เพราะเหตุใด?
ทั้งที่ตระกูลซูเหมือนกันกำเนิดจากตระกูลซูเหมือนกันไฉนซูอี้หว่านผู้นี้จึงสุขสบายกว่านางมากมายถึงเพียงนี้!
สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรม!
ซูอี้ฉินกัดฟันแน่นดวงตาเต็มไปด้วยความคั่งแค้นจ้องมองซูอี้หว่านไม่วางตานางไม่ยอมถูกเปรียบเทียบเช่นนี้ แท้จริงแล้วในอดีตที่จวนตระกูลซูนางต่างหากที่ได้รับความโปรดปรานส่วนซูอี้หว่านผู้นั้นก็เปรียบเสมือนเพียงบ่าวรับใช้
แต่ดูบัดนี้ซูอี้หว่านสวมใส่เสื้อผ้าใหม่เอี่ยมสะอาดสะอ้านปราศจากรอยปะแถมยังเป็นผ้าฝ้ายเนื้อดี ส่วนเสื้อผ้าที่นางสวมใส่แม้จะระมัดระวังรักษาเพียงใดก็ยังคงเปรอะเปื้อนอีกทั้งปลายแขนเสื้อยังเป็นริ้วเว้าแหว่งอย่างเห็นได้ชัด ดูอนาถายิ่งนัก
ซูอี้ฉินมิอาจทนต่อการเปรียบเทียบเช่นนี้ได้ในยามนี้นางเพียงปรารถนาที่จะยึดครองทุกสิ่งที่ซูอี้หว่านมีมาเป็นของตนเองทั้งหมด!
แววตาของซูอี้ฉินรุนแรงเกินไปจนซูอี้หว่านสังเกตเห็นนางได้เล็งเห็นแล้วว่าญาติผู้น้องผู้นี้มิใช่ผู้ที่ยอมให้ผู้อื่นเอาเปรียบได้โดยง่าย
ในอดีตต่อหน้าเจ้าของร่างเดิมนางมักจะแสดงออกถึงความรู้สึกเหนือกว่าอยู่เสมอใช้สอยเจ้าของร่างเดิมดั่งบ่าวรับใช้ เมื่ออยู่ต่อหน้าชาวบ้านคนอื่นๆ ในหมู่บ้านก็จะแสร้งทำเป็นพี่สาวที่ดีที่คอยห่วงใยน้องสาว
จะว่าไปซูอี้ฉินก็เป็นแค่บัวขาวจอมปลอมที่ไร้ชั้นเชิง ก่อนหน้านี้เจ้าของร่างเดิมถูกนางกลั่นแกล้ง มิใช่ไม่รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมแต่เป็นเพราะแม่ลูกตระกูลซูไร้ซึ่งอำนาจในบ้าน จึงจำต้องยอมให้นางกดขี่
แต่เจ้าของร่างเดิมก็คือเจ้าของร่างเดิมซูอี้หว่านมิใช่ลูกพลับนิ่ม ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะทนรับความอยุติธรรมนี้
เมื่อสบสายตากับซูอี้ฉินนางก็ยิ้มเยาะอย่างเสียดสี จากนั้นก็กลอกตาใส่ฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่ปิดบัง
ส่วนวาจาของซูไท่ไท่เมื่อครู่นั้นสองแม่ลูกมิได้ใส่ใจอะไร อย่างไรเสียยายแก่ผู้นี้ก็ไม่มีหลักฐานต่อให้นางกล่าวเท็จด้วยปากเปล่า แล้วจะมีผู้ใดเชื่อถือนาง?
ท้ายที่สุดแล้วรูปโฉมของซูไท่ไท่ก็มิได้ดูเหมือนคนดี ผู้คนคงมิเชื่อคำกล่าวของนางส่วนใหญ่คงคิดว่ายายแก่ผู้นี้เสียสติไปแล้ว
บัดนั้นซูไท่ไท่ถึงกับผวาต่อความคิดที่เกิดขึ้นในใจ เมื่อสบสายตากับสองแม่ลูกแววตาที่เคยดูถูกก็แปรเปลี่ยนเป็นความหวาดระแวง
หากสองคนนี้ถูกวิญญาณร้ายเข้าสิงจริงดังว่าการที่ตนเองไปยั่วยุพวกนางเช่นนี้ ก็เท่ากับหาเรื่องใส่ตัวไม่ใช่หรือ?
เมื่อคิดได้ดังนั้นยายแก่ก็เริ่มรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงขึ้นมาทันที
ในขณะนั้นเองซูอี้โจวก็ถือกล่องอาหารเปล่าเดินเข้ามาจากข้างนอกทันทีที่เห็นซูไท่ไท่อยู่ในลานเรือน คิ้วก็ขมวดเข้าหากันในทันที
เมื่อเห็นท่าทางของเขาซูไท่ไท่ก็เบิกตากว้าง พิจารณาเขาอยู่ครู่หนึ่งหลังจากนั้นก็รู้สึกว่าซูอี้โจวผู้นี้ก็ดูผิดแปลกไปบ้างในบัดดลนั้นจึงมิกล้าที่จะอาละวาดอีกต่อไป รีบลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งตรงไปยังประตูใหญ่กลับลืมที่จะพาซูอี้ฉินไปด้วยเสียอย่างนั้น
นางต้องกลับไปหาทางนำพาลูกชายและหลานชายทั้งสี่เข้าเมืองให้จงได้ เมื่อถึงครานั้นผู้คนย่อมมากมีชายชาตรีก็เปี่ยมด้วยพลังหยางก็จะไม่ต้องหวาดกลัวว่าเหล่าวิญญาณร้ายจะก่อคลื่นลมอะไรได้
ซูอี้ฉินชะงักไปเมื่อนางได้สติกลับคืนมา ซูไท่ไท่ก็หายลับไปนานแล้ว นางกัดฟันในใจอย่างเงียบงันหันกายตามติดไปอย่างรวดเร็ว
"นี่มันสถานการณ์อะไรกัน?"
ซูอี้โจวคล้ายจะจับต้นชนปลายไม่ถูกเหตุใดตนเองเพิ่งกลับมา สองคนนั้นกลับผวาหนีราวกับเจอผีเขาจึงเผลอยกมือขึ้นลูบใบหน้าอย่างพิจารณา เขาดูน่ากลัวถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?
"ก็แค่อยากมาขอส่วนบุญน่ะ" ซูอี้หว่านยักไหล่"แต่ไม่มีอะไรน่าห่วงแล้วล่ะเจ้าค่ะคงโดนท่านแม่ขู่ไล่ตะเพิดจนหัวหดกลับไปแล้วกระมัง"
"ไล่ตะเพิด?" เมื่อได้ยินเช่นนั้นซูอี้โจวก็ทำท่าทีเหมือนยังไม่เข้าใจมองไปยังมีดทำครัวที่จางอ้ายหลินปักลึกอยู่บนเขียง ก็พึมพำกับตัวเอง "คงไม่ใช่ว่าถูกท่านแม่ถือมีดทำครัวไล่ตะเพิดไปหรอกนะ?"
ภาพหนึ่งผุดขึ้นในมโนสำนึกของเขาอย่างห้ามไม่ได้ผู้เป็นแม่ชูมีดทำครัวขึ้นขู่ซูไท่ไท่และซูอี้ฉิน ‘หากไม่รีบไสหัวไปแม่จะสับให้ไม่เหลือชิ้นดี’
จางอ้ายหลินไม่ต้องถามก็คาดเดาได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่จึงกลอกตามองลูกชายเล็กน้อย "แม่ของเจ้าเป็นคนหัวรุนแรงถึงเพียงนั้นหรือ?"
เมื่อได้ยินดังนั้นซูอี้โจวก็เผลอกระตุกยิ้ม เมื่อครั้งซอมบี้อาละวาดพวกเขาแม่ลูกต้องติดอยู่ในห้องเป็นเวลาหลายวันจนกระทั่งน้ำและอาหารใกล้จะหมดเกลี้ยง แม่ของเขาจึงใช้ไม้ถูพื้นผูกมีดทำครัว ค่อยๆไล่ฆ่าซอมบี้จากชั้นยี่สิบเอ็ดลงมา
ซูอี้โจวดึงตนเองกลับจากห้วงความทรงจำเขารีบสั่นศีรษะ "ท่านแม่ย่อมไม่เป็นเช่นนั้นท่านคือผู้ที่อ่อนโยนและเปี่ยมด้วยเมตตาเหนือใคร"
หัวข้อสนทนานี้จึงถูกตัดบทลงซูอี้โจวเดินเข้ามาพร้อมวางกล่องอาหารลง เมื่อนึกถึงข่าวดีที่ตั้งใจจะแจ้งเขาก็หยุดยืนตรงหน้าซูอี้หว่าน "หว่านหว่านข้าไปจวนท่านเจ้าเมืองมาเมื่อครู่ ได้พบท่านแล้วท่านบอกว่าหน้าร้านสำหรับเปิดสถานพยาบาลของเจ้าน่ะ เขาหาให้แล้วเมื่อครู่ข้าไปดูมาแล้ว ใช้ได้เลยทีเดียว"
"เร็วถึงเพียงนี้เชียว?" ซูอี้หว่านรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างเมื่อหวนคิดถึงว่าผู้ที่ช่วยหาสถานที่คือท่านเจ้าเมืองแห่งเมืองอวิ๋นเฉิงก็มิได้รู้สึกแปลกใจเกินไปนัก ดูท่าท่านเจ้าเมืองเอาใจใส่เรื่องของนางอย่างจริงจัง
"หน้าร้านเป็นอย่างไร อยู่ที่ใดหรือเจ้าคะ?" เมื่อทราบว่าได้หน้าร้านแล้วซูอี้หว่านก็พลันรู้สึกตื่นเต้น ไม่ทันใส่ใจสิ่งใดในมือรีบฉุดมือซูอี้โจวมาซักไซ้ไม่หยุดหย่อน
การที่ได้ใช้ความสามารถทางการแพทย์ของนางรักษาผู้คนให้หายจากความเจ็บป่วยย่อมเป็นเรื่องดี อีกทั้งผลกำไรจากการเปิดสถานพยาบาลย่อมดีกว่าการขายอาหารเช้าอย่างแน่นอนขณะนี้การตั้งแผงขายของยังคงยากลำบากอยู่บ้างซูอี้หว่านคิดว่าเมื่อหาเงินได้มากขึ้น ก็จะเช่าร้านค้าเปิดร้านอาหารเล็กๆ สักร้านตอนนั้นคงจะง่ายกว่าตอนนี้
ท้ายที่สุดแล้วการเข็นรถลากไปมาระหว่างบ้านกับตลาดทุกวันก็มิใช่เรื่องง่ายสิ่งสำคัญที่สุดคือแผงลอยกลางแจ้งเช่นนี้ หากเจอสภาพอากาศไม่ดีก็ย่อมไม่สามารถทำมาหากินได้
"ทำเลที่ตั้งของร้านค้าดีมาก อยู่ที่ถนนผิงอันทางด้านตะวันออกเดิมทีเป็นร้านขายแป้งและเครื่องประทินผิว ได้ยินว่ากิจการไม่ดีนักช่วงนี้จึงคิดที่จะขายต่อ" ซูอี้โจวยิ้มกล่าว"หน้าร้านค่อนข้างกว้างขวางการเปิดสถานพยาบาลย่อมเพียงพออย่างแน่นอน"
"ถนนผิงอัน?" ทำเลที่ตั้งของร้านค้าทำให้ซูอี้หว่านรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้นางได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเมืองอวิ๋นเฉิงนี้มากขึ้นมิใช่น้อยทราบว่าถนนผิงอันเป็นหนึ่งในถนนที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดของเมืองอวิ๋นเฉิง
"ค่าเช่าร้านค้า คงไม่ถูกกระมัง?"
"แน่นอน ปีหนึ่งต้องใช้เงินถึงร้อยตำลึง!" ซูอี้โจวพยักหน้า"แต่ท่านเจ้าเมืองบอกว่าค่าเช่านี้เขาจะออกให้พวกเรา"
ท่านเจ้าเมืองออกค่าเช่าให้พวกเขานี่หมายความว่าอย่างไร?
ซูอี้หว่านรู้สึกว่าความสัมพันธ์ก็คือความสัมพันธ์ธุรกิจก็คือธุรกิจ สองสิ่งนี้ไม่อาจปะปนกันได้ ดังนั้นจึงมิใคร่เต็มใจที่จะตอบรับแต่ในขณะนี้นางไม่มีเงินมากมายถึงเพียงนั้น จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขัดแย้ง
"หว่านหว่าน ข้าว่าเรื่องนี้เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก" ซูอี้โจวกลับมิได้ใส่ใจเรื่องนี้เลย "เจ้ายังไม่เข้าใจความหมายของเรื่องนี้หรอกหรือ?"
เมื่อเห็นซูอี้หว่านมองตนด้วยความสงสัยซูอี้โจวก็ยิ้ม "ท่านเจ้าเมืองย่อมเชื่อมั่นในฝีมือทางการแพทย์ของเจ้าสถานพยาบาลแห่งนี้เปิดขึ้นมา เขาออกค่าเช่า เจ้ามีหน้าที่บริหารจัดการถึงตอนนั้นเงินที่หามาได้ก็แบ่งกันไป"