จิตใจหวั่นไหว
จางหลินถงไม่เคยกินอิ่ม นอนหลับอย่างมีความสุขเช่นนี้มาก่อน หลังจากได้นอนเต็มอิ่มนางจึงตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น เช้านี้ไม่รู้สึกถึงความหนาวเย็น รอบกายนางมีไออุ่นโอบรัด ทั้งยังได้กลิ่นหอมของดอกไม้เจือจางอยู่บนตัวนาง เมื่อนางลืมตาขึ้นจึงได้เห็นอู๋ฮวนนั่งอยู่ที่ปลายเท้า เขากำลังสวมกำไลข้อเท้าที่ทำจากทองคำให้นาง
จางหลินถงเห็นการกระทำของเขาจึงพูดไม่ออก ในหัวใจเกิดความรู้สึกสองจิตสองใจ ใจหนึ่งอยากจะยิ้มให้เขาและขอบคุณที่เขาปฏิบัติต่อนางอย่างที่ดีเหมือนที่เคยกล่าวไว้
แต่อีกใจหนึ่งนางรู้สึกไม่พอใจต่อความเผด็จการของเขาจนอยากจะดึงเท้ากลับมา อู๋ฮวนเงยหน้าขึ้นมองนางแวบหนึ่งก่อนจะตรึงข้อเท้านางไว้แน่น กระทั่งเขาสวมกำไลเสร็จจึงจะปล่อยให้นางดึงเท้ากลับไปซ่อนใต้ผ้าห่ม ยามนางขยับเท้ากระพรวนที่ห้อยติดกับกำไลสั่น ส่งเสียงดังกรุ้งกริ้ง เสียงนี้ทำให้นางนึกถึงตอนที่นางอยู่ในคฤหาสน์ตระกูลจาง นางเคยเลี้ยงแมวตัวหนึ่งตั้งชื่อมันว่าเสี่ยวถง ซึ่งก็คือชื่อที่นางบอกกับอู๋ฮวนนั่นเอง
ตอนนั้นนางยังเคยซื้อกระพรวนเงินมาทำสร้อยคอใส่ให้เสี่ยวถง ยามขยับตัวจะมีเสียงดังกรุ้งกริ้ง เมื่อได้ฟังแล้วรู้สึกเพลิดเพลินไม่น้อย แต่หลังจากแต่งงานเข้าตระกูลซ่ง จึงไม่สามารถนำเสี่ยวถงไปด้วยได้ นางจำเป็ต้องปล่อยมันไว้ในคฤหาสน์ตระกูลจางอย่างจำใจ ยามนางได้เห็นกำไลข้อเท้าซึ่งมีกระพรวนทอง ทำให้นางรู้สึกว่านางกับเสี่ยวถงเหมือนกันไม่มีผิด เขามอบกำไลข้อเท้าให้นาง นี่จะต่างอะไรกับการเห็นนางเป็สัตว์เลี้ยงของเขากัน !
“ถงเอ๋อร์ กำไลนี่เ้าห้ามถอดมันออกเด็ดขาดได้ยินหรือไม่”น้ำเสียงของเขาตอนนี้เจือความเ้ากี้เ้าการมาก ทั้งคำเรียกขานนางก็เปลี่ยนไปด้วย
ถงเอ๋อร์! ชื่อที่เขาเรียกขานช่างเหมือนที่เจิ้งจื่ออี้ คุณชายใหญ่ตระกูลซ่งตัวปลอมเรียกนาง ใครเรียกนางด้วยชื่อนี้ก็เหมือนเอาใบมีดมากรีดหัวใจจนเจ็บแปลบ นางกำลังอารมณ์ดีที่ได้นอนหลับเต็มอิ่ม แต่พอได้ยินคำที่เขาใช้เรียกนาง ดวงตาที่เคยสงบไร้คลื่นลมก็แปรเปลี่ยนเป็แววตาต่อต้านดื้อรั้น
“ทำไม มีอะไรไม่ถูกต้องหรือ” อู๋ฮวนเห็นแววตานางแล้วอดยิ้มไม่ได้ แววตานั่นหมายถึงนางโกรธอยู่ใช่หรือไม่
“ต่อไปท่านห้ามเรียกข้าว่าถงเอ๋อร์อีก”
“ทำไม”
“แค่รู้ไว้ว่าข้าไม่ชอบให้เรียกข้าเช่นนั้นก็พอเ้าค่ะ”นางพยายามฝืนเก็บอารมณ์และตอบอย่างมีมารยาท อย่างไรเสียเขาคือคนที่ยื่นมือมาปกป้องคุ้มครองนาง จึงไม่อยากพูดจาไม่ดีใส่เขา
อู๋ฮวนยิ้มแต่ดวงตากลับไม่ยิ้มตาม เขาพลางกล่าวขึ้นว่า “เช่นนั้นก็เปลี่ยนใหม่ ต่อไปข้าจะเรียกเ้าว่าอาหลิน”
อาหลิน อาหลิน จางหลินถงเริ่มยิ้มได้ พลางพยักหน้ารับ เมื่อสักครู่มัวแต่ใที่เห็นเขาวุ่นวายกับการสวมกำไลข้อเท้าให้ นางจึงไม่ทันสังเกตว่านางไมได้อยู่ที่เดิมแล้ว ไม่ถูก!นางควรอยู่ในถ้ำกลางป่า เหตุใดจึงมาที่นี่ได้“ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
“เมื่อคืนนี้ยามสอง[1] เ้ามีไข้ ตัวร้อนมาก ข้าจึงต้องพาเ้าเข้าเมือง เชิญท่านหมอมาดูอาการ เจียดยามาต้มให้เ้าดื่มลดไข้”
นางป่วยเพราะถูกความชื้นและลมเย็นเข้าสู่ร่างกายมานาน ตอนที่อู๋ฮวนจะออกไปตามนัดหมายได้ยินเสียงละเมอของนาง เขาลองเรียกนางแล้วแต่นางไม่รู้สึกตัว พอแตะตัวก็พบว่านางตัวร้อนมาก จึงจำเป็ต้องพานางเข้าเมือง เชิญหมอมาตรวจและหาที่พักอบอุ่นให้นาง
นางไข้ขึ้นและละเมอกรีดร้องทั้งคืน ทำให้อู๋ฮวนต้องนั่งข้างๆนั่งตบหลังกล่อมให้นางสงบ เขาจึงไม่ได้ออกไปตามนัดหมาย แต่เขาก็รู้แล้วใครคือผู้ที่อยู่เื้ัการนัดหมายครั้งนี้ ที่แท้เป็คุณชายใหญ่ตระกูลซ่งผู้นั้นนั่นเอง
เขานึกถึงสิ่งที่นางละเมอแล้วยังใไม่หาย ยามนางกรีดร้องน้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ทั้งยังเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนตั้งมากมาย ตอนที่เขาจับแขนนางพยายามปลุกให้นางตื่น นางแสดงอาการตื่นตระหนก ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว และยื่นมือข่วนไปทั่ว เขาจึงรวบมือนางและกดแนบไว้กับเตียงแต่นางก็ดิ้นจนหลุด อู๋ฮวนไม่รู้ว่านางพบเจอความโหดร้ายอะไรมาบ้าง และไม่รู้ว่าจะปลอบนางอย่างไรจึงตัดสินใจคว้านางขึ้นมากอด
ตอนที่เขาจูบนางในถ้ำ เขายอมรับว่าตอนนั้นเขามีความรู้สึกรังเกียจนางมาก เขาทำเพราะ้าซื้อใจนาง ทำให้นางนางเชื่อใจ เขาจึงต้องข่มใจจูบนางด้วยความรังเกียจที่แทบจะอาเจียน แต่หลังจากเห็นนางร้องไห้และละเมอด้วยความทุกข์ทรมานที่มากกว่า เขาก็รู้สึกว่านางน่าสงสาร พอเห็นนางเป็เช่นนั้นเขาจึงรังเกียจต่อไม่ลง
ตอนที่เขากอดนาง เขารับรู้ได้ถึงร่างกายอันบอบบางที่พร้อมแตกหักได้ทุกเมื่อ คำที่ว่าเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ไม่อาจนำมาเทียบได้ด้วยซ้ำ ในตอนนั้นหัวใจของเขาเริ่มมีความโกรธเกิดผุดขึ้นมาบางๆ เขาสงสารลูกเสือน้อยในอ้อมกอดนัก
อู๋ฮวนจึงปล่อยให้นางทั้งหยิกทั้งข่วนระบายอารมณ์ตามใจชอบ เขากอดปลอบนางจนกระทั่งยามสาม[2] นางจึงสงบ จากนั้นประคองนางนอนบนเตียงและนั่งเฝ้าดูอาการจนกระทั่งเช้า แม้นางจะสงบลงแล้วแต่ปากก็ยังพ่นคำด่าไม่หยุด
“เจิ้งจื่ออี้ เ้ามันเดรัจฉาน ต่อให้ดวงิญญาข้าต้องสลายเป็ผุยผง ข้าก็จะกลับมาฆ่าท่าน ไม่มีวันอภัยให้ท่าน!”ตอนที่ได้ยินเขาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย นอกจากคุณชายใหญ่ตระกูลซ่ง แล้วเจิ้งจื่ออี้ที่นางพูดถึงเป็ใครกัน คนผู้นี้ต้องทำเื่ร้ายแรงต่อนางมากแน่ นางถึงได้ะโออกมาเช่นนั้น
เดิมทีเขาเป็คนไร้ความรู้สึกมาแต่ไหนแต่ไร ไหนเลยจะถูกความอ่อนไหวของสตรีมาควบคุมได้ ทว่าครั้งนี้ไม่เหมือนกัน ความเกลียดชังมากมายในใจนางทำให้อู๋ฮวนฉุกคิดได้ว่า วันหน้าหากนางได้รับรู้ว่าที่เขาทำไปทั้งหมดก่อนหน้านี้ เพราะหวังผลผระโยชน์บางอย่างจากนาง เกรงว่านางต้องเกลียดชังเขาเข้ากระดูก เช่นเดียวกับที่เกลียดชังบุรุษนามว่าเจิ้งจื่ออี้
“ข้า...”จางหลินถงมีสีหน้าลำบากใจ ไม่นึกว่านางจะทำให้เขาลำบากั้แ่วันแรกที่ติดตามเขาแล้ว“ข้าทำให้ท่านลำบากแล้ว”
“ในเมื่อเ้ายอมติดตามข้า ยามเ้าป่วยย่อมเป็หน้าที่ของข้า จากนี้เ้าพักผ่อนให้ดีก็พอ จริงสิ...เมื่อคืนนี้เ้าละเมอถึงชื่อเจิ้งจื่ออี้ คนผู้นี้เป็ใครกัน”
“เขาเป็ศัตรูของข้า เป็คนที่ข้าเกลียดชัง”นางกล่าวด้วยน้ำเสียงขรึมจัด เขาคือผู้ที่นางแต่งงานด้วยและเป็คุณชายซ่งตัวปลอม ชื่อของเขาคือเจิ้งจื่ออี้ ลูกติดของโจวซินหรู ผู้สวมรอยเป็คุณชายใหญ่ซ่งตงหยาง
เมื่ออู๋ฮวนได้ฟังก็ชะงัก ดูเหมือนว่านางจะไม่อยากเปิดเผยให้เขารู้ แต่ถึงนางไม่บอกหากเขา้าจะรู้ ไม่เกินสามวันเขาก็จะได้รู้ ในเมื่อนางไม่พูด อู๋ฮวนจึงไม่คาดคั้น “ข้าได้ขอให้ท่านหมอจัดยาบำรุงร่างกายเผื่อเ้าด้วย เ้าตื่นแล้วก็ดี รีบไปล้างหน้าล้างตาเสีย เมื่อคืนเอาแต่ร้องไห้จนหน้าตามอมแมมดูไม่ได้เสียเลย ข้าจะออกไปบอกคนยกอาหารกับยามาให้”กล่าวจบอู๋ฮวนหันหลังจากไป
จางหลินถงจึงเรียกเขาเอาไว้“คุณชาย”
ชายหนุ่มหันกลับไปมองนาง ในเวลานี้นางเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่แล้ว บนตัวนางล้วนเป็เสื้อผ้าของเขาทั้งสิ้น ยามคับขันไม่มีใครทำหน้าที่นี้ได้ ไหนๆก็เห็นร่างกายนางมาครั้งหนึ่งแล้ว อู๋ฮวนจึงดับเทียนข้างเตียงและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้นางเสียเอง เมื่อนางได้สวมเสื้อผ้าชุดใหม่จึงดูสะอาดและสง่างามขึ้นมาก อู๋ฮวนมองท่วงท่าของนางอย่างเหม่อลอย หากนางฟื้นฟูร่างกายกลับมาเป็ปกติ นางจะงดงามแค่ไหนกันนะ เขายืนใจลอยกระทั่งนางลุกจากเตียงเดินมาหยุดหน้าชายหนุ่ม คุกเข่าแล้วกล่าว
“ข้าอาหลิน ขอสาบานว่าต่อไปจะซื่อสัตย์ต่อท่าน จะเป็วัวเป็ควายปรนนิบัติตอบแทนท่าน จะไม่ขอทรยศท่านอย่างเด็ดขาด”
“เ้า!” แทนที่อู๋ฮวนจะดีใจ เขากลับหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่ได้อยากได้ยินนางพูดคำสาบานเช่นนี้เสียหน่อย“เ้าไม่ใช่วัวไม่ใช่ควาย ไม่ต้องมาปรนนิบัติตอบแทนข้า รีบลุกขึ้น ต่อไปนี้ห้ามคุกเข่าให้ข้าเช่นนี้อีก”
กล่าวจบอู๋ฮวนก็จากไปทั้งสีหน้าบึ้งตึง ภายในใจอดด่านางด้วยความโมโหไม่ได้ “เด็กโง่ โง่แล้วยังจะมาสาบานยอมเป็วัวเป็ควายรับใช้ข้าอีก!”
[1] ยามสอง หรือ สองยาม หมายถึง่เวลา 21.00น. - 0.00น.
[2] ยามสาม หมายถึง่เวลา 23.00น. - 1.00น.
******************************************