รุ่งขึ้นมู่ไห่เฉินรีบไปที่ว่าการแต่เช้าตรู่ วันนี้ก็จะเป็นกำหนดเดินทางไปยังเมืองโยวโจว
มู่ไห่เฉินเมื่อไปถึงที่พักหัวหน้ามือปราบเถี่ย เป็นจังหวะพอดีที่มือปราบเถี่ยกับมือปราบหลินอวี้เฉินกำลังสวนทางออกมา
นี่นับว่าเป็นครั้งแรกที่มู่ไห่เฉินได้เจอกับมือปราบหลินอวี้เฉิน คนผู้นี้ดูผิดคาดจากที่มู่ไห่เฉินคิด อายุของเขาคงราว ๆ สี่สิบกว่า คงไม่ได้ห่างมากหรือน้อยจากมือปราบเถี่ยนัก คนฝึกยุทธ์อายุเช่นนี้มีหรืออยู่ขั้นระดับทะลวงชีพจร
อย่างไรเสียมู่ไห่เฉินก็ทำความเคารพในฐานะรุ่นเยาว์ หลินอวี้เฉินผู้นี้แม้อาวุโสแต่ก็ดูไม่เข้มขรึมนัก อีกทั้งคำพูดคำจาดูมีติดตลกบ้าง ทำให้บรรยากาศไม่ตึงเครียดมากนัก
ทั้งสามตรงไปยังลานกว้างที่ว่าการ ไม่นานนัก รองเจ้าเมืองซุนหย่งเจียก็ออกมา หลังจากพูดคุยกันเล็กน้อยทั้งหมดก็ตรงไปยังหน้าที่ว่าการที่มีรถม้ามารออยู่ก่อนแล้ว
รองเจ้าเมืองซุนหย่งเจียยังดูหนุ่ม อายุคงราวปลาย ๆ ยี่สิบ แม้จะไม่รู้ถึงความสามารถ ว่ามีสิ่งใดบ้าง แต่เท่าที่มู่ไห่เฉินตรวจสอบระดับวรยุทธ์นั้น เขาอยู่ขั้นฝึกกายเท่านั้น
มือปราบหลินเป็นคนขับรถม้า ส่วนมือปราบเถี่ยกับมู่ไห่เฉินนั่งม้าคนละตัวคอยประกบหน้าหลัง
แน่นอนว่าเวลานี้ มู่ไห่เฉินเองก็ตัดสินใจเริ่มดาวน์โหลดระดับปราณของมือปราบเถี่ย ตอนนี้ระยะดาวน์โหลดก็ไกลเกือบกิโลเมตร หากไม่มีสิ่งใดทำให้ต้องห่างจนพ้นระยะได้ ก็ถือว่าการเดินทางครั้งนี้ของมู่ไห่เฉินก็อาจมีโอกาสที่จะดาวน์โหลดระดับลมปราณเสร็จสมบูรณ์ได้
พวกเขาค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากประตูเมืองอู่หลินทางทิศใต้ ถนนมุ่งสู่เส้นทางทอดยาวไปไกลสุดลูกตา
บรรยากาศการเดินทางเป็นไปด้วยความสงบ มีรถม้าสวนทางกันไปมาเป็นระยะ ๆ
มือปราบหลินเองก็ชวนทุกคนคุยเรื่อยเปือย ทำให้บรรยากาศดูสนุกสนานได้บ้าง และในบางครั้งเขาเองก็ร้องเพลง แต่งบทกลอนเสียงดังเข้ากับบรรยากาศ หากไม่ใช่ว่ามือปราบเถี่ยบอกว่าคนผู้นี้เก่งเรื่องคดี มู่ไห่เฉินคงคิดว่าคนผู้นี้พามาด้วยเพราะสร้างความบันเทิงเป็นแน่
เมื่อถึงช่วงพักเที่ยง พวกเขาแวะพักม้าข้างริมธาร มือปราบหลินผู้นี้แทนที่จะพักเอาแรง เขากลับจับหม้อ จับตะหลิว ตั้งครัวทำอาหาร รับว่าผิดคาดมู่ไห่เฉินไปบ้าง แต่ดูแล้วมือปราบเถี่ยนั้นเหมือนจะรู้ดีกว่าใคร เขากลับไปจับปลาริมธาร อีกทั้งยังเก็บผักบริเวณรอบ ๆ มาให้มือปราบหลิน
ทั้งสองคนพูดคุยยิ้มแย้มอย่างคนรู้ใจกันมานาน คาดว่านี่คงอยู่ในแผนการเดินทางของทั้งสองคนอยู่แล้ว
ท่านรองเจ้าเมือง หลังจากรถม้าจอดลง เขาก็เดินตรงไปล้างหน้าล้างตา ก่อนจะตักน้ำริมธารมาดื่ม
เขาจ้องมองไกลออกไป ใบหน้านั้นดูมีความมุ่งมั่น ในใจคงมีความคิดประณิธานแรงกล้าอยู่ภายใน
ส่วนมู่ไห่เฉินไม่รู้ต้องทำสิ่งใด เขาจึงเดินตามหลังท่านรองเจ้าเมืองไม่ห่าง และค่อยสังเกตไปรอบ ๆ
ใต้ร่มไม้ มือปราบหลินก็เรียกให้ทุกคนมากินข้าว บนพื้นที่รองไว้ด้วยใบไม้ กลับเต็มไปด้วยอาหารหลายชนิด หากไม่คิดว่านี่คือการเดินทางและงานของราชการ มู่ไห่เฉินคงคิดว่านี่เป็นการแคมป์ปิ้งของมือปราบทั้งสองเป็นแน่
หลังจากทุกคนมาพร้อมหน้าพร้อมตา อาหารแต่ละอย่างล้วนถูกหยิบจับเพื่อมาชิมชม
ท่านรองเจ้าเมืองเมื่อได้ลองชิมอาหารแล้วก็ยังเอ่ยปากชื่นชม ซึ่งนั้นก็ไม่ต่างจากมู่ไห่เฉิน เขารู้สึกว่าอาหารเหมือนจะดูธรรมดา แต่ตอนนี้เหมือนว่าจะอร่อยกว่าที่เคยกิน
มู่ไห่เฉินระหว่างกินไปก็หวลนึกคิด ว่าแท้จริงแล้วมือปราบหลินผู้นี้เก่งจริง หรือเพียงแค่สร้างความบรรเทิงและทำอาหารเก่ง มือปราบเถี่ยถึงได้เลือกคนผู้นี้มาร่วมเดินทาง
หลังจากพักม้ากันได้พักใหญ่ทุกคนก็ได้เริ่มเดินทางต่อ
การเดินทางราบรื่นไม่พบปัญหาใด ๆ จนกระทั่งเย็นพวกเขาก็ถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง วันนี้คงจะมาได้เพียงเท่านี้
พวกเขาหาโรงเตี๊ยมเข้าพัก ก่อนจะได้มาสองห้อง ตกกลางดึกมู่ไห่เฉินก่อนหลับตาลงนอนก็ยังคงจ้องมองความคืบหน้าการดาวน์โหลดที่เป็นไปอย่างราบรื่น หากเป็นเช่นนี้ต่อไประยะเวลายี่สิบวันก็คงไม่มีปัญหาใด
การเดินหลายวันนี้ล้วนราบรื่น ระหว่างการเดินทาง เขาได้พบวิถีชีวิตผู้คนมากมาย มู่ไห่เฉินเองก็ค่อย ๆ ซึมซับโลกที่กว้างใหญ่ วันหนึ่งเขาก็อยากออกท่องไปให้ไกลกว่านี้
การเดินทางแม้ราบรื่น แต่ก็มีบางครั้งต้องสวมชุดฟางฝ่าลมตากฝนเดินทาง แน่นอนว่าอย่างไรก็ต้องไปให้ทันกำหนดการ มิอาจจะชักช้าด้วยเหตุเพียงเท่านี้ได้
เบื้องหน้าเต็มไปด้วยเม็ดฝนโหมกระหน่ำ มู่ไห่เฉินเห็นเพียงร่างมือปราบเถี่ยจาง ๆ ร่างนั้นยังควบม้ามั่นคง สายตาเหมือนยังคงสอดส่องไปทั่วบริเวณ ภาพที่เห็นทำให้ดูภาคภูมินัก มือปราบเถี่ยยามนี้ดูน่านับถือเสียจริง
หลังจากตรากตรําเดินทางมาแปดวันพวกเขาก็มาถึงเมืองโยวโจว กำแพงเมืองที่นี่สูงใหญ่ไม่ได้แพ้เมืองอู่หลิน แต่ทั้งเนื้อที่และผู้คนกลับดูหนาแน่นกว่า ธงประจำเมืองปลิวสะบัดเหนือหอเฝ้ายาม เสียงเกือกม้ากระทบพื้นหินดังก้องปะปนกับเสียงพ่อค้าเร่และชาวเมืองที่เดินขวักไขว่ บรรยากาศคึกคักกว่าที่มู่ไห่เฉินคาดไว้มาก
มือปราบเถี่ยชะลอม้าเล็กน้อย สายตาคมกริบกวาดมองกำแพงเมือง หอคอย และทหารยามประจำประตูอย่างละเอียด สีหน้าเขาเรียบนิ่งดังเดิม แต่แววตากลับเฉียบคมราวกับกำลังประเมินทุกสิ่งตรงหน้า
ขบวนพวกเขาค่อย ๆ ตรงไปยังศาลาว่าการเมืองโยวโจว ทันทีที่พวกเขาไปถึงก็ได้รับการต้อนรับตามธรรมเนียม
ข้าราชการท้องถิ่นออกมาต้อนรับด้วยท่าทีสุภาพ แม้คำพูดจะราบเรียบ แต่สายตาหลายคู่กลับจับจ้องมาที่มือปราบเถี่ยอย่างเกรงใจปนระวัง
มือปราบเถี่ยเพียงคำนับตอบอย่างพอเหมาะ มิได้วางท่าหรือแสดงอำนาจ ทว่าท่าทางสงบนิ่งนั้นกลับทำให้ผู้คนไม่กล้าดูแคลน
เจ้าหน้าที่นำพาพวกเขาไปยังเรือนรับรองอยู่นอกที่ว่าการ แน่นอนว่าพื้นที่ภายในที่ว่าการนั้นคงเต็มไปด้วยแขกสำคัญแล้ว
พวกเขาได้บ้านหลังหนึ่งมีกำแพงล้อมรอบ ดูแล้วคงเป็นบ้านเช่า แต่ก็ไม่แย่นัก ก็นับว่าอิสระและเป็นส่วนตัวมากกว่า มือปราบหลินเดินตรวจรอบกำแพงคร่าว ๆ ด้วยตนเองก่อนเข้าเรือน เขาเพียงแตะผนังไม้หน้าประตู ดูสลักกลอนหน้าต่าง และเหลือบมองมุมอับสายตาอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวไม่รีบร้อน แต่รอบคอบจนมู่ไห่เฉินสังเกตได้ว่าเขาดูระแวดระวังเป็นพิเศษ
หลังจากจัดแจงห้องพักเรียบร้อยท่านรองเจ้าเมืองก็แต่งองค์ทรงเครื่องชุดราชการเต็มยศก่อนจะขึ้นรถม้าและขับออกไปโดยมีมือปราบเถี่ยไปด้วย
หลังจากรถม้าวิ่งออกไป มือปราบหลินก็ปิดประตูรั้ว เขาหันมาทำหน้าโล่งอกที่ไม่ได้ติดตามท่านรองเจ้าเมืองไปด้วย
ขณะที่เขาเดินมานั่งโต๊ะกลางแจ้งเพื่อจิบชา มือปราบหลินกล่าวว่าดีแล้วที่ทั้งสองคนไม่ได้ติดตามไปด้วย งานราชการนอกจากเข้มงวดแล้วยังน่าเบื่อ
แน่นอนว่าไม่ใช่มู่ไห่เฉินไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้มือปราบเถี่ยค่อย ๆ ห่างออกไป หากเกินระยะดาวน์โหลดทุกอย่างที่ทำมาหลายวันนี้คงสูญเปล่า ระยะดาวน์โหลดตอนนี้แม้จะไกลเกือบกิโลเมตร แต่หากไม่ได้อยู่ใกล้มือปราบเถี่ย ก็มีโอกาสที่จะหลุดจากระยะได้ทุกเมื่อ
ตัวเลขระยะห่างการดาวน์โหลดยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่มู่ไห่เฉินก็ได้แต่นั่งลุ้น หวังว่ามือปราบเถี่ยนั้นจะไม่ได้เดินพ้นระยะดาวน์โหลดไป ภาพแผ่นหลังของมือปราบเถี่ยเมื่อครู่ยังชัดอยู่ในใจ
สีหน้าของมู่ไห่เฉินเป็นวิตกจนมือปราบหลินต้องเอ่ยปากถาม
มู่ไห่เฉินได้แต่บ่ายเบี่ยงบอกว่ารู้สึกไม่ค่อยดี อาจจะด้วยเดินทางมาหลายวัน
ผ่านไปครู่ใหญ่ ตัวเลขระยะห่างการดาวน์โหลดเหมือนจะหยุดลง เป็นไปได้ทั้งว่าทั้งสองนั้นถึงที่ว่าการแล้ว ก็นับว่ายังดีที่พักแห่งนี้ไม่ได้ไกลจากที่ว่าการนัก ระยะสามร้อยกว่าเมตรก็ยังถือว่าไม่น่าเป็นห่วงสักเท่าไร เช่นนี้ก็พอทำให้มู่ไห่เฉินพอโล่งใจได้บ้าง
ช่วงเวลาที่เหลือก็คงทำอะไรมากไม่ได้ จะต้องอยู่เฝ้าเรือน รอจนกว่าท่านรองเจ้าเมืองจะกลับ
มือปราบหลินนั่งพิงประตูโรงครัว กำชับมู่ไห่เฉินเฝ้ายาม ส่วนเจ้าตัวจะขอหลับสักงีบ มู่ไห่เฉินก็ได้แต่น้อมรับ ก่อนจะเดินไปนั่งลงจิบชาบนโต๊ะกลางแจ้ง
อากาศตอนนี้เย็นสบาย ฟ้าดูครื้ม ๆ แม้ฝนไม่ได้ตก แต่ก็พอมีเม็ดฝนหยดลงมาบ้าง กลิ่นดินชื้นลอยอวลอยู่ในลานเรือน เสียงผู้คนด้านนอกกำแพงแว่วมาแผ่วเบา เมืองใหญ่ยามบ่ายคล้ายสงบ แต่ก็แฝงความเคลื่อนไหวที่มิอาจมองเห็นได้ด้วยตา
บรรยากาศเช่นนี้กลับหวลนึกถึงคนผู้หนึ่งทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นมา มู่ไห่เฉินหยิบจี้หยกขึ้นมานั่งมองอย่างพินิจพิเคราะห์ จี้หยกลายนกนี่มีความประณีต ดูแล้วคงหาไม่ได้จากร้านค้าทั่วไป คาดว่าคงมีความสำคัญกับแม่นางจางอยู่ไม่น้อย ไว้กลับไปคงหาโอกาสคืนให้นาง
มู่ไห่เฉินนั่งคิดเพียงลำพัง ใบหน้าเกิดรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุข โดยที่ตนเองนั้นก็ไม่ได้รู้สึกตัว