ฮึก ฮึก
ฉันกลับมามีสติอีกครั้งเมื่อพายุสงบลงแต่าแทางใจจากการถูกกระทำยังคงชัดเจน ไม่อาจลบเลือนความไว้ใจที่เคยมีถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง
เหลือเพียงร่องรอยแห่งการละเมิดและความเ็ปที่ทำให้เธอสมเพชตัวเองและไม่อยากเห็นหน้าเขาแม้แต่วินาทีเดียว
...แต่แล้ว แขนคู่หนึ่งกลับสอดเข้ามาโอบกอดจากด้านหลัง เสียงทุ้มเบาๆเอ่ยซ้ำไปมา
"ที่รัก...ขอโทษ...ผมขอโทษ...อย่าร้องเลย"
ฉันสะบัดไหล่เบาๆพยายามเบี่ยงหนีจากอ้อมกอดนั้น น้ำตายังคงไหลไม่หยุด ในใจเต็มไปด้วยความอึดอัดและต่อต้านจนต้องเปล่งเสียงออกไปด้วยความสั่นเครือปนโกรธและน้อยใจ
"ปล่อยฉัน..."
อ้อมแขนแกร่งกลับกระชับแน่นขึ้นราวกับไม่ยอมให้ฉันหลบหนี เสียงของเขายังคงพร่ำซ้ำไม่หยุด
"ขอโทษ...ผมขอโทษ...อย่าร้องเลย...อย่าปฏิเสธฉัน" ฉันกัดริมฝีปากแน่น ไม่อยากฟังอีกต่อไป
จุ๊บ-
ััเบาๆที่หน้าผากตามด้วยจมูก ไล่มาที่ริมฝีปากแ่เบา
เสียงทุ้มดังขึ้นราวกับพยายามดึงความสนใจฉันไปทางอื่น
"ไปกินข้าวกันเถอะ คุณยังไม่ได้กินอะไรเลยใช่ไหม"
เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน
ฉันนั่งนิ่งอยู่เบาะข้างคนขับสายตาจ้องออกไปนอกหน้าต่าง เพราะไม่อยากเห็นคนตรงหน้า
มือทั้งสองข้างกำแน่นพยายามกดเก็บความรู้สึกที่ตีวนในใจ ความทรงจำตลอดสองชั่วโมงที่ผ่านมายังคงกดทับจนฉันรู้สึกรังเกียจตัวเองไม่อาจหันไปมองคนข้าง ๆ ได้เลย
รถค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่ลานจอดของห้างสรรพสินค้า เสียงเบรกดังขึ้นเบา ๆ ก่อนเครื่องยนต์ดับ
ฉันยังคงนั่งนิ่งไม่อยากสบตา ไม่อยากพูดอะไรทั้งนั้น
"ไปกินข้าวกันเถอะ กินเสร็จแล้วจะพาไปส่งบ้าน" เขาเอ่ยพลางเปิดประตู มือแกร่งบีบข้อมือฉันแน่นราวกับไม่ให้มีทางเลือกอื่น
ฉันถูกพาเดินไปยังร้านอาหารภายในห้างพนักงานรีบเข้ามาส่งเมนู พร้อมรอยยิ้มสุภาพ พี่ภูมิเอื้อมมือแตะต้นแขนฉันเบาๆก่อนจะประคองให้นั่งลง
การกระทำดูอ่อนโยนราวกับราวกับห่วงใยขัดแย้งกับการกระทำก่อนหน้านี้ของเขามาก
เรานั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งบรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยเสียงผู้คน เสียงหัวเราะของครอบครัว เด็ก ๆและเสียงสั่งอาหารดังแทรกเข้ามา
พนักงานเดินเข้ามาอีกครั้งหลังจากผ่านไปชั่วครู่
"รับอะไรดีคะ?" เธอถามพลางแตะไปที่แท็บเล็ตในมือเพื่อเตรียมบันทึก
ฉันเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยส่งรอยยิ้มบาง ๆ ให้พนักงาน แม้ภายในจิตใจฉันจะบอบช้ำ แต่ฉันยังเลือกเก็บมันไว้ พร้อมยิ้มให้คนที่ไม่เกี่ยวข้อง
"ขอโซบะเย็นหนึ่งที่ค่ะ"
พนักงานบันทึกรายการลงในแท็บเล็ตอย่างคล่องแคล่ว
ความรู้สึกที่เหมือนถูกจับจ้องตลอดเวลาทำให้ฉันเหลือบไปทางชายหนุ่มข้างๆ แววตาเขาดูเหมือนจะสว่างขึ้น ริมฝีปากยิ้มคลี่ยิ้มกว้างรอยยิ้มที่เกิดขึ้นราวกับตีความไปเองว่า ฉันคงไม่โกรธแล้ว หรืออย่างน้อยก็อารมณ์ดีขึ้นบ้าง
"เอาเหมือนกันครับ เป็โซบะเย็นสองที่...แล้วก็เบียร์ Sapporo หนึ่งแก้วครับ"
เช้าวันใหม่มาถึงฉันนั่งอยู่บนโต๊ะทำงานในออฟฟิศแล้ว รอเวลาประชุมกะเช้าที่จะเริ่มในอีกไม่กี่นาที
เสียงโทรศัพท์ดังสลับกับเสียงพิมพ์แป้นคีย์บอร์ดและเครื่องถ่ายเอกสารบรรยากาศเต็มไปด้วยความเร่งรีบตามแบบฉบับขององค์กรที่กระตือรือร้น
หลายคนเริ่มทำงานก่อนเวลาเพื่อสะสางเื่เร่งด่วนหรือเคลียร์งานค้างจากเมื่อวาน
ฉันพลิกดูรายงานที่ถูกวางไว้ั้แ่เมื่อคืนเอกสารจากกะกลางคืนที่ส่งต่อมาเป็ประจำทุกวัน
เมื่อถึงเวลาฉันเดินไปยังห้องควบคุมรวมที่ใช้สำหรับประชุมรับกะเช้า ถือเอกสารจากกะดึกติดมือไปด้วยหลายคนเริ่มทยอยเข้ามาแล้ว บรรยากาศเริ่มคึกคัก
จนสายตาสะดุดเข้ากับร่างสูงที่นั่งอยู่มุมห้องที่กำลังมองมาที่ฉันอยู่พอดีเขามักจะมารอฟังรายงานตรงนั้นเป็ประจำ
ไม่แน่ใจว่าเขามองมาั้แ่เมื่อไหร่หรือเพิ่งจะหันมาสบตากันในตอนนี้
ฉันชะงักไปชั่วครู่ ก่อนทำทีก้มมองเอกสารในมือพลิกไปมา ปล่อยให้เสียงพูดคุยในห้องประชุมกลบทุกสิ่งไม่แม้แต่จะเหลือบไปทางเขาอีก
"เมื่อคืนท่อลีคอีกแล้วเหรอคะ ใช้เวลาแก้กันนานไหม" ฉันหันไปพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานที่นั่งใกล้ๆ
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้น เมื่อเขาเล่าต่อว่าเมื่อคืนเขาวุ่นแค่ไหน และพนักงานที่ควบคุมระบบตอนกะดึกดันเผลอหลับไป
ฉันยิ้มให้เพื่อนร่วมงานตรงหน้าปล่อยความรู้สึกเมื่อวานเลือนหายไป เหมือนหน้ากระดาษที่ถูกพลิกผ่านไปแล้ว
เสียงเก้าอี้เลื่อนดังไปทั่วห้องเมื่อการประชุมสิ้นสุดลง ทุกคนทยอยเก็บเอกสารและออกไปทีละคน
ฉันลุกขึ้นตามเพื่อนร่วมงานเก็บแฟ้มในมืออย่างใจเย็น สายตาไม่เหลือบไปตรงมุมห้องนั้นเลย แม้ฉันจะรับรู้สายตาที่จ้องมองมาตลอดเวลา
กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นลอยออกมาจากเครื่องชงที่ทำงานอยู่ไม่ไกลผสมกับเสียงพูดคุยของเหล่าวิศวกรที่นั่งพักผ่อนกระจายอยู่ตามโต๊ะ
ฉันเดินเข้ามาเห็นรินลดานั่งอยู่กับเพื่อนสาวจากแผนกบัญชีซึ่งดูเหมือนจะเพิ่งแวะมาตามงานกับใครสักคน แต่สุดท้ายก็มานั่งคุยด้วย
"ยัยพัช มาช้าจังนะ เรียกตั้งนานแล้ว กาแฟฉันจะหมดแก้วอยู่แล้วเนี่ย" รินลดาบ่นพลางยิ้มขำ
"โทษที ฉันติดเคลียร์งานอยู่ เพิ่งจะหลุดมาได้เนี่ย"ฉันหัวเราะแล้วหยิบแก้วกาแฟมานั่งลง
เพื่อนสาวจากแผนกบัญชีหัวเราะตาม
"จริงๆฉันแค่แวะมาตามเอกสาร แต่เห็นยัยรินลดานั่งอยู่เลยนั่งเม้าท์ด้วยซะเลยห้องเบรกเอนจิเนียร์คึกคักกว่าที่คิดนะ"
"ผู้ชายเยอะกว่าแผนกอื่นแหละ แถมชอบมานั่งเล่นเลยทำให้บรรยากาศคึกคัก"
ฉันพูดยิ้มๆ ก็แผนกนี้มีผู้หญิงแค่ฉันกับยัยรินลดาเอง นอกนั้นมีแต่ผู้ชาย ไม่คึกคักเสียงดังก็คงแปลกแล้ว
รินลดาทำเสียงแซวทันที "ก็แน่ล่ะ พวกเรามีเื่ให้บ่นทุกวัน ไม่เหมือนแผนกบัญชีที่มีแต่ตัวเลข"
พี่จากแผนกบัญชีเอ่ยขึ้น "ว่าแต่ พวกฉันนั่งอยู่นี่ตั้งนานแล้ว ยังไม่เห็นพี่ภูมิหัวหน้าแกเลย เขาไม่มาพักกินกาแฟบ้างเหรอ"
อีกคนหัวเราะเสริม
"หรืองานยุ่งเกินไปมั้ง แต่ก็น่าแปลกนะ โสดก็โสด หน้าตาก็ดี ตำแหน่งก็สูง ทำไมยังไม่มีแฟนสักที"
"นั่นสิ...วันนี้ก็นั่งหน้าหงิกอีกแล้ว พี่ภูมิเคยบอกว่าพวกผู้หญิงวุ่นวายน่ารำคาญจะอยู่แบบโสดตลอดไป"
พอเป็เื่นินทาหัวหน้าตัวเองรินลดาก็พูดไม่ยั้ง
เสียงหัวเราะรอบโต๊ะยังดังอยู่แต่ฉันเลือกที่จะเบนหน้าออกไปด้านอื่น ยกแก้วกาแฟขึ้นมาจิบเล็กน้อย ฉันไม่อยากออกความเห็นเื่นี้ซักเท่าไหร่
แค่ได้ยินก็ทำให้ใจฉันรู้สึกอยากจะลุกขึ้นหนี
ทว่าเสียงทุ้มต่ำๆ พลันดังขึ้นจากด้านหลังเก้าอี้ที่ฉันนั่งพอดี
"วันนี้แก๊งสาว ๆ อยู่กันเยอะเลยนะ"
คนในบทสนทนาเมื่อครู่เอ่ยทักทันทีที่มาถึง
"กำลังถามอยู่เลยว่าหัวหน้ายัยรินลดาไม่มาห้องเบรกเหรอ"
"เคลียร์งานพึ่งเสร็จ"
ชายหนุ่มตอบรับยิ้มๆ แบบขอไปที เอามือแตะบนพนักพิงเก้าอี้ของฉันอย่างเป็ธรรมชาติ
ฉันชะงักไปชั่วครู่ความทรงจำที่ไม่อยากนึกถึงแล่นเข้ามาในหัวทันที ทำให้มือที่จับแก้วกาแฟแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
"ว่าแต่คุยเื่อะไรกันอยู่...พอดีลูกน้องผมหายไปนานแล้ว เลยมาดูว่าแอบมาอู้งานอยู่ที่ไหน"
เขาพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งล้อเล่นทำให้รินลดายิ้มแห้ง ๆ ออกมา
"ที่ไหนได้ไม่ได้มีอู้แค่หนึ่งคน นี่เจอถึงสี่"
เขาพูดพลางหัวเราะเบาๆ ก่อนขยับตัวเล็กน้อย
เอียงหน้ามาทางฉัน แล้วถามด้วยเสียงที่เหมือนคุยกับเด็ก
"แล้วคนนี้ล่ะ มาซ่อนตัวอยู่ตรงนี้นานหรือยัง โอห์มกำลังบ่นว่าลูกน้องหายเหมือนกัน"
ใบหน้าเขายื่นมาใกล้เรื่อยๆ มันใกล้จนอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมสำหรับคุยกันในฐานะเพื่อนร่วมงาน ฉันเห็นได้จากสายตาทุกคนมองค้างอย่างแปลกใจ
"ฉันไปหาพี่โอห์มก่อนนะ"
ฉันรีบลุกขึ้นหันไปบอกยัยรินลดาก่อนยิ้มบาง ๆ ให้พี่แผนกบัญชีเป็การขอตัว แล้วเดินออกจากห้องทันที
ทิ้งไว้ด้านหลัง ให้คนตัวโตยืนนิ่ง มุ่นหัวคิ้วลงโดยที่ฉันไม่ทันได้เห็น