ราตรีที่แสนสุข
การถูกจับได้แบบนี้ทำให้กัสเขินไม่ใช่เล่นแต่เขาก็พยายามฝืนตัวเองด้วยการทุ่มสมาธิไปกับการนวดดินเพื่อแยกเศษหินออกจากดินเหนียวอย่างตั้งใจ
น้องสาวทั้งสองที่หน้าแดงก่ำก็พยายามทำเป็มองไม่เห็นและพยายามลืมอยู่เหมือนกันทำให้บรรยากาศระหว่างกัสและน้องดูกระอักกระอ่วนอยู่บ้างเล็กน้อย
สำหรับกัสนั้นหลังจากตั้งสติได้เขาก็สงบลงได้อย่างรวดเร็วเขาทุ่มพลังเวททั้งหมดไปกับการนวดดินปรับสภาพดินและกำจัดสิ่งปนเปื้อนที่ไม่้าออกไปจากดินอย่างตั้งใจ
ด้วยการใช้เวทมนตร์ผสมผสานกับทักษะที่ฝึกฝนมาจากชีวิตก่อนกัสสามารถทำบ่อดินแข็งเพื่อใช้ในการเตรียมดินเหนียวได้ไม่ยาก
ทว่าพลังเวทของกัสในตอนนี้ออกจะน้อยเกินไปบ้างทำให้เขาไม่สามารถนวดดินทั้งกองได้พร้อมกันและทำได้เพียงแบ่งดินออกมา1 ใน 5 ของทั้งหมดและนวดจนได้ที่ก่อนจะเก็บมันใส่ถังไม้เอาไว้
หลังจากนวดดินได้ถังหนึ่งบ่อน้ำก็ว่างพอดีน้องสาวทั้งห้าที่อาบน้ำจนตัวขาวใสก็พากันไปเตรียมอาหารเที่ยงอย่างตั้งใจ
พอเห็นแบบนั้นกัสก็เลยอาบน้ำบ้างด้วยความที่เป็ผู้ชายกัสย่อมไม่มีความจำเป็ต้องอายอะไรเขาถอดเสื้อผ้าจนเหลือเพียงกางเกงตัวเดียวแล้วราดน้ำอย่างเมามัน
แต่ก็มีปัญหาอยู่เล็กน้อยตรงที่เขาไม่ได้หยิบอุปกรณ์อาบน้ำมาเลยล้างตัวได้ลำบากสักหน่อยในขณะที่กัสกำลังพยายามถูหลังตัวเองอยู่นั้น เขาก็ััได้ถึงฝ่ามือเล็กๆที่ัักับหลังของเขา
“ห..ให้ข้าช่วยนะคะท่านกัส”
กัสเลิกคิ้วเล็กน้อยพลางมองกลับไปด้านหลังจนเห็นใบหน้าที่แดงระเรื่อของเด็กสาวผมทองและผ้าชุบน้ำผืนหนึ่งที่อยู่ในมือของเธอ
เห็นแบบนั้นกัสก็พยักหน้ารับเขาไม่รังเกียจอยู่แล้วสำหรับการปรนนิบัติแบบนี้และออกจะชอบใจด้วยซ้ำที่มีคนมาช่วยถูหลังแบบนี้
ด้วยการช่วยเหลือของเด็กสาวผมทองไม่นานนักกัสก็อาบน้ำจนสะอาดจากนั้นจึงสวมใส่เสื้อผ้าชุดใหม่แล้วไปกินข้าวร่วมกับน้องสาวที่ยังพยายามหลบสายตาของกัสอยู่ตลอด
กัสเองก็ยิ้มน้อยๆให้กับน้องสาวและเด็กสาวผมทองทั้งสามจากนั้นก็นั่งนิ่งไปชั่วขณะเมื่อคิดถึงสิ่งที่เขาอยากจะพูดกับน้องๆ และเด็กสาวทั้งสาม
“พวกเราอยู่ด้วยกันมาพักหนึ่งแล้วสินะ..ทำงานด้วยกันมาหลายวันแล้ว”
ประเด็นที่เปิดขึ้นมาแบบไม่มีต้นสายปลายเหตุนี้ทำให้ทุกคนประหลาดใจและสับสนเด็กสาวทั้งห้าเงยหน้าขึ้นมาจากจานของตัวเองและมองมาที่กัสด้วยความประหลาดใจ
“พวกเ้าคิดว่าลำบากไหม..เวลาพวกเราอยู่ด้วยกันแล้วอยากที่จะเรียกกันและกัน..”
สายตาของกัสมองไปยังเด็กสาวทั้งสามชื่อของพวกเธอนั้นถูกแทนด้วยรหัสและตัวเลขมันเป็สิ่งที่บ่งบอกตัวตนของพวกเธอก็จริงอยู่
แต่ในสายตาของกัสนั่นมันไม่ใช่ชื่อที่น่าใช้เลยและมันทำให้เขาไม่รู้ว่าจะเรียกพวกเธอว่าอะไรดีจะเรียกด้วยตัวเลขก็ทำให้เขารู้สึกไม่ดีอยู่บ้างแต่จะเรียกโดยไม่เจาะจงมันก็ดูห่างเหินจนเกินไป
สีหน้าของเด็กสาวผมทองทั้งสามเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยพวกเธอเข้าใจความหมายที่กัส้าสื่อแล้วทำให้แต่ละคนมีสีหน้าแปลกๆเกิดขึ้นและมีร่องรอยของความตื่นเต้นยินดีอยู่ภายใน
“ในฐานะของเ้านาย..ข้าคิดว่าข้ามีสิทธิ์ตั้งชื่อให้พวกเ้าได้..เพราะฉะนั้นนับจากนี้ข้าจะเรียกพวกเ้าว่าอิจิโกะ นิโกะและซันโกะ”
ดวงตาสีดำที่สดใสทอประกายพราวระยับขึ้นมาทันทีเด็กสาวทั้งสามที่ได้รับชื่อจากกัสนั้นเต็มไปด้วยความยินดีอย่างสุดซึ้ง
แม้ว่าชื่อนี้จะมีความหมายที่เรียบง่ายแต่มันก็เป็ชื่อที่ตั้งขึ้นมาจากภาษาของผู้กล้า สำหรับเด็กสาวทั้งสามนี้เป็ของขวัญที่ดีที่สุดที่พวกเธอเคยได้รับมาตลอดทั้งชีวิตของพวกเธอ
น้ำตาสองสายไหลรินออกมาจากดวงตาของเด็กสาวเสียงสะอื้นจากความยินดีดังออกมาเบาๆ ทำให้น้องสาวของกัสเริ่มรู้สึกอิจฉาขึ้นมาบ้างแต่ก็ยังแสดงความยินดีกับทั้งสามจากใจจริง
“ดีใจด้วยนะ อิจิโกะ นิโกะ ซันโกะ..”
“ดีใจด้วยนะ ในที่สุดพวกเ้าก็มีชื่อแล้ว! วันนี้ต้องฉลองหน่อยแล้ว!!”
พูดจบแล้วน้องสาวคนเล็กของกัสก็โผเข้าไปเกาะแขนกัสแล้วออดอ้อนร้องขอเบียร์ทันทีกัสเองก็เห็นด้วยและตัดสินใจใช้ DP ที่มีอยู่ซื้อเบียร์ถังเล็กมาฉลอง
งานเลี้ยงฉลองเล็กๆไม่ได้เริ่มต้นขึ้นในทันทีเพราะเวลานี้ยังเป็่เที่ยง ทุกคนยังมีงานเหลืออยู่
กัสเองก็ซื้อของกินสำหรับงานเลี้ยงฉลองมาไว้อย่างเต็มที่เท่าที่DP ของเขาเหลือพอที่จะซื้อจากนั้นเก็บทุกอย่างเอาไว้ในบ้านและไปทำงานของเขาต่อ
เด็กสาวทั้งสามคนหลังจากได้ชื่อแล้วก็มีท่าทีที่กระตือรือร้นมากกว่าเดิมหลายเท่าท่าทีที่มุ่งมั่นที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาและความนับเทิดทูนบูชาที่มากล้นยามมองมาที่กัส
ปฏิกิริยาตอบสนองของเด็กสาวทั้งสามทำให้กัสรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวในชีวิตก่อนเขาเองก็ให้ชื่อกับพวกเธอเช่นกัน เพียงแต่กว่าที่เขาจะตั้งชื่อให้ก็ผ่านไปนานเกือบ3 ปีแล้ว เขาถึงจะนึกขึ้นได้และเอาภาษาของผู้กล้ามาตั้งชื่อให้กับพวกเธอ
ครั้งนั้นเด็กสาวทั้งสามไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้วแต่เป็หญิงสาวที่ผ่านโลกมามาก ผ่านความลำบากต่างๆนานาและทำงานหนักเพื่อเขามามากต่อมากในตอนนั้นเขาตั้งชื่อให้พวกเธอก็เพราะความโศกเศร้าจากการสูญเสียน้องสาวคนเล็กไป
ปฏิกิริยาตอบสนองของพวกเธอในวันนั้นเทียบไม่ได้เลยกับวันนี้ในครั้งนั้นพวกเธอกล่าวขอบคุณเขาจากใจจริงแต่ไม่มีเลยที่จะหลั่งน้ำตาด้วยความปลาบปลื้มยินดีเช่นนี้และไม่ได้มองเขาด้วยสายตาที่เทิดทูนบูชาแบบนี้ด้วย
คิดแล้วกัสก็รู้สึกว่าคุ้มที่เขาตัดสินใจให้ชื่อกับพวกเธอในตอนนี้เพราะนอกจากจะทำให้เด็กสาวทั้งสามมีใจที่จะทำงานมากขึ้นแล้วพวกเธอยังมีความสุขมากด้วย
บรรยากาศแห่งความสุขที่แผ่ขยายไปทั่วดินแดนเล็กๆแห่งนี้ทำให้ทุกคนทำงานอย่างสนุกสนานจนลืมความเหนื่อย
กัสเองก็ฟื้นฟูพลังเวทมาได้บางส่วนก็เริ่มนวดดินต่อจนจัดการดินไปอีก2 ใน 5 ทำให้กองดินเหนียวที่ขุดขึ้นมาลดลงไปมาก
ส่วนดินที่กัสจัดการจนเสร็จแล้วเขาก็ตัดสินใจทิ้งเอาไว้ก่อนเพื่อให้ดินผสานตัวกันเป็เนื้อเดียวและก็ไม่ลืมที่จะพรมน้ำลงไปเล็กน้อยเพื่อรักษาความชื้นของมันเอาไว้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมจากข้อมูลที่ศึกษามาได้
ใน่ที่กัสทำการนวดดินอยู่นั้นเขาก็ไม่ได้ปล่อยให้เด็กสาวทั้งห้าอยู่เฉยแต่มอบหมายหน้าที่เก็บกิ่งไม้ท่อนไม้จากในป่าให้กับพวกเธอเป็การเตรียมเชื้อเพลิงในการเผาดินเหนียวเหล่านี้
ส่วนเื่ที่จะใช้ดินเหนียวเหล่านี้ทำอะไรนั้นกัสยังไม่ได้บอกใครเพราะว่าตัวเขาเองก็ยังวางแผนการขั้นสุดท้ายไม่เสร็จดี
หลังจากทำงานหนักมาตลอดทั้งวันเด็กสาวทั้งห้าก็อาบน้ำอีกครั้งใน่เย็นของวันที่บ่อน้ำที่เดิมซึ่งทำให้กัสได้มีโอกาสแอบมองอยู่ห่างๆในขณะที่กำลังนวดดินอยู่
คราวนี้เด็กสาวทั้งห้าเหมือนจะจงใจอาบให้เขาดูเลยด้วยซ้ำพวกเธอไม่ได้คิดที่จะปิดอะไรอีก แถมยังหน้าแดงก่ำกันหมดทำให้กัสเริ่มรู้สึกเกรงใจที่จะแอบดูขึ้นมาบ้างเล็กน้อย
แต่สุดท้ายก็ยังแอบดูั้แ่ต้นจนจบจนทำให้เขาคอแห้งไปหมด
พอถึงคราวกัสอาบน้ำเด็กสาวทั้งห้าคนก็ไปทำอาหารเย็นสำหรับงานฉลองเล็กๆของพวกเขาเสียหมด กัสเลยต้องอาบน้ำคนเดียวอย่างยากลำบากและเสียเวลาไปไม่น้อยกว่าจะอาบเสร็จ
หลังจากอาบน้ำแต่งตัวจนเสร็จกัสก็กลับไปที่บ้านไปร่วมงานฉลองเล็กๆ ของเด็กสาวทั้งสามที่ได้ชื่อ
อิจิโกะอิจิที่มีความหมายว่า หนึ่ง เป็ชื่อง่ายๆ ที่เหมือนกับการใช้ตัวเลขแต่ก็เติมคำว่า‘โกะ’ ลงไปทำให้ดูเป็ชื่อของเด็กสาวขึ้นมาหน่อยกัสตั้งให้กับเด็กสาวที่มีหมายเลขน้อยที่สุด บี7153ซึ่งมีลำดับสูงสุดในกลุ่มของเด็กสาวทั้งสามคน
นิโกะนิที่มีความหมายว่าสอง ก็เป็เช่นเดียวกับอิจิโกะที่เติม ‘โกะ’ ลงไปให้ดูเป็ชื่อเท่านั้นตั้งให้บี7154
ซันโกะซันที่มีความหมายว่าสาม ก็เป็เหมือนกับสองคนแรก ตั้งให้ บี7155
พูดไปแล้วชื่อที่เขาตั้งให้เด็กสาวทั้งสามคนนี้เป็ชื่อที่ง่ายและไม่มีความหมายพิเศษอะไรเลยแต่สำหรับเด็กสาวทั้งสามแล้วเพียงเท่านี้ก็มากเกินพอสำหรับพวกเธอแล้ว
ความหมายของชื่อนั้นเด็กสาวทั้งสามคนแทบจะไม่เข้าใจเลยทว่าน้องสาวของกัสยังพอเข้าใจและรู้ว่ามันคือตัวเลข
แต่ถึงจะเป็ชื่อที่มีความหมายที่เรียบง่ายแค่ไหนก็ตามทีมันก็ยังทำให้น้องสาวทั้งสองของกัสรู้สึกอิจฉาขึ้นมาอยู่ดี
ทว่าพวกเธอก็พูดอะไรไม่ได้และก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดหรือไม่อีกด้วยเนื่องจากธรรมเนียมของเผ่าอสูรที่จะตั้งชื่อได้ก็ต่อเมื่ออายุ15 เท่านั้น
นอกเหนือจากนั้นก็ต้องมีข้อยกเว้นเฉพาะบุคคลในกรณีที่แสดงพร์ออกมาอย่างโดดเด่นหรือไม่ก็คนที่มีพรศักดิ์สิทธิ์ที่เปรียบได้กับพร์ที่กลายเป็รูปธรรมจึงสามารถตั้งชื่อที่เหมาะสมได้ในทันที
ตัวอย่างก็เช่นกัสที่ได้ชื่อมาจากกลัทโทนี่ หนึ่งในตำนานของบาปแห่งความตะกละในตำนานจากโลกของผู้กล้าซึ่งเป็หนึ่งในเื่เล่าที่ถูกบันทึกเอาไว้ในตระกูล
ในความเป็จริงหากไม่ใช่ว่าหนึ่งในนางพญาอสูรได้รับชื่อกัสโทนี่มาจากบรรพชนแล้วละก็กัสเองก็คงได้ชื่อนั้นมาด้วยเช่นกันไม่เพี้ยนจนกลายเป็กัสโทนีย่าอย่างที่เขามีในตอนนี้แน่
แม้จะยอมรับในธรรมเนียมที่มีมานานหลายพันปีของเผ่าอสูรแต่เด็กสาวก็ยังเป็เด็กสาวยังมีความอิจฉาและริษยาอยู่บ้างไม่น้อย
หลังจากกัสตั้งชื่อให้เด็กสาวผมทองทั้งสามแล้วน้องสาวของเขาก็มักจะมองมาทางเขาบ่อยๆด้วยท่าทีที่วาดหวังทำให้กัสอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาบางๆ และทำเป็มองไม่เห็นเพื่อไม่ให้ความหวังกับพวกเธอมากจนเกินไป
ใจจริงกัสเองก็ใช่ว่าจะไม่คิดมอบชื่อให้กับน้องสาวทว่าธรรมเนียมของเผ่าอสูรเป็สิ่งที่ถูกยึดมั่นมานานต่อให้เขาอยากตั้งให้พวกเธอจริงๆ เขาก็ไม่กล้าตั้งในตอนนี้
เนื่องจากชื่อนั้นเป็ตัวแทนของเส้นทางเป็เอกลักษณ์ของคนผู้หนึ่งไม่ใช่เพียงชื่อเพียงอย่างเดียว
เผ่าอสูรต่างจากมนุษย์ที่ตั้งชื่อเลียนแบบคนในอดีตหรือตั้งตามอาชีพหรือความชอบไม่ก็ตั้งตามสิ่งที่หวังอยากให้เป็แม้กระทั่งตั้งชื่อที่ไพเราะและฟังดูดีโดยไม่มีความหมาย
ด้วยเหตุนี้การตั้งชื่อของเผ่าอสูรจึงเป็สิ่งที่สำคัญมากและไม่ควรตั้งให้กันง่ายๆโดยไม่คิดอะไร
ในฐานะของหัวหน้าครอบครัวกัสย่อมมีหน้าที่ที่จะตั้งชื่อให้กับน้องสาวทั้งสองของเขาทว่าตอนนี้เขายังตั้งชื่อให้พวกเธอไม่ได้เนื่องจากเด็กสาวทั้งสองยังไม่โตพอและยังไม่ได้แสดงความสามารถที่แท้จริงของพวกเธอออกมา
ชีวิตที่แล้วของกัสพร์ของเด็กสาวทั้งสองได้ผลิบานแล้วและเขาเองก็ได้มอบชื่อที่เหมาะสมกับพวกเธอไปแล้วด้วย
‘ควีนฟอเรส กับ ไนท์วิสเปอร์เมื่อไหร่กันนะที่ข้าจะมอบชื่อให้กับพวกเ้าได้’
แม้ว่าใจจริงกัสอยากจะให้คำแนะนำที่เหมาะสมเพื่อลดระยะเวลาในการฝึกฝนของเด็กสาวทั้งสองแค่ไหนแต่กัสก็ทำไม่ได้อยู่ดีเพราะมันจะผิดปกติเกินไป
อีกอย่างตัวเขาเองก็ไม่กล้าที่จะทำแบบนั้นเพราะอนาคตเป็สิ่งที่ไม่แน่นอนและมันสามารถเปลี่ยนแปลงได้จากการกระทำบางอย่าง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือท่านหญิงดวงตาม่วงที่พบเจอระหว่างการเดินทาง
ในชีวิตก่อนกัสไม่เคยพบเธอมาก่อนเลยสักครั้งทว่าครั้งนี้เขากลับได้พบเธอ สิ่งนี้บอกให้เขารู้ว่าอนาคตกำลังเปลี่ยนแปลง
ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนั้นอาจจะเกิดขึ้นกับตัวเขาและน้องสาวได้ตลอดเวลาเขาเลยไม่อยากกำหนดเส้นทางของพวกเธอด้วยการยึดติดกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
เพราะไม่แน่ว่าชีวิตนี้ของเขาน้องสาวทั้งสองของเขาอาจจะก้าวไปได้ไกลกว่าในอดีตก็เป็ได้และตัวเขาก็อาจจะต้องมอบชื่อใหม่ที่เหมาะสมกว่าแก่พวกเธอ
ในขณะที่คิดกัสก็ยังดื่มกินอย่างมีความสุขปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกไปกับงานฉลองเล็กๆ การดื่มเบียร์ราคาถูกที่แม้จะรสชาติไม่ดีเท่าไหร่แต่ก็ยอดเยี่ยมกว่าเบียร์ราคาถูกที่โลกภายนอกมาก
งานเลี้ยงเล็กๆดำเนินไปครึ่งคืนเด็กสาวทั้งห้าก็เมาจนหลับไปในที่สุดกัสที่ดื่มอยู่จัดการเทเบียร์หยดสุดท้ายลงในแก้วของตัวเองแล้วจิบมันอย่างเพลิดเพลินใจ
บรรยากาศยามค่ำคืนในดินแดนเล็กๆของดันเจี้ยนแห่งนี้ราวกับสรวง์ชั้นหนึ่งค่ำคืนที่แม้จะหนาวแต่ก็ไม่หนาวจนทนไม่ไหว
ท้องฟ้าที่เปิดกว้างดวงจันทร์ที่กลมโตและสวยงาม กับหมู่ดาวที่มองเห็นได้อย่างเลือนรางเพราะแสงสว่างจากดวงจันทร์
ธรรมชาติที่งดงามเช่นนี้เป็สิ่งที่มองเห็นได้ทุกเมื่อจนไม่อาจหาความพิเศษใดๆจากมันได้
แต่สำหรับกัสที่ผ่านการสู้รบมานานนับร้อยปีความสงบเงียบที่เรียบง่ายเช่นนี้คือ่เวลาแห่งความสุขที่เขายินดีตักตวงมันอย่างไม่รังเกียจ
เขานั่งเอนตัวอยู่บนท่อนไม้ที่ใช้แทนเก้าอี้เอนหลังพิงท่อนไม้ที่วางซ้อนกันเป็กองและเพลิดเพลินไปกับเนื้อย่างจานเล็กๆกับเบียร์ราคาถูก
เท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับกัส
‘ความสุขเช่นนี้..จะอยู่ต่อไปได้อีกนานเท่าไหร่กันนะ’
เมื่อเบียร์อึกสุดท้ายไหลผ่านลำคอไปกัสก็วางแก้วลงแล้วหันไปมองเด็กสาวทั้งห้าที่หลับคาโต๊ะในสภาพที่ยิ้มแย้มอย่างมีความสุข
ภาพที่แสนสุขนี้ทำให้กัสอมยิ้มออกมาก่อนจะอุ้มน้องสาวของเขาขึ้นมาอย่างเบามือแล้วพาพวกเธอไปนอนบนเตียงของเขาแทนที่จะนอนบนพื้นดินที่เย็นเหยียบ
กัสเดินไปมาสองรอบก็อุ้มน้องสาวทั้งสองไปจนครบจนกระทั่งมาถึงรอบที่สามตอนที่กำลังจะอุ้มอิจิโกะที่เป็พี่สาวคนโตในกลุ่มเด็กสาวทั้งสาม
ดวงตาสีดำที่วาววับของเด็กสาวก็ลืมตาตื่นขึ้นมาเสียก่อนทำให้กัสที่กำลังจะอุ้มเธอขึ้นมาหยุดชะงักไปชั่วขณะ
“ท่านกัส..”
ดวงตาของเด็กสาวนั้นพราวระยับราวกับดวงดาวภายในนั้นอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความชื่นชมและนับถือความรักและเทิดทูนรวมไปถึงความเร่าร้อนลึกๆของเด็กสาวที่ทำให้หัวใจของกัสเต้นระรัวขึ้นมา
“ว่าไงอิจิโกะ..เ้ายังเดินได้ไหม หรือจะให้ข้าอุ้มไปดี”
น่าแปลกที่หลังจากถามออกไปแล้ว อิจิโกะก็ยังไม่ตอบกลับเธอไม่ปฏิเสธอย่างที่เขาคิด หากแต่มองเขาด้วยดวงตาที่เร่าร้อนของเธอ ในขณะที่มือของเธอนั้นยื่นออกมาอย่างช้าๆและัักับใบหน้าที่อวบอ้วนของเขา
“ถ้าท่านกัส้าละก็..ข้าก็ยินดีนะคะ”
คำพูดของอิจิโกะราวกับน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟทำเอาความปรารถนาของกัสแทบจะลุกโหมทว่าเขาก็ยังสะกดใจเอาไว้ได้แล้วยิ้มออกมาบางๆ
“เอาไว้ก่อนดีกว่า..เพราะว่าพรุ่งนี้มีงานใหญ่รออยู่ขืนทำกับเ้าตอนนี้ละก็..ข้าคงไม่มีแรงทำงานแน่ๆ”
พูดแล้วกัสก็หัวเราะฝืนๆ ด้วยความรู้สึกเสียดายจากนั้นอุ้มอิจิโกะเข้าไปในบ้านแล้ววางลงบนกองหญ้าที่ปูหนังสัตว์เอาไว้
หลังจากนั้นกัสก็เดินไปอีกสองรอบอุ้มนิโกะกับซันโกะเข้าไปนอนก่อนที่ตัวเขาจะนั่งลงบนเตียงด้วยความเหนื่อยอ่อนหลังจากอุ้มเด็กสาวทั้งห้าคนมานอนโดยไม่ให้พวกเธอตื่น
ถ้าแค่อุ้มเฉยๆเขาคงไม่เหนื่อยแบบนี้แต่เพราะต้องอุ้มอย่างระมัดระวังและเบามือก็เลยเหนื่อยกว่าที่ควร
ในขณะที่เขากำลังคิดที่จะเช็ดเหงื่ออยู่นั้นมือเล็กๆ ของอิจิโกะก็ยื่นเข้ามาพร้อมกับผ้าเช็ดหน้าทำการซับเหงื่อของเขาอย่างเบามือ
เห็นแบบนั้นกัสก็ยิ้มกว้างในขณะที่มองดูใบหน้าที่แสนน่ารักของอิจิโกะที่มองมาหน้าเขาด้วยดวงตาที่เร่าร้อน
“ถ้าท่านกัสกลัวเหนื่อยละก็..ให้ข้า..”
พวงแก้มของอิจิโกะแดงระเรื่อขึ้นมาทีละน้อย ในขณะที่ริมฝีปากของเด็กสาวขยับขึ้นลงเป็คำพูดที่ปราศจากเสียง
เห็นแบบนั้นกัสก็อดไม่ได้ที่จะต้องกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากก่อนจะพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว
ไม่นานนักเสียงแปลกๆก็ดังขึ้นท่ามกลางเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของเด็กสาวทั้งสี่และเสียงลมหายใจที่เร่งร้อนของกัสที่แม้จะพยายามกลั้นเสียงก็ยังดังเป็พิเศษท่ามกลางราตรีที่เงียบสงบ
เนิ่นนานหลายนาทีผ่านไปเสียงที่เร่งร้อนก็กระชั้นจนถึงขีดสุดก่อนจะหยุดชะงักไปชั่วขณะและกลายเป็เสียงหายใจยาวๆที่เต็มไปด้วยความสุขสม
ใบหน้าของอิจิโกะแดงก่ำดวงตาก็หวานฉ่ำแทบหยด ทว่าเด็กสาวก็รู้ดีว่าเวลานี้ยังไม่เหมาะที่จะทำมากไปกว่านี้เธอจึงกดความปรารถนาของตัวเองลงและปาดคราบน้ำสีขาวขุนที่ริมฝีปากแล้วกลืนของเหลวที่มีกลิ่นคาวและขมนิดๆลงไปอย่างไม่รังเกียจ
“ราตรีสวัสดีนะคะท่านกัส”
พูดจบเด็กสาวก็ส่งยิ้มหวานมาให้ก่อนจะล้มตัวลงนอนและดึงผ้าห่มมาคลุมหน้าของตัวเองไว้เพื่อเก็บซ่อนใบหน้าที่แดงก่ำจากสายตาของกัส
กัสเองหลังจากได้ปลดปล่อยไปครั้งหนึ่งก็รู้สึกโล่งและเบาสบายไปหมดความอ่อนล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวันเหมือนละลายหายไปพร้อมกับน้ำที่ปล่อยออกไป
จากนั้นไม่นานความง่วงก็เข้ามาหาทันทีทำให้กัสไม่อาจฝืนตัวเองได้อีกต่อไปและล้มตัวนอนลงบนเตียงโดยมีน้องสาวทั้งสองนอนอยู่ในอ้อมแขน