หลายวันต่อมา หลังเลิกเรียนซัวหลงกับเซี่ยวซูพากันเดินกลับบ้านไปด้วยกันอย่างเช่นทุกวัน แต่ในระหว่างนั้น จู่ ๆ เซี่ยวซูก็หยุดเดินอย่างกะทันหัน พลางใช้มือลูบคลำไปที่บริเวณลำคอของตัวเองอย่างตื่นตระหนก
“เซี่ยวซู เป็อะไร?”
“หาย! หายไปไหน!!”
“อะไรหาย?”
“ล็อกเก็ต ล็อกเก็ตของฉันหายไป!” เซี่ยวซูเริ่มหันซ้ายแลขวาด้วยความตื่นตระหนกอีกรอบ
เพราะล็อกเก็ตอันนั้นมันเป็สิ่งที่สำคัญสำหรับเซี่ยวซูมาก ในล็อกเก็ตนั้นมีรูปภาพของพ่อกับแม่ของเซี่ยวซูเก็บเอาไว้
ถ้าถามว่าล็อกเก็ตอันนี้มีความสำคัญกับเซี่ยวซูอย่างไร ก็เพราะมันเป็สิ่งของเพียงสิ่งเดียวที่เป็ตัวแทนของพ่อกับแม่ของเซี่ยวซูที่เหลือทิ้งไว้ให้หลังจากที่พวกท่านจากไป
ล็อกเก็ตชิ้นนี้เป็ของขวัญที่พ่อของเซี่ยวซูให้กับแม่ของเซี่ยวซูเอาไว้ในวันที่พวกเขาเริ่มคบกัน และหลังจากที่พวกท่านเสียไป เซี่ยวซูก็ใส่ล็อกเก็ตนี้ติดตัวเอาไว้ตลอด
ในระหว่างที่หันซ้ายแลขวา สายตาของเซี่ยวซูก็หันไปเห็นล็อกเก็ตที่ตกอยู่อีกฟากฝั่งหนึ่งของถนน ซึ่งเป็ฝั่งที่พวกเขาทั้งสองคนเพิ่งจะเดินข้ามมานั่นเอง
ทันทีที่เห็น เท้าของเซี่ยวซูก็ไวกว่าความคิด ขายาว ๆ รีบก้าวตรงเข้าไปหาล็อกเก็ตนั้นทันที โดยที่ไม่ทันได้สังเกตว่ามีรถบันทุกคันหนึ่งกำลังแล่นเข้ามาด้วยความเร็ว
ปรี๊นนนน!!!
“ ไม่…เซี่ยวซู! ระวัง!!”
เมื่อเห็นว่าไม่ทันการแล้ว ซัวหลงจึงตัดสินใจะโเข้าไปคว้าตัวของเซี่ยวซูเอาไว้
แต่…ทันทีที่ซัวหลงคว้าตัวของเซี่ยวซูเอาไว้ได้ ก็ราวกับมีบางอย่างฉุดรั้งทั้งคู่เอาไว้ไม่ให้ขยับไปไหน
เสียงแตรที่ดังสนั่นไปทั่วทั้งถนน แสงจากไฟหน้ารถบรรทุกที่เปิดสาดส่องสว่างจ้า
แล้วทุกอย่างก็กลายเป็ขาวโพลน ล่องลอย ราวกับหมอกควัน
…
ซัวหลงได้สติตื่น เขาเริ่มค้ำตัวลุกขึ้นนั่ง มือข้างหนึ่งยกขึ้นมากุมขมับแล้วนวดเบา ๆ
“ปวดหัวชะมัด” ซัวหลงบ่นออกมาเบา ๆ ก่อนที่สมองจะค่อย ๆ ระลึกถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้าที่เขาจะฟื้นคืนสติ
“เซี่ยวซู!”
แสงสว่างจ้าของไฟหน้ารถบรรทุกยังคงชัดเจนอยู่ภายในหัว
“นะ นี่ ฉันตายแล้วงั้นเหรอ”
ซัวหลงรีบหันซ้ายแลขวา มองไปรอบ ๆ ด้านด้วยความตื่นตระหนก
“เอ๊ะ! ที่นี่ที่ไหน หรือว่าจะเป็์ แต่ไม่สิ…ฉันไม่ค่อยชอบทำบุญนี่ แล้วจะไป์ได้ไงก่อน ระ หรือว่านี่จะเป็นรก” ซัวหลงยังคงแสดงท่าทางตื่นตระหนก หันไปมองรอบ ๆ ด้านอย่างหวาดระแวง
แต่สภาพแวดล้อมรอบด้านที่ซัวหลงเห็นกลับเต็มไปด้วยต้นไม้ ที่แน่ ๆ คือ ตอนนี้เขาตื่นขึ้นมากลางป่าแบบงง ๆ
“นี่มันอะไรกันฟร๊ะเนี่ย”
และในตอนนั้นเองที่สายตาของซัวหลงก็ดันหันไปเจอเข้ากับปิศาจหมาป่าทมิฬตัวหนึ่ง ที่กำลังเยื้องย่างเข้ามาทางที่เขากำลังนั่งอยู่ ซัวหลงที่รับรู้ได้ถึงความอันตรายจากหมาป่าทมิฬตัวนั้นด้วยสัญชาตญาณ จึงรีบหาที่หลบทันที
แต่ด้วยความสามารถเฉพาะตัวของปิศาจหมาป่าทมิฬคือมีประสาทรับกลิ่นที่ดีมาก ดังนั้นแม้ซัวหลงจะหาที่หลบซ่อนอย่างไร ก็ไม่อาจรอดพ้นไปจากจมูกของปิศาจหมาป่าทมิฬตัวนี้ไปได้อยู่ดี
ปิศาจหมาป่าทมิฬที่รับรู้ได้ถึงตำแหน่งของซัวหลงมันจึงพยายามเดินอ้อมมาหาซัวหลง หวังตะครุบเหยื่ออันโอชาตรงหน้า
ในจังหวะที่ปิศาจหมาป่าทมิฬตั้งท่ากระโจนเข้ามาหาซัวหลง ด้วยความใปนหวาดกลัว ซัวหลงจึงได้แต่หลับตาปี๋ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมากุมหัว ก่อนที่จะกระโจนหมอบลงไปกับพื้น
ร่างกายของซัวหลงสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
แต่ในระหว่างนั้น ก็มีหอกเล่มหนึ่งถูกปาเข้ามาปักที่กลางหน้าอกของปิศาจหมาป่าทมิฬ ทั้งที่ตัวมันยังลอยค้างอยู่กลางอากาศ
ตุ๊บ!!
ร่างของปิศาจหมาป่าทมิฬตกลงมากองอยู่ข้างกายของซัวหลงอย่างแน่นิ่ง ส่วนซัวหลงเองก็แน่นิ่งไปแล้วเช่นกัน เพราะด้วยความใปนหวาดกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงทำให้ซัวหลงหมดสติลงไปทั้งอย่างนั้น
ถ้าเป็ในยามปกติ ซัวหลงก็คงจะได้กลายเป็อาหารของมอนสเตอร์ในป่าได้ง่าย ๆ แน่ แต่ครั้งนี้นับว่าเขายังพอมีโชคอยู่บ้าง…
กระทั่งเวลาล่วงผ่านไปกว่า 5 ชั่วโมง ซัวหลงก็ได้สติตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
ครั้งนี้ซัวหลงไม่ได้ตื่นขึ้นมากลางป่าอย่างเช่นก่อนหน้านี้ แต่กลับเป็ในห้องห้องหนึ่งแทน
จากสภาพที่เห็นคือห้องห้องนี้ทั้งรกและสกปรกมาก มันไม่ได้เหมือนกับห้องที่เอาไว้ให้พักอาศัย แต่มันเหมือนกับห้องเก็บของเก่า ๆ ที่มีฝุ่นเกาะหนาเตอะ คล้ายไม่ค่อยจะมีใครเข้ามาเสียมากกว่า
‘แล้วที่นี่มันที่ไหนอีกวะเนี่ย’
“แค่ก ๆ ถ้ายังอยู่ต่อคงได้สำลักฝุ่นตายแน่ ๆ”
และในตอนนั้นเองที่ซัวหลงได้ยินเสียงพูดคุยที่ดังมาจากด้านนอก เขาจึงตัดสินใจเดินออกจากห้องไป
“เขาฟื้นแล้ว” คนแรกที่สังเกตเห็นซัวหลงคือหญิงสาวคนหนึ่งที่มีหน้าตาสะสวย ผมสีฟ้าพาสเทลสะดุดตา
ทันทีที่หญิงสาวเอ่ยปากพูดขึ้น คนอื่น ๆ ที่เหลืออีกสี่คนที่นั่งอยู่ด้วยกันก็หันมามองที่ซัวหลงกันเป็ตาเดียว
“เอ่อ สวัสดีครับ” เมื่อเจอเข้ากับสายตาทั้งห้าคู่ที่จ้องมองมา ซัวหลงจึงตัดสินใจเอ่ยปากทักทายออกไป