“คุณนายคะท่านผู้บัญชาการกลับมาแล้วค่ะ” เสียงของสาวใช้ที่แจ้งข่าวทำให้หัวใจของเธอหนักหน่วงขึ้นอย่างบอกไม่ถูก
ร่างบางที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างห้องรับแขกหันกลับมาอย่างช้าๆ ดวงตาสีเข้มเต็มไปด้วยความเ็ปและความตั้งใจแน่วแน่
ตอนนี้ผู้ชายที่กำลังนอกใจเธอกลับมาแล้ว…แต่เธอไม่อยากจะเห็นหน้าเขาเลยสักนิด
หากฉันจะหย่าฉันก็จะขอหย่าอย่างผู้ชนะ! เธอคิดในใจพลางรวบรวมความกล้าและความเข้มแข็งที่เหลืออยู่
ร่างบางรีบเดินออกจากห้องรับแขกนั่นด้วยก้าวที่มั่นคงแม้หัวใจจะสั่นไหว เธอจะไปรอรับสามีอย่างที่เคยทำเช่นทุกครั้ง แต่ครั้งนี้…เธอจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
เมื่อประตูเปิดออกท่านผู้บัญชาการก้าวเข้ามาในบ้านด้วยท่าทางที่คุ้นเคยแต่สายตาของเขากลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความลับที่ซ่อนอยู่
“คุณ…” เขาเริ่มพูด แต่เธอกลับยิ้มอย่างเ็ากลับไป
“ท่านกลับมาแล้ว เดี๋ยวฉันจะให้สาวใช้เตรียมน้ำอุ่นพร้อมกับจัดเตรียมห้องนอนใหม่ไว้ให้ท่านนะคะ”น้ำเสียงของเธอแฝงไปด้วยความเ็าและความท้าทาย
ท่านผู้บัญชาการหยุดชะงักก่อนจะมองเธอด้วยสายตาที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“เราควรคุยกัน” เขาพูดอย่างจริงจัง
“ใช่ค่ะ เราควรคุยกัน…แต่ไม่ใช่ในวันนี้” เธอตอบกลับ พลางเดินจากไปอย่างสง่างามทิ้งให้เขายืนอยู่กับความเงียบและความรู้สึกผิดที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
คืนนี้จะเป็คืนที่เปลี่ยนแปลงทุกอย่างและเธอจะไม่ยอมเป็ฝ่ายพ่ายแพ้อีกต่อไป
ค่ำวันนั้น
“คุณนายคะทำไมครั้งนี้คุณนายถึงเลือกที่จะนอนแยกห้องกับท่านผู้บัญชาการกันล่ะค่ะคุณนายกับท่านไม่ได้อยู่ด้วยกันมาร่วมเดือนแยกห้องแบบนี้จะดีเหรอคะ”
“แยกห้องนอนแบบนี้น่ะดีแล้ว” เธอพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเ็าเย็นก่อนจะเดินออกไปโดยไม่สนใจสาวใช้ที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
สาวใช้ถอนหายใจเฮือกใหญ่“ทำไมท่านผู้บัญชาการถึงต้องพักแยกห้องกับคุณนายกันนะ? ปกติแล้วทั้งสองคนดูสนิทสนมกันมากแท้ๆ”เธอคิดพลางจัดเตรียมชุดนอนไว้ให้กับซุ่งเฟยเหรินเหมือนเช่นทุกครั้ง
ด้านผู้บัญชาการหยางอวี้เหอที่นั่งอยู่ในห้องทำงานที่เงียบสงบแสงสลัวจากโคมไฟดวงน้อยสาดส่องลงมาบนโต๊ะไม้เก่าแก่ เขาค่อยๆหยิบจดหมายรักฉบับหนึ่งขึ้นมามือที่เคยจับปืนและวางแผนยุทธศาสตร์อย่างมั่นคงในสนามรบกลับสั่นเล็กน้อยเมื่อได้ัักระดาษบางๆ นั่น
จดหมายที่เขาเขียนตอบโต้ถึงลั่วเหยียนเอ๋อหญิงสาวที่เป็ทั้งแรงบันดาลใจและความสุขในใจของเขา ใบหน้าของหยางอวี้เหอริ้มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขและความอบอุ่นที่ซ่อนอยู่ลึกๆในใจ
เขาค่อยๆเอาจดหมายนั้นมาวางไว้แนบอกหัวใจที่เคยแข็งแกร่งกลับรู้สึกอ่อนโยนขึ้นมาอย่างประหลาด
"เหยียนเอ๋อ... เฮ้อฉันน่าจะเจอเธอก่อนเฟยเหริน หากเป็อย่างนั้น ฉังไม่ต้องมารู้สึกผิดอย่างนี้"เสียงกระซิบเบาๆ ของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่อยู่ภายใจ
หยางอวี้เหวินหลับตาลงราวกับคิดหนัก
เช้าวันต่อมา…
อาหารเช้าถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อยกลิ่นหอมของข้าวต้มปลาและชาอู่หลงกรุ่นอุ่น ๆ ลอยคลุ้งไปทั่วห้องแต่คนทั้งสองที่นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารกลับไม่แม้แต่จะตักอาหารเข้าปากสักคำ
ทั้งสองยังคงนั่งเงียบเสียงนาฬิกากำแพงที่ดัง “ตึก…ตึก…”กลายเป็เสียงเดียวที่แทรกผ่านความเงียบงันอึดอัดบรรยากาศภายในห้องดูตรึงเครียดไปหมด
หญิงสาวในชุดกี่เพ้าสีเทาร่วมสมัยที่ถูกตัดเย็บด้วยผ้าแพรไหมอย่างปราณีตพูดขึ้นโดยไม่สบตา
“ท่านจะกลับเมืองฟู่เถาเมื่อไหร่คะ”
เขาชะงักเล็กน้อยดวงตาคมกริบใต้คิ้วเข้มปรายตามองหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าด้วยความแปลกใจที่คำถามนั้นหลุดออกมาจากปากของเธอ
“พรุ่งนี้” เขาตอบเรียบ ๆน้ำเสียงไม่แฝงด้วยอารมณ์ใด
เธอพยักหน้าช้าพร้อมกับฝืนยิ้มบางๆที่ดูเจือจางเกินกว่าจะเรียกว่าความดีใจ
“งั้นเหรอคะถ้าอย่างนั้นฉันจะได้เตรียมตัว”
เขาถึงกับรู้สึกประหลาดใจครั้นเมื่อได้ฟังอย่างนั้น
“เธอหมายความว่ายังไง”
หญิงสาวลุกขึ้นช้าๆสบตาเขาด้วยแววแน่วแน่ก่อนจะเอื้อมหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่มหนึ่งอึกจากนั้นจึงใช้ผ้าเช็ดที่ริมฝีปากอย่างเรียบร้อย
“ก็หมายความว่า…พรุ่งนี้ฉันจะไปเมืองฟู่เถากับท่านยังไงล่ะค่ะ”
พูดจบเธอก็หมุนตัวเดินออกจากโต๊ะอย่างสง่างามทิ้งให้เขานั่งนิ่งอยู่กับความคิดที่ตีกันในหัว
หยางอวี้เหอมองตามแผ่นหลังบางนั่น ท่าทีของเธอไม่ใช่การขออนุญาต…แต่คือการประกาศ
เขาไม่แน่ใจว่าระหว่าง ‘กล้าเกินตัว’หรือ ‘ซ่อนอะไรไว้’ ข้อใดคือคำอธิบายที่ถูกต้องสำหรับหญิงผู้นี้
“ซ่งเฟยเหรินนี่เธอคิดจะทำอะไร…”เขาพึมพำชื่อของเธอเบา ๆอย่างครุ่นคิด