้นสวี่ว่านเฉิงก็เอ่ยต่อว่า “แถมหลี่เทียนหัวเพิ่งจะเปลี่ยนอาชีพสำเร็จก็มีการประเมินระดับดาวพลังรบสูงถึง 20 ดาวจนทำให้ท่านนายกเทศมนตรีตื่นตัวเลยทีเดียว”
เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็ลดเสียงลงและเสริมด้วยท่าทางลึกลับว่า “ได้ยินมาว่าเมื่อคืนนี้ท่านนายกเทศมนตรีไม่เพียงแต่จะเรียกพบหลี่เทียนหัวและพ่อแม่ของเขาเป็การส่วนตัวเท่านั้นแต่ยังรีบส่งรายงานข้อมูลอาชีพของเขาให้ทางส่วนกลางของประเทศเป็การเร่งด่วนด้วยหากไม่มีอะไรผิดพลาด อีกไม่นานทางรัฐบาลก็น่าจะมอบทุนการศึกษาพิเศษให้แก่เขาแล้วล่ะ”
“อะไรนะ? มีทุนการศึกษาให้ด้วยเหรอ?” ลู่เซิ่งเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“ก็แหงล่ะ”
สวี่ว่านเฉิงเอ่ยอย่างภาคภูมิใจว่า“ประเทศเสินเซี่ยของเราให้ความสำคัญกับการฟูมฟักและสะสมบุคลากรที่มีความสามารถอยู่แล้วขอแค่มีศักยภาพ มีพร์ ประเทศก็ไม่มีทางตระหนี่กับแกหรอก”
“ส่วนหลี่เทียนหัวนั้น...”
เมื่อพูดจบเขาก็ลูบคางพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยมั่นใจนักว่า“ด้วยความหาได้ยากของอาชีพลับ ฉันกะดูแล้วทุนการศึกษาของเขาน่าจะไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านเหรียญัแน่ๆ...”
“หนึ่งล้านเหรียญั!!!”
เมื่อได้ยินตัวเลขนี้ลู่เซิ่งก็ถึงกับลอบอุทานในใจ
ต้องรู้ก่อนว่าแม้แต่เงินเยียวยาที่พ่อแม่ของเขาแลกมาด้วยชีวิตในตอนนั้น รวมทั้งหมดแล้วยังมีแค่ล้านต้นๆ เท่านั้นเอง
แต่หลี่เทียนหัวคนนี้กลับดีกว่าแค่เพิ่งเปลี่ยนอาชีพ โดยที่ยังไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้ประเทศชาติเลยก็สามารถรับเงินหนึ่งล้านเหรียญัไปฟรีๆ ได้แล้ว
มันเพราะอะไรกัน?
อย่าลืมนะว่าตัวเขาเองน่ะมีพร์การต่อสู้ระดับ SSS เป็ชายหนุ่มที่สามารถไร้เทียมทานได้นานถึง16 ชั่วโมงเต็มเลยนะ
ต่อให้หลี่เทียนหัวจะเก่งกาจแค่ไหนจะสู้เขาได้เหรอ?
แต่หลี่เทียนหัวแค่เปลี่ยนอาชีพก็ได้เงินฟรีหนึ่งล้านในขณะที่เขาไม่มีอะไรเลย
สิ่งนี้ทำให้ลู่เซิ่งรู้สึกอิจฉาจนตาร้อนผ่าว...
ไม่ยุติธรรม
มันช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
ในขณะเดียวกันเมื่อเห็นลู่เซิ่งตาเป็ประกายอิจฉา สวี่ว่านเฉิงราวกับจะเดาความคิดเล็กๆในใจของเขาออก จึงเอ่ยขึ้นเสียงเนิบนาบว่า “ลู่เซิ่งเอ๋ยฉันขอแนะนำให้แกอย่าเพ้อฝันมากไป การที่แกเปลี่ยนอาชีพเป็พาลาดินได้นั่นก็ถือว่าบรรพบุรุษคุ้มครองมากพอแล้วทุนการศึกษาของประเทศจะมอบให้เฉพาะผู้ใช้อาชีพขั้นสุดยอดที่เป็อัจฉริยะเท่านั้นอย่างแกไม่มีหวังหรอก”
“หึ งั้นเหรอครับ?”
ลู่เซิ่งยิ้มบางๆโดยไม่ได้พูดอะไร
และในตอนนั้นเองหลี่เทียนหัวที่อยู่ไม่ไกลนักก็เหลือบมาเห็นลู่เซิ่งที่เพิ่งมาถึงพอดีใบหน้าที่มีรอยยิ้มเมื่อครู่พลันเคร่งขรึมลงทันที
“ผู้อำนวยการ! มันมาทำไมครับ?”
จากตำแหน่งที่ฝูงชนห้อมล้อมหลี่เทียนหัวเดินมาหยุดอยู่ข้างกายทั้งสองคนก่อนจะชี้หน้าด่าลู่เซิ่งอย่างไม่เกรงใจว่า “ขยะที่ไม่รู้จักเรียนเอาแต่พึ่งดวงจนเปลี่ยนอาชีพเป็สายต่อสู้ได้อย่างมันน่ะเป็ความอัปยศของโรงเรียนเรา”
เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็ไม่ลืมที่จะสำทับประโยคหนักแน่นลงไปอีก
“ผมจะขอวางคำขาดไว้ตรงนี้เลย ถ้าลู่เซิ่งจะไปที่เขตมือใหม่พร้อมกับพวกเราผมขอยอมออกไปเก็บเลเวลคนเดียวเสียยังดีกว่าที่จะร่วมทางกับคนประเภทนี้”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมาคนอื่นๆ ก็พากันเห็นพ้องต้องกันทันที
“รุ่นพี่เทียนหัวพูดถูกครับ ลู่เซิ่งวันๆ ไม่รู้จักเรียนพึ่งแต่ดวงจนเปลี่ยนอาชีพเป็สายต่อสู้ได้เขาไม่มีคุณสมบัติที่จะมาเก็บเลเวลกับพวกเราหรอก”
“ฉันขอเลือกอยู่ฝั่งเดียวกับรุ่นพี่เทียนหัวค่ะ”
“ลู่เซิ่ง ถ้าแกยังพอมีสำนึกอยู่บ้างก็ไสหัวไปเองเถอะอย่ามาเป็ภาระพวกเราเลย”
ในเวลาเดียวกันเมื่อเห็นหลี่เทียนหัวประกาศจุดยืนชัดเจนกลุ่มนักเรียนที่รุมล้อมเขาอยู่เมื่อครู่ก็พากันเออออตามน้ำไปหมด
ฝูงชนต่างพากันรุมด่าทอประณามลู่เซิ่งที่เป็เด็กเรียนแย่กันยกใหญ่
“เอ่อ... ทะ... ทุกคนใจเย็นๆ กันก่อน...”
เมื่อเห็นสถานการณ์เริ่มจะบานปลายสวี่ว่านเฉิงก็เหงื่อตกพลางรีบห้ามทัพ ในใจก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดีเหมือนกัน
เพราะในฐานะผู้อำนวยการของโรงเรียนมัธยมตงหลินที่สามต่อให้เขาจะไม่ชอบขี้หน้าลู่เซิ่งแค่ไหนก็ไม่สามารถไล่ผู้เปลี่ยนอาชีพสายต่อสู้ที่หาได้ยากคนหนึ่งออกไปอย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้ได้จริงไหม?
“โธ่เอ๊ย พวกนายนี่มันประจบเก่งจริงๆ นะเนี่ยพวกเลียแข้งเลียขามืออาชีพมาเห็นยังต้องร้องไห้เลยว่ะ...”
ในที่สุดลู่เซิ่งก็ทนฟังต่อไปไม่ไหว เขาจึงด่าทอทุกคนด้วยสีหน้าดูิ่ดูแคลนอย่างยิ่ง