ตึง ตึง ตึง!
แสงสีทองสาดส่อง ภายในถ้ำสว่างไสว
กระท่อมฟางธรรมดาหลังหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าของกู่เฟิงอย่างกะทันหัน
พื้นผิวของกระท่อมฟางถูกปกคลุมไปด้วยม่านพลังอันเลือนรางชั้นหนึ่ง มันปลดปล่อยกลิ่นอายป้องกันที่แข็งแกร่งออกมา สกัดกั้นไม่ให้ผู้ใดหรือสัตว์ร้ายเข้าใกล้
ทว่าภายใต้แสงสีทองที่สาดส่องของเจดีย์เจิ้นกู่ ม่านพลังกลับสลายหายไปอย่างรวดเร็ว
"ท่านพ่อ ท่านแม่..."
"พวกท่านอยู่ข้างในหรือไม่?" หัวใจของกู่เฟิงในเวลานี้เต้นระทึกจนแทบจะหลุดออกมาจากคอ
เขาเดินไปที่กระท่อมฟาง ในชั่วพริบตาที่ผลักประตูออก ฝุ่นหนาเตอะก็ร่วงหล่นลงบนพื้น สถานการณ์เช่นนี้ทำให้หัวใจของกู่เฟิงจมดิ่งลงในทันที
แอ๊ด...
ประตูกระท่อมฟางถูกผลักออก กู่เฟิงก้าวเท้าเข้าไปข้างในด้วยจิตใจที่กระวนกระวาย ทว่ากลับพบว่าภายในกระท่อมฟางนั้นว่างเปล่าไร้ผู้คน
มีเพียงโต๊ะหนึ่งตัวตั้งอยู่ ซึ่งบนโต๊ะนั้นมีจดหมายหนึ่งฉบับ คัมภีร์โบราณหนึ่งเล่ม ขวดหยกหนึ่งใบ และแหวนหนึ่งวงวางอยู่
เมื่อกู่เฟิงเห็นเช่นนั้นเขาก็รีบก้าวเท้ายาว ๆ เข้าไป ฉีกซองจดหมาย และกลั้นหายใจอ่าน
พออ่านจดหมายฉบับนี้จบ สีหน้าเขาก็เปลี่ยนจากตกตะลึงเป็ปีติยินดีอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะกลายเป็โกรธเกรี้ยว
จดหมายฉบับนี้มารดาของเขาเป็ผู้ทิ้งเอาไว้ มารดาได้บอกเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นในปีนั้นให้กู่เฟิงฟังอย่างละเอียดทุกประการ
เมื่อเก้าปีก่อน บิดามารดาของเขาไปที่หุบเขาต้องห้ามมาร เพื่อค้นหาลูกของหมาป่าโลหิตหางเงิน และนำแก่นเืของมันมาหลอมชำระล้างรากฐานให้กับเขา
แต่หลังจากที่ไปถึงหุบเขาต้องห้ามมาร กลับบังเอิญพบว่ายอดฝีมือจากสำนักที่มารดาสังกัดอยู่ได้ปรากฏตัวขึ้นในบริเวณใกล้เคียง พวกเขากำลังตามหานางไปทั่วทุกหนแห่ง เพื่อที่จะจับตัวนางกลับไปยังสำนักเทียนเจี้ย
ในยามวิกฤต มารดาตัดสินใจใช้แผนแกล้งตายหลบหนีกลับมายังตระกูลกู่ และทิ้งศพปลอมของนางกับกู่หลงเอาไว้ในโลงศพ เพื่อใช้หลบเลี่ยงการไล่ล่าสังหารจากยอดฝีมือของสำนักเทียนเจี้ย
ศพปลอมทั้งสองร่างนี้ถูกหลอมสร้างขึ้นมาจากรากบัวเร้นลับพันปี ซึ่งมีความสมจริงเป็อย่างมาก ต่อให้ผ่าศพออก ก็ยังดูไม่ออกว่าเป็ของจริงหรือของปลอม
นี่เป็แผนการที่มารดาคิดเอาไว้เนิ่นนานมาแล้ว เดิมทีตั้งใจว่าจะรอให้กู่เฟิงโตขึ้นอีกสักหน่อยค่อยนำมาใช้
แต่กลับคิดไม่ถึงว่า ยอดฝีมือของสำนักเทียนเจี้ยจะตามมาถึงเมืองชิงหลงได้เร็วถึงเพียงนี้
เพียงแต่ว่าศพที่หลอมสร้างขึ้นจากรากบัวเร้นลับพันปีก็มีข้อเสียอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือหลังจากผ่านไปสี่ถึงห้าปี มันจะละลายหายไป เนื่องจากปราณิญญาได้แตกซ่านออกไปจนหมด
ดังนั้น หลังจากที่กู่เฟิงเปิดโลงศพออกมา จึงไม่เห็นศพของหลิวอวิ๋นเซิงและกู่หลง
บางทีอาจเป็เพราะยอดฝีมือของสำนักเทียนเจี้ยมาอย่างกะทันหันเกินไป ทำให้นางต้องรีบร้อน มีหลายสิ่งที่ยังเตรียมการได้ไม่เรียบร้อย แม้แต่จดหมายฉบับนี้ก็ยังเขียนอย่างลวก ๆ
รวมถึงเื่ที่ว่าสำนักเทียนเจี้ยมีความแข็งแกร่งในระดับใด และเหตุใดยอดฝีมือถึงต้องเดินทางมาไกลนับหมื่นลี้เพื่อจับตัวนาง นางก็ไม่ได้บอกเอาไว้เลย
นางเพียงทิ้งคำกำชับถึงกู่เฟิงเอาไว้ในตอนท้ายของจดหมายว่า 'แม่และเซิ่งหนวี่ของสำนักเทียนเจี้ยมีความแค้นที่ไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้ นางหาทางเอาชีวิตแม่ครั้งแล้วครั้งเล่า แม่เกลียดชังนางเข้ากระดูกดำ น่าเสียดายที่ความแข็งแกร่งของเราแตกต่างกันมากเกินไป ไม่อาจต่อกรได้ จึงทำได้เพียงหลบเลี่ยงไปก่อน และหาสถานที่ปลอดภัยเพื่อซ่อนตัว'
'ตอนที่เ้าเห็นจดหมายฉบับนี้ แม่และกู่หลงก็คงหายตัวไปหลายปีแล้ว ใน่เวลาที่เราไม่อยู่ เ้าจะต้องปกป้องตัวเองให้ดี อย่าได้มีความคิดที่จะตามหาพวกเรา การทำเช่นนั้นไม่เพียงแต่จะทำร้ายตัวเ้าเอง แต่ยังจะทำร้ายพวกเราด้วย'
'รอให้เ้าบำเพ็ญเพียรจนถึงขอบเขตเซียนเทวะเมื่อใด ค่อยมาหาพวกเราที่สำนักเหรินเจี้ยบนูเาสามพิภพ แม่ได้ทิ้งเจตจำนงสายหนึ่งเอาไว้ในเจดีย์เจิ้นกู่ เมื่อเ้าพกเจดีย์เจิ้นกู่ไปถึงสำนักเหรินเจี้ย ก็จะสามารถััถึงมันได้'
'จงจำไว้ให้ดี เ้าจะต้องโดดเด่นเหนือผู้คน อย่าได้ทำให้ความคาดหวังอันยิ่งใหญ่ของพวกเราต้องสูญเปล่า!'
กร๊อบ!
กู่เฟิงกำหมัดแน่น โทสะพุ่งทะยานออกมาอย่างยากที่จะระงับเอาไว้ได้
"เ้าสตรีชั้นต่ำแห่งสำนักเทียนเจี้ย ไม่ว่าเ้าจะเป็ใครมาจากไหน ในเมื่อกล้าทำร้ายบิดามารดาของข้า ข้าก็จะไม่ละเว้นเ้าเด็ดขาด!"
กู่เฟิงเกลียดชังเซิ่งหนวี่แห่งสำนักเทียนเจี้ยที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนเข้ากระดูกดำ หากไม่ใช่นางที่ส่งคนมาไล่ล่าสังหารมารดา ท่านพ่อท่านแม่ก็คงไม่ต้องหนีตายอย่างทุลักทุเล และเขาก็คงไม่ต้องแยกจากพวกท่าน
ขอเพียงมีโอกาส เขาจะต้องบุกขึ้นไปยังสำนักเทียนเจี้ย และลงมือสังหารสตรีชั้นต่ำผู้นี้ด้วยมือของตนเอง
หลังจากที่กู่เฟิงผ่านพ้นความโกรธเกรี้ยวไป ดวงตาสีดำขลับคู่นั้นก็ทอประกายแสงอันคมปลาบ
ขอบเขตเซียนเทวะ คือขอบเขตอันสูงส่งที่เป็รองเพียงขอบเขตราชันเซียนเท่านั้น
ในเมื่อมารดาบอกว่าต้องบรรลุถึงขอบเขตเซียนเทวะ จึงจะสามารถไปหานางและบิดาได้ นั่นก็หมายความว่า เขาต้องบำเพ็ญเพียรให้ถึงขอบเขตเซียนเทวะเท่านั้น จึงจะสามารถไม่หวาดกลัวต่อการคุกคามของสำนักเทียนเจี้ยได้
ความแข็งแกร่งของสำนักเทียนเจี้ยจะต้องน่าสะพรึงกลัวมากอย่างแน่นอน หรืออาจเป็ไปได้ว่า จะเป็ขุมกำลังขนาดใหญ่ที่ไม่ด้อยไปกว่าตระกูลกู่เลย
ความปีติยินดีอย่างบ้าคลั่งที่บิดามารดายังไม่ตาย และความน่าสะพรึงกลัวของสำนักเทียนเจี้ย ล้วนกดทับอยู่ภายในใจของเขา ทำให้เขาปรารถนาในความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
มีเพียงการได้รับความแข็งแกร่งอันทรงพลังเท่านั้น เขาจึงจะสามารถไปตามหาบิดามารดาที่สำนักเหรินเจี้ย และไปแก้แค้นแทนบิดามารดาที่สำนักเทียนเจี้ยได้
"ข้าจะต้องกลายเป็ยอดฝีมืออันดับหนึ่งให้จงได้!"
เนตรดาราของกู่เฟิงปะทุเปลวเพลิงแห่งความปรารถนาออกมา หลังจากผ่านเื่ราวที่สลักลึกเข้าไปในกระดูกเหล่านี้ มันก็ทำให้เขาได้ตระหนักว่า มีเพียงความแข็งแกร่งเท่านั้น ที่จะเป็โล่กำบังอันแข็งแกร่งสำหรับต้านทานวิกฤตการณ์ทั้งหมดได้
ในโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กแห่งนี้ การไม่มีความแข็งแกร่งนับเป็บาปมหันต์
หลังจากที่อารมณ์ของกู่เฟิงสงบลงเล็กน้อย เขาก็ทอดสายตาไปยังขวดหยกที่บิดามารดาทิ้งเอาไว้บนโต๊ะ
เมื่อเปิดออกดูก็พบว่า ภายในนั้นมีโอสถิญญาที่โปร่งใสแวววาวเม็ดหนึ่งวางอยู่ กลิ่นหอมของโอสถเข้มข้นที่เตะจมูก ทำให้เขารับรู้ได้ในทันทีว่า นี่คือโอสถิญญาล้ำค่าระดับสี่
อีกทั้งสรรพคุณของโอสถิญญาเม็ดนี้ยังแฝงไปด้วยพลังทะลวงอันแข็งแกร่ง มันคือโอสถิญญาระดับสี่ที่สามารถช่วยให้ผู้ฝึกตนทะลวงระดับขอบเขตได้!
โอสถิญญาที่สามารถช่วยให้ผู้ฝึกตนทะลวงระดับขอบเขตได้นั้น มีมูลค่าเหนือกว่าโอสถิญญาอื่น ๆ ในระดับขอบเขตเดียวกันไปไกลลิบ
โอสถิญญาระดับสี่เม็ดนี้ สามารถช่วยให้ผู้ฝึกตนในขอบเขติญญาก่อกำเนิดทะลวงระดับขอบเขตได้
"โอสถิญญาเม็ดนี้ ข้าจะเอามาใช้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขติญญาก่อกำเนิด"
กู่เฟิงรีบปิดจุกขวดกลับไป เพื่อป้องกันไม่ให้ปราณิญญาของโอสถสูญสลายไปมากเกิน
พลังงานที่เขาต้องใช้ในการทะลวงระดับขอบเขตนั้น มากกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปจนเกินจริงไปมาก
ดังนั้นเขาจึงรู้สึกว่า โอสถิญญาระดับสี่ที่สามารถช่วยให้ผู้ฝึกตนในขอบเขติญญาก่อกำเนิดทะลวงระดับขอบเขตเม็ดนี้ เหมาะที่จะนำมาใช้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขติญญาก่อกำเนิดได้อย่างปลอดภัยที่สุด
หากเขานำมันออกมาใช้ในตอนที่ไปถึงขอบเขติญญาก่อกำเนิดแล้ว ก็มีความเป็ไปได้ที่จะไม่สามารถทะลวงระดับขอบเขตได้
"ตำราเล่มนี้คือเคล็ดวิชาอย่างนั้นหรือ?"
กู่เฟิงวางขวดหยกไว้ด้านข้าง จากนั้นก็ประคองคัมภีร์โบราณขึ้นมาและเปิดอ่าน
ในชั่วพริบตาที่เขาเปิดคัมภีร์โบราณ ร่างกายของเขาก็สั่นสะท้านขึ้นมาทันที ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะแดงก่ำ ยิ่งอ่านลมหายใจก็ยิ่งหอบหนักขึ้นเรื่อย ๆ
"นี่มันตำราค่ายกลในตำนาน อีกทั้งยังมีระดับเทวะซึ่งเป็ระดับสูงสุดอีกด้วย!"
กู่เฟิงปิดตำราค่ายกลโบราณเล่มนี้ลง บนใบหน้าอันหล่อเหลาและมีสันกรามคมชัด เผยให้เห็นถึงความหวั่นไหวอย่างรุนแรง
ตำราค่ายกล บันทึกวิธีการวางค่ายกลเอาไว้ มันคือกุญแจสำคัญในการกลายเป็ปรมาจารย์ค่ายกล
ปรมาจารย์ค่ายกลในทวีปชิงซานนั้นขาดแคลนเป็อย่างยิ่ง ตำราค่ายกลยิ่งหาได้ยากยิ่งกว่า และตำราค่ายกลระดับเทวะ ก็คือตำราค่ายกลอันไร้ขอบเขตที่มีระดับสูงสุดในทวีปชิงซาน
เขาคิดไม่ถึงเลยว่า มารดาจะทิ้งของล้ำค่าที่ประเมินค่าไม่ได้อย่างตำราค่ายกลระดับเทวะเอาไว้ให้ตนเอง
เขาเชื่อว่าหากตำราค่ายกลโบราณเล่มนี้หลุดรอดออกไป จะต้องทำให้ปรมาจารย์ค่ายกลทั้งหมดในทวีปชิงซานตกอยู่ในความบ้าคลั่งอย่างแน่นอน เพื่อแย่งชิงตำราค่ายกลเล่มนี้ พวกเขาคงไม่ลังเลที่จะเอาชีวิตเข้าแลก
"คัมภีร์โบราณเล่มนี้บันทึกตำราค่ายกลเอาไว้หลายร้อยชนิด มีั้แ่ระดับมนุษย์ซึ่งเป็ระดับต่ำสุด ไปจนถึงระดับเทวะซึ่งเป็ระดับสูงสุด หากข้าสามารถกลายเป็ปรมาจารย์ค่ายกลได้ อาศัยตำราค่ายกลโบราณเล่มนี้ ก็เพียงพอที่จะทำให้ข้าเดินวางก้ามขวางโลกในทวีปชิงซานได้แล้ว!"
เมื่อกู่เฟิงนึกถึงตำนานที่เกี่ยวข้องกับปรมาจารย์ค่ายกล เขาก็อดไม่ได้ที่จะจินตนาการไปไกล
ปรมาจารย์ค่ายกลที่ทรงพลัง เพียงชั่วพริบตาเดียวก็สามารถวางค่ายกลลวงตาที่เปลี่ยนแปลงได้นับหมื่น ค่ายกลสังหารที่มีการโจมตีอันน่าสะพรึงกลัว และค่ายกลสะกดที่ใช้สะกดเทพมารได้
ต่อให้เป็ยอดฝีมือที่มีความแข็งแกร่งเหนือกว่าปรมาจารย์ค่ายกล หากหลงเข้ามาในค่ายกล ก็มีความเป็ไปได้ที่จะถูกสังหาร
ปรมาจารย์ค่ายกลที่แข็งแกร่งเพียงพอ ไม่ว่าจะไปที่ใดก็ล้วนได้รับการยกย่องให้เป็แขกผู้มีเกียรติ แม้แต่ตระกูลของราชันเซียนก็ไม่มีข้อยกเว้น
ทว่าเกณฑ์การบรรลุเป็ปรมาจารย์ค่ายกลนั้นสูงเกินไป จำเป็ต้องใช้เวลาจำนวนมากในการศึกษาค้นคว้า กู่เฟิงยังต้องไปเข้าร่วมเส้นทางิญญา เขาจึงต้องกดข่มความคิดที่จะศึกษาตำราค่ายกลเอาไว้ก่อน
เขาหยิบสิ่งของชิ้นสุดท้ายบนโต๊ะขึ้นมา นั่นคือแหวนมิติวงหนึ่ง ซึ่งสามารถช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของเขาได้พอดี
เขาหลอมรวมแหวนมิติวงนี้อย่างรวดเร็ว และเก็บโอสถิญญาระดับสี่ รวมถึงตำราค่ายกลโบราณเข้าไปจนหมด
"ถึงเวลาหลอมรวมเ้าแล้ว"
กู่เฟิงกำหยกหยางที่หลินชิงชิงมอบให้เอาไว้ สีหน้าของเขาดูซับซ้อน เขานำนิ้วสอดเข้าไปในปากแล้วกัดจนแตก หยดเืสีแดงสดหยดลงบนหยกหยาง เืค่อย ๆ ซึมเข้าไปภายในหยกหยาง
เมื่อเขาหลอมรวมหยกหยางเสร็จสิ้น เขาก็ััได้ทันทีว่า ในสถานที่ที่อยู่ห่างไกลออกไป มีกลิ่นอายที่คุ้นเคยสายหนึ่งกำลังเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้เขายังสามารถััได้ว่า สภาพของเ้าของกลิ่นอายสายนี้อยู่ในเกณฑ์ดี เพียงแค่อารมณ์ค่อนข้างหดหู่เล็กน้อย
"ชิงชิง รอข้าอีกสองปี หลังจากผ่านไปสองปี ข้าจะต้องไปช่วยเ้าที่ราชวงศ์เทียนหยวนอย่างแน่นอน"
กู่เฟิงจ้องมองไปยังทิศทางที่หลินชิงชิงอยู่ ดวงตาสาดประกายเจตจำนงที่เด็ดเดี่ยวและแน่วแน่ออกมา
จากนั้นเขาก็ออกจากถ้ำ มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกตลอดทาง เพื่อเร่งเดินทางไปยังสถานที่เปิดเส้นทางิญญา
ในระหว่างทาง เขาได้ยินข่าวคราวมากมายที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาเอง และยังมีข่าวคราวของกู่เว่ยด้วย
เขาได้รู้ว่ากู่เว่ยออกประกาศรางวัลนำจับอันเย้ายวนใจ เพื่อหลอกล่อให้ยอดฝีมือทั่วหล้ามาสังหารเขา
และยังได้รู้อีกว่า เมื่อไม่นานมานี้ที่ตระกูลกู่ได้ปรากฏร่างเงาฟ้าดินราชันเซียนของราชันเซียนกู่ขึ้น
สุดท้ายเหล่าบรรพชนก็ปักใจเชื่อว่าเป็กู่เว่ยที่ชักนำให้เกิดขึ้น จึงเลือกกู่เว่ยให้เป็นายน้อยของตระกูลกู่ และกลายเป็ศิษย์สืบทอดสายตรงของบรรพชน
อีกทั้งยังให้กู่เว่ยกระบี่ราชันเซียนที่ถูกผนึกเอาไว้เนิ่นนานนับหมื่นปีด้วย...