่เวลากลางดึกความเงียบปกคลุมไปทั่วทั้งเมือง แสงจันทร์สีทองอ่อนลอยนิ่งเหนือขอบฟ้า ส่องประกายแ่เบาอย่างอ่อนโยน ดวงดาวนับพันแต้มฟ้าราวอัญมณีประดับผืนกำมะหยี่สีดำ อากาศเย็นเฉียบโอบล้อมทุกอณูของราตรี กลิ่นน้ำค้างลอยเอื่อยมาตามสายลมหนาว
บริเวณตรอกแคบ ทอดยาวไปถึงบ้านไม้ทรุดโทรมหลังหนึ่ง เสียงกระซิบของชายคนหนึ่งแว่วเสียงผ่านมาตามลม ด้านในปรากฏร่างของสี่ชายฉกรรจ์คนในท่วงท่ากลัดมัน ดวงตาแย้มเยิ้มแสดงถึงความปรารถนาอันรุนแรง ทั้งสี่คนยืนรายล้อมเป็วงกลมโดยที่ตรงกลางมีร่างของหญิงสาวสูงศักดิ์ผู้หนึ่งกำลังนอนหมดสติ
เสียงกระซิบพูดขึ้น “ได้ของดีมา ได้ของดีมาจริงๆ”
ชายฉกรรจ์ที่อยู่ติดกันจ้องมองร่างของหญิงสาวอย่างไม่วางตา
“พวกเราจะไม่เป็อะไรจริงๆ เหรอ ก็เธอคนนี้คือ...”
ชายอีกคน รีบพูดแทรก “ไม่ต้องห่วง อย่าลืมสิว่าพวกเรามีใครหนุนหลังอยู่”
“อย่ามัวแต่พูดกันอยู่เลย ข้ารอไม่ไหวแล้ว” เสียงร้องจากชายคนสุดท้ายดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงฉีกทึ้งเสื้อผ้าของเด็กสาวตรงหน้า ราวกับว่าสัตว์ป่าเดรัจฉานกำลังรุมทึ้งลูกแกะตัวน้อยๆ ให้แหลกคามือ
เพียงพริบตาเดียวร่างเปลือยของเด็กสาวได้เผยให้เห็นต่อสายตาของเหล่าเดรัจฉานทั้งสี่คน แต่ในขณะนั้นอยู่ๆ ร่างที่ควรไร้สติพลันแข็งเกร็งและกระตุกถี่ๆ ลมหายใจของเธอขาดห้วงอยู่หลายอึดใจ สร้างความตกตะลึงให้กับทั้งสี่คนเป็อย่างมาก
พวกเพียง้าย้ำยีพรหมจรรย์ของอีกฝ่าย ไม่ได้คิดเอากันให้ถึงตาย แต่ในอึดใจต่อมาหน้าอกของหญิงสาวยุบลงและพองขึ้น สัญญาณของลมหายใจกลับมาเป็ปกติอีกครั้ง ทั้งสี่คนรู้สึกโล่งใจและเริ่มที่จะเข้ารุกรานกระทำชำเราอีกฝ่ายให้เสร็จสมตามปรารถนา ทว่าพวกเขาทั้งสี่ไม่รู้เลยว่า ดวงตาที่ปิดสนิทของหญิงสาวบัดนี้กำลังเปิดขึ้นอีกครั้งแล้ว
เอวาเปิดเปลือกตาขึ้น ภาพการต่อสู้ระหว่างเธอกับฮาเดส ยังคงติดตา ราวกับเปลือกตาที่กระพริบเสมือนพึ่งเกิดในลมหายใจที่แล้ว ทว่าตอนนี้เธอไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังอยู่ที่ไหน นึกคิดได้ว่าระหว่างการต่อสู้เธอเป็ฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ และไม่รู้ด้วยเหตุผลใด ฮาเดสถึงไม่ได้ลงมือฆ่าเธอ แต่กลับจับตัวมาและคิดจะใช้เื่ชั่วช้าทำให้เธอต้องอับอาย
สายตาของเอวาเหลือบมองไปยังรอบๆ ตัว พบว่าชายทั้งสี่คนกำลังรีบถอดเสื้อผ้าของตัวเองอยู่ เธอไม่ได้รู้สึกใกับสถานการณ์ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย กลับกันมุมปากค่อยๆ ยกยิ้มและคิดขอบคุณ ฮาเดสนั้นที่ให้โอกาสเธออีกครั้ง โอกาสที่จะได้กลับไปแก้แค้น
‘ฉันจะตอบแทนหนี้ครั้งนี้ให้กับคุณแน่นอน...รามาน!!’
ถึงแม้อีกฝ่ายจะเป็ชายฉกรรจ์ แต่เธอคือทหารรับจ้างมือฉมัง เอวาได้รอคอยให้ทั้งสี่คน ถอดเสื้อผ้าของตัวเองเสร็จ ใช้จังหวะที่พวกเขากำลังโน้มตัวเข้ามาใกล้
จากนั้นดวงตาของเธอเปิดกว้างแสดงตัว ให้อีกฝ่ายรู้ว่าเธอไม่ได้หมดสติ ความแตกตื่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายฉกรรจ์ทั้งสี่ แต่สำหรับพวกเขาแล้ว เด็กสาวตัวเล็กๆ คนเดียว ต่อให้ฟื้นขึ้นในเวลานี้ก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป
ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งโน้มตัวเข้าใกล้พร้อมกล่าว
“สาวน้อย อย่าได้ขัดขืน ไม่อย่างนั้น...”
ยังไม่ทันที่ชายคนนี้จะได้พูดจบประโยคดี เขาได้ััถึงความรู้สึกเย็นวาบที่ลำคอ และเขาไม่สามารถเปล่งเสียงออกไปได้อีกเลย เนื่องจากเวลานี้ลำคอของตัวเองถูกแทงด้วยปิ่นสัมฤทธิ์สีทอง ที่ตอนนี้ชโลมย้อมด้วยเืสีแดงสด
ชายฉกรรจ์อีกสามคน มองร่างของสหายค่อยๆ ล้มลงจมกองเืด้วยความใ พวกเขารีบดึงสายตากลับไปยังร่างของเด็กสาวผู้เป็เป้าหมาย ด้วยสีหน้าและแววตาตกตะลึงถึงขีดสุด
่เวลานั้น ความมืดสลัวๆ ถูกทำให้สว่างด้วยแสงของดวงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามา สายตาของพวกเขามองเห็นหญิงสาวได้อย่างชัดเจน ภาพที่เืของสหายได้เปรอะเปื้อนใบหน้าของเด็กสาว ภาพของเธอผู้มีความงดงามบนใบหน้าแสยะยิ้มราวกับว่าเืคือสิ่งหอมหวานชวนน่าขนลุก ทั้งสามคนไม่รอช้าหยิบอาวุธข้างกายออกมา เข้าโจมตีอีกฝ่ายด้วยสัญชาตญาณ โดยเผลอลืมคำสั่งและลืมไปว่าเด็กสาวตรงหน้าเป็เพียงผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้น
ดาบในมือฟันเข้าใส่ศีรษะของเด็กสาว ด้วยพละกำลังของชายฉกรรจ์ที่มีรูปร่างสูงเกือบสองเมตร เอวาในเวลานี้มีเพียงปิ่นปักผมเล็กๆ ในมือเป็อาวุธ แต่ถึงอย่างนั้นเธอกลับไม่มีความรู้สึกกลัวอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
เอวาใช้พละกำลังของอีกฝ่ายให้เป็ประโยชน์ เธอไม่โง่พอที่จะใช้ปิ่นอันเล็กๆ เข้าไปปะทะกับดาบใหญ่ แต่ด้วยศิลปะป้องกันตัวหลากหลายแขนงที่เธอร่ำเรียนมาจนแตกฉาน เพียงแค่ใช้แรงเท้าเตะไปยังศูนย์รวมกำลังของอีกฝ่ายก็ทำให้พวกเขาาเ็ได้แล้ว แต่ก็ไม่ได้เป็อย่างที่เธอคิดเอาไว้ เท้าเล็กๆ ของเธอไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับร่างอันใหญ่โตของอีกฝ่ายได้เลย
เอวารู้สึกแปลกใจอยู่มาก หากเป็ปกติต่อให้ขนาดตัวต่างกันมากเพียงใด แต่ด้วยเรี่ยวแรงที่เธอฝึกฝน ประกอบกับจุดที่เธอโจมตีเข้าใส่เป็จุดละเอียดอ่อนที่สุดในร่างกาย ยังไงอีกฝ่ายจะต้องล้มคว่ำลงอย่างแน่นอน สิ่งที่สามารถทำความเข้าใจได้ในตอนนี้ มีเพียงอย่างเดียวก็คือฮาเดสได้ทำบางสิ่งกับร่างกายของเธอ
‘เขาใช้ยาพิษ ทำให้ฉันสูญเสียพละกำลังงั้นหรือ??’
ชายคนนั้นหันกลับมามองด้วยความโกรธแค้น แม้จะมีเสียงทัดทานจากสหายอีกสองคนให้เบามือไว้ชีวิต แต่เขากลับฟาดฟันดาบเข้าใส่หญิงสาวอย่างดุร้าย
พริบตานั้นเองชายฉกรรจ์พลันรู้สึกถึงการปิดบังทัศนียภาพการมอง มือซ้ายของหญิงสาวปรากฏอยู่ตรงเบื้องหน้าของเขา แม้อีกฝ่ายจะไร้เรี่ยงแรง ไม่มีพละกำลัง แต่ความรวดเร็วคล่องแคล้วนั้น เกิดมาจากการฝึกฝนอย่างแน่นอน
“ปะ...เป็ไปได้ยังไง หรือว่าเ้าเชื่อมต่อไดรฟ์แล้ว!!??”
ยังไม่ทันได้รับคำตอบกลับ ฝ่ามือที่ปิดบังสายตาการมองเห็นแปรเปลี่ยนเป็ประกายแสงสีทองพุ่งเข้าใส่ เอวาใช้ปิ่นปักผมในมือแทงเข้าไปในตาของอีกฝ่าย และเพียงการบิดข้อมืออย่างชำนาญ ดวงตาของอีกฝ่ายหลุดออกมาจากเบ้าอย่างง่ายดาย
อ้ากกก!!!! เสียงร้องโหยหวนดังสนั่น พร้อมกันนั้นเอวาใช้เท้าเตะไปที่ข้อพับขาจนทรุดลง เมื่ออยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม เธอจึงใช้ปิ่นปักผมมอบความตายให้แก่อีกฝ่าย
เมื่อคนที่แข็งแกร่งที่สุดตายลงไป ชายฉกรรจ์อีกสองคนตกอยู่ในความหวาดกลัวอย่างที่สุด แทนที่พวกมันจะพุ่งเข้าแก้แค้นให้สหาย กลับพยายามเสือกเท้าและหาทางถอย แต่น่าเสียดายที่ปากประตูถูกเอวายืนขวางเอาไว้
ชายฉกรรจ์คนหนึ่งพยายามที่จะกระโจนหนีทางหน้าต่าง แต่นั้นก็สายไปเสียแล้ว ทันทีที่เขาละสายตาจากหญิงสาวตรงหน้า ความตายก็ได้มาเยือนอย่างถาวร
เอวาใช้ปิ่นปักผม โจมตีไปที่จุดตายบนหลังคออย่างรวดเร็ว เืสีแดงสดๆ พุ่งทะลักออกมาราวกับน้ำผุ ชโลมผิวกายสีขาวนวลของเธอให้กลายเป็สีแดงของเื
เธอใช้สายตาเ็ามองไปยังชายฉกรรจ์คนสุดท้าย มุมปากยกขึ้นพร้อมกล่าว
“ร่างเปลือยเปล่าของฉัน มีราคาที่ต้องจ่ายนะ” สิ้นเสียงกล่าว สัญญาณชีวิตของชายคนสุดท้ายก็ดับลง ราวกับว่าการพรากชีวิตของผู้อื่นเป็ส่วนหนึ่งของลมหายใจ ยิ่งถ้าคนๆ นั้นเป็คนเลว เธอไม่ได้สะทกสะท้านต่อการฆ่าเลย เพราะในอดีตเธอทำสิ่งเหล่านี้มาจนเป็ความเคยชิน