คุณพ่อยอดซุปเปอร์สตาร์ (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 93 :หัวข้อของหวงปิ่งคุน

    ตอนที่ 93 :หัวข้อของหวงปิ่งคุน

     

            เพลงยังคงร้องต่อไปแต่ครั้งนี้ในห้องถ่ายทอดสดไม่เงียบเหมือนตอนที่หลิวจือเซียร้องเพลง ‘ เพราะรัก’ ยังคงมีคนโพสต์ข้อความขึ้นบนหน้าจอกันอย่างต่อเนื่อง

             

            “ได้โปรดแสดงตัวเถอะการควบคุมเพลงดีขนาดนี้ ต้องเป็นคนดังในวงการแน่”

             

            “ต้องตามล่าคนชั่วกันแล้วเขาวิ่งเข้าไปช่วยไอ้หมาจิน นี่เท่ากับช่วยคนเลวไม่ใช่หรือไง ? ”

             

            “เพลงดีแบบนี้แถมเสียงคุ้น ๆ ทุกคนคิดว่ายังไง ? ”

             

            เหล่าผู้ชมในห้อง‘ห้องเชือด’ นอกจากแฟนคลับของหลิวจือเซียแล้ว เกินครึ่งภายในห้องนี้ไม่ใช่แฟนคลับของเขาพวกเขาไม่ได้หลับหูหลับตาเชิดชูหลิวจือเซียเหมือนเหล่าแฟนคลับที่คลั่งไคล้ในหน้าตาของหลิวจือเซียพวกเขาสามารถเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของทั้งสองเพลงได้อย่างเป็นกลาง

             

            แม้ว่าในด้านเนื้อร้องและทำนองของทั้งสองเพลงจะเทียบกันไม่ได้ แต่ในด้านทักษะการร้องและการถ่ายทอดอารมณ์ที่ใส่ลงไปในเพลงนั้นสามารถเทียบกับหลิวจือเซียได้

             

            แน่นอนว่าถึงกระนั้นผลสรุปก็ถูกกำหนดไว้แล้ว เพลง ‘เพราะรัก’ ของหลิวจือเซียเอาชนะ ‘ลำนำเพลงพื้นบ้าน’ได้อย่างสมบูรณ์แบบ !

             

            “ทำไมเสียงฟังคุ้นหูจัง? ” หลางเวิ่นซิงที่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงนี้

             

            จางหมิงห่าวมองหลางเวิ่นซิงที่ขมวดคิ้วจนเป็นร่องก็ถามขึ้นว่า “เหล่าหลาง เกิดอะไรขึ้นกับนาย ? ”

             

            “เหล่าห่าวนายไม่คิดว่าเสียงร้องของเพลงนี้ฟังคุ้น ๆ บ้างหรือ ? ” หลางเวิ่นซิงหันไปมองจางหมิงห่าว “ฉันรู้สึกเหมือนเคยได้ยินที่ไหนสักแห่งเพลงนี้ด้วย เหมือนเคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน”

             

            “ก็คุ้นๆ อยู่นะ…” ทันใดนั้นจางหมิงห่าวก็ตาลุกวาวขึ้นมา “เป็นไปได้ไหมว่า เขาจะเป็นศิลปินของบริษัทนายหรือเปล่า? ”

             

            “ศิลปินของบริษัทฉันอย่างนั้นหรือ? ”

     

            หลางเวิ่นซิงลูบคางโดยไม่รู้ตัวแล้วทันใดนั้นเขาก็ตบขาตัวเองเสียงดังเปรี้ยง พร้อมกับพูดว่า “บ้าเอ๊ย ไอ้เกลือเป็นหนอนว่าแล้วว่าทำไมเสียงคุ้น ๆ ความรู้สึกนี้ ใช่หมอนั่นแน่เลย ! ”

             

            “ใครกัน? ”

             

            คำพูดของหลางเวิ่นซิงดึงดูดความสนใจของซ่งจิงจ้านและคนอื่นๆ

             

            “หานจวิ้นชิง! ” หลางเวิ่นซิงกัดฟันกรอด และพูดว่า “ไม่คิดเลยว่าหมอนั่นจะสมคบคิดกับจินฉือถัง !”

             

            “นักแต่งเพลงแนวหน้าของวงการคนนั้นน่ะหรือ? ” จางหมิงห่าวรู้เกี่ยวกับหานจวิ้นชิง “เขาเป็นผู้อำนวยการเพลงของบริษัทนายไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงไปช่วยไอ้จินฉือถังได้ล่ะ ? ”

             

            “หมอนี่แหละมีความเป็นไปได้มากที่สุด ! ”

             

            หลางเวิ่นซิงใบหน้าซีดอย่างเห็นได้ชัด“ไอ้แก่นี่ไม่ชอบหน้าหลิวจือเซียมาตลอด แถมยังไม่พอใจฉันด้วย ฉันคิดว่าเขาแต่งเพลงให้บริษัทมามากก็เลยไม่ติดใจเอาความ ! โธ่เอ๊ย ก็ว่าทำไมวันนี้ไม่เห็นเขามาที่ทำงานเลยทั้งวัน ที่แท้ไปตงซานนี่เอง”

             

            “รู้แล้วทำอะไรได้? ตอนนี้นายไม่มีหลักฐาน” จางหมิงห่าวส่ายหน้า “เรื่องนี้ไว้คุยกันทีหลังยังไงรอบนี้จือเซียก็ชนะแล้ว เอาไว้หาหลักฐานได้ค่อยคิดบัญชีกับหานจวิ้นชิงก็ยังไม่สาย”

             

            …………………

             

            เมื่อ‘ลำนำเพลงพื้นบ้าน’ จบลง ปฏิกิริยาตอบสนองของผู้ชมก็อยู่ในระดับปานกลางเท่านั้น

             

            ถึงแม้จะมีผู้ชมไม่น้อยที่คิดว่าเพลงนี้ดีจริงๆ แต่เทียบกับเพลง ‘ เพราะรัก’ แล้วก็มีความแตกต่างอยู่มาก ผลลัพธ์ย่อมเห็นได้อย่างชัดเจน

             

            “ต่อไปก็ถึงเวลาเปรียบเทียบกันแล้ว! ”

             

            บนหน้าต่างเล็กๆ เมิ่งฉางคงที่ไม่ได้พูดมาตลอดเวลาก็เอ่ยปากขึ้น

             

            “เพื่อความยุติธรรม! เมื่อกี้ผมได้ให้เจ้าหน้าที่เทคนิคของบริษัททำการบันทึกเพลงทั้งสองเอาไว้แล้ว อีกเดี๋ยวมันจะถูกปล่อยบนแพลตฟอร์มของแพนด้ามิวสิคกำหนดเวลา 1 ชั่วโมง ใครที่มียอดดาวน์โหลดมากที่สุดใน 1 ชั่วโมงนี้คือผู้ชนะ เป็นยังไงครับ? ”

             

            “ผมไม่มีปัญหายังไงก็ได้ครับ” หลิวจือเซียยักไหล่ ยังไงเขาก็มั่นใจในเพลงของตัวเองมาก

             

            “ได้! ” จินฉือถังถูมือ “กำหนดเวลา 1 ชั่วโมง ฉันไม่เชื่อว่านายจะเอาชนะฉันได้ ! งั้นตอนนี้มาเริ่มหัวข้อที่สองกันเถอะ”

             

            ตอนนี้เพิ่ง3 ทุ่ม ตามกฎที่ตกลงเอาไว้ก่อนหน้านี้ พวกหลินเยว่จะเป็นคนคิดหัวข้อที่สอง

             

            “เหล่าหวงคราวนี้เป็นหน้าที่ของคุณที่จะตั้งโจทย์แล้วครับ”

             

            หลินเยว่สงสง และเมิ่งฉางคง คุยกันแล้ว ก็ตกลงยกสิทธิ์ในการตั้งโจทย์ให้หวงปิ่งคุน

             

            “ได้! ”

             

            หวงปิ่งคุนไม่เกรงใจแล้วเขายิ้มแล้วพูดว่า

             

            “ตั้งแต่ประเทศจีนเรามีดนตรีป๊อปธีมหลักที่ร้องกันก็เป็นเรื่องของความรัก ทั้งความรักของพี่น้อง ความรักของพ่อลูก ความรักของแม่กับลูก…โจทย์ที่ผมจะตั้งก็คือความรักพวกนี้… อะไรก็ได้ เลือกมาหนึ่งอย่าง ! ถ้าทำให้ผมรู้สึกซาบซึ้งได้ก็ชนะ! ”

             

            หัวข้อที่หวงปิ่งคุนเสนอมานี้ดูเหมือนง่ายแต่ที่จริงไม่ง่ายเลย

             

            ยิ่งมีตัวเลือกมากก็ยิ่งทำให้ลังเล และในด้านของการกำหนดเพลงที่จะแต่งก็จะถูกเบี่ยงเบนได้ง่าย

             

            ท้ายที่สุดแล้วตัวเลือกที่หลากหลายยังแสดงถึงความหลากหลายของอารมณ์ด้วย

             

            ขิงแก่ย่อมเผ็ดรู้ว่าอะไรคือบททดสอบคนได้ดีที่สุด

             

            “ยอดเยี่ยมเหล่าหวงสุดยอดจริง ๆ ออกโจทย์ได้ทรมานผู้คนเกินไปแล้ว ! ”

             

            “ไม่ไหวแล้วฉันเป็นโรคกลัวตัวเลือก ! แค่คิดว่าจะเลือกความรักแบบไหน ฉันก็ปวดหัวแล้ว ! ”

             

            “ฉันกังวลแทนจือเซียของฉันจริง ๆ เหล่าหวง คุณโหดเกินไปแล้ว ! ”

             

            ผู้ชมทุกคนเริ่มหยอกล้อหวงปิ่งคุนเล่ห์เหลี่ยมนี้เหนือความคาดหมายของพวกเขาอย่างแท้จริง แค่ให้หัวข้อไปตรง ๆ เลยก็ไม่ได้ต้องให้หลิวจือเซียกับจินฉือถังเลือกเองอีก เข้าใจเล่นจริง ๆ !

             

            หลิวจือเซียขมวดคิ้วใช้ความคิดพูดตามตรง ในหัวเขามีเพลงที่เกี่ยวข้องกับความรักของครอบครัว ความรักพี่น้อง ความรักเพื่อนเยอะเกินไป…เลือกไม่ถูกจริง ๆ

             

            สถานการณ์ทางด้านหานจวิ้นชิงก็แทบไม่ต่างจากหลิวจือเซียความแตกต่างเดียวก็คือหานจวิ้นชิงกำลังคิดว่าเพลงที่ตนแต่งเอาไว้เหล่านั้น เพลงไหนที่เหมาะจะเอามาปรับแต่งใหม่

             

            ณชุมชนซานสุ่ย

             

            “คุณพ่อคุณพ่อ เป็นอะไรคะ ? ” เมื่อเห็นหลิวจือเซียขมวดคิ้วเยว่เยว่ก็ยื่นมือเล็ก ๆ ออกไปลูบที่หัวคิ้วที่กำลังขมวดมุ่นของหลิวจือเซียอย่างอ่อนโยน

             

            หลิวจือเซียจับมือเล็กๆ ของเยว่เยว่ แล้วส่ายหน้า พูดว่า “พ่อไม่เป็นไร”

             

            “คุณพ่อคะถ้าพ่อเหนื่อยก็พักนะ” เยว่เยว่ยืดอกขึ้น “เยว่เยว่จัดการถ่ายทอดสดเองได้ ! คุณแม่เคยสอนหนูหนูรู้ว่าจะต้องคุยกับแฟนคลับยังไง ! ”

             

            “จริงหรือลูก? เยว่เยว่สุดยอดไปเลย ! ” หลิวจือเซียรู้สึกตื้นตันในความสามารถของลูกสาวจึงเอื้อมมือมาลูบหัวเยว่เยว่อย่างอ่อนโยน

             

            วินาทีนั้นก็มีเศษเสี้ยวความทรงจำปรากฏขึ้นในใจของหลินจือเซีย

             

            เด็กชายอายุ4-5 ขวบกำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน ทันใดนั้นเขาก็สะดุดก้อนหินและกำลังจะหกล้มลง ตอนนั้นเองได้มีมือที่ใหญ่และแข็งแรงคู่หนึ่งจับเขาเอาไว้ไม่ให้ล้มลงบนพื้น

             

            เด็กชายเงยหน้าขึ้นสู้แสงแดดและเห็นใบหน้าที่ใจดีแต่น่าเกรงขามของชายหนุ่มคนหนึ่ง

             

            ชายหนุ่มยื่นมือมาลูบหัวของเด็กชายแล้วก็หัวเราะออกมา

             

            “พ่อ…”หลิวจือเซียได้สติและกระซิบคำนั้นออกมาโดยไม่รู้ตัว

             

            “พ่อ”เยว่เยว่กระพริบตาอย่างงุนงง “ใครคือพ่อของคุณพ่อหรือคะ ? คุณปู่ของเยว่เยว่หรือ ? ”

             

            หลิวจือเซียยิ้มขอบตาของเขาแดงเล็กน้อย ในชีวิตก่อนเขาไม่เคยได้รู้สึกถึงความรักของพ่อแม่เลย ทันใดนั้นเขาก็อยากจะเจอกับชายหนุ่มในความทรงจำคนนั้นขึ้นมาพ่อของร่างนี้ ร่างที่เขาเข้ามาอยู่บนโลกแห่งนี้ !

             

            “ใช่แล้วคุณปู่ของหนู ! ” หลิวจือเซียลูบหัวเยว่เยว่ “ถ้ามีโอกาส พ่อจะพาหนูกลับบ้านไปสวัสดีคุณปู่นะ”

             

            “ดีจังเลยค่ะที่แท้หนูก็ยังมีคุณปู่เหมือนกัน ! ” เยว่เยว่กระโดดอย่างตื่นเต้นดีอกดีใจเหมือนกระรอกตัวเล็กๆ

             

            หลิวจือเซียยิ้มดูเหมือนเขาจะเข้าใจขึ้นมาบ้างว่าทำไมความทรงจำนี้ถึงผุดขึ้นมา เจ้าของร่างคนเก่ากำลังบอกเขาว่าเขายังมีครอบครัวอยู่ในโลกใบนี้ยังมีคนที่รักและห่วงใยเขาอยู่

             

            หลิวจือเซียวางกีตาร์โปร่งไว้ด้านหนึ่งแล้วหันไปทางผู้ชมพร้อมกับพูดว่า

             

            “เมื่อ4 ปีก่อน ที่บ้านแบบเรือนสี่ประสานหลังหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ ชายหนุ่มคนหนึ่งทะเลาะกับพ่อของเขา”

             

            “พ่ออยากให้ชายหนุ่มคนนั้นเรียนหมอและสืบทอดธุรกิจของครอบครัวแต่ชายหนุ่มคนนั้นต้องการทำตามความฝันของตัวเอง”

             

            “ทั้งสองคนทะเลาะกันใหญ่โตมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายชายหนุ่มก็เก็บกระเป๋าหนีออกจากบ้าน”

             

            “พ่อที่ความรู้สึกเต็มไปด้วยความโกรธเคืองแม้ว่าบนใบหน้าชราจะมีความขมขื่นและหมดหนทาง แต่เขาก็ไม่ได้ห้ามลูกชาย แค่พูดออกมาด้วยความโกรธและเจ็บปวดว่า: ถ้าไปแล้วก็ไม่ต้องกลับมาที่บ้านนี้อีกตลอดชีวิต”

             

            “ชายหนุ่มดื้อรั้นมาก4 ปีไม่เคยติดต่อกลับไปหาครอบครัวเลย ในใจเขากล่าวโทษพ่อของตัวเอง ต่อว่าพ่อที่ไม่สนับสนุนความฝันของเขา”

             

            “แต่ชายหนุ่มไม่รู้ว่าพ่อของเขาที่เคยให้เขาขี่คอวิ่งในตอนเด็ก ๆ นั้น หลังค่อมมากขึ้นทุกทีแล้ว ผมสั้นที่เคยเป็นสีดำก็แซมด้วยสีขาวมือใหญ่ที่อบอุ่นก็หยาบกระด้างมากขึ้น เหี่ยวย่นมากขึ้น…”

             

            “พี่เซียของฉันกำลังพูดเรื่องตัวเองอยู่หรือ ? ”

             

            “ที่แท้จือเซียของฉันก็ออกจากบ้านมาแบบนี้”

             

            “ฮือๆๆ ทำไมพ่อของเขาไม่สนับสนุนเขาล่ะ ? ”

             

            ผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดล้วนสะเทือนใจไปกับคำพูดของหลิวจือเซียพวกเขาไม่คิดว่าชายหนุ่มผู้หล่อเหลาและเจิดจ้าดั่งแสงอาทิตย์จะมีประสบการณ์เช่นนี้

             

            บนหน้าจอรอยยิ้มเหยียดหยันปรากฏขึ้นบนใบหน้าของจินฉือถัง “หึ เปิดการ์ดรักครอบครัวอีกแล้ว !ใครจะอยากรู้ว่านายออกจากบ้านมายังไง ? เพลงครั้งนี้จะดีหรือแย่ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับเหล่าหวง ต่อให้นายทำให้พวกผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดซาบซึ้งได้ก็ไม่มีประโยชน์หรอกหึ สิ้นเปลืองความพยายามที่สุด ! ”

             

            ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตรณ เรือนสี่ประสานในเขตหมิงฉง

             

            หลิวซู่เหรินซ่อนตัวอยู่ในห้องหนังสือถือแท็บแล็ตอย่างเก้ ๆ กัง ๆ พร้อมสวมหูฟังดูการถ่ายทอดสดของหลิวจือเซีย

             

            “ซู่เหรินซู่เหริน เสี่ยวเซียเพิ่งพูดว่า…” ทันใดนั้นเอง คุณนายหลิวก็รีบร้อนเข้ามาพร้อมโทรศัพท์มือถือที่อยู่ในมือ“คุณ… คุณก็ดูอยู่หรือ ? ”

             

            หลิวซู่เหรินที่ถูกภรรยาจับได้โดยไม่ทันตั้งตัวรีบวางแท็บแล็ตลงบนโต๊ะด้วยความตกใจโดยคว่ำหน้าจอลงแล้วพูดเลี่ยง ๆ ว่า “เอ่อ… เธอพูดว่าอะไรนะ ? พูดถึงฉันหรือ ? ”

             

            “ซู่เหรินคุณซ่อนอะไรน่ะ ? ” คุณนายหลิวก้าวเข้าไปอีกสองก้าวแล้วพลิกแท็บแล็ตขึ้น “ไหนคุณบอกว่าคุณไม่สนใจเสี่ยวเซียไม่ใช่หรือ ? แล้วมานั่งดูการถ่ายทอดสดของเขาทำไมล่ะ ? ”

             

            เมื่อภรรยาของเขารู้ความจริงหลิวซู่เหรินก็ยอมรับตรง ๆ “ก็แค่ดู แค่ดูเท่านั้นแล้วจะทำไม ? มีกฎหมายข้อไหนห้ามไว้อย่างนั้นหรือ ? ”

             

            “อืมๆ คุณน่ะ ปากร้ายแต่ภายในใจอ่อนไหวยิ่งกว่าเต้าหู้เสียอีก ! ” คุณนายหลิวตบบ่าหลิวซู่เหรินเบาๆ และพูดว่า “คุณเห็นเด็กผู้หญิงคนนั้นรึเปล่า ? นั่นคือหลานสาวเรา เด็กน้อยมีชื่อว่า เยว่เยว่”

             

            “หลานเธอคนเดียวน่ะสิไม่ใช่หลานของฉัน ! ” หลิวซู่เหรินพูดอย่างดื้อดึง “แล้วเธอเข้ามาทำอะไรเนี่ย ? ออกไป ออกไปได้แล้ว ไปไป๊ ! ”

             

            “หึ ตาแก่หัวแข็ง! ” คุณนายหลิวจ้องเขาด้วยสายตาโกรธเคือง แล้วหันหลังเดินออกจากห้องไป

             

            เมื่อเห็นภรรยาออกไปแล้วหลิวซู่เหรินก็รีบไปล็อคประตู เขามองดูร่างเล็ก ๆ ของเยว่เยว่ที่กระโดดโลดเต้นอย่างร่าเริงในห้องถ่ายทอดสดแล้วหัวเราะเบา ๆ พึมพำว่า “หลานสาวของฉันน่ารักจริง ๆ ! เหมือนเสี่ยวเซีย เหมือนเสี่ยวเซีย…”

     

    คล้ายกับเรื่องคุณพ่อยอดซุปเปอร์สตาร์ (นิยายแปล) **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน