“นวลจ๊ะ ฝากกลิ่นจันทร์ด้วยนะ หาข้าวให้กินด้วย” แก้วจันตาหันไปบอกอีนวลที่นั่งมองกลิ่นจันทร์ด้วยความสมเพชเวทนา ก่อนจะพยักหน้ารับคำแล้วเร่งพยุงร่างของกลิ่นจันทร์กลับเไปยังเรือนคนใช้
“เอ็ง เร่งเตรียมยาสมุนไพรมาไว้ ประเดี๋ยวข้าจะใช้รักษาลูกข้า” หลังจากกลิ่นจันทร์พ้นเรือนไป คุณเอื้องฟ้าจึงหันไปสั่งบ่าวรับใช้อีกคนด้วยน้ำเสียงเข้ม สถานการณ์เริ่มคลี่คลายบ่าวไพร่ที่เหลือ ต่างแยกย้ายกันกลับเข้าที่พัก
“ไปผลัดเสื้อผ้าใหม่กันเสีย แล้วออกมารับข้าว หิวกันมากแล้วใช่ฤาไม่” คุณเอื้องฟ้าหันกลับมาใช้น้ำเสียงนุ่มนวลกับทั้งสองที่เปียกปอนไปด้วยน้ำ แม้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนจะกลับมาพร้อมกับอาการบาดเจ็บ หากแต่ทำให้คุณเอื้องฟ้าเบาใจเป็นอย่างมากที่ไม่ได้เกิดการสุูญเสียตามที่กังวล
“กินเสียเถิด เหลืออยู่เพียงเท่านี้ พวกนังสามันซัดกันหมดเกลี้ยง” นวลยกข้าวเปล่าหนึ่งถ้วยมาไว้ให้ ก่อนจะยกขาข้างหนึ่งชันขึ้น แล้วเลื่อนสายตามองกลิ่นจันทร์ด้วยความสมเพชเวทนา แสงไฟสีส้มอ่อนจากคบไฟนอกชายคา พอให้นวลสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างจากกลิ่นจันทร์
“เป็นอันใดอีก หน้าตาห่อเหี่ยว เจ็บแผลรึ” นวลถามพร้อมกับเอื้อมมือไปจับใบหน้าของกลิ่นจันทร์ เพื่อสำรวจรอยแผลช้ำสีแดงระเรื่อ ขึ้นเป็นริ้วฝ่ามืออย่างชัดเจน พลางถอนหายใจออกมาหนึ่งครั้งก่อนจะลุกขึ้นไปหายามาทาให้ คนเจ็บเลื่อนสายตามองตามนวลด้วยดวงตาเศร้าสร้อย ไม่รู้ว่าตัวทำผิดอันใดจึงได้เป็นที่เกลียดชังของบรรดาเจ้านายอย่างคุณเอื้องฟ้าและคุณพระพายเช่นนั้น พลางเริ่มมีน้ำตาเอ่อขึ้นมา นั่งคู้เข่าแล้วกอดตัวเองอย่างสิ้นหวัง
“หากไม่มีเงินมาไถ่ ข้าจักต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิตฤาไม่พี่นวล”
“ก็เป็นไปตลอด ดูข้าเป็นตัวอย่าง แม่เอาข้ามาขายตั้งแต่ยังเล็ก รับปากว่าจะเร่งหาเงินมาไถ่ตัวข้าออกจากเรือนนี้ จนถึงบัดนี้ ก็หาได้มีเงินมาไถ่ ดูดูแล้วเห็นทีต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิตนั่นแหละ” นวลพูดอย่างไม่อ้อมค้อมเพื่อให้หญิงสาวที่กำลังท้อแท้ยอมรับความจริงให้เร็วที่สุด พลางเอาลูกประคบบดลงไปบนรอยแผลช้าๆ นวลเข้าใจความรู้สึกของกลิ่นจันทร์เป็นอย่าง ดีว่าเธอรู้สึกเจ็บช้ำเพียงใด สภาพเช่นนี้ไม่ต่างจากตอนที่เธอเข้ามาเป็นทาสใหม่ๆ หล่อนใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะทำใจยอมรับได้ว่า ตัวเป็นทาสไร้ซึ่งอิสรภาพไปแล้ว
“น้ำตาช่วยอันใดเจ้ามิได้ดอกหนา ข้าวนี่ต่างหาก” นวลเลื่อนถ้วยข้าวให้กลิ่นจันทร์อีกครั้ง แม้เป็นเพียงข้าวเปล่าไร้รสชาติ แต่อย่างน้อยมันจะช่วยบรรเทาความหิวของเธอได้ หญิงสาวมองดูถ้วยข้าวสีขุ่นตรงหน้าก่อนจะปาดน้ำตาแล้วยอมกินแต่โดยดี มือบางบรรจงปั้นข้าวแล้วใส่ปากพร้อมกับหยดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม
“เจ้าต้องกินข้าวให้มากรู้ฤาไม่ อีกไม่กี่เพลาก็จักถึงวันแต่ง พี่มิอยากให้เจ้าสาวของพี่ต้องผอมแห้งแรงน้อย” นายหาญป้อนข้าวหญิงสาวด้วยความรัก ก่อนจะปล่อยยิ้มออกมาอย่างอบอุ่น เพียงแค่ย้อนนึกถึงชายคนรักทำให้หัวใจยิ่งเจ็บปวดเกินพรรนณา
เช้าวันรุ่งขึ้นพระพายและแก้วจันตา เข้ามารับอาหารเช้าที่พวกบ่าวไพร่จัดหามาประเคนให้ ในสำรับนั้นมีน้ำพริกปลาทอด รวมถึงแกงอีกสองอย่างจัดตบแต่งด้วยฝีมือที่ประณีต
“แม่ข้าล่ะ” พระพายถามหาคุณเอื้องฟ้าจากบ่าวที่นำสำรับมาให้
“คุณเอื้องฟ้ารับอาหารไปแล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้คุมพวกนางรำอยู่ใต้ถุนเรือนเจ้าค่ะ”
หลังจากที่พระพายและแก้วจันตารับอาหารเช้าเสร็จสิ้น จึงพากันมาหาคุณเอื้องฟ้าที่กำลังคุมการรำของเหล่านางรำ ใต้เรือนใหญ่ เสียงดนตรีดังกึกก้องบรรเลงอย่างไพเราะ เป็นภาพที่แก้วจันตาเริ่มคุ้นชิน ไม่ได้มีอาการตื่นเต้นเหมือนเช่นวันก่อน หญิงสาวที่ซ่อนความแก่นแก้วเอาไว้ เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่กลับเรียบร้อยดังผ้าพับไว้ เธอกวาดสายตามองหากลิ่นจันทร์ในหมู่นางรำชุดนี้ หากแต่ไม่พบจึงขมวดคิ้วสงสัย แล้วหันไปกระซิบกระซาบกับชายหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านข้าง
“คุณพี่เจ้าคะ ช่วยน้องมองหากลิ่นจันทร์อีกแรง น้องมองหานางไม่เจอเจ้าค่ะ” หญิงสาวใช้มือป้องปากไว้ ก่อนจะหันกลับไป ทำเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ไม่พบ นางไม่ได้อยู่ที่นี่” ชายหนุ่มมองหาอย่างถี่ถ้วนแล้วกระซิบตอบกลับ แต่นั่นไม่ได้พ้นสายตาอันเฉียบคมของคุณเอื้องฟ้าไปแม้แต่น้อย หญิงชรายกพัดขึ้นมาพัดเบาๆ พลางเชิดหน้าขึ้นอย่างรู้ทันเด็กทั้งสอง
“กลิ่นจันทร์มันป่วย มิต้องมองหากันดอก อีนวลมันแจ้งข้าเมื่อครู่”
“ป่วยรึเจ้าค่ะคุณป้า” แก้วจันตารีบพุ่งตัวเข้าไปหาหญิงชราอย่างลืมเนื้อลืมตัว แล้วจะหันมองหน้าพระพายด้วยความกังวลใจ คุณเอื้องฟ้าเหลือบมองกิริยาของแก้วจันตาที่แสดงออกว่าเป็นห่วงบ่าวไพร่จนเกินงาม พลางชักสีหน้าพร้อมกับพัดในมือแกว่งแรงขึ้น