เทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี

    ตอนที่ 156 เจ้าสำนักเรียกพบ


     

    ในตึกไม้ที่มีเทียนขาวหลายร้อยเล่มจุดอย่างสว่างไสว

     

    หญิงสาวในชุดแดงกำลังเดินตรงไปด้านหน้าด้วยอาการเร่งรีบ

     

    เมื่อก้าวผ่านโถงทางเดินยาวมาก็พบเข้ากับห้องที่มีกระถางธูปยักษ์ตั้งเอาไว้

     

    "ท่านอาหันอาจารย์ข้าอยู่หรือไม่" หญิงสาวชุดแดงถามชายวัยกลางคนท่าทางคล้ายบัณฑิตที่ยืนอยู่บริเวณกลางห้อง

     

    "ท่านฉางหมิงไปจัดการเรื่องราวในดินแดนสีเขียวบัดนี้ยังไม่กลับขอรับ"ชายวัยกลางคนตอบอย่างนอบน้อม

     

    เมื่อเห็นว่าผู้ที่อยากเข้าพบไม่อยู่หญิงสาวจึงหันหลังเตรียมจากไปด้วยความรีบร้อน

     

    "คุณหนูเตียวฉานท่านถูกสั่งกักบริเวณอยู่นะขอรับ" ชายวัยกลางคนเริ่มใช้น้ำเสียงเข้มงวด

     

    "หากอาจารย์กลับมาบอกท่านว่าศิษย์น้องเล็กยังมีชีวิตอยู่ข้าจะออกเดินทางไปยังห้าแคว้นที่เหลือเพื่อตามหาเขา"กล่าวจบร่างหญิงสาวก็หายไปจากห้องอย่างรวดเร็ว

     

    ระหว่างออกมาใบหน้าที่เคยตึงเครียดของเธอก็มีรอยยิ้ม

     

       ช่วงระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านหลังจากผ่านการหลบหนีการตามล่าของแม่เฒ่าตาบอดที่ทวีปทวีปวู้ดส์แลนด์ช่วงเวลานั้นอยู่ดีๆ ลูคัส เรน ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยทำให้ตนรู้สึกมืดแปดด้าน

     

       จากการสันนิษฐานมีความเป็นไปได้สูงที่อีกฝ่ายจะถูกแม่เฒ่าหย่งฉือจับตัวไปกรณีเลวร้ายที่สุดลูคัสอาจถูกสังหารทิ้งไปแล้วก็เป็นได้ทำให้เตียวฉานเกือบถอดใจยกเลิกการค้นหา

     

       ไม่นานนี้ตนกลับได้รู้สึกได้ถึงพลังของกระพรวนเซียนทองอย่างเลือนรางด้วยวิธีการพิเศษบางอย่างครั้งนั้นเตียวฉานสั่งให้กระพรวนเซียนทองยอมรับชายหนุ่มเป็นนายชั่วคราว

     

       ทำให้คนอื่นไม่สามารถใช้งานของวิเศษชิ้นนี้ได้อย่างแน่นอนแม้จะเป็นหย่งฉือที่อยู่ในขอบขั้นกษัตริย์เองก็ตาม ตนจึงมั่นใจว่าต้องเป็น ลูคัสเรน ที่เปิดการใช้งานของกระพรวนเซียนทองเป็นแน่

     

    "เขาอยู่ในทวีปฉางอัน"สายตาของเตียวฉานส่องประกายอย่างมีความหวัง

     

    ณ ลานหินหมื่นปี สำนักแพรขาว

     

    เข้าสู่ช่วงเวลากลางคืน ดวงจันทร์กลมโตส่องลงมาทำให้สถานที่นี้ยังสว่างอยู่

     

    ใจกลางลานหินมีสองร่างที่ชุ่มไปด้วยโลหิตยืนแลกหมัดใส่กันด้วยความเร็วสูง

     

    "ไม่ไหวอย่าฝืนน้องชาย"หม่าหลุนที่ชกเข้าแก้มซ้ายของอู๋เซี่ยนได้ตะโกนเสียงดัง

     

    "แรงตกลงเยอะเลย พักกินข้าวก่อนไหมพี่ชาย"ชายร่างเล็กกว่าถ่มน้ำลายที่มีโลหิตปนอยู่ลงสู่พื้นพร้อมชกสวนออกไป

     

    เริ่มต้นจากที่ทั้งสองต่อสู้กันด้วยความเคร่งขรึมตอนนี้ใบหน้าที่ชุ่มไปด้วยโลหิตกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

     

    ยิ่งนานเข้าลานหินแห่งนี้ก็ยิ่งแน่นขนัดไปด้วยศิษย์สตรีของสำนักแพรขาว

     

    "พวกเขาสองคนกำลังยิ้ม นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน"ศิษย์หญิงที่เฝ้าดูอยู่ใกล้ที่สุดกล่าวด้วยสีหน้าไม่เชื่อ

     

    "หากมีคนรักที่สู้เพื่อข้าแบบนี้บ้างก็คงจะดี"ศิษย์หญิงที่เฝ้ามองอยู่เริ่มมองสองร่างด้วยความหลงใหล

     

       กุ้ยหลางตอนนี้กำลังรู้สึกตึงเครียดหลังจากพยายามจะไปเชิญอาวุโสมา แต่กลับไม่มีใครว่างสักคน อีกทั้งแม้เธอจะเกลี้ยกล่อมทั้งคู่เท่าไหร่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะมีใครยอมถอย

     

    แกว๊ก ม้าอินทรีที่เป็นพาหนะของหม่าหลุนกำลังบินวนอยู่เหนือท้องนภาส่งเสียงร้องดังไปทั่วส่งผลให้ชายทั้งสองหยุดต่อสู้กันเสียดื้อๆ

     

    "น้องชายอู๋เซี่ยนการต่อสู้ของพวกเราคงต้องยุติลงเพียงเท่านี้"

     

       ด้วยสรรพนามเรียกขานที่เปลี่ยนไปนี้ทำให้ผู้คนที่ได้ยินคาดเดาไปต่างๆนานา อีกทั้งน้ำเสียงของอีกฝ่ายมันดูอ่อนลงราวกับเขายอมรับในตัวของอีกฝ่าย

     

    "พี่ชายหม่าความจริงหมัดของท่านหนักมากหากโดนอีกสักร้อยครั้งข้าคงต้องกองลงไปกับพื้นเป็นแน่"เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ใช่คนใจแคบเขาก็พร้อมที่จะลดราวาศอกให้

     

    "ฮ่า ฮ่า ฮ่า อย่าถ่อมตัวไปเลยน้องชาย ข้าหม่าหลุนจะรอเลี้ยงสุราเจ้าที่งานชุมนุมเจดีย์ในเมืองฟ้าคำรณ"ชายร่างใหญ่ชนหมัดกับอู๋เซี่ยนก่อนจะหันหน้าไปหาทุกคน

     

    "ศิษย์สำนักแพรขาวทุกท่านต้องขออภัยที่หม่าหลุนสร้างความเดือดร้อนตอนนี้ข้ามีธุระด่วนต้องรีบไปจัดการไว้พบกันใหม่"

     

       กล่าวจบชายร่างใหญ่ก็หยิบชุดคลุมจากแหวนเก็บของมาสวมใส่แล้วกระโจนร่างขึ้นสู่ท้องนภาด้วยพละกำลังของเขาส่งผลให้หม่าหลุนลอยตัวสูงไปในอากาศมากกว่าหกเมตรเป็นจังหวะพอดีให้ม้าอินทรีนั้นโฉบร่างอีกฝ่ายบินจากไป

     

       อู๋เซี่ยนที่ยืนมองอีกฝ่ายลับตาไปถึงกับต้องพยักหน้าแม้ตอนมาจะเปิดตัวดูล้นเกินไปหน่อยแต่ขากลับนั้นต้องยอมรับเลยว่าอีกฝ่ายทำได้ดีจริงๆ

     

    "หม่าหลุนอัจฉริยะสำนักโลหิตตะวันข้ารักเขา"

     

    "ฉากตอนกลับของเขาตราตรึงใจข้ายิ่งนัก"

     

    "จะว่าไปชายตาสองสีนั่นก็ดูดีไม่เบา"

     

    เสียงวิจารณ์ของศิษย์สตรีในสำนักแพรขาวดังไปทั่ว

     

    "แล้วแบบนี้ใครเป็นผู้ชนะกันล่ะ"เฝิ่นเฟยหันไปถามจางยี่ด้วยความสงสัย

     

    "น่าจะถือว่าเสมอ" จางยี่ตอบกลับ

     

    อู๋เซี่ยนเองก็ไม่ได้สนใจผลลัพธ์เขาเดินออกจากลานหินหมื่นปีด้วยสีหน้าเรียบเฉย

     

       เพียงก้าวออกมาบาดแผลที่เคยมีก็เริ่มสมานตัวด้วยความเร็วสูงพลังปราณที่โดนสกัดกั้นถูกรอยสักจากชีพจรทั่วร่างปล่อยออกมาราวกับภูเขาไฟที่ระเบิดออก

     

       กุ้ยหลางรวมถึงผู้คนมองการจากไปของอู๋เซี่ยนด้วยสายตาซับซ้อนแม้จะเป็นเพียงพลังกายที่แสดงออกมา แต่ผู้ฝึกตนด้วยกันย่อมดูออก ว่าอีกฝ่ายที่สามารถต่อกรกับราชันยุทธขั้นกลางอย่างหม่าหลุนได้ความแข็งแกร่งของเขานั้นไม่ธรรมดา

     

       เมื่อถึงห้องอู๋เซี่ยนก็นั่งลงเพื่อตรวจสอบร่างกายของตนอย่างละเอียดสายตาของชายหนุ่มเบิกกว้างเพราะระดับการบ่มเพาะของเขาที่เคยอยู่จุดสูงสุดของเทพสงครามขั้นแปดขยับขึ้นมาเป็นเทพสงครามขั้นเก้าได้ในที่สุด อีกทั้งความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อทั่วร่างยังเพิ่มมาอีกด้วย

     

    "ที่แท้ลานหินนั่นเป็นของวิเศษต้องขอบคุณหม่าหลุนที่เป็นคู่ซ้อมให้"

     

       ตั้งแต่ตนลืมตาตื่นขึ้นในทวีปแห่งนี้ก็พบว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกับตนบางคนก็อยู่ในขอบขั้นราชันยุทธ ทำให้เขาไม่ได้รู้สึกหลงระเริงไประดับการบ่มเพาะที่มีในปัจจุบันนัก

     

       ไม่นานนี้เนื้อหาคัมภีร์ร่างอมตะได้ผุดขึ้นในสมองกลับมาจนครบถ้วนแม้จะยังนึกไม่ออกว่าได้คัมภีร์นี้มาจากที่ใด แต่ก็ ทำให้สามารถทราบได้ว่าตอนนี้ตัวเองสำเร็จกายากระดูกทองคำไปเรียบร้อยแล้วในอาณาจักรพลังที่สี่

     

       ดังนั้นก่อนที่จะถึงราชันยุทธตนต้องหลอมชีพจรถึงเก้ารอบตามที่คัมภีร์ร่างอมตะบอกเพื่อก้าวไปสู่"กายามังกร"

     

       เพียงกายากระดูกทองคำ ความแข็งแกร่งทางกายก็เทียบได้กับราชันยุทธขั้นกลางทำให้ชายหนุ่มคาดหวังกับกายามังกรมากแต่เมื่อคำนวณแล้วว่าต้องใช้เวลานานเพียงใดอู๋เซี่ยนถึงถอนหายใจด้วยความปลง

     

    "เห็นทีสัญญาสองปีของสามีภรรยาคู่นั้นข้าคงลำบากเป็นแน่"

     

       สำหรับตงกุยนั้นตนมั่นใจว่าพอสามารถหายุทธวิธีมาจัดการอีกฝ่ายได้แต่เมื่อนึกถึงอินอินที่อยู่ในขอบขั้นจักรพรรดิฟ้าชายหนุ่มก็ส่ายศีรษะด้วยความจนปัญญา

     

    "อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด" เขาพึมพำกับตนเอง

     

    ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้น

     

    ไม่นานจางยี่และเฝิ่นเฟยก็เข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

     

    "พี่อู๋พวกเรามีเรื่องต้องคุยกันให้ชัดเจน" จางยี่เป็นคนแรกที่เอ่ยออกมา

     

    "ข้ารู้น่าต่อไปจะไม่ก่อเรื่องอีก..."อู๋เซี่ยนรีบชิงพูดก่อนจะทำมือโบกบัดไปในอากาศ

     

    "ครั้งก่อนเจ้าก็พูดเช่นนี้"เฝิ่นเฟยหรี่ตามองไปยังร่างในชุดขาว

     

    คำพูดของคนทั้งสองทำให้ชายหนุ่มถึงกับหัวเราะแห้งๆ ออกมา

       เพราะเมื่อคิดดูดีๆมันก็จริง ตั้งแต่พบจางยี่ตนก็สร้างปัญหาตลอดมาไมได้หยุดหย่อนเขาจึงเกรงใจน้องชายผู้นี้มากเป็นพิเศษ

     

       หลังจากขอโทษขอโพยกันสักระยะก็มีแขกมาเยือนเป็นหญิงสาวผมดำใบหน้างดงามก้าวเข้ามาเพราะพวกเขาเปิดประตูอ้าเอาไว้

     

    "ขออภัยที่เข้ามาโดยไม่ได้ขออนุญาตเจ้าสำนักมีคำสั่งเชิญตัวพวกท่านเข้าพบ" หญิงสาวกล่าวพร้อมมองไปยังร่างคนทั้งสามก่อนสายตาจะหยุดตรงที่อู๋เซี่ยน

     

       ประโยคนี้ของกุ้ยหลางทำให้จางยี่และเฝิ่นเฟยมองมาที่อู๋เซี่ยนเป็นตาเดียวทำให้ชายหนุ่มก้มหน้าอย่างสำนึกผิด

     

    หลังจากเห็นพฤติกรรมของคนทั้งสามกุ้ยหลางก็หลุดขำครั้งหนึ่ง

     

    "วางใจเถอะอาวุโสเทพกระบี่ซ้ายก็รอพวกท่านอยู่ที่นั่นเช่นกันที่เรียกเข้าพบไม่น่าจะเรียกไปตำหนิ แต่เป็นเพราะมีเรื่องสำคัญอื่น"

     

    ด้านนอกทั้งสามที่กำลังเดินตามหญิงสาวออกไปก็ไม่มีการสนทนากันเลย

     

       ด้วยระยะทางที่ไกลพอสมควรทำให้ศิษย์สตรีเห็นพวกเขาได้ถนัดตาต่างพูดถึงเรื่องราวการประลองของชายทั้งสองที่มี
    กุ้ยหลางเป็นสาเหตุ

     

    "แม่นางกุ้ยหลางพอจะทราบหรือไม่ว่าที่เจ้าสำนักท่านเรียกเข้าพบนั้นเป็นเรื่องใด"อู๋เซี่ยนตัดสินใจถามออกไปเพื่อทำลายความเงียบ

     

    "เรียนคุณชายอู๋ตามตรง กุ้ยหลางเองก็ไม่ทราบเช่นกัน"หญิงสาวตอบไปแบบไม่ปิดบัง เธอที่พึ่งถึงห้องตัวเองก็ทราบข่าวจากอาวุโสอีกทีจึงได้เป็นธุระมาตามพวกเขาไป

     

    ยามค่ำคืน

     

       สำนักแพรขาวประดับไปด้วยโคมไฟสีชมพูหวานสมกับเป็นสำนักของสตรีแต่ที่ต่างจากตอนกลางวันคือสถานที่รอบด้านกลับมีดอกไม้สีขาวประหลาดบานสะพรั่งตลอดทาง

     

    อู๋เซี่ยนและจางยี่นั้นทำทีเป็นไม่ใส่ใจอะไรแต่ยังส่งข้อความเสียงคุยกันอยู่เป็นระยะ

     

    ต่างจากเฝิ่นเฟยที่เดินชมทิวทัศน์ด้วยความสนอกสนใจอยู่ตลอดทาง

     

    ในที่สุดคนทั้งสี่ก็หยุดตรงประตูไม้บานใหญ่

     

    "กุ้ยหลางขอเข้าพบเจ้าสำนัก"

     

    ผ่านไปสามลมหายใจประตูก็เปิดออกเอง

     

    ทำให้เห็นทางเข้าสู่ตำหนักไม้หลังหนึ่งด้านในนี้ถูกตกแต่งไว้อย่างเรียบง่าย

     

       เมื่อก้าวตรงไปไม่ไกลก็พบเข้ากับห้องโถงใหญ่กุ้ยหลาง จางยี่ และเฝิ่นเฟยถึงกับชะงักร่าง เมื่อเห็นว่าในห้องโถงนี้มีกลุ่มมากมายรวมตัวกันอยู่ทำให้อู๋เซี่ยนที่เดินตามหลังต้องหยุดตาม

     

     "หยุดเดินกันทำไม"ชายหนุ่มส่งข้อความเสียงถามจางยี่

     

    จางยี่เองก็รีบสงบสติอารมณ์ส่งข้อความเสียงกลับมา

     

    "กลุ่มคนที่นั่งเรียงกันอยู่คือหกเทพยุทธ์ฉางอัน..."


    คล้ายกับเรื่องเทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี ที่คุณอ่าน

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    [จบ] บันทึกตำนานราชันอหังการ

    [จบ] บันทึกตำนานราชันอหังการ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.22M 3696
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล)

    ระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    271K 1043
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    791K 1635
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    เทพกระบี่เงาสังหาร

    เทพกระบี่เงาสังหาร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    717K 554