เวลาเดียวกับที่เยว่ฟงปะทะกับอสุรกายไร้ผิว ทางด้านของอูหลินเฟิงกับกู่ซือเอิน
“คุณหนูกู่ หลังจากนี้ข้าจะดูดซับพลังจิตวิญญาณของดอกปทุมปรโลก ข้าคิดว่าท่านเองก็ควรที่จะดูดซับพลังของมันเช่นกัน ดอกปทุมปรโลกคือหนึ่งในสามสุดยอดสิ่งวิเศษที่จะสามารถยกระดับชั้นจิตและวิญญาณในการดูดซับเพียงครั้งเดียว” อูหลินเฟิงกล่าว
“ไม่อันตรายงั้นเหรอ”
“ถ้าไม่มีข้าย่อมอันตรายแน่ เพียงแค่พยายามจะดูดซับมัน วิญญาณอาฆาตพวกนั้นได้พยายามชิงชีวิตท่านแน่ แต่ว่าข้าสามารถใช้ยันต์อาคมสกัดให้เหลือเพียงพลังจิตวิญญาณบริสุทธิ์ ให้เราสามารถดูดซับพลังของมันได้อย่างเต็ม"อูหลินเฟิงกล่าวจากนั้นก็ควบคุมยันต์อาคม ดอกปทุมปรโลกที่เพิ่งหุบเข้าไปบานออกเพียงเล็กน้อยแต่ว่าพลังวิญญาณที่โดนยันต์อาคมสกัดไว้ก็ได้เหลือเพียงพลังวิญญาณบริสุทธิ์ จากนั้นทั้งสองก็เริ่มดูดซับพลังจิตและวิญญาณที่ไหลออกมาทั้งหมด
แหล่งกำเนิดพลังวิญญาณที่ตื่นขึ้นมาของอูหลินเฟิง ราวกับหลุมดำที่ดูดเอาพลังจิตและพลังวิญญาณของดอกปทุมปรโลกอย่างบ้าคลั่ง เร็วว่าการดูดซับของกู่ซือเอินราวๆ สิบเท่า
เพียงแค่ครึ่งชั่วโมงหลังจากที่เริ่มดูดซับพลัง ระดับพลังวิญญาณและจิตของอูหลินเฟิงเหมือนจะสามารถเข้ากับดอกปทุมปรโลกได้ดีกว่ากู่ซือเอิน พลังวิญญาณและพลังจิตเลื่อนระดับครั้งใหญ่ทั้งพลังวิญญาณและพลังจิตบรรลุระดับหกขั้นต้น ส่วนระดับลมปราณบรรลุระดับสี่ขั้นกลาง แต่กู่ซือเอินนั้นระดับลมปราณเท่าเดิม มีเพียงแต่ระดับชั้นจิตและวิญญาณเพิ่มขึ้นเท่านั้น
“เหตุใดเจ้าเลื่อนระดับเร็วนัก”
“เพราะระดับพลังวิญญาณและระดับพลังจิตของข้าสูงขึ้นพร้อมกันอย่างรวดเร็ว พลังลมปราณเลยถูกบังคับให้เลื่อนระดับเพียงเท่านั้น” อูหลินเฟิงกล่าว
“ถูกบังคับให้เลื่อนระดับ??” กู่ซือเอินเหมือนจะเคยได้ยินเรื่องแบบนี้ แค่นางนึกไม่ออก
“อย่าบอกนะว่า ปราชญ์พิษไม่เคยสอนท่านเรื่องนี้?” อูหลินเฟิงมองไปยังกู่ซือเอินอย่างแปลกใจ ผู้ที่เป็นถึงหลานสาวและศิษย์สืบทอดของปราชญ์พิษ ปราชญ์พิษจะไม่สอนถึงความสำคัญเรื่องนี้เลยงั้นหรือ แต่ว่าความรู้สึกที่อูหลินเฟิงสัมผัสได้จากร่างของกู่ซือเอินคือเขิน เหมือนนางจะเขินที่นางจำไม่ได้ว่าเคยเรียนมาแล้ว
“ท่านลืมใช่หรือไม่”
“อะ อือ” นางตอบรับแบบไม่เต็มเสียง ปกติแล้วเมื่อท่านปู่สอนอะไรก็ตามที่เป็นคำพูดยาวๆ นางมักจะจำได้ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ ยิ่งเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับพิษนางยิ่งไม่ได้จดจำ
"เห้อ งั้นท่านลองนึกภาพตามข้า อย่างที่ข้าเคยบอกไปร่างกายสิ่งมีชีวิตประกอบด้วย กาย จิต และ วิญญาณ การฝึกลมปราณคือการฝึกระดับชั้นกาย การฝึกพลังจิตคือการฝึกระดับชั้นจิต ส่วนพลังวิญญาณไม่อาจใช้ได้หากไม่เกิดมาพร้อมกับมัน แต่สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งผ่านการดูดซับสมุนไพรหรือโอสถที่มีพลังวิญญาณ หรือการโดนบังคับให้ยกระดับ
ให้ท่านลองนึกภาพของสามเหลี่ยมด้านเท่าโดยที่แต่ละมุมคือ กาย จิต และ วิญญาณ แรกเกิดมามนุษย์จะมีพลังทั้งสามเท่ากัน แต่เมื่อเติบโตขึ้นฝึกฝนลมปราณ ระดับชั้นกายจะสูงขึ้นมุมของกายจะขยายออกแต่ว่ามุมของจิตและวิญญาณยังอยู่ที่เดิม เมื่อฝึกไปเรื่อย ๆ มุมของกายที่ถูกขยายออกจะถูกดึงไว้จากมุมของจิตและวิญญาณไม่อาจขยายต่อไปได้อีก
นั้นคือเหตุผลที่คนส่วนมากที่ไม่ได้ฝึกพลังจิตระดับจะไปหยุดที่ชนชั้นจอมยุทธ์ เมื่อระดับชั้นกายไม่อาจฝึกต่อจอมยุทธ์ส่วนมากจึงค่อยเริ่มฝึกพลังจิตที่สามารถฝึกได้ เมื่อมุมของจิตขยายไปเรื่อยๆ จนเท่าพลังกาย มุมของวิญญาณที่ไม่ได้ฝึกจะถูกมุมของ กาย และ จิตที่ขยายออกไปบังคับให้ขยายตาม
เหมือนกับข้าที่พลังจิตและวิญญาณพุ่งสูงถึงระดับหก ระดับชั้นกายจึงถูกดึงให้มีระดับสูงขึ้น ท่านเข้าใจหรือไม่"อูหลินเฟิงอธิบายไปโดยที่ไม่รู้ว่ากู่ซือเอินเข้าใจหรือไม่ แม้มองไม่เห็นแต่เขาสัมผัสได้ว่ากู่ซือเอินกำลังพยักหน้าอย่างรุนแรง การถูกบังคับให้ระดับชั้นกายเลื่อนระดับนั้นไม่ใช่ครั้งแรกของอูหลินเฟิง ครั้งแรกคือตอนที่เขาโคจรเดินลมปราณครั้งแรก ระดับก็พุ่งขึ้นสู้ระดับสามเพราะพลังจิตและวิญญาณที่มากกว่าระดับขึ้นกายในตอนนั้น
“ข้าว่าได้เวลาที่เราจะขึ้นไปแล้ว สหายของเราคงรอนานแล้ว” อูหลินเฟิงกล่าวจากนั้นก็เก็บดอกปทุมปรโลกเข้าแหวนมิติ เก็บเสี่ยวปินเข้าสร้อยเก็บสัตว์ ทั้งคู่กระโดดขึ้นไปบนหลังของเสี่ยวหยุน จากนั้นเสี่ยวหยุนก็บินขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
“จะว่าไปนี้ก็เหมือนนิยายที่ข้าเคยอ่านเลย ตัวเอกที่หล่นมาใต้เหวมักจะพบเข้ากับของวิเศษเกือบทุกเรื่อง ยิ่งบางเรื่องหล่นลงมาทีเดียวได้ของวิเศษกลับไปหลายอย่าง” จู่ๆ อูหลินเฟิงก็นึกถึงความทรงจำของลุคที่ชอบอ่านนิยายแล้วพูดออกมา
“แต่นี้ไม่ใช่นิยาย” กู่ซือเอินบอก
“ท่านไม่รู้หรอก”อูหลินเฟิงกล่าว เพราะขนาดชีวิตของจงหมิ่นยังเคยถูกเขียนเป็นนิยายมาแล้ว
"กรีซซ" เสี่ยวหยุนที่กำลังบินขึ้นไปโดยที่บินตามขอบของหน้าผา ได้บอกว่ามันสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง
“สัมผัสได้ถึงอะไรงั้นหรือ เสี่ยวหยุนลองไปดูกัน” เมื่อได้รับคำสั่งเสี่ยวหยุนก็บินตรงไปทิศที่สัมผัสถึงกลิ่นอายแปลกได้ เมื่อมาถึงในครั้งแรกอูหลินเฟิงที่มองไม่เห็นนั้นพยายามให้ปราณและจิตสัมผัสรอบๆ ที่เขากับไม่พบอะไร แต่เสี่ยวหยุนกลับใช้ปากจิกไปที่บางอย่างตรงหน้าผาแล้วโยนมาให้เขา เมื่ออูหลินเฟิงได้รับมาจึงตรวจสอบพบว่าเป็นดอกไม้ชนิดหนึ่งที่มีปราณธาตุมืดแฝงภายในเพราะปราณของมันเป็นหนึ่งเดียวกับความมืด ทำให้เขาไม่อาจสัมผัสถึงพลังของมันได้ แต่เสี่ยวหยุนที่มีปราณมรณะที่มีลักษณะคล้ายกับปราณทมิฬสามารถสัมผัสถึงมันได้
“นี่มัน…ดอกแก้วทมิฬ!!!” ดอกแก้วทมิฬคือดอกไม้ที่จะเกิดขึ้นเพียงแค่บริเวณที่มืดมิดเท่านั้น หากมันโดนแสงเมื่อไหร่มันจะเหี่ยวเฉาและตายลงทันที เป็นดอกไม้ที่ปกติจะหาพบได้ในทวีปรัตติกาลเท่านั้น ไม่อาจพบได้ในทวีปปราณฟ้า แต่ว่าภายในหุบเหวแห่งนี้ที่หุบเหวที่แสงไม่อาจส่องถึง ดอกแก้วทมิฬจึงสามารถเบ่งบานและถือกำเนิดขึ้นมา
“มีอีกหรือไม่เสี่ยวหยุน หากมีนำมาให้หมด” เสี่ยวหยุนเมื่อได้รับคำสั่งมันบินทั่วบริเวณคอยเก็บดอกแก้วทมิฬให้กับอูหลินเฟิง อูหลินเฟิงสามารถเก็บดอกแก้วทมิฬได้ถึงเกือบร้อยดอก จนดอกแก้วทมิฬไม่เหลือเลย
“หากหมดแล้วพวกเราก็เดินทางต่อเถอะ เหมือนนิยายที่เคยอ่านจริงๆ ด้วย ลงมาใต้เหวก็เจอนั้นนี้โน่นเต็มไปหมด”อูหลินเฟิงมองสิ่งที่ได้มาอย่างชอบใจ
………..
ด้านจงหมิ่น
อสุรกายไร้ผิวที่โดนจงหมิ่นผ่าครึ่งร่างกายของมันพยายามที่จะฟื้นฟู แต่ว่าจงหมิ่นที่เคยเห็นมาแล้วตวัดดาบหลายครั้งออกไปฟันจนมันกลายเป็นชิ้นๆ แต่น่าเสียดายที่ดาบของจงหมิ่นไม่ได้ฟันจนละเอียดเท่ากรงเล็บของเยว่ฟง จงหมิ่นจึงไม่ได้เห็นลูกแก้วโลหิตที่ซ่อนอยู่ภายในก้อนเนื้อ ก้อนเนื้อนั้นอาศัยสัญชาตญาณบังคับร่างกายไม่ให้เกิดการฟื้นฟู ทำให้เหมือนกับว่าตัวมันได้ตายไปแล้ว
จงหมิ่นที่เห็นว่าก้อนเนื้อทั้งหมดหยุดการเคลื่อนไหวเขาก็หยุดมือ นึกว่าตนสามารถสังหารอสุรกายไร้ผิวได้แล้ว ได้เดินกลับเข้าไปรวมที่กลุ่ม
“ไอ้ตัวบ้านั้น!!!..มาแย่งอสูรของเราไปเฉยเลย” ลี่เจียงกล่าวหลังจากที่เห็นว่าจงหมิ่นสามารถสังหารอสุรกายไร้ผิวได้แล้ว
“มันคืออะไรกัน?” กวนซ่างซีกล่าว นางที่ล่าสัตว์อสูรมากมายแต่ก็ไม่เคยพบอะไรเช่นนี้มาก่อน
“ข้ามีความคิดอยู่ แต่ยังไม่อาจบอกที่นี่ได้” จงหมิ่นกล่าว ไอ้อสุรกายไร้ผิวมีเป้าหมายที่กลุ่มของเขา แสดงว่าต้องเกี่ยวกับสี่ตระกูลที่ร่วมมือกันฆ่าล้างตระกูลจงของเขาแน่นอน
ในจังหวะที่ทุกคนไม่สนในอสุรกายไร้ผิวได้รวมตัวฟื้นฟูร่างกายร่างรวดเร็ว
“คุณชายจงเจ้าคะ มันยังไม่ตายเจ้าค่ะ!!!” เสวี่ยหานเอ๋อร์เป็นคนเดียวที่สามารถสัมผัสได้ว่ามันกำลังฟื้นฟูร่างกาย จงหมิ่นที่หันไปตามเสียงเรียกพบว่ามันกำลังฟื้นฟูร่างอย่างรวดเร็ว จึงพุ่งตัวสร้างดาบจิตประสานปราณปฐพีวายุเพลิง ฟันไปที่อสุรกายไร้ผิวที่ว่าเขากลับช้าไป อสูรไร้ผิวยกแขนที่มีกระดูกมาป้องกันได้ คราวนี้อสุรกายไร้ผิวสั่นสะท้านอีกครั้งดันกระดูกออกมาอีกหลายอันห่อหุ้มทั่วร่าง กลายเป็นเกาะกระดูกทั่วร่าง
“พลังฟื้นฟูแบบนี้...เป็นอมตะหรือไง” ถงต้าเหวยที่เห็นพูดขึ้นมา ขนาดโดนหั่นเป็นชิ้นยังสามารถ ฟื้นฟูได้แบบนี้สหายจงจะฆ่ามันได้อย่างไร
“ไม่เจ้าค่ะ มันตายได้” หลังจากที่เสวี่ยหานเอ๋อร์ได้เห็นว่ามันฟื้นฟูร่างกาย นางได้ลองประสานลมปราณไปที่ดวงตา ร่างพฤกษาพิสุทธิ์ของเสวี่ยหานเอ๋อร์จะทำให้นางสามารถใช้ได้ทั้งปราณจิตและวิญญาณ ทำให้นางสามารถมองเห็นพลังชีวิตของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน พลังชีวิตนั้นออกมาจากจุดๆเดียวในร่างกาย
“ในตัวของมันมีจุดที่มีพลังชีวิตสูงอยู่เจ้าค่ะ หากทำลายมันได้อาจสามารถฆ่าอสุรกายตรงหน้าได้” เสวี่ยหานเอ๋อร์บอก
“แล้วตอนนี้จุดที่เจ้าว่าอยู่ตรงไหน”
“ตรงหัวใจเจ้าค่ะ อะ ตรงออกซ้าย ตรงท้อง จุดพลังชีวิตของมันย้ายที่เรื่อยๆ เลยเจ้าค่ะ” เสวี่ยหานเอ๋อร์กล่าว
“เหมือนว่าต้องหาทางทำลายเกาะกระดูกของมันให้ได้ก่อน แต่ว่าพลังของข้า แม้จะเพิ่มขึ้นมากก็ทำได้เพียงสู้อย่างยืดเยื้อเท่านั้น คงมีแต่กระบี่ของเซี่ยชิงเอ๋อร์ที่สามารถตัดผ่านกระดูกของมันได้” จงหมิ่นกล่าว ไม่ใช่ว่าพลังโจมตีของเขาสู้เซี่ยชิงเอ๋อร์ไม่ได้ แต่ว่าอาวุธของเขาไม่อาจเทียบกับอาวุธระดับสิบ กระบี่หยกขาวของเซี่ยชิงเอ๋อร์ได้
“เช่นนั้น…ข้าจะตามหาให้” กวนซ่างซีกล่าวจากนั้นนางก็พุ่งออกไป ในขณะเดียวกันก็พยายามมองผ่านตาของฮุยฮุยค้นหาโดยรอบ หาตัวของเซี่ยชิงเอ๋อร์เพื่อขอความช่วยเหลือ
อสุรกายไร้ผิวจ้องมองจงหมิ่น ร่างที่มีเกราะทั่วตัวยังสั่นสะท้านไม่หยุด มันมวลกล้ามเนื้อภายใต้เกราะกระดูกขยาย และบีบอัดกันภายใน จนเมื่อมันพอใจแล้วก็พุ่งเข้าโจมตีจงหมิ่น การปะทะกันของทั้งสองเกิดขึ้นอีกครั้ง
‘พละกำลังของมันเพิ่มขึ้น!!’ เมื่อรับรู้ถึงแรงโจมตีที่เพิ่มขึ้นของอสุรกายก็เพ่งจิตรวมปราณ เร่งพลังของจนขึ้นเช่นกัน แต่ว่าความต่อเนื่องของอสุรกายไร้ผิวมีมากกว่ามันใช้ทั้งปากกัด กรงเล็บทั้งสองที่ฟาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้จงหมิ่นถูกกดดันจนถอยออกอย่างต่อเนื่อง
จงหมิ่นพยายามนึกถึงรูปแบบการต่อสู้ของเซี่ยชิงเอ๋อร์ เร่งพลังจิตสร้างดาบขึ้นมาอีกสามเล่มลอยอยู่ด้านหลังของจงหมิ่น ดาบแต่ละเล่มประสานลมปราณที่ต่างกันไว้ เป็นดาบเพลิงหนึ่งเล่ม ดาบวายุหนึ่งเล่ม ดาบปฐพีหนึ่งเล่ม ดาบทั้งสามพุ่งโจมตีอสุรกายไร้ผิว ช่วยเสริมการโจมตีที่ไม่ต่อเนื่องของจงหมิ่นแต่ดาบทั้งสามช่วยได้เพียงไม่ให้จงหมิ่นโดนกดดันมากเกินไปเท่านั้น อสุรกายไร้ผิวนั้นเมื่อเห็นว่าจงหมิ่นสามารถรับการโจมตีได้มวลกล้ามเนื้อก็ขยายและบีบอัดอีกครั้ง ตัวของมันเองก็ขยายใหญ่ขึ้นอีกเช่นกัน ร่างของมันตอนนี้สูงใหญ่กว่าจงหมิ่นเกือบสองเท่า
“แรงมันเพิ่มขึ้นอีกแล้ว!!” จงหมิ่นกัดฟันรับการปะทะอย่างต่อเนื่อง หากเป็นแบบนี้ต่อไปเขาต้องพ่ายแพ้แน่นอน
“สังหาร สังหาร กิน กิน” เสียงราวกับเด็กออกมาจากอสุรกายไร้ผิว มันโจมตีไม่หยุดมือ มันพยายามที่จะกัดเข้าที่ใบหน้าของจงหมิ่นแต่ว่า
ตู้มม!!! ร่างกายที่ใหญ่โตของอสุรกายไร้ผิวโดนหมัดที่ใหญ่กว่าโจมตีจนกระเด็น มันคือหมัดยักษ์ศิลาเพลิงอัสนีของลี่เจียงในร่างยักษ์ศิลา ครั้งนี้พวกเขาทำคล้ายๆ กับที่อูหลินเฟิงทำให้ถงต้าเหวย อูหมินจิงประสานพลังลงในร่างยักษ์ศิลา แค่ครั้งนี้ปราณที่ทำหน้าที่ประสานไม่ให้พลังปราณตีกันจนระเบิดออกคือปราณพฤกษาพิสุทธิ์ของเสวี่ยหานเอ๋อร์