“อาจารย์ ทั้งๆที่เมืองทั้ง 4 อยู่ล้อมรอบเมืองหลวงแท้ๆ ทำไมข้ารู้สึกเหมือนกับว่าเมืองหลวงมันมีพื้นที่ใหญ่กว่าเมืองทั้ง 4 กันล่ะ”
ตงฟางเกิดความสงสัยกับพื้นที่เมืองหลวง ด้วยความเร็วการบินของดาบยักษ์เขาจะต้องเจอหมู่บ้านสักแห่ง กลับกันเขากลับยังไม่เจออะไรเลยนอกจากป่าเขากว้างใหญ่ ถ้าวัดความกว้างของเมืองหลวงที่ถูกเมืองทั้ง 4 ล้อมกรอบเอาไว้มันจะต้องมีขนาดเล็กมากๆจนใช้เวลาไม่นานก็สามารถเดินทางจากชายแดนเมืองหลวงไปถึงเมืองหลวงได้
“เมืองหลวงจักรวรรดิเทียนหยวนเป็นพื้นที่พิเศษ แม้จะถูกล้อมรอบเอาไว้แล้ว พื้นที่ของมันกลับกว้างใหญ่กว่าพื้นที่เมืองทั้ง 4 รวมกัน”
“เป็นเพราะพลังวิญญาณรอบๆนี้หรือเปล่า”
“ไม่ใช่เพราะพลังวิญญาณ หากจะพูดให้เข้าใจง่ายมันเป็นดินแดนลึกลับไม่ต่างจากประตูเทพธิดา เจ้าเห็นหมอกหนาที่เราผ่านมาไหม มันไม่ได้มีแค่ทิศตะวันตกที่เรามาหรอกนะ มันล้อมรอบอาณาเขตเมืองหลวงเอาไว้ไม่ว่างจะเป็นพื้นดินหรือว่าบนฟ้าล้วนถูกล้อมรอบด้วยหมอกหนา พื้นที่เมืองหลวงจึงไม่ใช่พื้นที่ธรรมดา”
“อ๋อ ข้าเข้าใจแล้ว ไม่แปลกเลยที่เราจะเดินทางมาไกลขนาดนี้กลับยังไม่เจอหมู่บ้านเลย”
“เอาล่ะ เรามาถึงกันแล้ว”
ผู้อำนวยการชี้นิ้วไปยังป้อมปราการอีกแห่ง ข้างในที่ตงฟางสัมผัสได้ล้วนมีผู้คนมากมายอาศัย กระทั่งดาบบินของพวกเขาบินลงไปผู้นำนิกายก็เริ่มนำป้ายผ่านทางออกมาชูให้ทหารหน้าป้อมดูทันที
“พวกเราสถาบันเฟยเทียนมาจากเมืองหลงไห่กำลังจะเดินทางไปต้นสนแสนปีเพื่อร่วมงานประลอง เรามาขอใช้งานค่ายกลเคลื่อนย้าย”
ทหารมองไปยังป้ายในมือผู้นำนิกายเฟยเทียน ก่อนจะกวักมือเรียกให้ทุกคนตามมา ภายใต้สายตาของเหล่าทหารที่มองจ้องล้วนแล้วเต็มไปด้วยอารมณ์ตลกขบขันหลังจากเห็นกลุ่มของสถาบันเฟยเทียนเดินผ่าน
“จำที่ข้าพูดไปก่อนหน้าแล้วอย่าก่อปัญหา หากเข้าวิหารได้ค่อยว่ากัน”
ผู้นำนิกายเตือนสติศิษย์หลักทั้ง 9 หลังจากพวกเขาแสดงท่าทางโกรธให้กับสายตาของเหล่าทหารที่มองมายังพวกเขา ซึ่งความโกรธของศิษย์หลักเป็นเพราะอาจารย์พวกเขากำลังถูกมองเป็นตัวตลกในสายตาของทหารเหล่านี้
“เอาล่ะถึงแล้ว แต่การจะเปิดค่ายกลต้องมีค่าแรงให้พวกข้าสักหน่อย”
ทหารผู้ที่นำทางหันมองกลุ่มของตงฟางพลางพูดด้วยน้ำเสียงไม่แยแส ตงฟางจึงมองไปยังผู้นำนิกายที่ต้องไกล่เกลี่ยทุกๆอย่าง
“ทำไมปีนี้พวกเราถึงต้องจ่ายล่ะ ในเมื่อเมืองหลวงตั้งกฎไปแล้วว่าป้ายนี้สามารถใช้ค่ายกลได้ฟรีในช่วงการประลองค้นหาศิษย์จากเมืองรอบนอก ”
“มันก็ใช่ เจ้าใช้ค่ายกลได้ฟรี แต่ถ้าพวกข้าไม่เปิดให้พวกเจ้าจะไปอย่างไร”
“เจ้า~!”
ศิษย์หลักอันดับ 2 ร้องตะโกนออกมาด้วยความโกรธพลางชี้หน้าทหารที่กำลังรีดไถพวกเขาที่มาจากดินแดนบ้านนอกในสายตาของมัน ด้วยเสียงร้องของศิษย์หลักอันดับ 2 ทำให้ทหารมองหน้ามันพร้อมกับปลดปล่อยพลังวิญญาณเข้าข่มขู่จนผู้นำนิกายต้องใช้พลังของเขาต้านทานเอาไว้
“เจ้าปล่อยเด็กของข้าไปได้หรือไม่ เป็นเรื่องปกติที่เขาจะก้าวร้าว เจ้าก็ได้ลงโทษเขาให้รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำแล้ว”
“ฮ่าๆๆ เดิมทีข้าจะขอแค่ 1 แสนหินวิญญาณ หากเจ้าอยากให้ข้าปล่อยจ่ายมา 1 ล้านหินวิญญาณ แล้วข้าจะปล่อยไป”
“นี่เงิน 1 ล้านหินวิญญาณ หวังว่าพวกเจ้าจะส่งพวกเราไปยังต้นสนแสนปี”
“ฮ่าๆๆ ไม่ล่ะ เงิน 1 ล้านเป็นชีวิตของลูกศิษย์ขยะของเจ้า ส่วนค่าแรงพวกเราเจ้าต้องจ่ายเป็นรายหัว ข้าคิดคนละ 2 ล้านหินวิญญาณ”
ผู้นำนิกายเฟยเทียนหันมองคนของเขาอาจารย์มีทั้งหมด 9 ศิษย์หลัก 9 รวมเขากับตงฟางเข้าด้วยกันนับรวมแล้วได้ 20 การใช้งานค่ายกลเดินทางไปยังต้นสนแสนปีในครั้งนี้จำเป็นต้องใช้เงินถึง 40 ล้านหินวิญญาณ
“ให้ตายสิ ข้าไม่ได้พกเงินมาเยอะขนาดนั้น”
ผู้นำนิกายเฟยเทียนถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกท้อ เขามีเงินติดตัวเพียง 20 ล้านหินวิญญาณเท่านั้น อาจารย์คนอื่นก็พกมาด้วยเช่นกันแต่ไม่มาก เนื่องจากพวกเขาเน้นในเรื่องการพกยาและอาวุธโจมตีป้องกัน ไม่ได้เน้นเรื่องหินวิญญาณ
“ผู้อำนวยการถ้าเราบินไปเองต้องใช้เวลานานไหม”
“7 วันเป็นอย่างน้อย แต่งานจะเริ่มพรุ่งนี้เช้าเราจำเป็นต้องใช้ค่ายกล เอาล่ะ คงต้องใช้ไม้ตาย”
ผู้นำนิกายหันมองไปยังทหาร ก่อนจะนำเงินทั้งหมดของเขาออกมาถือในมือ
“ข้ามีเท่านี้ หวังว่าพวกเจ้าจะใช้ค่ายกลส่งพวกเราไปยังต้นสนแสนปีได้นะ”
“ไม่”
“งั้นเพิ่มยาระดับ 6 เข้าไปอีก 5 เม็ดน่าจะพอ”
“ฮ่าๆๆ ดีๆ เอาล่ะ แต่ข้าไม่อยากได้ยาระดับ 6 ค่ายกลจะส่งพวกเจ้าไปได้ครึ่งทางเท่านั้น”
“เจ้า~!”
ผู้นำนิกายกัดฟัน เหล่าทหารในป้อมปราการนี้ไม่คณามือเขา แต่เบื้องหลังของเหล่าทหารพร้อมจะถล่มสถาบันเฟยเทียนให้ราบเป็นหน้ากลองได้ทุกเมื่อ เขาไม่ต้องการนำปัญหากลับไปด้วยจึงต้องอดกลั้นไว้ก่อน
“พวกท่านพอจะส่งเราไปยังต้นสนแสนปีได้หรือไม่ นี่เป็นเงินทั้งหมดของพวกข้าแล้ว”
เหล่าอาจารย์นำเงินติดตัวของพวกเขาออกมารวมกันจนได้ 15 ล้านหินวิญญาณ ทหารที่ได้รับเงินกลับฉีกยิ้มกว้าง
“ฮ่าๆ ไม่ ระยะทางที่ส่งไปจะเพิ่มขึ้นอีกนิดแต่ไม่ถึงต้นสนแสนปี เป็นเพราะพวกเจ้าไม่ยอมนำเงินออกมาให้พวกข้าตั้งแต่แรก”
“เจ้า! มันจะมากไปแล้วนะ” ศิษย์หลักอันดับ 1 ร้องตะโกนออกมาด้วยความเดือดดาล ทั้งที่รู้ว่าคนหนุนหลังทหารเหล่านี้น่ากลัว แต่สิ่งที่พวกมันทำไม่น่าให้อภัยได้ ทันใดนั้นตงฟางกลับหัวเราะเยาะด้วยน้ำเสียงสะใจจนทำให้ทุกๆคนหันมอง
“นี่ทหาร พวกแกเป็นคนของจักรวรรดิเทียนหยวนใช่หรือเปล่า”
“แกมีปัญหาอะไรไอ้หนู คิดว่าใส่หน้ากากจะทำให้แกรอดพ้นความตายไปได้หรือไง”
“งั้นก็แสดงว่าใช่ แล้วคนของจักรวรรดิเป็นคนจากปราสาทจักรพรรดิใช่หรือไม่” ทุกคนที่มากับตงฟางเริ่มย่นคิ้วคาดไม่ถึงว่าตงฟางจะทำอะไร
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับแก เอาล่ะ ข้าจะเพิ่มเป็น 60 ล้านหากไม่มีข้าจะไม่ให้เจ้าไป”
ศิษย์หลักกำลังจะร้องตะโกนด่าตงฟางเพราะทำให้ค่าเดินทางของพวกเขาเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามผู้นำนิกายกลับบอกให้ทุกคนเงียบก่อน เขารู้ว่าตงฟางมีความสัมพันธ์กับหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้า เงินจำนวนเท่านี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา แต่สิ่งที่ตงฟางกำลังทำไม่ได้ใช้เงินแก้ปัญหา เขาอยากรู้ว่าตงฟางกำลังจะทำอะไร
“ดีๆ แบบนี้สิดี ถ้าอย่างนั้นข้าก็ต้องกระตุ้นความทรงจำของพวกเจ้าหน่อยก็ดี พวกเจ้ายังคงจำเหตุการณ์เมื่อ 3 ปีก่อนที่มีเตาหลอมยาลอยอยู่เหนือเมืองหลวงได้หรือไม่”
เหล่าทหารขมวดคิ้ว พวกเขาจดจำเหตุการณ์นั้นได้ ใครต่างสนใจเหตุการณ์นั้นเป็นพิเศษเพราะการปรากฎตัวของเตาหลอมยาใหญ่ยักษ์ ทำให้ชื่อเสียงจักรพรรดิของพวกเขาเสียหาย หนำซ้ำหลานจักรพรรดิที่ผู้คนนับถือต่างถูกทำลายชื่อเสียง เพราะความอัจฉริยะของเขาได้จากการปล้นชีวิตคนอื่นมา
“เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน ถึงกล้าข่มขู่พวกข้า” เหล่าทหารเปลี่ยนอารมณ์กระทันหันหลังจากถูกคนของเมืองรอบนอกข่มขู่ อย่างไรก็ตามตงฟางกลับถอดหน้ากากให้ทุกคนได้เห็นพร้อมกับเอ่ยชื่อของพวกเขาออกไป
“ข้า หลี่ ตงฟาง ลูกชายของหลี่หยุนผู้เคยข่มขู่เมืองหลวง จากข้อเสนอที่พ่อของข้าตกลงกับจักรพรรดิของพวกเจ้า หากข้าอายุไม่ถึง 20 ปี คนของปราสาทจักรพรรดิทั้งหมดไม่สามารถแตะต้องข้าได้ เจ้าคิดว่าสิ่งที่กำลังจะทำในตอนนี้พ่อของข้าจะโกรธไหมที่ทหารตัวเล็กๆของจักรพรรดิกำลังใช้อำนาจรีดไถพวกข้า”
“เจ้ามีอะไรมายืนยัน”
ปึง~!
ฝ่ามือของตงฟางอัดกระแทกกลางหน้าอกของทหารผู้ที่กำลังพูดคุยกับเขาด้วยความโมโห ด้วยการซัดฝ่ามือของตงฟางทำให้คนที่มากับเขาตาโตไม่คิดว่าตงฟางจะกล้าโจมตีทหารของจักรพรรดิ
“นี่คือทักษะดาราสวรรค์ 108 ฝ่ามือของตระกูลหลี่ พวกเจ้าเชื่อหรือยังว่าข้าหลี่ตงฟางคนนี้เป็นลูกชายของหลี่หยุน”
“เจ้า..เจ้า!”
“เอาสิ ไปฟ้องจักรพรรดิของพวกเจ้าสิ เจ้าคิดว่าข้าจะถูกฆ่าตายด้วยเงื้อมมือจักรพรรดิของพวกเจ้า หรือว่าเจ้าจะตายเพราะกำลังทำให้ข้อตกลงระหว่างจักรพรรดิกับพ่อข้าสิ้นสุดลง”
ตงฟางฉีกยิ้มกว้างทำให้ทหารเกิดความรู้สึกกลัว สิ่งที่ห้ามยุ่งเกี่ยวคืออารมณ์ของจักรพรรดิ พวกมันไม่สามารถทำให้จักรพรรดิโกรธได้
“ได้ ข้าจะเปิดค่ายกลส่งพวกเจ้าไปยังต้นสนแสนปี”
“ไม่ คืนทุกอย่างที่รีดไถคืนมาด้วย”
ตงฟางฉีกยิ้มกว้างจนเหล่าทหารมองไปยังถุงเงินที่รีดไถมา ก่อนจะส่งพวกมันกลับไปให้ตงฟาง
“อีกอย่าง ขากลับแม้ข้าจะไม่อยู่ด้วย แต่ถ้าได้ยินว่าพวกเจ้าทำร้ายเหล่าอาจารย์ของข้า เจ้าจะได้เห็นดีแน่ แม้พวกเจ้าจะไม่โจมตีข้า ข้าก็จะทำให้พวกเจ้าโจมตีให้ได้ เมื่อถึงตอนนั้นก็จงรับรู้เอาไว้ว่าความโกรธของหลี่หยุนเป็นอย่างไร”
ตงฟางสวมหน้ากากกลับไปเช่นเดิมก่อนจะคืนเงินทั้งหมดให้ผู้นำนิกายไปแจกจ่ายอาจารย์ เหล่าทหารที่ไม่สามารถรีดไถสถาบันเฟยเทียนได้เพราะมีตงฟางจึงบอกพวกเดียวกันให้เดินไปยังค่ายกลเคลื่อนย้ายเพื่อส่งตัวตงฟางไปยังต้นสนแสนปี
“หากข้าไปไม่ทันการแข่งจนพลาดโอกาสเข้าวิหาร พวกเจ้ารู้ใช่ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
ตงฟางยังคงพูดย้ำ เขากลัวว่าทหารเหล่านี้จะส่งเขาไปไม่ถึงต้นสนแสนปี เมื่อทหารกลุ่มนี้รู้จุดประสงค์ของตงฟางพวกมันต้องยอมทำตามเพราะหากทำให้ตงฟางโกรธพวกมันอาจจะแย่เอาได้
“ค่ายกลเคลื่อนย้ายทำงาน”
มือของทหารจำนวน 10 คนวางลงไปบนเสาหินรอบๆค่ายกลเคลื่อนย้ายแล้วกระตุ้นพลังวิญญาณเข้าไปข้างในจนทำให้ค่ายกลเคลื่อนย้ายสลักลงไปบนแผ่นหินขนาดใหญ่เรืองแสงสีฟ้าสว่างจ้าส่งกลุ่มของตงฟางให้หายไปจากแผ่นหิน
วิ๊ง~! พรึ่บ
ร่างของอาจารย์และศิษย์สถาบันเฟยเทียนปรากฎบนแผ่นหินเคลื่อนย้ายของต้นสนแสนปี การปรากฎตัวของพวกเขานี้ล้วนถูกสายตามากมายจับจ้องมองมายังพวกเขา
“สถาบันเฟยเทียน”
เสียงพูดชื่อสถาบันดังมาจากคนกลุ่มหนึ่ง ตงฟางจึงมองจ้องไปปรากฎว่าเป็นเหล่าคนของสถาบันที่เขาไม่รู้จัก แม้เขาจะเดินทางไปยังเมืองทั้ง 4 มาแล้วก็ตาม ตงฟางกลับไม่เคยทำความรู้จักกับสถาบันเมืองอื่นๆเลย เพราะยุ่งอยู่กับธุรกิจของเขา
“เรามาถึงต้นสนแสนปีแล้ว การประลองจะเริ่มขึ้นในเช้าของวันพรุ่งนี้ในตำแหน่งนั้น”
ทุกคนมองจ้องไปยังทิศทางที่ผู้นำนิกายชี้ไปจนพบเข้ากับยอดเขาขนาดใหญ่ถูกตัดจนเป็นแนวราบ
“อาจารย์ ที่นี่มีบ้านพักให้เราด้วยเหรอ”
“เปล่า ที่นี่ไม่มีสิ่งก่อสร้างใดๆนอกจากแผ่นหินเคลื่อนย้าย คืนนี้เราจึงต้องระมัดระวังตัวและเตรียมตัวให้พร้อมต่อสู้ตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นจะอยู่ไม่ถึงการแข่งขัน”
“แบบนี้ศิษย์หลักที่จะเข้าแข่งไม่เหนื่อยก่อนเหรอ”
“นั่นจึงเป็นสาเหตุที่สถาบันอื่นๆมีคนมากกว่า 20 คน ต่างจากพวกเรา”
ตงฟางมองไปยังสถาบันมากมายที่ส่งคนมามากกว่าร้อย ทำให้เขารู้ว่าการแข่งขันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สถาบันเดินทางมายังต้นสนแสนปี การที่ผู้นำนิกายพาพวกเขาเดินทางมาถึงฉิวเฉียดแบบนี้ทำให้ตงฟางรู้ว่าผู้นำนิกาย ตัดปัญหาการตั้งค่ายใหญ่จนดึงดูดสัตว์อสูรให้เข้ามาโจมตี เพียงแค่พวกเขาอยู่ให้รอดพ้นคืนนี้ให้ได้ก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องสู้เป็นกับสัตว์อสูรเหมือนสถาบันอื่นๆ ที่เดินทางมาถึงก่อนหลายวัน