“ท่านกำลังบอกว่า...ไป๋เสี่ยวโหลวอาจมีใจให้ข้า?”ซูเมิ่งเสวี่ยจ้องหลิงจือตาโต
หลิงจือเอ่ยยิ้มๆ“ทุกสิ่งล้วนเป็ไปได้”
“ไม่มีทางหรอก…”ซูเมิ่งเสวี่ยคิด แววตาหม่นลงอีกครั้ง “ข้าไปชมเขาเล่นงิ้วที่หลีเซียงหยวนทุกวันทุ่มเทเงินไปกับเขาก็ตั้งมากแต่เขากลับไม่ยอมแม้แต่จะมาเจอหน้าข้า...แล้วจะมามีใจให้ข้าได้อย่างไร?”
หลิงจือส่ายหน้าเบาๆเอ่ย “วิธีการของท่านมันผิดไปหมดหากเป็ข้าเองก็คงไม่ไปพบหน้าท่านเช่นกัน”
“อ้าว?” ซูเมิ่งเสวี่ยอึ้ง จ้องตรงมาที่หลิงจือ “ทำไมถึงผิดเล่า?”
“ความรักชายหญิงเดิมทีเริ่มมาจากตำแหน่งที่เท่าเทียม แต่ท่านเป็คุณหนูจากตระกูลร่ำรวยส่วนเขากลับเป็แค่นักแสดงร่อนเร่ ฐานะทางสังคมต่างกันราวฟ้ากับเหวย่อมทำให้เขารู้สึกด้อยกว่าอยู่แล้ว แต่ท่านกลับไปที่ทำงานเขา ให้รางวัลก้อนโตทุกวันง่ายๆยิ่งทำให้เขารู้สึกด้อยค่าขึ้นไปอีก ตอนนี้ในสายตาเขาท่านเป็แค่แหล่งเงินทองและเขาคงคิดว่า ท่านมองเขาเป็แค่ของเล่นชิ้นหนึ่งเท่านั้น”
ซูเมิ่งเสวี่ยราวกับเพิ่งตื่นจากฝันเอ่ยเสียงใ “ไม่นะ! ทำไมข้าไม่เคยคิดถึงเื่นี้…”
หลิงจือพูดวิเคราะห์ต่อ“ท่านคิดว่าเขาไม่มาเจอหน้า เท่ากับเขาไม่มีใจให้ท่านแต่ข้ากลับมองว่าเขามีความรู้สึกพิเศษกับท่าน เลยไม่กล้ามามากกว่า ท่านลองคิดดูสิหากเป็ลูกค้าธรรมดา เขาออกมาเจอหน้าหน่อยจะเป็อะไรไป? ข้าเลยเดาว่าน่าจะเป็เพราะมีใจให้ท่าน ถึงไม่รู้จะสู้หน้าท่านอย่างไรดี”
“จริงหรือ? เป็เช่นนี้จริงๆ ใช่ไหม?” ซูเมิ่งเสวี่ยตื่นเต้นจนเด้งตัวขึ้นจากเก้าอี้ดวงตารูปผลซิ่งเป็ประกาย
น้ำเสียงหลิงจือยังคงราบเรียบ“แน่นอน นี่เป็เพียงการคาดเดาของข้าเท่านั้น ตัวไป๋เสี่ยวโหลวจริงๆคิดเช่นไร ข้าคงต้องไปพบหน้าจึงจะรู้แน่ชัด”
“ท่านจะไปพบไป๋เสี่ยวโหลวหรือ?”ซูเมิ่งเสวี่ยลุกพรวดขึ้นทันที
“แน่นอนเื่นี้ไม่ใช่ฟังความจากท่านข้างเดียวแล้วจะแก้ปัญหาได้” หลิงจือกล่าว“ไป๋เสี่ยวโหลวมีแสดงตอนไหน? ข้าจะไปเป็หน้าม้าให้ท่านเอง!”
ซูเมิ่งเสวี่ยเอ่ยสีหน้าแดงระเรื่อ“วันนี้เขาก็มีแสดง...เดิมทีข้ากะว่าหาหมอเสร็จแล้วจะไปที่หลีเซียงหยวนต่อ…”
หลิงจือยิ้มพลางเอ่ย“คุณหนูซู วันนี้ท่านไม่ต้องไปหรอก เอาเงินรางวัลมาให้ข้าข้าจะไปสืบเื่ราวสักหน่อย พรุ่งนี้เวลาเดิม เรามาพบกันที่นี่เื่ไป๋เสี่ยวโหลวมีใจกับท่านหรือไม่ พรุ่งนี้คงได้คำตอบ”
“ได้” ซูเมิ่งเสวี่ยหยิบเงิน 10 ตำลึงเงินจากกระเป๋าเสื้อส่งให้หลิงจือ“ท่านเอาส่วนนี้ไปก่อน หากเื่สำเร็จเมื่อไหร่ ข้าจะให้ท่านอีก10 ตำลึง”
เมื่อตู้เหิงเห็นหลิงจือเดินออกมาพร้อมกับเงิน10 ตำลึงในมือ ก็เบิกตากว้าง หลิงจือส่งยิ้มสะใจให้เขา
“ท่านหมอตู้ ตู้ฮูหยินเช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” ซูเมิ่งเสวี่ยพูดจบก็เดินออกไปทางประตู
หลิงจือเพิ่งนึกอะไรออกรีบเอ่ย “รอก่อน!”
ซูเมิ่งเสวี่ยหันกลับมาเอ่ยถาม“ตู้ฮูหยินมีอะไรหรือ?”
“เ้ามีที่นั่งประจำตอนดูงิ้วที่หลีเซียงหยวนหรือไม่?”
ซูเมิ่งเสวี่ยพยักหน้าเอ่ย“มี ชั้น 2 ห้องส่วนตัวมุมตะวันออกเฉียงใต้ข้านั่งตรงนั้นทุกครั้ง”
“อืม ข้าเข้าใจแล้ว”หลิงจือยิ้มก่อนเอ่ยอีกประโยค “ใช่แล้วคุณหนูซู ต่อไปไม่ต้องเรียกข้าว่าตู้ฮูหยินนะ ข้ากับตู้เหิงต่างเป็หมอในเหลียนหลี่ถังนี้ทั้งคู่เ้าควรเรียกข้าว่าหมอหลิงจือ หรือจะเรียกว่าหลิงจือเฉยๆ ก็ได้”
“ได้เลย หมอหลิงจือ”ซูเมิ่งเสวี่ยยิ้ม หมุนตัวเดินจากไป
หลังจากซูเมิ่งเสวี่ยกลับไปตู้เหิงยกแขนเท้าคางข้างหนึ่งเอ่ยถาม “ภรรยาทำไมเ้าไม่ชอบให้ผู้อื่นเรียกว่าตู้ฮูหยินเล่า? เ้าเป็ภรรยาข้าความจริงเรียกตู้ฮูหยินก็เหมาะสมแล้ว!”
หลิงจือเห็นเขาทำสีหน้าไม่พอใจยิ้มตอบ “ไม่ใช่ข้าไม่ชอบเป็ตู้ฮูหยินแต่ตอนนี้เป็เวลาทำงาน ข้ากับเ้าเท่าเทียมกัน เราเป็หมอทั้งคู่ไม่มีใครยึดติดกับหลักการของใคร ดังนั้น เวลาปกติข้าเป็ภรรยาเ้าแต่ตอนทำงานข้าเป็หมอหลิงจือ”
“เอาเถอะๆหมอหลิงจือ...ไม่รู้ว่าเ้าเอาความคิดแปลกๆ พวกนี้มาจากไหนกัน? ภรรยาบ้านอื่นเขายึดหลัก ‘ปฏิบัติสามคุณธรรมสี่’ แต่ภรรยาข้าช่างดียิ่ง พยายามจะเท่าเทียมกับผู้ชายทุกอย่าง” ตู้เหิงบ่นพึมพำ
หลิงจือดันก้อนเงิน 10ตำลึงแวววับไปตรงหน้าตู้เหิง กล่าวเสียงดัง “อยากเป็ใหญ่ละสิ?มีปัญญาหาเงินได้มากกว่าข้าไหมล่ะ!”
ตู้เหิงหัวเราะหึๆ“เอาเถอะ ข้ายึดหลัก ‘ปฏิบัติสามคุณธรรมสี่’เองก็แล้วกัน!”
หลิงจือหยิบออกมา 1ตำลึงเงิน เอ่ยพลางโยนเล่นในมือ “ไปกันสามีข้า เดี๋ยวภรรยาจะพาเ้าไปดูงิ้วที่หลีเซียงหยวน”
“ดูงิ้ว?” ตู้เหิงทำหน้างุนงง “ภรรยานั่นเป็เื่ที่คนมีเงินเขาทำกัน บ้านพวกเราแทบไม่มีอะไรกิน ไปดูงิ้วไหวรึ?”
หลิงจือเม้มปากยิ้มตอบ“พวกเขาดูงิ้วผลาญเงิน ส่วนเราดูงิ้วหาเงิน ไปกัน!”
ระหว่างทางไปหลีเซียงหยวนหลิงจือเล่าเื่ของซูเมิ่งเสวี่ยให้ตู้เหิงฟัง นอกจากนี้ยังกำชับว่าห้ามเล่าให้คนนอกฟังโดยเด็ดขาด นี่เป็จรรยาบรรณพื้นฐานที่พวกเขาต้องยึดปฏิบัติ
ตู้เหิงพูดพลางหัวเราะ“ภรรยาโปรดวางใจ ข้าไม่บอกใครหรอก”
“กับเซี่ยอี้จือก็ห้ามนะ!”หลิงจือเน้นย้ำอีกครั้ง
ตู้เหิงพูดน้ำเสียงเอือมระอา“ข้ากับพี่เซี่ยเป็มิตรที่ดีต่อกัน แล้วก็ไม่ได้ตัดแขนเสื้อด้วย!สำหรับข้าแล้ว เขาเป็พี่ชายคนสนิท แต่เราเป็สามีภรรยา อันไหนใกล้อันไหนไกล ข้าแยกแยะออกน่า”
หลิงจือรู้สึกสุขใจขึ้นมาทันที
ตอนที่ทั้งสองมาถึงหลีเซียงหยวนด้านในก็ได้เริ่มเปิดม่านไปแล้ว ตู้เหิงเพิ่งเคยมาที่แบบนี้ครั้งแรกเห็นอะไรก็รู้สึกแปลกใหม่ไปหมด
หลิงจือเห็นห้องมุมตะวันออกเฉียงใต้ตรงชั้นสองยังว่างอยู่จึงลากตู้เหิงเข้ามาข้างในด้วยกัน เสี่ยวเอ้อร์ผู้หนึ่งรีบปราดเข้ามายิ้มพร้อมเอ่ย“ท่านทั้งสอง ต้องขออภัยด้วยจริงๆ ห้องนี้มีผู้จองไว้แล้วด้านล่างยังมีที่ว่างอยู่ รบกวนท่านทั้งสองย้ายที่ได้หรือไม่?”
หลิงจือเดินไปพิงโต๊ะเอ่ยพร้อมเชิดหน้าขึ้น “ข้ารู้ ผู้ที่จองห้องนี้ไว้คือคุณหนูซูสินะ?”
เสี่ยวเอ้อร์รีบพยักหน้ารับเอ่ย “ดูท่าท่านจะรู้เื่ภายในเป็อย่างดี ใช่แล้วนี่เป็ที่ที่คุณหนูซูเหมาไว้ ปกติเวลานี้นางควรจะมาตั้งนานแล้วไม่รู้เหตุใดวันนี้จึงยังไม่มา…”
“วันนี้นางไม่มาแล้วละ”หลิงจือพูดพลางหยิบเงินพวงหนึ่งจากกระเป๋าส่งให้เสี่ยวเอ้อร์“ข้าเป็สหายของคุณหนูซู มาเพื่อสนับสนุนท่านไป๋โดยเฉพาะ”
เสี่ยวเอ้อร์รับเงินไปพลันสีหน้าเบิกบาน “ข้าว่าแล้ว คนอย่างคุณหนูซู ถึงตัวไม่มาเงินก็ไม่มีขาด เอาละ เชิญทั้งสองท่านชมงิ้ว อีกสักครู่ข้าน้อยจะนำชาปี้หลัวชุนชั้นดีมาเสิร์ฟ”
หลังเสี่ยวเอ้อร์ออกไปสายตาหลิงจือจับจ้องไปบนเวที เห็นหนึ่งตัวพระหนึ่งตัวนางกำลังสะบัดสุ่ยซิ่ว[1] ขับร้องบทงิ้วเสียงโหยหาคร่ำครวญ
“คนไหนล่ะไป๋เสี่ยวโหลว?”ตู้เหิงเขยิบเข้ามาถามหลิงจือใกล้ๆ
แม้หลิงจือจะฟังเสียงอีอีอาอาพวกนั้นไม่เข้าใจแต่นางก็พอแยกออกว่า นี่คืองิ้วขับร้อง (เหวินซี่)
“ไป๋เสี่ยวโหลวเป็พระเอกบู๊ ในฉากนี้ไม่น่าจะมีเขา” หลิงจือตอบ
“อืม” ตู้เหิงพยักหน้า “งั้นรอดูไปก่อน”
ตอนนี้นักแสดงชายหญิงลงจากเวทีไปแล้วจากนั้นไม่นาน เสียงบรรเลงซอจิงหูทำนองกระชับรวดเร็วก็ดังขึ้นปรากฏเงาสีขาวร่างหนึ่งะโเข้ามาในฉาก ตีลังกาสามตลบบนเวทีตามมาด้วยท่าเปิดตัวที่เต็มไปด้วยพลังและจิติญญา
ด้านล่างเวทีส่งเสียงโห่ร้องเซ็งแซ่
***ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/29dcc53d184b6208da3a5c6049a2d19e
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่ภรรยาสาวในบ้านหมอยาจกที่ไหน ขอฝากแฮชแท็ก#ภรรยาสาวในบ้านหมอยาจก #readAwrite ด้วยน้า
[1]สุ่ยซิ่ว(水袖)ชายผ้าสีขาวที่เย็บต่อจากแขนเสื้อ เมื่อสะบัดแล้วจะดูเหมือนระลอกคลื่นจึงเรียกกันว่า “สุ่ยซิ่ว” (สุ่ย-น้ำ /ซิ่ว-แขนเสื้อ)