เมื่อรับรู้ได้ถึงเนื้อหาที่สะท้อนเข้าสู่ห้วงจิตสำนึกของตน หลัวหยางก็เกิดความตกตะลึงอย่างถึงที่สุด
เหมือนกับว่าร่างกายและจิติญญาของตนเองนั้น กำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความโกลาหลที่ไร้ขอบเขต ดุจดั่งตนเองเป็เพียงเม็ดทรายเล็กๆที่ไม่มีแม้แต่รูปร่างหรือสำนึก ล่องลอยอยู่กลางจักรวาลซึ่งไร้ซึ่งทิศทาง ไร้ซึ่งจุดยึดเหนี่ยวและปราศจากขอบเขตแห่งความเข้าใจ
โลกทั้งใบที่ชายหนุ่มเคยรับรู้กลับแตกสลายลง ประหนึ่งเศษแก้วที่ถูกกระทบด้วยแรงสั่นะเืจากจิตอันไร้ที่สิ้นสุด
ทุกสรรพสิ่งรอบตัวกลายเป็เพียงเศษเสี้ยวแห่งภาพลวงตา เสียงของจักรวาลบรรเลงโหยหวนซ้อนทับกันเป็หมื่นพันเสียง เสียงกรีดร้อง เสียงะเิ เสียงหัวเราะและเสียงร่ำไห้ พุ่งทะลวงเข้าสู่จิติญญาดุจดั่งดาบกระบี่นับหมื่นเล่ม
เสี้ยววินาทีที่ตัวของหลัวหยางจมลงไปในความโกลาหลนี้
ความเข้าใจของเขาที่เคยมีต่อโลกและตัวตนกลับถูกฉีกทึ้งออกเป็เสี่ยงๆ เหมือนเศษกระดาษที่ถูกลมพายุหมุนกลืนหายไปในห้วงนภา
แต่ในห้วงจิตอันแตกสลายนั้นเอง กลับมีแสงเรืองหนึ่งค่อยๆสว่างขึ้นท่ามกลางทะเลสีดำหม่น
มันคือแสงของตัวอักษรลึกลับที่เริ่มปรากฏขึ้นกลางห้วงมิติภายในจิตสำนึก อักขระพิลึกพิลั่นซึ่งเปล่งแสงสีดำเงินหมุนวนไปทั่วทุกทิศทางเหมือนฝูงดาวที่กำลังสั่นสะท้านกลางห้วงมหรรณพ
ในวินาทีนั้นเอง เนื้อหาของคัมภีร์จักรพรรดิแห่งความโกลาหลก็เริ่มปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน
ดุจเสียงสรรพชีวิตแห่งจักรวาลกำลังแปรเปลี่ยนเป็ถ้อยคำสัจธรรมที่จารึกไว้บนม่านฟ้าด้วยพู่กันของเทพเ้า
《บ่มเพาะความวุ่นวาย หลอมรวมสิ้นสมดุลย์ กำเนิดสรรพสิ่งผ่านความไร้ระเบียบ》
《เมื่อทุกสิ่งไม่มั่นคง นั่นคือโอกาสแห่งการเปลี่ยนแปลงแท้จริง ขจัดรูปแบบเดิมของตันเถียน กลืนกินเส้นลมปราณหลักทั้งสิบสองสาย ผสานเป็เส้นทางแห่งความปั่นป่วน กระตุ้นทุกอณูในร่างให้คลุ้มคลั่ง แล้วจงหลอมรวมความคลั่งไคล้แห่งพลังนั้นเข้ากับสติสัมปชัญญะของเ้า》
《จงสังหารสภาวะเก่า แล้วเปิดประตูสู่ภาวะใหม่ นั่นคือแก่นแท้ของจักรพรรดิแห่งความโกลาหล》
ประโยคเ่าั้ราวกับสลักลงบนกระดูกไขสันหลังของเขา กระแทกลงลึกไปถึงแก่นของชีวิตของเขา มันทำให้ทุกจังหวะการเต้นของหัวใจสั่นคลอน ทุกกระแสเืที่ไหลเวียน ราวกับจะแปรเปลี่ยนไปกลายเป็ปราณอันไม่เสถียรแต่เปี่ยมด้วยพลังดิบเถื่อน
เพียงแค่ประโยคแรกของคัมภีร์ก็นำมาซึ่งแรงะเืในร่าง ดุจกำแพงโลหิตที่ขวางทางได้ถูกทำลายลงอย่างราบคาบ
หลัวหยางเริ่มเข้าสู่สภาวะหลอมรวมกับพลังปราณรอบด้านโดยมิได้ตั้งใจ
ร่างกายของเขาเริ่มเรืองแสงอ่อนๆประหนึ่งดวงจันทร์ซ่อนอยู่ในม่านหมอก ปราณสีดำสลับสีเงินค่อยๆก่อรูปขึ้นรอบตัวเขา มันลอยวนอย่างไร้ทิศทางเหมือนพายุที่ไม่มีศูนย์กลาง ไม่มีจุดเริ่มต้นหรือสิ้นสุด คล้ายความวุ่นวายที่ไม่มีใครควบคุมได้
เส้นชีพจรปราณทั้งสิบสองสายที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกายถูกกระตุ้นขึ้นอย่างถึงที่สุด มันสั่นไหวเหมือนสายฟ้าที่ะเิในเส้นเื
ตัวของเขาสามารถััได้ถึงพลังงานบางอย่างที่เคยนิ่งเฉยบัดนี้กำลังตื่นขึ้นมา
เส้นชีพจรแต่ละสายขยายตัวเปิดรับพลังจากโลกภายนอก ราวกับประตูมิติที่กำลังเชื่อมต่อกับทะเลปราณไร้ขอบเขต ปราณแห่ง์และโลกในรัศมีรอบตัวเริ่มถูกดูดกลืนเข้าสู่จุดตันเถียนของเขาด้วยความรวดเร็ว เหมือนมหาสมุทรที่กำลังถูกดูดเข้าสู่หลุมดำ
ร่างของหลัวหยางเริ่มเปล่งแสงสีดำสลับกับสีขาว เป็เหมือนกับหยินและหยางที่หมุนวนเข้าหากัน เปล่งแสงที่ทั้งกลืนกินและกำเนิดในเวลาเดียวกัน เป็เหมือนกับความโกลาหลและความสงบนิ่ง เป็ทั้งสัจธรรมและมารยาสา
ปราณที่หลอมรวมเข้าสู่ร่างเขาไม่มีทิศทางชัดเจน แต่กลับค่อยๆสร้างเส้นทางที่เป็ระเบียบของมันเองจากภายใน
อวัยวะภายใน เส้นเื กล้ามเนื้อ และกระดูกเริ่มถูกหลอมใหม่อย่างเ็ป
เสียงหัวใจของเขาดังขึ้นเหมือนกลองรบจากสมัยโบราณ ทุกจังหวะคือหนึ่งพลังที่ะเิขึ้นในร่าง
เส้นลมปราณภายในเริ่มเชื่อมโยงกัน ประหนึ่งใยแมงมุมแห่งพลังที่กำลังวาดโครงข่ายอันซับซ้อนขึ้นมา เส้นชีพจรบางเส้นเริ่มขยายแตกแขนงออกเป็แขนงย่อย สะท้อนการวิวัฒน์ของระบบไหลเวียนปราณที่ไม่เคยปรากฏในร่างกายของผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป
ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งภายในจิตใจกำลังหลอมรวมเข้ากับเปลวเพลิงแห่งพลัง มันคือความคลั่งไคล้ ความหิวกระหาย ความดิบเถื่อนที่ไม่อาจควบคุม แต่ขณะเดียวกันก็มีอีกหนึ่งพลังซึ่งเย็นเฉียบมั่นคงกำลังพยายามควบคุมสิ่งเ่าั้เอาไว้
มันคือสติที่คัมภีร์สั่งให้หลอมรวมเข้ากับคลื่นพลังอันบ้าคลั่ง เป็การต่อสู้ระหว่างจิติญญาและพลังงานที่ต้องรวมเป็หนึ่งเดียว
วินาทีนั้นเอง
เขาก็เข้าใจ
เพราะในขณะที่ผู้อื่นฝึกฝนเพื่อควบคุมพลัง หลอมรวมกับธรรมชาติ
เขากลับฝึกฝนเพื่อทำลายสิ่งเ่าั้ทั้งหมด แล้วจึงสร้างขึ้นใหม่ด้วยมือของตนเอง
เมื่อคิดได้เช่นนั้น หัวใจของหลัวหยางก็เต็มไปด้วยประกายแสงแห่งความมุ่งมั่น เปล่งประกายเหมือนดาวตกที่ทะลวงฟ้ากลางรัตติกาล
หลัวหยางไม่ลังเลอีกต่อไป มือของเขายกขึ้นขณะนั่งสมาธิ ปราณสีดำที่หมุนวนอยู่รอบตัวพลันรวมศูนย์เข้าสู่กลางอกอย่างรุนแรง มันไหลทะลักเข้าสู่ตันเถียนของเขา ราวกับแม่น้ำทั้งเจ็ดสายถูกบีบให้ไหลรวมกันเป็สายน้ำแห่งพลังที่ไร้ที่สิ้นสุด
ทำให้ตันเถียนของหลัวหยางได้เปลี่ยนแปลงโดยสมบูรณ์ มันไม่ใช่เพียงแหล่งสะสมพลัง แต่กลายเป็แก่นแห่งโกลาหลขนาดเล็กที่หมุนวนอยู่ภายใน ประหนึ่งจักรวาลย่อส่วนที่ไม่มีแก่นกลาง ทุกสิ่งหมุนรอบด้วยอำนาจแห่งความวุ่นวาย ไม่มีทิศทาง ไม่มีจุดสิ้นสุด
ในห้วงเวลานั้นเอง
ร่างของหลัวหยางที่นั่งอยู่กลางผืนดินพลันลืมตาขึ้นช้าๆ
ดวงตาคู่นั้นส่องประกายสองสี ดำและขาว และแดง พร้อมกับรัศมีพลังที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
“นี่คือ.. พลังอำนาจของคัมภีร์จักรพรรดิแห่งความโกลาหล!”