หลังจากเล่นสนุกกับอาวุธประหลาดที่เพื่อนร่วมทางมอบให้จนเหงื่อโซม ซือซือก็มานั่งพักเหนื่อยหน้ากองไฟตรงข้ามกับหยางเฉวียนิที่มานั่งรออยู่ก่อนแล้ว ในมือของเธอยังถือกระบองเอาไว้อยู่
“กระบองท่อนนี้พกพาสะดวก เ้าจะทำให้มันหดเล็กลงแล้วเก็บไว้กับตัว หรือจะใช้เป็ปิ่นปักผมก็ได้” เ้าของกระบองสองหัวสาธิตวิธีการเก็บที่ไม่เหมือนใครให้เด็กสาวดู
“เพียงแค่ถือมันไว้แล้วส่งพลังลงไปพร้อมกับความตั้งใจ มันจะหดลงได้เท่าที่เ้า้า” หยางเฉวียนิกำกระบองที่เวลานี้มีความยาวราวสองศอก แล้วตวัดทีหนึ่ง มันก็มีขนาดเล็กลงเท่าไม้แคะหูเหมือนครั้งที่เขาหยิบออกมาในคราวแรก จากนั้นเขาก็ยื่นให้เด็กสาวรับไป
“เก็บไว้สิ”
“ท่านให้ข้าเหรอ”
“อืม”
ซือซือไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกยังไงดี นี่มันเป็อาวุธเซียนเชียวนะ เขาจะยอมยกให้เธอง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ
“อาวุธเซียนที่ประเมินค่าไม่ได้อันนี้... ท่านคงไม่ได้ให้ข้าเปล่าๆ หรอกใช่มั้ย”
เธอเห็นเขายกยิ้มมุมปากทีหนึ่ง
“หรือเ้าอยากจะจ่ายด้วยห่อสมบัติที่ฝากข้าไว้ก็ได้”
“ม่ายยยยยยยยย คือ... ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากจะจ่ายหรอกนะ แต่คิดว่าไม่น่าจะมีปัญญาจ่ายมากกว่า ห่อสมบัติห่อนั้นเหรอจะเทียบอาวุธวิเศษอันนี้ได้”
เธอไม่อยากจะบอกหรอกว่า ถ้าต้องให้เลือกระหว่างห่อสมบัติกับกระบองวิเศษ เธอคงจะเลือกห่อสมบัติไว้ก่อน เพราะเธอเป็คนธรรมดาๆ ไม่ใช่จอมยุทธ์สักหน่อย ปากท้องย่อมสำคัญกว่า ส่วนเื่ตีรันฟันแทงความสำคัญย่อมอยู่ในอันดับท้ายๆ
แต่เอ๊ะ... ถ้าเอากระบองไปขาย จะได้เงินมากกว่าหรือเปล่านะ
ซือซือรีบหยุดความคิดบ้าบอและดูอกตัญญูไว้ตรงนั้น อยากจะเขย่าคอตัวเองอยู่เหมือนกัน
คนเขาอุตส่าห์ยอมให้ของล้ำค่าขนาดนี้ ยังคิดจะเอาไปขายอีกเหรอ นังคนโลภ!
หยางเฉวียนิเองก็พอจะรู้ความคิดของเด็กสาวผู้นี้อยู่บ้าง เขาจึงส่งเสียง ‘หึ’ ออกมาทีหนึ่ง
“หากรู้สึกเกรงใจเกินกว่าจะรับไว้เปล่าๆ ก็คิดเสียว่าข้าให้ยืมก็ได้ เมื่อใดที่เ้าไม่้าแล้วค่อยนำมาคืน”
คราวนี้ซือซือมองหน้าที่รกไปด้วยหนวดเคราของเขานิ่งๆ ในใจรู้สึกอุ่นวาบอย่างบอกไม่ถูก เื่ที่เขาคอยดูแลเธอมาตลอดนั่นมันก็เื่หนึ่ง เธอเข้าใจว่าที่เขาทำไปหลักๆ ย่อมเป็เพราะค่าจ้างที่รับมา แต่การที่เขายอมมอบของดีขนาดนี้ให้เปล่าๆ เพียงเพราะเธอบอกว่ากลัวจะอยู่ไม่ได้ กลัวจะถูกคนรังแก มันเป็คนละเื่กันเลย
“งั้น... ขอบคุณนะเ้าคะ พี่หยาง! ท่านใจดีกับข้ามากเลย”
ซือซือเห็นเขายกยิ้มกว้างยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ไม่รู้ว่าเป็เพราะออร่าแห่งความใจกว้างของเขาหรือเปล่า ถึงทำให้เธอรู้สึกเหมือนจะมองทะลุไปเห็นความหล่อของเขาเสียได้
คนใจป๋านี่มันหล่อจริงๆ !
หลังจากผ่านคืนนั้นไปแล้ว คืนต่อๆ มา หยางเฉวียนิก็ยังสอนวิชาเอาตัวรอดจากโจรร้ายให้ซือซืออีกหลายอย่าง แต่ที่เธอรู้สึกตื่นเต้นที่สุด เห็นจะเป็ ‘วิชาตัวเบา?’ นี่แหละ
เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคนในยุคโบราณจะสามารถใช้วิชาตัวเบาได้ง่ายดายเหมือนการหายใจเข้าออกขนาดนี้ เพราะในคืนถัดมา เขาก็ะโขึ้นไปบนต้นไม้ต้นหนึ่ง แล้วสั่งให้เธอะโตามขึ้นไปด้วย เธอแทบจะเท้าสะเอวมองค้อนเขาเลยทีเดียว
“ข้าไม่ใช่ลิงแล้วหนึ่ง นกก็ไม่ใช่ จอมยุทธ์ก็ไม่ใช่อีก ท่านคิดว่าข้าจะขึ้นไปยังไงก่อน!”
หยางเฉวียนิมองเด็กสาวที่เอาแต่บ่นกระปอดกระแปดพลางส่ายหัว
“ยังไม่ลองก็บ่นเสียแล้ว บอกให้ะโขึ้นมาก็ทำเถิด!”
ซือซือทำท่าฮึดฮัดอยู่สองสามที ก่อนจะตั้งท่าะโ... ซึ่งเธอคิดอยู่นานว่าจะต้องตั้งท่าไหนดี ท่าไหนจะทำให้ะโขึ้นไปได้สูงที่สุด หลังจากยงโย่ยงหยกย่อตัวกระดกก้นอยู่หลายนาที จนคิดว่าได้ท่าที่เหมาะสมแล้ว เธอก็หลับหูหลับตาะโขึ้นไปสุดแรง
และเื่ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดก็เกิดขึ้น จากที่เธอคิดว่าะโแล้วอย่างมากก็คงขึ้นไปได้ไม่ถึงเมตร แต่ตัวเธอกลับลอยหวือขึ้นไปพ้นยอดไม้ในส่วนที่สูงที่สุดของต้นไม้ต้นนั้นไปอีกหลายเมตรเลยด้วยซ้ำ เดือดร้อนให้หยางเฉวียนิต้องะโตามขึ้นไปเก็บเธอลงมาอีก
เมื่อถูกเขาดึงลงมานั่งบนกิ่งไม้กิ่งหนึ่ง เธอก็เบิกตากว้าง
“ข้า...... ข้ามีวิชาตัวเบาด้วยเหรอ!”
ซือซือเห็นเขายกยิ้ม ไม่ได้ตอบคำถาม แต่แนะนำไปอีกเื่
“ครั้งหน้าลดแรงให้น้อยลงอีกหน่อย ฝึกบ่อยๆ แล้วเ้าจะควบคุมกำลังได้ดีขึ้น”
ั้แ่คืนนั้นเป็ต้นมา เธอก็ใช้วิชาที่เพิ่งค้นพบใหม่แทบจะตลอดเวลา ่กลางวันในบางครั้งหยางเฉวียนิก็ขับรถม้าอยู่คนเดียว ส่วนเธอก็วิ่งบ้างะโตามรถม้าไปบ้าง เป็การฝึกวิชาตัวเบาไปในตัว
เธอไม่รู้มาก่อนเลยว่าร่างกายของเซียวหว่านซือจะมีความสามารถด้านนี้อยู่ด้วย ตอนอยู่ที่หมู่บ้านพู่ปู้ก็ไม่เคยวิ่งหรือะโมาก่อน วันๆ ใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ ขนาดเดินยังเดินช้าๆ เลย
ถ้ารู้ตัวเร็วกว่านี้ล่ะก็...
เข้าสู่ค่ำคืนที่ 9 ของวันเดินทาง คืนนี้ทั้งคู่จำต้องพักแรมข้างทางอีกเช่นเคย หลังจากจบมื้ออาหารที่เป็ไก่ป่าย่างโรยด้วยเครื่องเทศซึ่งซื้อมาจากอำเภอเล็กๆ ที่เพิ่งเดินทางผ่านมาแล้ว หยางเฉวียนิก็ลุกขึ้นมาบิดี้เี หักข้อนิ้ว สะบัดคอไปมาเสียงดังกร๊อบแกร๊บ
“คืนนี้ข้าจะสอนให้เ้าต่อสู้กับคนจริงๆ เสียที”
ซือซือมองคนตัวโตด้วยดวงตาเป็ประกายคาดหวัง เธอต้องสู้กับเขาสินะ ว่าแต่จะฟาดส่วนไหนก่อนดี ร่างกายของเขาเหมือนูเาลูกใหญ่ที่แข็งปั้กไปทุกส่วน ฟาดไปแล้วไม่รู้ว่าที่จะหักคือตัวเขาหรือกระบองกันแน่ ระหว่างที่ยืนคิดพลางควักกระบองที่ยังมีขนาดเท่าไม้แคะหูในสาบเสื้อออกมานั้น อาจารย์จำเป็ของเธอก็พูดขึ้นมาว่า
“ดูเหมือนจะมากันสามสิบคน ข้ายกให้เ้าห้าคนก็แล้วกัน”
ยังไม่ทันจะได้ถามว่าเราจะไปหาคน 30 คนอะไรนั่นมาจากไหน เธอก็เริ่มรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของคนกลุ่มใหญ่มาจาก 2 ทิศทางในความมืด วินาทีที่เธอตระหนักได้ว่าคนที่เธอจะต้องสู้ด้วยเป็คนร้ายจริงๆ บนหน้าผากของเธอก็มีเหงื่อผุดออกมา ได้แต่ะโอยู่ในใจ
เก๊ายังไม่พร้อมมมมมมมมม
แน่นอนว่าไม่มีคนร้ายที่ไหนยอมนั่งรอจนกว่าเหยื่อจะพร้อม เพียงพริบตาเดียว รอบๆ ตัวของสองหนุ่มสาวก็ปรากฏร่างของชายฉกรรจ์ในชุดดำ 30 คนถ้วน
หนึ่งในนั้นะโขึ้นมาว่า
“หยางเฉวียนิ! พวกเราสำนักชิงเจี๋ยไม่เคยคิดเป็ศัตรูกับเ้า แต่เราก็มีหน้าที่ต้องทำเพื่อความสงบสุขของผู้คนบนแผ่นดินนี้ ขอให้เ้าส่งตัวสตรีผู้นั้นมาแต่โดยดี แล้วเราจะถือว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ทั้งสิ้น” แน่นอนว่าเขาย่อมหมายถึงศพของคนสำนักชิงเจี๋ยนับสิบที่ถูกหยางเฉวียนิสังหารและทิ้งไว้ในป่าใกล้หมู่บ้านพู่ปู้
หยางเฉวียนิยืนกอดอก มองกลุ่มคนที่กล่าวอ้างว่าทำเพื่อความสงบสุขของชาวบ้านด้วยรอยยิ้มหยัน
“เพิ่งรู้ว่าสำนักของเ้าลงทุนส่งคนมากมายมาจับเด็กสาวชาวบ้านคนหนึ่งด้วยข้ออ้างไร้สาระเช่นนี้”
ซือซือเองก็รู้สึกข้องใจอยู่เหมือนกัน เธอเป็เทพีแห่งโรคระบาดหรือเป็ภัยธรรมชาติหรือยังไง คนพวกนี้ถึงบอกว่าต้องจับเธอไปเพื่อความสงบสุขของประชาชน?
“อย่าทำไขสือ! เ้าเป็ถึงศิษย์เอกของท่านเซียนอันหนิง จะไม่รู้ได้อย่างไรว่านางเป็ตัวอะไร!”
อุบ๊ะ! อย่างฉันเนี่ยจะไปเป็ตัวอะไรได้ แวมไพร์? ซอมบี้? ถ้าเป็จริงๆ ฉันก็ต้องรู้ก่อนพวกแกปะวะ!!
“เื่ไร้สาระของพวกเ้าหาใช่ธุระของข้าไม่ แต่หากอยากได้ตัวนาง ก็ต้องดูว่าพวกเ้ามีความสามารถหรือไม่”
หัวหน้าของชายชุดดำพอจะคาดเดาได้อยู่แล้วว่าการเจรจาครั้งนี้จะไม่เป็ผล หยางเฉวียนิผู้นี้มักทำอะไรตามแต่ใจของตนเท่านั้น ไม่ว่ากฎเกณฑ์เหตุผลใดๆ ก็ไม่สามารถใช้กับคนตรงหน้าได้ เขาจึงส่งสัญญาณมือให้คนของตนตั้งค่ายกลรับมือกับศิษย์เอกของท่านเซียนผู้เลื่องชื่อ
ชายในชุดดำแยกตัวออกเป็ 2 กลุ่มกลุ่มละ 12 คนอย่างรวดเร็ว แต่ละกลุ่มตั้งแถวเป็วงกลมโดยมีคนหนึ่งเป็จุดศูนย์กลาง แล้วหยิบเอาสิ่งที่มีลักษณะเหมือนตาข่ายออกมาขึงจนตึง ดูแล้วเหมือนใยแมงมุมยิ่งนัก
ซือซือรีบวิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังของหยางเฉวียนิทันที แต่ก็ไม่วายยื่นหน้าออกไปดูว่าพวกมันคิดจะทำบ้าอะไรกัน
แล้วเธอก็เห็นพวกมันทำสัญลักษณ์มือบางอย่างคล้ายกับที่เคยเห็นในซีรีส์แนวเทพเซียน หลังจากพวกมันเปลี่ยนสัญลักษณ์มือไป 3-4 ครั้ง ตาข่ายรูปร่างคล้ายใยแมงมุมทั้ง 2 ใยก็เรืองแสงขึ้นมาท่ามกลางความมืด
แม่จ้าวววว ตาข่ายเลเซอร์ก็มาว่ะ!
