ตอนที่ 6
เวทมนตร์น้ำแข็ง
“เอ๊ะ! เวทมนตร์ของฉัน?”หญิงสาวถามกลับด้วยสีหน้าใอยู่ๆเด็กชายตรงหน้าก็เปลี่ยนเื่ทั้งๆที่เธอกำลังกังวลเื่ของหมู่บ้านเขาแท้ๆ
“ใช่ก็สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี่ เป็เพราะคูณใช่ไหมละ”ลูเซียสถามเสียงเรียบเล่นเอาหญิงสาวก้มหน้าอีกรอบดูเธอจะรู้สึกผิดมากๆเลยทีเดียว
“ค่ะเป็เพราะฉันเองหมู่บ้านของเธอ..เป็อะไรมากหรือเปล่า”หญิงสาวพร้อมแสดงความกังวลออกมา
“บ้านของพวกเราพังไปครึ่งหนึ่ง”ลูเซียสพูดพลางแกล้งทำหน้าหมองหม่น
“พวกผู้ใหญ่ที่พอจะต่อสู่ได้ก็าเ็กันหมด”ทั้งๆที่มีแค่ปู่แกรนคนเดียวเท่านั้นที่าเ็แถมอาการยังไม่ถึงกับต้องล้มหนอนนอนเสื่อด้วยแต่ลูเซียสก็ยังเลือกที่จะบอกเธอแบบก้ำกึ่ง
“ตอนนี้คนที่พอจะมีพลังเวทอยู่ก็มีแต่ผมเท่านั้นผมเลยอยากเรียนรู้เวทมนตร์เพื่อใช้ปกป้องหมู่บ้าน” พอพูดทั้งหมดจบหญิงสาวก็มีสีหน้าสลดทันทีเธอก้มมองลงพื้นพลางเหล่มองเด็กชายก่อนจะกลับไปมองพื้นอีกรอบในหัวเธอตอนนี้ปรากฏภาพหมู่บ้านที่พังเละเทะและมีทหารนอนอยู่กับพื้นโดยที่ร่างเต็มไปด้วยผ้าพันแพรพร้อมเสียงครวนครางอย่างทรมาน
“ละ..แล้วมีใครตายหรือเปล่า”หญิงสาวถามด้วยท่าทีราวกับจะร้องให้
“โชคดีครับที่ไม่มี”ลูเซียสพูดจบหญิงสาวก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ถ้าอย่างนั้น”หญิงสาวใช้นิ้วจับไปที่เส้นผมของตนเองราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างนิ้วชี้ของเธอม้วนเส้นผมของตัวเองด้วยความเคยชิน ก่อนจะมองมาทางเด็กชาย
“ถ้าจะให้สอนก็ได้อยู่หรอกแต่ฉันมีเวลาอยู่ที่นี่ได้แค่ไม่กี่วัน...”หญิงสาวพูดด้วยท่าทีลำบากใจความจริงแล้วเธอได้รับคำไหว้วานจากเพื่อนคนหนึ่งให้ไปช่วยสอนเด็กที่เพื่อนคนนั้นกำลังฝึกฝนให้อยู่แต่เพราะโดนศัตรูลอบโจมตีทำให้ต้องหลบมาพักรักษาตัวที่นี่ หากเด็กชายตรงหน้าเธอ้าให้เธอสอนวิชาให้มันก็ได้อยู่หรอกแต่เธอเองก็มีธุระต้องไป บางทีเธออาจจะอยู่สอนเขาได้แค่วันเดียวด้วยซ้ำ
“ไม่เป็ไรครับอย่างน้อยผมก็อยากใช้เวทมนตร์เป็บ้าง”ลูเซียสยิ้มกว้างพลางมองหน้าหญิงสาวถึงจะรู้สึกไม่ดีที่เขาหลอกให้เธอรู้สึกผิดก็เถอะแต่แถวนี้ไม่มีใครจะสอนเวทมนตร์เขาได้อีกแล้วเมืองที่ใกล้ที่สุดก็เป็ไปไม่ได้ที่จะเดินเช้าไปเย็นกลับแล้วแม่ของเขาคงไม่ปล่อยให้เด็ก 7 ขวบไปพักแรมต่างเมืองคนเดียวแน่ๆแถมต่อให้ไปก็ใช่ว่าจะสามารถหาคนมาสอนเขาได้อยู่ดี
“ถ้าอย่างนั้นเธออ่านหนังสือออกหรือเปล่า”หญิงสาวถามเสียงเบาพลางหยิบหนังสือออกมาจากอากาศว่างเปล่าทำเอาลูเซียสจ้องมองหนังสือนั่นตาเป็ประกายเธอไม่ได้ดึงมันออกมาจากกระเป๋าหรือส่วนใดของเสื้อผ้าแน่นอนแต่เธอกลับวางมือไว้เฉยๆแล้วหนังสือก็โผล่ออกมาราวกับเวทมนตร์ ไม่สิมันต้องเป็เวทมนตร์แน่ๆ
“ครับอ่านออก”พอได้ยินคำตอบของลูเซียส หญิงสาวก็ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะยื่นหนังสือให้
“นี่เป็ตำราที่ฉันเคยใช้เมื่อนานมาแล้วถึงฉันจะอยู่สอนเธอได้ไม่นานแต่ถ้าทำตามในตำราคงช่วยเธอได้”หลังจากพูดจบหญิงสาวก็สังเกตเห็นมือของลูเซียสที่ยื่นมารับหนังสือดวงตาของเธอเบิกกว้างก่อนจะทิ้งหนังสือลงบนพื้นทันที
“ขอโทษ”หญิงสาวพูดพลางถอยหลังออกห่างจากลูเซียสทันที
“ถะถ้าจะให้ฉันสอนให้สัญญาได้ไหมว่าจะไม่แตะต้องตัวฉัน”หญิงสาวถามพลางมองท่าทีของเด็กชาย
“ทำไมละครับ”ลูเซียสขมวดคิ้วขณะมองท่าทีของหญิงสาวเธอมีท่าทีตื่นกลัวเกินกว่าจะเรียกว่ารักนวลสงวนตัวราวกับไม่้าให้ใครมาแตะต้องเธอแม้แต่ปลายนิ้ว
“เพราะว่า....”หญิงสาวไม่ได้พูดต่อเธอยื่นมือไปจับกิ่งไม้ที่อยู่ใกล้ๆวินาทีต่อมากิ่งไม้ที่แต่เดิมก็มีน้ำแข็งเกาะอยู่แล้วก็ยิ่งมีสีขาวซีดลงเรื่อยๆราวกับสีสันของมันกำลังถูกดูดออกไป
กร๊อป! กิ่งไม้หักออกจากต้นอยู่บนมือของหญิงสาวทำให้ลูเซียสเข้าใจคำตอบในทันทีบางทีหญิงสาวอาจจะเป็ผู้ฝึกวิชาต้องห้ามบางอย่างจนกระทั่งวิชานั้นๆมีผลกับสภาพร่างกายของเธอบางทีร่างกายของเธอผู้ใช้วิชาเยือกแข็งอาจจะปล่อยไอเย็นออกมามากเกินไปจนแช่แข็งสิ่งต่างๆรอบตัวโดยที่เธอเองก็ไม่สามารถควบคุมได้
“อ่า...ผมเข้าใจแล้ว”ลูเซียสตอบเสียงอึ้งๆพลางมองหนังสือบนพื้น มันไม่ได้มีท่าทีว่าจะโดนแช่แข็งเช่นเดียวกับกิ่งไม้เพียงแต่บนหน้าหนังสือก็ยังมีเกร็ดน้ำแข็งเกาะอยู่บางทีก่อนอ่านเขาคงต้องนำมันไปตากแดดเสียก่อน และต้องทนอ่านมันในสภาพพองๆ
“นี่เป็ความผิดพลาดจากการฝึกเวทมนตร์ต้องห้ามถ้าเธอโตขึ้นก็อย่าฝืนคำเตือนของผู้อื่นละ”หญิงสาวยิ้มเศร้าพลางหลุบตาลงต่ำ
“เข้าใจแล้วครับ”ลูเซียสตอบพลางหยิบหนังสือขึ้นมาดูมันถูกเขียนด้วยตัวหนังสือคนละแบบกับตัวหนังสือของคนเล่านิทาน แต่ด้วยความสามารถที่พระเ้าให้มาแค่เขากวาดตามองก็สามารถเข้าใจความหมายได้ในทันที
“เวทมนตร์น้ำ?”ลูเซียสพูดพลางขมวดคิ้วตรงหน้าปกของหนังสือเล่มนี้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่ามันคือ เวทมนตร์น้ำขั้นพื้นฐาน
“เพราะเวทน้ำแข็งเป็เวทมนตร์ชั้นสูงของเวทมนต์น้ำจ่ะถ้าอยากใช้เวทมนตร์น้ำแข็งได้จำเป็ต้องเข้าใจเวทมนตร์น้ำอย่างถ่องแท้เสียก่อน”หญิงสาวพูดพลางยิ้มบางๆนึกถึงเมื่อครั้งที่ตนเริ่มเรียนเวทมนตร์น้ำใหม่ๆก็อดอมยิ้มไม่ได้
“แล้วทำยังไงถึงจะใช้งานน้ำหรือน้ำแข็งได้ละครับผมพยายามมาหลายครั้งแล้วแต่นอกจากเวทเสริมพลังก็ไม่สามารถใช้งานเวทมนตร์อื่นได้เลย”ลูเซียสพูดพลางถอนหายใจวิชาในโลกเก่าของเขาไม่ใช่ว่าจะไม่มีวิชาที่สามารถใช้ความร้อนหรือความเย็นได้แต่เขากลับไม่สามารถใช้พวกมันได้เลย
“น่าจะเพราะขาดส่วนคาถาไป”หญิงสาวตอบพลางใช้กิ่งไม้ที่ตนพึ่งจะหักเขียนข้อความบนพื้น
“เวทมนตร์จำเป็ต้องใช้คาถาหรือแม้กระทั่งวงแหวนเวทเพื่อช่วนในการสั่งการ”เขียนจบเธอก็หันหน้ามาทางลูเซียสเหมือน้าให้เขาอ่านข้อความบนพื้น
ลูเซียสมองข้อความบนพื้นพลางอ่านตามทันทีที่อ่านจบกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อยแต่เด็กชายก็หัวไวพอที่จะคาดเดาได้ เพราะเมื่อครู่เขาแค่อ่านธรรมดาเท่านั้นไม่ได้ใช้พลังเวทในร่างกายเลยแม้แต่น้อยลูเซียสจึงเริ่มอ่านอีกครั้งพร้อมกับรวบรวมพลังเวทไว้ที่ฝ่ามือทันทีที่ร่ายจบแสงสีฟ้าอ่อนก็ปรากฏบนมือของเขาพร้อมลูกบอลน้ำที่ลอยอยู่เหนือฝ่ามือมันกำลังลอยอย่างอ้อยอิ่งราวกับฟองอากาศที่กำลังลอยตามลม เมื่อลูเซียสคิดให้มันไปขวามันก็ไปขวาเมื่อคิดให้มันไปซ้ายมันก็ไปซ้าย
“หัวไวมากเลยนี่นา”หญิงสาวพูดพลางมองลูเซียสด้วยท่าทีอึ้งๆเด้กปกติอย่าว่าแต่ควบคุมมันในทันทีเลย แค่เรียกออกมาให้ได้ยังยากเธอกะจะสอนแค่พื้นฐานให้เด็กคนนี้เรียนรู้จากตำราที่เธอให้ไว้เอาเองเขาอาจจะเรียกบอลน้ำออกมาได้ราวๆ 2 – 3 เดือนแต่ใครจะไปคิดว่าแค่ให้คาถาเขาไปเขาก็สามารถเรียกมันออกมาได้อย่างง่ายดายแถมยังควบคุมทิศทางได้ในทันที
“แล้วทำยังไงให้มันเป็น้ำแข็งละครับ”พอลูเซียสถามหญิงสาวก็ได้สติในทันที
“ก็ทำให้น้ำกลายเป็น้ำแข็งไงละ”หญิงสาวตอบเรียบๆตามปกติแล้วคนในโลกนี้มักจะเข้าใจว่า น้ำแข็ง เกิดจากเวทมนตร์ของโลกบางคนถึงกับเข้าใจว่ามันเป็ต้นกำเนิดของน้ำเสียด้วยซ้ำประมานว่าพลังเวทของผืนดินสร้างน้ำแข็งแล้วละลายเป็น้ำแต่จอมเวทน้ำแข็งกลับต้องศึกษามันให้เขาใจอย่างแท้จริงว่าน้ำแข็งนั้นเกิดจากน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำลงจนถึงจุดเยือกแข็ง
แกร๊ก!ขณะกำลังคิดอยู่นั้นบนฝื่อของลูเซียสก็ปรากฏบอลน้ำแข็งก้อนหนึ่งแทนที่บอลน้ำอย่างรวดเร็วเล่นเอาหยิงสาวพูดไม่ออกหากถามว่าตัวลูเซียสนั้นเข้าใจความหมายของน้ำและน้ำแข็งหรือไม่ ใน่เวลากว่าพันปีเขาเที่ยวศึกษาเื่ราวต่างๆมาจากทั่วโลกรวมทั้งความรู้ทางวิทยาศาสตร์จากฝั่งตะวันตกอีกด้วยนอกจากจะเข้าใจเื่ความเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิว่าหากน้ำมีอุณหภูมิต่ำลงจะเยือกแข็งยังรู้อีกว่าเมื่อมันร้อนถึงขีดสุดจะกลายเป็ไปอยู่ในอากาศและรวมตัวกันเป็เมฆและนอกจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์แล้วในตำราวิชายุทธของประเทศตนยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับน้ำในเชิงต่างๆอีกมากมายในเมื่อชาติก่อนเขายังใช้วิชาที่เปลี่ยนน้ำเป็น้ำแข็งได้ทำไมชาตินี้เขาจะทำไม่ได้ละ
“แบบนี้นี่เอง”ลูเซียสพูดเสียงเบาพลางสั่งให้บอลน้ำแข็งเริ่มเปลี่ยนรูปร่างอย่างช้าๆเล่นเอาหญิงสาวได้แต่มองตาค้าง
“ไม่น่าเชื่อเธอทำมันได้เร็วมาก”หญิงสาพูดเสียงสั่นพลางมองเด็กชายความรวดเร็วในการเรียนรู้ของเด็กคนนี้มากกว่าเธอเสียอีกหากเกคนนี้เรียนรู้อย่างรวดเร็วต่อไปแบบนี้บางทีอาจจะเข้าถึงวิชาต้องห้ามในเร็ววันก็ได้
“เด็กน้อยเธอให้สัญญาได้ไหมว่าจะไม่เรียนวิชาต้องห้าม”พอได้ยินคำถามของหยิงสาวลูเซียสก็พยักหน้าช้าๆ ถ้าวิชาต้องห้ามมันมีผลเสียเขาก็คงไม่เรียนมันอย่างแน่นอนแต่ถ้าหากมันมีข้อดีมากกว่าบางทีเขาอาจจะเรียนก็ได้
“ดีส่วนเื่บทร่ายของคาถาต่างๆจะอยู่ในหนังสือพร้อมคำอธิบายฉันคิดว่าเธอคงจะสามารถศึกษาเองต่อไปได้”หญิงสาวว่าพลางชี้ไปที่หนังสือปกติแล้วกว่าจะเรียกใช้งานบอลน้ำได้ก็เป็เวลากว่า 2 – 3 เดือนยิ่งบอลน้ำแข็งคนปกติต้องใช้เวลาเกือบ 20 หรือ 30 ปีหากเด็กคนนี้ทำได้ในทันทีละก็เธอก็ไม่คิดว่าเวทมนตร์ในหนังสือจะมากพอให้เด็กคนนี้ได้เรียน
“นี่เป็หนังสือเกี่ยวกับเวทมนตร์น้ำแข็ง”หญิงสาวหยิบหนังสือออกมาจากความว่างเปล่าอีกครั้งพลางส่งให้เด็กชาย
“ขอบคุณครับ”ลูเซียสตอบพลางรับหนังสือมาแต่ก่อนที่เขาจะยื่นมือไปเหมือนหญิงสาวจะนึกอะไรออก เธอจึงวางหนังสือไว้บนพื้นก่อนจะถอยออกห่างทีละน้อย ปกติแล้วคนที่จะเข้ามาใกล้เธอได้มีไม่มากนักเพราะความเย็นที่อยู่รอบตัวเธอบอกตามตรงว่าเธอไม่ชินกับการต้องอยู่ใกล้คนอื่นเท่าไหร่
“ถือว่าเป็คำขอโทษแล้วกัน”หญิงสาวย่อมหมายถึงเื่ที่หมีั์ท้องขาวเข้าโจมตีหมู่บ้านสำหรับคนจิตใจอ่อนโยนอย่างเธอแล้วความรู้สึกที่ปล่อยให้สัตว์อสูรเข้าโจมตีคนอื่นเป็ความรู้สึกผิดอย่างมหันต์เลยทีเดียว
“ไม่เป็ไรหรอกครับถึงยังไงก็ไม่มีใครตายแล้วอีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดคุณทั้งหมดด้วย”ลุเซียสตอบยิ้มๆ
“จริงสิผมยังไม่รู้ชื่อคุณเลย”ลูเซียสถามเสียงฉงนเหมือนพึ่งนึกออก
“ฉันชื่อ เนเน่ไวท์คราวน์”หญิงสาวแนะนำตัวก้วยรอยยิ้ม แต่ลูเซียสกลับขมวดคิ้วแน่น เนเน่เป็ชื่อหนึ่งที่เขาจดจำได้เป็อย่างดี เพราะนั่นเป็ชื่อของ 1 ใน 5 ราชันะ
“แล้วเธอละหนุ่มน้อย”หญิงสาวถามด้วยท่าทีสบายๆแน่ละเธอไม่คิดว่าเด็กที่อาศัยในหมู่บ้านเล็กๆในป่าจะรู้จักชื่อเสียงของเธอ
“ละลูเซียสครับ”ลูเซียสตอบพลางนึกถึงชื่อสกุลของตนเพราะหมู่บ้านของเขาเล็กเกินไปจึงไม่มีใครถามชื่อกันแล้วส่วนใหญ่ก็เรียกกันด้วยชื่อเล่น ทำให้เขาโตมา 7ปีแล้วยังไม่รู้เลยว่าตนเองมีชื่อสกุลว่าอะไร
“จ่ะ ลูเซียสหวังว่าเราจะได้พบกันอีกนะ”หญิงสาวพูดพลางยิ้มบางๆ
“พบกันอีก?คุณ...เนเน่จะไปแล้วเหรอครับ”
“จ่ะขอโทษที่อยู่สอนได้ไม่นาน แต่ถ้าเธอยังคงก้าวเดินในเส้นทางนี้ละก็สักวันเราคงได้พบกัน”หญิงสาวตอบด้วยรอยยิ้มแสนจะอ่อนโยนหากเด็กคนนี้ฝึกฝนไปเรื่อยๆ เธอเชื่อว่าเขาจะกลายเป็จอมเวทแถวหน้าอย่างแน่นอน และเมื่อเขากลายเป็จอมเวทแถวหน้าแล้วการจะได้พบเธอก็มีความเป็ไปได้ และอีกอย่างเธอเองก็มีเวลารอเจอเขาอีกตั้งมากมาย