อาทิตย์เคลื่อนประทับใจกลางท้องฟ้า
รถม้าสองคันวิ่งไปตามทางหลักของขุนเขากว้างใหญ่พร้อมกลุ่มองครักษ์ยี่สิบนายตามกำหนดการหลังผ่านไป ๒ ชั่วยาม ก็จะถึงทางแยกสามแพร่ง ทางหนึ่งเลี้ยวซ้ายเพื่อไปจุดพักหงลู่ทางหนึ่งตรงไปเพื่อไปยังเขตต้องห้ามป่าสนธยา และทางหนึ่งเลี้ยวขวาเพื่อไปจุดพักชิงลู่ซึ่งเป็ปลายทางของการเดินทางในวันนี้
ตลอดเส้นทางสู่จุดพักม้าชิงลู่นั้นจะมีแนวป่าไผ่ขึ้นอยู่เต็มสองข้างทางเป็ระยะทางกว่ายี่สิบลี้
แม้ในหนึ่งวันรถม้าจะเดินทางได้มากกว่าร้อยลี้แต่การเดินทางผ่านเส้นทางูเามีความยากลำบากและไม่อาจทำความเร็วได้เท่าทางราบระยะยี่สิบลี้จึงต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่า ๓ ชั่วยาม
เกือบ๒ ชั่วยามที่ออกเดินทาง ผู้เป็เ้านายไม่ปริปากพูดออกมาแม้แต่คำเดียว ตอนรับประทานน้ำแกงปลาไนกับข้าวต้มมื้อเช้า ก็รับประทานเท่าๆ กับวันปกติ ไม่ได้มีท่าทีเสียอกเสียใจเช่นวันที่ได้รับจดหมายแจ้งเื่จากชายแดนเลยแม้แต่น้อย
ซูเฉี่ยนลอบมองเ้านายน้อยอย่างกังวลใจนางเองก็ไม่รู้ว่าควรพูดสิ่งใดดีหรือไม่
หลังกลับจากเจดีย์ห่านป่านางพาคุณหนูกลับขึ้นรถ ส่วนตัวของนางก็ไปเก็บข้าวของที่วางทิ้งไว้ที่ริมตลิ่งทั้งยังตักอาหารเช้าซึ่งเสี่ยวซาบ่าวรับใช้ของนายท่านสามเป็พ่อครัวใหญ่ในวันนี้
พวกองครักษ์อาสาลงไปจับปลาในทะเลสาบได้ปลาไนตัวโตมาหลายสิบตัว นอกจากทำน้ำแกงปลา กับข้าวต้มผสมเม็ดสนคั่วไฟก็ยังนำปลาที่เหลือไปย่างถ่าน ส่งกลิ่นหอมกรุ่นไปทั่วบริเวณ
แต่แม่นมซูกลับไม่ได้สนใจกลิ่นหอมนี้เลยนางยกอาหารขึ้นไปให้เ้านายรับประทาน ระหว่างนั้นก็หยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ขึ้นมาจากหีบใบเล็กที่วางอยู่มุมหนึ่งของรถม้ารอให้เ้านายรับประทานอาหารเช้าเสร็จก็จะส่งชุดใหม่ให้ผลัดเปลี่ยน
๑เค่อหลังจากนั้นก็ลงมาจากรถ และได้พบกับนายท่านสามพอดิบพอดี นางจึงได้เล่าเื่ที่เกิดในเจดีย์หินทั้งหมดแก่เขาทั้งยังสอบถามถึงเื่ราวที่คุณหนูกำลังเผชิญอยู่
เมื่อนายท่านหนานกงเปิดปากนางก็เข้าใจเื่ราวที่เกิด
การพาคุณหนูไปยังเจดีย์ห่านป่าคือความผิดพลาดที่นางเพิ่งตระหนักรู้
“คุณหนูเ้าคะบ่าวว่าบางที” นางเองก็ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร จะบอกว่าเสี่ยวหวางเหยผู้นั้นยังมีโอกาสรอดชีวิตก็พูดได้ไม่เต็มปากเพราะตามที่นายท่านสามเล่ามา ผนึกบุพเพไม่มีวันหลอกลวง เมื่อมันเสื่อมสลายลงย่อมแสดงถึงพันธะที่ถูกปลดเปลื้องด้วยชีวิตของฝ่ายตรงข้าม
การยกเลิกผนึกบุพเพนอกจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจบชีวิตลงก็ไม่มีทางยกเลิกลงได้โดยที่คู่หมั้นคู่หมายไม่ได้เอ่ยปากบอกคำยกเลิกต่อหน้ากันและใช้ปราณในกายของคนทั้งสองสะบั้นเส้นด้ายวาสนาลง
“แม่นมข้ารู้ว่าเ้าเป็กังวลและห่วงใยข้าแต่เ้าไม่จำเป็ต้องปลอบใจข้า”
“โธ่คุณหนู” ดวงตาของสตรีที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่าสามสิบปี คลอไปด้วยหยาดน้ำใส ๆ มิอาจควบคุมความสั่นสะท้านที่ครอบคลุมจิตใจทั้งที่ชีวิตของคุณหนูได้พบเจอความสุขแล้วแท้ ๆ แต่์ก็กลับเล่นตลกกับคุณหนูน้อยอย่างเืเย็นนัก
“ผนึกบุพเพโรยราเส้นด้ายวาสนาขาดสะบั้น อักษรนามสลายเป็ฝุ่นผง เพียงเท่านี้ก็ช่วยปลุกให้ข้าตื่นจากฝันแล้วล่ะหลายวันที่ผ่านมาข้าอาจยังสามารถหลอกตัวเองได้ว่าเื่ทั้งหมดเป็เพียงแผนการร้าย แต่กระถางบูชาไฟและผนึกบุพเพไม่อาจใช้เล่ห์อำพรางบิดเบือน”สุ้มเสียงของผู้พูดสงบนิ่งราวกับไม่ใช่คนที่กำลังเผชิญกับความโศกศัลย์ มันกลับฟังคล้ายคนที่ผ่านโลกมามากต้องพบกับการสูญเสียมาหลายสิบหลายร้อยครั้ง จนกลายเป็ความชินชา
และเพิกเฉยในที่สุด
ซูเฉี่ยนได้แต่กำมือของตนไว้แน่นพยายามกัดฟันไม่ให้เผลอร้องไห้ออกมาแม้นางจะสงสารเ้านายตัวน้อยตรงหน้าสักเพียงไหน แต่ต้องข่มใจอดกลั้น
ขณะเดียวกันความเร็วของรถม้าชะลอลงและค่อย ๆหยุดนิ่งในที่สุด ซูเฉี่ยนผละจากที่นั่งแล้วแง้มเปิดประตูหน้าต่างเพื่อดูเหตุการณ์ด้านนอกก็มองเห็นว่านายท่านสามกำลังสาวเท้าตรงมาที่รถม้าของพวกนางด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“มีอันใดหรือเ้าคะ”แม่นมคนสนิทเป็ผู้เอ่ยปากถามแทนนาย ระหว่างถามก็ลอบสังเกตสีหน้าของอีกฝ่ายไปด้วย
“เหยี่ยวแดงของหัวหน้าองครักษ์รายงานว่าก่อนถึงทางแยกสามแพร่งข้างหน้ามีกลุ่มคนดักซุ่มอยู่ในป่า ข้าเกรงว่าอาจเกิดเื่ร้ายขึ้นเ้าดูแลเสี่ยวฉยงให้ดี ข้าได้สั่งการให้องครักษ์หกนายขี่ม้าอารักขารถม้าคันนี้ไว้แล้ว”สุ้มเสียงเต็มไปด้วยความกังวลเปิดเผยเื่ที่เกิดอย่างไม่ปิดบัง
“ถ้าเช่นนั้นมิสู้ถอยกลับไปตั้งหลักที่ริมทะเลสาบก่อนจะเป็การดีกว่าหรือไม่เ้าคะ” เสียงเล็กใสดุจกระดิ่งเสนอความคิดขึ้น นางถึงสำนักกระถางโอสถช้าไปสักวันคงไม่เป็ไรตอนนี้ที่ต้องคำนึงถึงคือความปลอดภัยของทุกคนต่างหาก
“ห่างจากขบวนของพวกเราไปห้าลี้มีกลุ่มชายชุดดำกำลังควบม้าติดตามมาน่าจะเป็พวกเดียวกันกับที่หลบซ่อนอยู่เบื้องหน้า”
“เช่นนั้นเรามิสู้มุ่งหน้าไปทางจุดพักหงลู่อย่างไรเสียก็ห่างจากสามแยกเพียง ๑ ชั่วยาม ก่อนถึงหงลู่ก็มีเมืองเล็ก ๆ อยู่สองเมืองที่เชิงเขาด้านล่าง”เด็กน้อยเสนอขึ้นอีกครั้งก่อนออกเดินทางนางได้ใช้เวลาว่างศึกษาเส้นทางและแผนที่อย่างละเอียดลออ หากไม่เกิดเื่ของจดหมายชายแดนขึ้นมาเสียก่อนนางคงได้ศึกษาจนถึงเื่ราวของเขตต้องห้ามป่าสนธยา
“น้าก็คิดเช่นนั้นทางไปจุดพักหงลู่ มีเส้นทางย่อยหลายสายเพื่อลงไปเมืองเชิงเขา หากเข้าตาจนจริง ๆก็ใช้เส้นทางนี้เพื่อหลบหนี ตลอดทางสู่หงลู่มีต้นเฟิง[1]เปลี่ยนสีแตกต่างกับทางสู่ชิงลู่ที่เต็มไปด้วยปราการต้นไผ่จงจำไว้ให้ขึ้นใจ ” ดวงตาของหนานกงฉางเซินลอบมองหลานสาวอย่างนึกทึ่งทั้งที่นางเพิ่งพบกับเื่ะเืใจมาเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่ยามคับขันกลับสามารถคิดอ่านวางแผนอย่างเป็เหตุเป็ผลทั้งยังไม่มีท่าทีหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
วัยของนางอาจเพียง ๑๐ ขวบ แต่สติปัญญาและการควบคุมอารมณ์กลับเหนือกว่าผู้ใหญ่ด้วยซ้ำ
“ผ้าคลุมนี้เ้าสวมติดกายไว้อย่าได้ถอดเป็อันขาด”ชายหนุ่มยื่นผ้าคลุมส่งให้ซูเฉี่ยนส่งต่อแก่หลานสาวตัวน้อย พร้อมกำชับให้นางปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
“เ้าค่ะ”เด็กน้อยรับมันต่อมาจากแม่นมซู แล้วคลี่ผ้าคลุมที่พับทบออก แลเห็นภาพขุนเขามหานทีก็รู้ทันทีว่ามันคือสมบัติเวทที่น้าชายสวมติดกายไว้ไม่เคยห่าง แม่นมซูขยับเข้ามาช่วยสวมผ้าคลุมพร้อมทั้งผูกปมไว้อย่างแ่า
ส่วนร่างโปร่งของน้าชายก็เดินกลับไปที่รถม้าของตนเองการเดินทางเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง แม่นมซูเอื้อมมือจะปิดหน้าต่างแต่ฝูอวี้ฉยงก็ร้องห้ามเอาไว้เสียก่อน
“ไม่ต้องปิดเกิดเหตุคับขันจะได้ระวังตัวได้ทันท่วงที”
“เ้าค่ะ”ซูเฉี่ยนพยักหน้ารับแล้วมานั่งที่นั่งของตนอย่างกระวนกระวาย เหตุการณ์กลางป่าร้อยลี้ยังคงเตือนให้นางระแวงภัยอยู่ทุกเวลาเมื่อเหตุการณ์เดิมย้อนกลับคืนนางจึงไม่กล้าประมาทเลิ่นเล่อ ดวงตาเหลือบมองแหวนหยกเขียวที่นางสวมติดกายไว้อย่างชั่งใจ
แม้ยังไม่ถึงเวลาที่อักขระดูดซับพลังปราณจนเต็มปรี่แต่ยามนี้เป็ยามคับขัน องครักษ์ยี่สิบนายที่ว่าจ้างมาก็ไม่รู้ว่าจะรับมือพวกที่ดักซุ่มอยู่ได้หรือไม่มิหนำซ้ำนายท่านสามก็ถูกภูตเมามายสกัดจุดชีพจร ทำให้ระดับฝึกตนลดลงมาขั้น ๔หากสถานการณ์ตึงมือเช่นคราก่อนเกรงว่าคงไม่มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นซ้ำสอง
คิดได้ดังนั้นนางจึงถอดแหวนหยกเขียวออกจากนิ้วแล้วหันไปมองนายน้อยด้วยสายตามุ่งมั่น
“นี่เป็แหวนหยกเขียวที่นายหญิงทิ้งไว้ให้กับคุณหนูภายในแหวนประทับอักขระลึกลับไว้ทำให้มันมีความสามารถในการดูดซับปราณ ที่บ่าวสวมมันติดกายมาหลายปีก็เพื่อถ่ายทอดปราณเข้าไป หากคุณหนูผูกพันธะกับมันคุณหนูก็สามารถใช้แหวนนี้ได้โดยไม่ต้องมีปราณติดกายแต่น่าเสียที่มันยังกลืนกินปราณไม่สมบูรณ์ มิเช่นนั้นต่อให้คุณหนูจะใช้แหวนนี้จนปราณภายในหมดสิ้น แต่อักขระจะสามารถฟื้นฟูปราณกลับคืนมาอย่างช้าๆ”
“ของท่านแม่รึ”มือน้อยรับแหวนวงนั้นมา ั์ตาสั่นไหวเล็กน้อยพลางเพ่งมองแหวนหยกวงเล็กเรียบอย่างเหม่อลอยจริง ๆ นางก็เห็นมันมาตลอดแต่ไม่เคยเอ่ยถาม เพิ่งจะรู้ความจริงก็ตอนนี้นี่เอง
มารดาของนางแม้ตัวจากไปแต่ได้วางแผนมากมายเพื่อปูทางให้นางได้มีชีวิตที่สงบสุข
“บ่าวจะใช้เข็มนะเ้าคะคุณหนูอดทนหน่อย” แม่นมซูเอื้อมมือไปแตะแหวนบนมือของเด็กน้อย แล้วหยิบเข็มปักผ้าออกมาจากแหวนจัดเก็บนางบรรจงวางปลายแหลมบนปลายนิ้วของเ้านายอย่างเบามือ พริบตาก็เกิดหยดโลหิตขึ้นมาหนึ่งหยด
ฝูอวี้ฉยงหยิบแหวนในมือมาแตะโลหิตที่ปลายนิ้ว
บังเกิดขุมพลังหน่วงหนักสายหนึ่งกระจายออกมาจากแหวนคล้ายเสียงอื้ออึงสะท้อนไปมาจนคนในรถม้าทั้งสองรู้สึกหูอื้อไปชั่วขณะ ฝูอวี้ฉยงรับรู้ได้ถึงพลังงานที่เชื่อมต่อนางและแหวนเอาไว้ชั่วลมหายใจถัดมาก็เกิดประกายแสงสีเขียวเข้มเจิดจ้าครอบร่างของเด็กหญิงไว้แล้วก็หายไป
ในห้วงความคิดจิตของนางได้ลอยมาอยู่ภายในห้องห้องหนึ่งซึ่งมีขนาดไม่ใหญ่นัก ทั้งสองฟากของห้องมีชั้นวางของและหีบใส่เสื้อผ้าใบใหญ่รวมถึงหีบทองคำและสมบัติล้ำค่า กวาดตามองก็พบว่าพวกมันเป็สมบัติของนางนั่นเองที่แท้แม่นมซูก็เก็บพวกมันไว้ภายในแหวนวงนี้
ดวงตาของเด็กน้อยเหลือบมองห่อมีดบินที่ม้วนวางไว้บนชั้นด้านข้างภายในบรรจุมีดบินไว้ทั้งหมด ๓๖ เล่ม ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้ภายในกล่องไม้ยาวข้างกันเพียงความคิดจะยล ห่อมีดก็มาปรากฏบนฝ่ามือของนาง
หลังจากที่ได้ห่อมีดมาแล้วนางก็หันไปเห็นประตูไม้บานใหญ่ที่น่าจะกั้นพื้นที่อีกส่วนไว้ บนประตูมีอักษรอวี้ซึ่งเป็คำเดียวกับชื่อของนางปรากฏอยู่ หากไม่ทันที่นางจะได้ก้าวไปใกล้ก็เกิดเหตุร้ายภายนอกรถม้าเสียก่อน จิตจึงกลับคืนสู่ร่างพร้อมกับห่อมีดที่ถือไว้ในมือ
“เกิดอะไรขึ้น”
“มีคนลอบยิงธนูมาจากทางด้านหลังเ้าค่ะองครักษ์ที่คุ้มกันรถม้าของเรากำลังต้านรับอยู่” ซูเฉี่ยนรีบตอบในมือของนางตอนนี้ปรากฏหอกยุทธ์ซึ่งเป็อาวุธคู่กาย เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ตรงหน้า
ฝูอวี้ฉยงเพียงแปลกใจเล็กน้อยทั้งที่ก่อนหน้ายังมีระยะห่างกันถึงห้าลี้ แต่แค่เวลาผ่านไปไม่ถึงเค่อ พวกมันกลับกวดไล่จนตามทัน
ชิ้ง!!
เสียงโละหะปะทะกันด้านนอกเป็เครื่องยืนยันว่าภัยได้คืบคลานเข้ามาจรดปลายจมูกของพวกนางแล้ว ดีที่ว่ารถม้ายังคงวิ่งไปข้างหน้าจึงไม่ใช่เป้านิ่งให้พวกมันโจมตีแต่ฝ่ายเดียวอีกอย่างรถม้าทั้งสองคันก็ล้วนสร้างขึ้นจากไม้เนื้อแข็งชั้นดีภายนอกยังบุแผ่นเหล็กกล้าเตรียมพร้อมไว้ก่อนแล้วแม้ห่าธนูจะซัดสาดมาอย่างบ้าคลั่งก็ไม่อาจเจาะเข้ามาถึงภายในรถม้าได้
เงาร่างขององครักษ์ที่ขี่ม้าขนาบข้างเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วมือของเขาถือดาบยาวตวัดปัดลูกธนูที่ยังยิงเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
แต่ต่อให้รถม้าแข็งแรงมิอาจทำลายองครักษ์รับมือได้แม่นเหมาะ แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะได้เปรียบ
อยู่ในที่แจ้งไหนเลยจะรับมือได้ง่ายเท่ากับพวกที่ดักซุ่มในที่ลับตาขณะที่ด้านหลังก็มีกลุ่มชายชุดดำมากกว่ายี่สิบคนขี่ม้ากวดไล่ตามติด ไหนจะห่าธนูที่ถูกส่งต่อมาเป็พายุพิฆาตซ้ายร้อง ขวารับ สลับโจมตีสอดประสานด้วยแผนการที่วางอย่างรัดกุม
ไม่นานขบวนของหนานกงฉางเซินก็มีผู้าเ็องครักษ์ที่อารักขาฝูอวี้ฉยงก็พลาดท่าถูกศรโจมตีเข้าสองนาย
พวกที่ดักซุ่มเปิดเผยตัวออกมาแล้วเข้าโจมตีอย่างบ้าคลั่งเื่คิดจะฝ่าไปจนถึงสามแยกดูจะลำบากเหลือทนในยามนี้ แต่หนานกงฉางเซินก็ยังไม่ถอดใจขอเพียงให้หลานสาวของเขาหลบหนีไปได้เขาก็พร้อมยอมทำ
ชายหนุ่มตวาดเสียงก้องในมือถือแส้เหล็กหกข้อไว้มั่นคง ร่างของเขาเหินขึ้นกลางอากาศก่อนจะร่อนลงบนหลังคารถม้าที่หลานสาวนั่ง แส้เหล็กกวาดออกแผ่ปราณะเืเข้าโจมตีกลุ่มชายชุดดำอย่างเหี้ยมหาญ
“รีบมุ่งหน้าพาพวกนางไปหงลู่ข้าจะเปิดทางให้” หนานกงฉางเซินออกคำสั่งกับสารภีที่ขับรถม้าขณะที่ร่างของเขายังยืนอยู่เหนือหลังคารถ สองมือแผ่พุ่งพลังปราณสังหารออกโจมตีศัตรูอย่างไม่กลัวเกรงเหล่าองครักษ์รับจ้างก็ต่างร่วมใจกันลงมือ
เมื่อรถม้าแล่นไปถึงปราการของชายชุดดำที่ขวางอยู่ด้านหน้าแส้เหล็กตวัดวาดกลางอากาศบังเกิดเป็หลาวน้ำแข็งขนาดใหญ่หลายสิบแท่งลอยอยู่ด้านหน้าของชายหนุ่มก่อนที่รถม้าจะปะทะกับพวกชายชุดดำที่ออกท่าสังหาร หลาวน้ำแข็งทั้งหมดก็พุ่งเข้าใส่พวกมันดุจคลื่นกระทบฝั่งพวกมันถูกซัดจนกระเด็นออกดุจเศษหิน
เส้นทางถูกเปิดออกจังหวะเดียวกับที่รถม้าของฝูอวี้ฉยงแล่นผ่าน
คุณชายผู้รับสมญาอัจฉริยะแห่งต้าฉินเผยยิ้มพึงพอใจอย่างน้อยที่สุดก็สามารถเปิดทางให้หลานสาวมุ่งหน้าสู่หงลู่ได้สำเร็จ โลหิตสายหนึ่งไหลออกมาจากมุมปากในที่สุดเขาก็ฝืนใช้พลังเกินขีดจำกัดจนร่างกายถูกพลังสะท้อนกลับแต่เขาก็ไม่คิดเปลี่ยนใจ
การโจมตีระลอกใหม่เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งหลาวน้ำแข็งแผ่พุ่งราวมีดปะา มันพุ่งเข้าใส่คนร้ายเ่าั้
ทั้งเ้าของร่างก็ยังร่อนกายลงมาจากหลังคารถม้าที่กำลังวิ่งไปเบื้องหน้า
เมื่อลงมายืนที่พื้นดินองครักษ์สี่จากหกนายที่ได้รับคำสั่งให้ติดตามฝูอวี้ฉยงก็ควบขับผ่านเขาไปอย่างรวดเร็วฝ่ายคนชุดดำเห็นว่าเป้าหมายกำลังหลบหนีจึงตวาดสั่งการ
“ลงมือพร้อมกัน”
หนานกงฉางเซินที่ยืนขวางอยู่ด้านหน้าไม่ยินยอมให้พวกมันติดตามหลานสาวของตนไปได้ทันเขารวบรวมกำลังที่มีทั้งหมดแล้วแผ่ลงไปในแส้แข็งก่อนจะปักมันลงกับพื้นเบื้องหน้า
ขุมพลังะเืรุนแรงแผ่ออกเป็ไอควันเย็นเยียบมันกระจายออกในแนวขวางดุจปีกปักษากระพือบินก่อนจะเกิดแรงสั่นไหวของอากาศ หลาวน้ำแข็งผุดขึ้นมาจากพื้นดินส่งเสียงดังราวปฐีไหวกั้นขวางเป็ปราการสูง๑ จั้งจนพวกมันไม่อาจข้ามผ่าน
เมื่อปราการบังเกิดขึ้นดังใจคิดร่างสูงโปร่งก็ทรุดลงกับพื้นโลหิตทะลักออกมาจากปากหลายครั้งติดต่อกัน ปราณพลังในกายลดลงจนแทบหมดเห็นทีว่าวันนี้คงเป็วันสุดท้ายของเขาแล้วกระมังแต่ต่อให้เป็เช่นนั้นเขาก็ไม่เสียใจที่ตัดสินใจทำเช่นนี้ อย่างน้อยก็สามารถถ่วงเวลาจนหลานสาวหลบหนีไปได้
รถม้าของฝูอวี้ฉยงแล่นตรงไปข้างหน้ามีองครักษ์ขี่ม้าอารักขาติดตามสี่นาย การเดินทางเป็ไปอย่างเร่งรีบ ภายในรถแม่นมซูก็ยังถือหอกยุทธ์ไว้มั่นไม่ปล่อยให้เกิดความประมาทแม้แต่เสี้ยวลมหายใจเดียว
“เราผ่านสามแยกมาแล้วหรือยัง”อยู่ ๆ นายน้อยก็เอ่ยถามขึ้น ดวงตาทั้งสองมองออกไปด้านนอกหน้าต่างอย่างใช้ความคิด
“ผ่านแล้วเ้าค่ะเมื่อครู่ตอนที่นายท่านสามลงจากหลังคารถก็ผ่านสามแยกมาแล้ว”
“แม่นม”
“เ้าคะ”ซูเฉี่ยนมองหน้าผู้เป็นาย ก็พบว่าใบหน้าของเด็กน้อยกำลังมองมาที่นางด้วยท่าทีเฉียบขาด
“เส้นทางไปหงลู่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นเฟิงเปลี่ยนสีแต่เส้นทางที่รถม้าคันนี้กำลังวิ่งไป ไม่มีต้นเฟิงแม้แต่ต้นเดียว” คุณหนูน้อยพูดขึ้นด้วยสุ้มเสียงจริงจังนางยังจดจำคำบอกของน้าชายได้ดี อีกอย่างนางก็ศึกษาแผนที่และการเดินทางมาก่อนเหตุใดจะไม่เห็นความผิดปกติของทัศนียภาพด้านนอก
ต้นไม้ที่ขึ้นสองข้างทางในขณะนี้ไม่ใช่ทั้งต้นเฟิงและต้นไผ่ มันจึงไม่ใช่เส้นทางที่นำไปสู่หงลู่หรือชิงลู่
คำตอบของจุดหมายมีเพียงอย่างเดียวนั่นคือคนขับกำลังลวงพวกนางไปเขตต้องห้ามป่าสนธยา พวกองครักษ์สี่นายก็ไม่เอ่ยทักท้วงทั้งที่เป็คนของสำนักคุ้มภัยที่ต้องขึ้นเหนือล่องใต้เป็กิจวัตร และเชี่ยวชาญการเดินทางในแถบนี้ดี
“คุณหนู !”ซูเฉี่ยนอุทานอย่างใ นางมองออกไปก็พบว่าเป็จริงดังที่คุณหนูกล่าวนี่แสดงว่าพวกนางหลงกลเข้าให้แล้ว
ฝูอวี้ฉยงหลับตาลงจิตของนางกลับเข้าสู่แหวนอีกครา
นางเริ่มคุ้นเคยกับการเข้าออกและควบคุมข้าวของภายในแหวนเมื่อนางมองไปที่กล่องเก็บของบนชั้น ฝาของมันก็เปิดออกขวดโอสถขวดหนึ่งลอยมาหยุดอยู่ในมือของนาง เมื่อลืมตาขึ้นขวดหินเคลือบสีดำที่บรรจุของเหลวไว้จนเต็มก็ปรากฏขึ้น
“พิษกร่อนปราณท่านตามอบไว้พร้อมกับบรรดาโอสถวิเศษก่อนจะออกจากเมืองหวยครั้งก่อน เห็นทีจะได้ใช้ก็ครานี้แหละ”ดวงตากลมดำปรากฏแววดุดันเฉียบขาด มันเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงลึกล้ำจนแม่นมซูที่เลี้ยงนางมาั้แ่เล็กยังตระหนก
พิษกร่อนปราณแม้ไม่ใช่พิษร้ายแรงที่สุดเช่นพิษหนอนกู่อสุระ แต่ก็รุนแรงพอที่จะสกัดให้ปราณในกายติดขัดเืลมย้อนกลับจนสิ้นกำลังลง มันเป็เครื่องช่วยทอนกำลังของศัตรู การลงมือซ้ำสองต่างหากที่จะเด็ดชีวิตของผู้ต้องพิษได้
“สังหารพวกมันให้หมดทั้งองครักษ์ทั้งคนขับรถม้า”
*************************
หนทางของผู้ยิ่งใหญ่มีใครไม่ผ่านชะตาเคี่ยวกรำ
เสี่ยวฉยงก็เช่นกันมิอาจหลบเร้น
ZHMX
[1]ต้นเฟิง คือ ต้นเมเปิ้ล