ตอนที่ 46 ข้าคือสายลับ !
ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็เป็นคนหนุ่มผู้มีความสามารถโดดเด่นที่ติดตามฮัวม่านถิง
ซูมู่ซินสามารถปรับอารมณ์ของตนเองได้อย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าเขาก็รู้เช่นกันว่านี่คือสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ !
หลี่เฉินอันและอาจารย์ของเขานับถือกันเป็นพี่น้อง เขาจึงไม่อาจจะทำตัวอวดดีต่อหน้าหลี่เฉินอันได้
ดังนั้นปล่อยไปตามสถานการณ์แล้วกัน ไม่แน่ว่าอาจเรียนรู้หลาย ๆ สิ่งจากหลี่เฉินอันได้บ้าง
“ข้าสอบได้อันดับสองของการสอบคัดเลือกรอบวสันต์”
หลี่เฉินอันอึ้งไปเล็กน้อย เขาเพิ่งรู้ว่าเจ้าเด็กหนุ่มผู้นี้มีความสามารถอยู่เหมือนกัน
“ตามหลักเหตุผลแล้ว ตราบเท่าที่มีตำแหน่งว่างในกรมขุนนาง ข้าก็สามารถดำรงตำแหน่งขุนนางได้”
“แต่……ในบรรดาบัณฑิตผู้มีพรสวรรค์ทั้งสี่แห่งเมืองหลวง ข้าเป็นคนเดียวที่เกิดในครอบครัวชาวนาและไม่มีภูมิหลัง แม้ว่าข้าจะอาศัยอยู่ที่เมืองหลวง ข้าก็ยังคงหาเลี้ยงชีพด้วยการขายบทกวีให้กับหญิงโสเภณีในหอนางโลม”
“ที่ข้าติดตามท่านอาจารย์มาเมืองกวงหลินในครานี้ เพราะข้าต้องการเข้าร่วมงานชุมนุมวรรณกรรมคัดเลือกสามีของคุณหนูสามแห่งจวนจงหลี เดิมทีข้าคิดว่าข้าสามารถหาผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งเพื่อบรรลุความทะเยอทะยานของข้าได้……”
ซูมู่ซินมองไปยังหลี่เฉินอันพลางถอนหายใจยาวออกมา “แต่ใครจะไปคิดว่าเจ้าจะประพันธ์บทกวีภมรรักบุปผาบทนั้นออกมาได้ ! ”
“……ข้าไม่ได้ตั้งใจเสียหน่อย ! ”
หลี่เฉินอันรู้สึกเหมือนตนเองถูกใส่ความ เขาพลันนึกถึงขันทีรูปงามผู้นั้นขึ้นมาทันที เรื่องนี้ต้องโทษขันทีคนนั้นคนเดียว
แทนที่จะทำอย่างอื่น ทำไมเขาถึงต้องใช้เงินหนึ่งร้อยตำลึงเพื่อซื้อกวีบทนั้นไปด้วย ?
ต่อให้เขาชอบกวีบทนั้น แต่ไฉนคนที่เป็นขันทีอย่างเจ้าจะต้องนำกวีบทนั้นไปให้คุณหนูสามแห่งจวนจงหลีด้วย !
เจ้าขันทีผู้นี้ทำให้คุณหนูสามแห่งจวนจงหลีคัดเลือกว่าที่สามีไม่สำเร็จ ทั้งยังดับฝันของบุรุษหนุ่มอีกเป็นจำนวนไม่น้อย
ทั้งที่ไม่มีไข่ แต่ก็ยังสร้างปัญหาใช่ไหม ?
“เจ้าอาจไม่ได้ตั้งใจ แต่บทกวีที่เจ้าประพันธ์ขึ้นมาได้ทำลายความหวังของข้าไม่มีชิ้นดีแล้ว”
“บอกตามตรงว่าตอนที่ท่านอาจารย์บอกข้าว่าเจ้าเป็นคนประพันธ์บทกวีนั้นขึ้นมา ข้าไม่ได้รู้สึกชื่นชมนับถือ แต่รู้สึกไม่พอใจเจ้ามากกว่า ! ”
ซูมู่ซินเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแล้วถอนหายใจยาว “สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรม ! ”
“ข้าซูมู่ซิน……เกิดผิดที่ผิดเวลาจริง ๆ ! ”
จากนั้น เขาก็หันกลับไปมองหลี่เฉินอัน “ขนาดตอนที่เจ้าประพันธ์บทกวีในศาลาเยียนหยู ข้ายังไม่มีความรู้สึกนับถือหรือเลื่อมใสต่อตัวเจ้าเลย จนกระทั่งเจ้าประพันธ์บทกวีเชิญร่ำสุราในศาลาจุ้ยซินของสำนักศึกษาเฉี่ยนโม่”
“ในตอนนั้นข้าต้องยอมรับว่าถึงแม้ข้าจะเมา แต่ข้าก็เริ่มชื่นชมเจ้าจริง ๆ ”
“ทว่าวันรุ่งขึ้น ท่านอาจารย์กลับบอกว่าบทกวีและการประพันธ์ไม่ใช่สิ่งที่ควรค่าที่สุดที่จะเรียนรู้จากเจ้า”
หลี่เฉินอันไม่รู้สิ่งเหล่านี้ พอได้ยินเข้าก็เกิดความสงสัยอยู่เหมือนกัน
“เช่นนั้นพี่ฮัวคิดว่าควรเรียนรู้สิ่งใดจากข้าอย่างนั้นหรือ ? ”
“ความอดกลั้นต่อเรื่องราวต่าง ๆ ! ”
“……ความอดกลั้น ? ”
“ใช่ อดทนราวกับเต่าในสระบัวของศาลาจุ้ยซิน ! ”
หลี่เฉินอันได้ยินแบบนั้นก็มองค้อนซูมู่ซินทันที “เจ้าต่างหากที่เป็นเต่า ! ”
“ไม่ ข้านิสัยใจร้อน เหมือนกระต่าย เจ้าต่างหากที่เหมือนเต่า ! ”
“……”
“เช่นนั้นเจ้าบอกข้าหน่อยสิ มีใครอีกในใต้หล้านี้ที่จะทนอดกลั้นต่อทุกสิ่งและซ่อนเร้นตัวตนมา 17 ปีเหมือนเจ้าได้ล่ะ ? ”
“เจ้าแกล้งทำเป็นคนโง่เขลามา 17 ปีแล้ว หลอกลวงชาวเมืองกวงหลิงทั้งเมือง แม้แต่บิดาของเจ้าก็ถูกเจ้าหลอก ! ”
“ข้าไม่เข้าใจเลย ยามเต่าหวาดกลัวยังกัดผู้คน แต่เจ้าถูกทับถมเหยียบย่ำมานานหลายปี แต่ก็ยังคงไม่แสดงท่าทีใด ๆ ……เจ้าทำได้เยี่ยงไรกัน ? ”
หลี่เฉินอันตกตะลึง
นี่มันเข้าใจผิดกันไปหมดแล้ว !
แล้วเช่นนี้เขาจะตอบเยี่ยงไรดี ?
จะให้ตอบว่ามาจากโลกอื่นก็ไม่ได้ ถึงพูดไป คนอื่นก็ไม่เชื่อ !
ซูมู่ซินมองหลี่เฉินอันด้วยความคาดหวัง เขาอยากรู้จริง ๆ เพราะพอคิดดูแล้ว เขาเองก็ทำไม่ได้
เห็นชัด ๆ กันอยู่ว่าเขาคนนี้มีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยม เพียงแต่ก่อนหน้านี้ไม่เคยแสดงมันออกมาเลย
เห็นได้ชัดว่าเขาคนนี้มีความสามารถในการทำเงินได้มากมาย แต่ที่ผ่านมาเขาขายขนมเปี๊ยะเพื่อกำไรเพียงเล็กน้อย
เห็นได้ชัดว่าเขาคนนี้สามารถแต่งงานกับบุตรีจากตระกูลเสิ่นได้ แต่พอตระกูลเสิ่นมารังแกถึงเรือนเพื่อขอถอนหมั้น เขากลับยอมทนเสียเช่นนั้น
เขาไม่สนใจถ้อยคำติฉินนินทาของเพื่อนบ้าน
แม้ว่าบิดาของเขาจะขับไล่เขาออกจากจวน แต่เขาก็ยังคงเฉยเมย
นี่มันสงบเยือกเย็นยิ่งกว่าเต่าเสียอีก !
“เราไม่คุยเรื่องเหล่านี้กันแล้ว ข้าว่าบัณฑิตอย่างเจ้าคงทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง แถมข้ายังต้องหาข้าวหาน้ำให้เจ้ากินด้วย……เอาเช่นนี้แล้วกัน นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เจ้ามาเป็นผู้จัดการร้านนี้ เอ่อ ข้าหมายถึงหลงจู๊น่ะ ! ”
“เดี๋ยวก่อน เจ้ายังไม่ได้ตอบคำถามนั้นของข้าเลย”
“เลิกถามได้แล้ว มีบางเรื่องที่เจ้าไม่รู้ย่อมเป็นผลดีต่อตัวเจ้ามากกว่า ! ”
ซูมู่ซินตะลึง เขากระซิบเสียงเบาว่า “หรือว่าเจ้า เจ้ายังมีตัวตนอื่นอีก ? ”
“ใช่ ข้าคือสายลับ เรื่องนี้ไม่อาจแพร่งพรายได้ ! ”
“……เป็นสายลับมา 17 ปีแล้วหรือ ? ”
ขณะที่หลี่เฉินอันไม่รู้จะสรรหาคำใดมาตอบนั้น ชุ่ยฮวาก็เข้ามาในสวนหลังร้านพอดี
นางเดินมาข้างกาย ก่อนจะเหลือบมองซูมู่ซิน “นายท่าน มีภารกิจ ! ”
ซูมู่ซินถึงกับตกใจ
นายท่าน……
นี่หลี่เฉินอันเป็นสายลับจริง ๆ หรือ ?
หลี่เฉินอันยกมือห้ามไม่ให้ชุ่ยฮวาพูดต่อ
เขามองซูมู่ซินอย่างจริงจัง “เจ้ากลับไปได้แล้ว อย่าลืมกินข้าวกลางวันที่สำนักศึกษาเฉี่ยนโม่ก่อนแล้วค่อยมา”
ซูมู่ซินกลืนน้ำลาย เขามองหลี่เฉินอันราวสามอึดใจเหมือนเด็กขี้สงสัย แล้วลุกขึ้นออกจากร้านสุราไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย
เขาไม่อิจฉา แต่เห็นใจ
มันไม่ง่ายเลยที่คน ๆ หนึ่งจะสามารถเป็นสายลับได้ !
มีเพียงผู้ที่มีความอดทนอดกลั้นเหมือนเต่าเท่านั้นที่จะสามารถทำได้ !
เป็นไปได้ไหมที่อาจารย์ตั้งใจให้ข้าเรียนรู้ความอดทนอดกลั้นที่ไร้ผู้ใดเทียบจากเขา ?
ภายในสวนหลังร้าน หลี่เฉินอันมองไปทางชุ่ยฮวาด้วยเครื่องหมายคำถามบนใบหน้า
สิ่งที่เขาบอกกับซูมู่ซินเมื่อครู่ก็เพื่อให้เขาออกไป ไม่เช่นนั้นเขาเองก็คงไม่รู้จะสรรหาคำพูดไหนมาตอบเหมือนกัน
“นายท่าน วันนี้ข้าไปที่วัดซื่อเฉินและได้รับภารกิจที่เบื้องบนมอบหมายมาให้ นายท่านลองเปิดดูสิ”
ชุ่ยฮวายื่นกระบอกไม้ไผ่ขนาดเล็กที่ปิดผนึกด้วยขี้ผึ้งให้หลี่เฉินอัน
เขารับมันมา จุดไฟเพื่อละลายขี้ผึ้ง และหยิบกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ออกมาจากข้างใน
เมื่อเปิดอ่าน——
คำสั่งจากผู้อาวุโสหอลี่จิ้ง
มอบหมายให้ตัวแทนซิ่วอีแห่งเมืองกวงหลิงทำภารกิจดังนี้: สังหารซ่งหยวนผิง หัวหน้าหน่วยปลามังกรของกวงหลิง ! ระยะเวลาของภารกิจคือ 10 วัน หลังทำภารกิจสำเร็จจะได้รับ 10 แต้ม ทั้งนี้ ซ่งหยวนผิงคือเจ้าของหอนางโลมหนิงเซียง เป็นคนในยุทธภพ ชำนาญในการใช้พั่นกวน1 พลังภายในเบื้องต้นคาดการณ์ว่าอยู่ในขอบเขตที่แปดระดับล่าง”
หลี่เฉินอันตกตะลึง
เขาเพิ่งรับตำแหน่งซิ่วอีแค่ไม่กี่วันเอง ?
เมื่อสองวันก่อน เขาได้ยินหลิวจั๋วพูดถึงหน่วยปลามังกร และรู้ว่าหอลี่จิ้งมีศัตรูคู่แค้นคือหน่วยปลามังกร
นอกจากนี้ เขายังคิดว่าตนเองไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับหน่วยปลามังกร ใครจะไปคิดว่าภารกิจแรกที่เขาได้รับคือการสังหารหัวหน้าหน่วยประจำเมืองกวงหลิง !
ขันทีรูปหล่อผู้นั้นขุดหลุมใหญ่ให้เขาเข้าแล้ว !
“เรื่องนั้น……ชุ่ยฮวา พลังภายในขอบเขตที่แปดระดับล่างหมายความว่าเยี่ยงไร ? ”
ชุ่ยฮวาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “นายท่าน ท่านมาเป็นซิ่วอีได้เยี่ยงไร ? ”
“อย่าเพิ่งถาม บอกข้ามาก่อน”
“ผู้คนในยุทธภพแบ่งวรยุทธ์ออกเป็น 9 ขอบเขต 3 ระดับ ผู้ที่มีพลังต่ำที่สุดคือขอบเขตที่ 9 และผู้ที่มีพลังสูงที่สุดที่สุดไม่ใช่ขอบเขตที่ 1 แต่เป็นปรมาจารย์กำลังภายใน ส่วน 3 ระดับที่ว่านี้คือการแบ่งระดับสูง กลาง ล่าง ของแต่ละขอบเขต ผู้ที่มีวรยุทธขอบเขตที่ 9 ระดับล่างคือผู้ที่มีวรยุทธ์แย่สุด”
หลี่เฉินอันตกตะลึง “แล้วไอ้ขอบเขตที่แปดระดับล่างนี่มันเก่งมากไหม ? ”
“ไม่นับว่าเก่ง แต่ก็สามารถต่อสูักับท่านได้ราว ๆ สิบยก”
หลี่เฉินอันเริ่มหน้าเจื่อนแล้ว
อะไรวะเนี่ย สายลับป้ายทองแดงในมือของข้ามีเพียงหนึ่งเดียวคือชุ่ยฮวา และก็มีคนที่พอต่อสู้เป็นแค่คนเดียว นั่นก็คือหลี่เสี่ยวฮวา ไม่มีใครเป็นยอดฝีมือในยุทธภพเลย แล้วจะทำภารกิจนี้ให้สำเร็จได้เยี่ยงไร ?
“แล้วแต้มที่เจ้าพูดถึงนี้มีไว้ทำอะไร ? ”
“คือรางวัลจากหอลี่จิ้ง หากสะสมครบสามหมื่นแต้มจะสามารถขึ้นตำแหน่งเป็นผู้อาวุโสได้”
สามหมื่นแต้ม……ชีวิตนี้ทั้งชีวิตคงทำไม่ได้หรอก
“แล้วหากข้าทำภารกิจไม่สำเร็จล่ะ ? ”
ชุ่ยฮวามองดูใต้เท้าซิ่วอีด้วยความเห็นอกเห็นใจและพูดว่า “ทางกลุ่มผู้อาวุโสจะส่งคนมาสังหารท่านแทน ! ”
1判官笔 พั่นกวน อาวุธชนิดหนึ่ง รูปทรงคล้ายพู่กัน มีปลายแหลม