ในตึกไม้ที่มีเทียนขาวหลายร้อยเล่มจุดอย่างสว่างไสว
หญิงสาวในชุดแดงกำลังเดินตรงไปด้านหน้าด้วยอาการเร่งรีบ
เมื่อก้าวผ่านโถงทางเดินยาวมาก็พบเข้ากับห้องที่มีกระถางธูปยักษ์ตั้งเอาไว้
"ท่านอาหันอาจารย์ข้าอยู่หรือไม่" หญิงสาวชุดแดงถามชายวัยกลางคนท่าทางคล้ายบัณฑิตที่ยืนอยู่บริเวณกลางห้อง
"ท่านฉางหมิงไปจัดการเรื่องราวในดินแดนสีเขียวบัดนี้ยังไม่กลับขอรับ"ชายวัยกลางคนตอบอย่างนอบน้อม
เมื่อเห็นว่าผู้ที่อยากเข้าพบไม่อยู่หญิงสาวจึงหันหลังเตรียมจากไปด้วยความรีบร้อน
"คุณหนูเตียวฉานท่านถูกสั่งกักบริเวณอยู่นะขอรับ" ชายวัยกลางคนเริ่มใช้น้ำเสียงเข้มงวด
"หากอาจารย์กลับมาบอกท่านว่าศิษย์น้องเล็กยังมีชีวิตอยู่ข้าจะออกเดินทางไปยังห้าแคว้นที่เหลือเพื่อตามหาเขา"กล่าวจบร่างหญิงสาวก็หายไปจากห้องอย่างรวดเร็ว
ระหว่างออกมาใบหน้าที่เคยตึงเครียดของเธอก็มีรอยยิ้ม
ช่วงระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านหลังจากผ่านการหลบหนีการตามล่าของแม่เฒ่าตาบอดที่ทวีปทวีปวู้ดส์แลนด์ช่วงเวลานั้นอยู่ดีๆ ลูคัส เรน ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยทำให้ตนรู้สึกมืดแปดด้าน
จากการสันนิษฐานมีความเป็นไปได้สูงที่อีกฝ่ายจะถูกแม่เฒ่าหย่งฉือจับตัวไปกรณีเลวร้ายที่สุดลูคัสอาจถูกสังหารทิ้งไปแล้วก็เป็นได้ทำให้เตียวฉานเกือบถอดใจยกเลิกการค้นหา
ไม่นานนี้ตนกลับได้รู้สึกได้ถึงพลังของกระพรวนเซียนทองอย่างเลือนรางด้วยวิธีการพิเศษบางอย่างครั้งนั้นเตียวฉานสั่งให้กระพรวนเซียนทองยอมรับชายหนุ่มเป็นนายชั่วคราว
ทำให้คนอื่นไม่สามารถใช้งานของวิเศษชิ้นนี้ได้อย่างแน่นอนแม้จะเป็นหย่งฉือที่อยู่ในขอบขั้นกษัตริย์เองก็ตาม ตนจึงมั่นใจว่าต้องเป็น ลูคัสเรน ที่เปิดการใช้งานของกระพรวนเซียนทองเป็นแน่
"เขาอยู่ในทวีปฉางอัน"สายตาของเตียวฉานส่องประกายอย่างมีความหวัง
ณ ลานหินหมื่นปี สำนักแพรขาว
เข้าสู่ช่วงเวลากลางคืน ดวงจันทร์กลมโตส่องลงมาทำให้สถานที่นี้ยังสว่างอยู่
ใจกลางลานหินมีสองร่างที่ชุ่มไปด้วยโลหิตยืนแลกหมัดใส่กันด้วยความเร็วสูง
"ไม่ไหวอย่าฝืนน้องชาย"หม่าหลุนที่ชกเข้าแก้มซ้ายของอู๋เซี่ยนได้ตะโกนเสียงดัง
"แรงตกลงเยอะเลย พักกินข้าวก่อนไหมพี่ชาย"ชายร่างเล็กกว่าถ่มน้ำลายที่มีโลหิตปนอยู่ลงสู่พื้นพร้อมชกสวนออกไป
เริ่มต้นจากที่ทั้งสองต่อสู้กันด้วยความเคร่งขรึมตอนนี้ใบหน้าที่ชุ่มไปด้วยโลหิตกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ยิ่งนานเข้าลานหินแห่งนี้ก็ยิ่งแน่นขนัดไปด้วยศิษย์สตรีของสำนักแพรขาว
"พวกเขาสองคนกำลังยิ้ม นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน"ศิษย์หญิงที่เฝ้าดูอยู่ใกล้ที่สุดกล่าวด้วยสีหน้าไม่เชื่อ
"หากมีคนรักที่สู้เพื่อข้าแบบนี้บ้างก็คงจะดี"ศิษย์หญิงที่เฝ้ามองอยู่เริ่มมองสองร่างด้วยความหลงใหล
กุ้ยหลางตอนนี้กำลังรู้สึกตึงเครียดหลังจากพยายามจะไปเชิญอาวุโสมา แต่กลับไม่มีใครว่างสักคน อีกทั้งแม้เธอจะเกลี้ยกล่อมทั้งคู่เท่าไหร่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะมีใครยอมถอย
แกว๊ก ม้าอินทรีที่เป็นพาหนะของหม่าหลุนกำลังบินวนอยู่เหนือท้องนภาส่งเสียงร้องดังไปทั่วส่งผลให้ชายทั้งสองหยุดต่อสู้กันเสียดื้อๆ
"น้องชายอู๋เซี่ยนการต่อสู้ของพวกเราคงต้องยุติลงเพียงเท่านี้"
ด้วยสรรพนามเรียกขานที่เปลี่ยนไปนี้ทำให้ผู้คนที่ได้ยินคาดเดาไปต่างๆนานา อีกทั้งน้ำเสียงของอีกฝ่ายมันดูอ่อนลงราวกับเขายอมรับในตัวของอีกฝ่าย
"พี่ชายหม่าความจริงหมัดของท่านหนักมากหากโดนอีกสักร้อยครั้งข้าคงต้องกองลงไปกับพื้นเป็นแน่"เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ใช่คนใจแคบเขาก็พร้อมที่จะลดราวาศอกให้
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า อย่าถ่อมตัวไปเลยน้องชาย ข้าหม่าหลุนจะรอเลี้ยงสุราเจ้าที่งานชุมนุมเจดีย์ในเมืองฟ้าคำรณ"ชายร่างใหญ่ชนหมัดกับอู๋เซี่ยนก่อนจะหันหน้าไปหาทุกคน
"ศิษย์สำนักแพรขาวทุกท่านต้องขออภัยที่หม่าหลุนสร้างความเดือดร้อนตอนนี้ข้ามีธุระด่วนต้องรีบไปจัดการไว้พบกันใหม่"
กล่าวจบชายร่างใหญ่ก็หยิบชุดคลุมจากแหวนเก็บของมาสวมใส่แล้วกระโจนร่างขึ้นสู่ท้องนภาด้วยพละกำลังของเขาส่งผลให้หม่าหลุนลอยตัวสูงไปในอากาศมากกว่าหกเมตรเป็นจังหวะพอดีให้ม้าอินทรีนั้นโฉบร่างอีกฝ่ายบินจากไป
อู๋เซี่ยนที่ยืนมองอีกฝ่ายลับตาไปถึงกับต้องพยักหน้าแม้ตอนมาจะเปิดตัวดูล้นเกินไปหน่อยแต่ขากลับนั้นต้องยอมรับเลยว่าอีกฝ่ายทำได้ดีจริงๆ
"หม่าหลุนอัจฉริยะสำนักโลหิตตะวันข้ารักเขา"
"ฉากตอนกลับของเขาตราตรึงใจข้ายิ่งนัก"
"จะว่าไปชายตาสองสีนั่นก็ดูดีไม่เบา"
เสียงวิจารณ์ของศิษย์สตรีในสำนักแพรขาวดังไปทั่ว
"แล้วแบบนี้ใครเป็นผู้ชนะกันล่ะ"เฝิ่นเฟยหันไปถามจางยี่ด้วยความสงสัย
"น่าจะถือว่าเสมอ" จางยี่ตอบกลับ
อู๋เซี่ยนเองก็ไม่ได้สนใจผลลัพธ์เขาเดินออกจากลานหินหมื่นปีด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เพียงก้าวออกมาบาดแผลที่เคยมีก็เริ่มสมานตัวด้วยความเร็วสูงพลังปราณที่โดนสกัดกั้นถูกรอยสักจากชีพจรทั่วร่างปล่อยออกมาราวกับภูเขาไฟที่ระเบิดออก
กุ้ยหลางรวมถึงผู้คนมองการจากไปของอู๋เซี่ยนด้วยสายตาซับซ้อนแม้จะเป็นเพียงพลังกายที่แสดงออกมา แต่ผู้ฝึกตนด้วยกันย่อมดูออก ว่าอีกฝ่ายที่สามารถต่อกรกับราชันยุทธขั้นกลางอย่างหม่าหลุนได้ความแข็งแกร่งของเขานั้นไม่ธรรมดา
เมื่อถึงห้องอู๋เซี่ยนก็นั่งลงเพื่อตรวจสอบร่างกายของตนอย่างละเอียดสายตาของชายหนุ่มเบิกกว้างเพราะระดับการบ่มเพาะของเขาที่เคยอยู่จุดสูงสุดของเทพสงครามขั้นแปดขยับขึ้นมาเป็นเทพสงครามขั้นเก้าได้ในที่สุด อีกทั้งความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อทั่วร่างยังเพิ่มมาอีกด้วย
"ที่แท้ลานหินนั่นเป็นของวิเศษต้องขอบคุณหม่าหลุนที่เป็นคู่ซ้อมให้"
ตั้งแต่ตนลืมตาตื่นขึ้นในทวีปแห่งนี้ก็พบว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกับตนบางคนก็อยู่ในขอบขั้นราชันยุทธ ทำให้เขาไม่ได้รู้สึกหลงระเริงไประดับการบ่มเพาะที่มีในปัจจุบันนัก
ไม่นานนี้เนื้อหาคัมภีร์ร่างอมตะได้ผุดขึ้นในสมองกลับมาจนครบถ้วนแม้จะยังนึกไม่ออกว่าได้คัมภีร์นี้มาจากที่ใด แต่ก็ ทำให้สามารถทราบได้ว่าตอนนี้ตัวเองสำเร็จกายากระดูกทองคำไปเรียบร้อยแล้วในอาณาจักรพลังที่สี่
ดังนั้นก่อนที่จะถึงราชันยุทธตนต้องหลอมชีพจรถึงเก้ารอบตามที่คัมภีร์ร่างอมตะบอกเพื่อก้าวไปสู่"กายามังกร"
เพียงกายากระดูกทองคำ ความแข็งแกร่งทางกายก็เทียบได้กับราชันยุทธขั้นกลางทำให้ชายหนุ่มคาดหวังกับกายามังกรมากแต่เมื่อคำนวณแล้วว่าต้องใช้เวลานานเพียงใดอู๋เซี่ยนถึงถอนหายใจด้วยความปลง
"เห็นทีสัญญาสองปีของสามีภรรยาคู่นั้นข้าคงลำบากเป็นแน่"
สำหรับตงกุยนั้นตนมั่นใจว่าพอสามารถหายุทธวิธีมาจัดการอีกฝ่ายได้แต่เมื่อนึกถึงอินอินที่อยู่ในขอบขั้นจักรพรรดิฟ้าชายหนุ่มก็ส่ายศีรษะด้วยความจนปัญญา
"อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด" เขาพึมพำกับตนเอง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้น
ไม่นานจางยี่และเฝิ่นเฟยก็เข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
"พี่อู๋พวกเรามีเรื่องต้องคุยกันให้ชัดเจน" จางยี่เป็นคนแรกที่เอ่ยออกมา
"ข้ารู้น่าต่อไปจะไม่ก่อเรื่องอีก..."อู๋เซี่ยนรีบชิงพูดก่อนจะทำมือโบกบัดไปในอากาศ
"ครั้งก่อนเจ้าก็พูดเช่นนี้"เฝิ่นเฟยหรี่ตามองไปยังร่างในชุดขาว
คำพูดของคนทั้งสองทำให้ชายหนุ่มถึงกับหัวเราะแห้งๆ ออกมา
เพราะเมื่อคิดดูดีๆมันก็จริง ตั้งแต่พบจางยี่ตนก็สร้างปัญหาตลอดมาไมได้หยุดหย่อนเขาจึงเกรงใจน้องชายผู้นี้มากเป็นพิเศษ
หลังจากขอโทษขอโพยกันสักระยะก็มีแขกมาเยือนเป็นหญิงสาวผมดำใบหน้างดงามก้าวเข้ามาเพราะพวกเขาเปิดประตูอ้าเอาไว้
"ขออภัยที่เข้ามาโดยไม่ได้ขออนุญาตเจ้าสำนักมีคำสั่งเชิญตัวพวกท่านเข้าพบ" หญิงสาวกล่าวพร้อมมองไปยังร่างคนทั้งสามก่อนสายตาจะหยุดตรงที่อู๋เซี่ยน
ประโยคนี้ของกุ้ยหลางทำให้จางยี่และเฝิ่นเฟยมองมาที่อู๋เซี่ยนเป็นตาเดียวทำให้ชายหนุ่มก้มหน้าอย่างสำนึกผิด
หลังจากเห็นพฤติกรรมของคนทั้งสามกุ้ยหลางก็หลุดขำครั้งหนึ่ง
"วางใจเถอะอาวุโสเทพกระบี่ซ้ายก็รอพวกท่านอยู่ที่นั่นเช่นกันที่เรียกเข้าพบไม่น่าจะเรียกไปตำหนิ แต่เป็นเพราะมีเรื่องสำคัญอื่น"
ด้านนอกทั้งสามที่กำลังเดินตามหญิงสาวออกไปก็ไม่มีการสนทนากันเลย
ด้วยระยะทางที่ไกลพอสมควรทำให้ศิษย์สตรีเห็นพวกเขาได้ถนัดตาต่างพูดถึงเรื่องราวการประลองของชายทั้งสองที่มี
กุ้ยหลางเป็นสาเหตุ
"แม่นางกุ้ยหลางพอจะทราบหรือไม่ว่าที่เจ้าสำนักท่านเรียกเข้าพบนั้นเป็นเรื่องใด"อู๋เซี่ยนตัดสินใจถามออกไปเพื่อทำลายความเงียบ
"เรียนคุณชายอู๋ตามตรง กุ้ยหลางเองก็ไม่ทราบเช่นกัน"หญิงสาวตอบไปแบบไม่ปิดบัง เธอที่พึ่งถึงห้องตัวเองก็ทราบข่าวจากอาวุโสอีกทีจึงได้เป็นธุระมาตามพวกเขาไป
ยามค่ำคืน
สำนักแพรขาวประดับไปด้วยโคมไฟสีชมพูหวานสมกับเป็นสำนักของสตรีแต่ที่ต่างจากตอนกลางวันคือสถานที่รอบด้านกลับมีดอกไม้สีขาวประหลาดบานสะพรั่งตลอดทาง
อู๋เซี่ยนและจางยี่นั้นทำทีเป็นไม่ใส่ใจอะไรแต่ยังส่งข้อความเสียงคุยกันอยู่เป็นระยะ
ต่างจากเฝิ่นเฟยที่เดินชมทิวทัศน์ด้วยความสนอกสนใจอยู่ตลอดทาง
ในที่สุดคนทั้งสี่ก็หยุดตรงประตูไม้บานใหญ่
"กุ้ยหลางขอเข้าพบเจ้าสำนัก"
ผ่านไปสามลมหายใจประตูก็เปิดออกเอง
ทำให้เห็นทางเข้าสู่ตำหนักไม้หลังหนึ่งด้านในนี้ถูกตกแต่งไว้อย่างเรียบง่าย
เมื่อก้าวตรงไปไม่ไกลก็พบเข้ากับห้องโถงใหญ่กุ้ยหลาง จางยี่ และเฝิ่นเฟยถึงกับชะงักร่าง เมื่อเห็นว่าในห้องโถงนี้มีกลุ่มมากมายรวมตัวกันอยู่ทำให้อู๋เซี่ยนที่เดินตามหลังต้องหยุดตาม
"หยุดเดินกันทำไม"ชายหนุ่มส่งข้อความเสียงถามจางยี่
จางยี่เองก็รีบสงบสติอารมณ์ส่งข้อความเสียงกลับมา
"กลุ่มคนที่นั่งเรียงกันอยู่คือหกเทพยุทธ์ฉางอัน..."