ย้อนเวลา ล่าสวาท2 : หักเหลี่ยมสวาท

    ตอนที่ 41 ปัจฉิมบท

    "นี่นาย! รีบมาทำงานได้แล้ว อย่ามัวแต่อู้สิ เพราะขี้เกียจอย่างนี้ไง ชีวิตนายถึงได้ตกต่ำขนาดนี้" ชายหนุ่มอายุราวยี่สิบเอ่ยกับชายที่ดูสูงวัยกว่าหลายปีที่กำลังเอนหลังพักอย่างสบายใจ ปล่อยให้คนอื่นๆเก็บโต๊ะและเก้าอี้จากงานเลี้ยงฉลองแต่งงานของลูกชายเถ้าแก่โรงสีและลูกสาวนายทหารชั้นผู้ใหญ่

    "เอาน่า คนเราก็ต้องมีอู้กันบ้าง แค่มารับจ้างเขาหาค่ากับข้าวไปวันๆ จะขยันมากไปทำไม ยังไงก็ได้เงินเท่าเดิม" ชายที่ดูสูงวัยกว่าตอบกลับมา ก่อนยันกายลุกขึ้นเดินเก็บเก้าอี้เหมือนคนงานคนอื่นๆ

    "เราต้องรีบทำรีบเสร็จงาน ฉันต้องไปหาวิธีชาร์จแบตเจ้านาฬิกานี่แล้วจะได้กลับไปยุคของฉันเสียที" ชายหนุ่มพูดก่อนยกแขนขึ้นมามองที่นาฬิการูปร่างประหลาด มันทั้งใหญ่และดูเทอะทะเหมือนอุปกรณ์แปลงร่างของขบวนการพาวเวอร์เรนเจอร์ที่เขาเคยดูตอนเด็กยังไงยังงั้น เขาเก็บมันได้ที่ข้างคลองน้ำระหว่างทางกลับบ้าน ก่อนจะหยิบมันขึ้นมาใส่เล่น แล้วกดปุ่มมั่วๆเพื่อหวังจะปรับเวลาให้ตรง แต่กลับกลายเป็นว่าเขาได้ทะลุเวลาไปยังยุคต่างๆ ก่อนที่หลุดมาติดอยู่ในปี 2004 นี้ เพราะนาฬิกาเจ้ากรรมนี่ดันแบตหมดเสียก่อน

    "นายควรพยายามเป็นนักเขียนอย่างใฝ่ฝันไว้นะ ไม่ใช่จะมาขี้เกียจแล้วทำงานรับจ้างไปวันๆแบบนี้" ชายหนุ่มที่ดูอ่อนกว่าเอ่ยขึ้น

    "เออน่า รู้แล้ว อายุแค่นี้อย่ามาทำเป็นสอนฉันหน่อยเลย" ชายสูงวัยกว่า หรือโต้ง เอ่ยขึ้นพลางทอดสายตาออกไปนึกถึงความหลังอันขมขื่น อันที่จริงบัณฑิตเกียรตินิยมคณะนิเทศศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชื่อดังอย่างเขาควรกลายเป็นนักเขียนที่คนทั้งประเทศรู้จักไปแล้ว แต่..

    "เฮ้ย! ไอ้โต้ง ไอ้ตั้ม งานเสร็จแล้ว มารับตังค์แล้วกลับบ้านไป" หัวหน้าคนงานตะโกนเสียงดัง ทำให้โต้งตื่นจากภวังค์ ก่อนทั้งคู่ที่คนอื่นทั่วไปเข้าใจว่าเป็นพี่กับน้องกันจะเดินดุ่มๆไปรับเงินค่าจ้างคนละร้อยกว่าบาท แล้วพากันเดินออกจากโรงแรมไป

    อีกฟากหนึ่งของเมือง

    "พี่เมฆหยุดก่อน! ไม่นะ อึ๋ยยยย" หญิงสาวดาวมหาลัยร้องครางขนลุกซู่เมื่อถูกชายหนุ่มร่างกำยำฟอนเฟ้นซุกไซ้ไปทั่วซอกคอขาวบนรถสปอร์ตคันหรู สองมือของเธอพยายามผลักไสเขาออกไปโดยใช้แรงเพียงไม่ถึงครึ่ง

    "พี่รักบุ๋มนะ เป็นแฟนกับพี่เถอะ ตลอดเวลาที่ผ่านมาพี่เฝ้าถามใจตัวเอง จนวันนี้ได้คำตอบแล้ว พี่อยากเป็นแฟนกับบุ๋ม" เมฆพร่ำบอกคำหวานที่เขาเพิ่งนึกได้ อารมณ์สวาทที่คุกรุ่นของเขาตอนนี้สั่งให้เขายอมทุกอย่างเพื่อที่จะได้บรรเลงเพลงสวาทกับสาวสวยที่อยู่ตรงหน้า เขาอุตส่าห์ตามตื๊อเธอตั้งนานในงานแต่งงานของพี่ชาย กว่าเธอจะยอมขึ้นรถมากับเขา ถ้าปล่อยไปให้หลุดมือคงเสียชื่อคาสโนเมฆเป็นแน่แท้

    "พี่เมฆอะ ชอบหลอกหนู พี่คงกรอกคำว่ารักใส่หูผู้หญิงมาแล้วนับไม่ถ้วน" บุ๋มที่รู้ทันคารมของชายหนุ่มตอบกลับไป ก่อนแสร้งทำหน้าหน้าบึ้ง

    "พี่รักบุ๋มจริงๆ จะให้ทำยังไงบุ๋มถึงจะยอมเชื่อ.... งั้นเอางี้"  เมฆปลดสร้อยคอทองคำน้ำหนักห้าบาทออกมายื่นให้กับบุ๋ม

    "พี่ให้สร้อยนี้กับบุ๋ม บุ๋มจะได้เชื่อว่าพี่พูดจริง" บุ๋มกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ แต่มีหรือจิ้งจอกสาวที่พอมีประสบการณ์อย่างเธอจะยอมกินปลาเล็กอย่างนี้ 

    "พี่เมฆเก็บไว้เถอะค่ะ เรื่องความรักกับเรื่องเงินทองมันคนละเรื่องกัน แต่ถ้าพี่เมฆยืนยันว่ารักหนูจริงๆ วันนี้หนูจะยอมให้ในสิ่งที่พี่ต้องการ แต่ถ้ายังหลอกหนูอีก หนูจะเอาเรื่องเราไปฟ้องทุกคนที่จะเล่นงานพี่ได้ ทั้งพี่หมอก พี่พลอย หรือคนอื่นๆ" บุ๋มฉลาดพอที่จะอดเปรี้ยวไว้กินหวาน การที่ยอมมีอะไรกับเขาในครั้งนี้ แล้วมีข้อต่อรองที่เอาไว้ขู่เมฆได้แบบนี้ มันคุ้มเสียยิ่งกว่ารับทองเส้นนั้นมาแน่นอน

    "ได้ ถ้าพี่หลอกบุ๋ม ก็เอาเรื่องนี้ไปบอกทุกคนได้เลย" พูดจบเมฆก็โผเข้ากอดแล้วระดมจูบบุ๋มอย่างหื่นกระหาย แต่ทันใดนั้นก็มีแสงวาบจ้าใกล้ๆรถที่จอดอยู่ ก่อนมีเสียงเหมือนมีวัตถุกระทบกระโปรงหน้ารถดัง "ตุ๊บ" ทำให้ทั้งสองต้องหยุดกิจกรรมเข้าจังหวะที่ยังไม่ทันได้เริ่ม

    "ใครวะ!" เสียงเมฆตะโกนออกไปด้วยอารมณ์เสีย ก่อนเปิดช่องเก็บของ คว้าปืนคู่ใจเปิดประตูรถออกไป

    "อูยยยยย นายสร้างเครื่องย้อนเวลายังไง ทำไมลงจอดไม่นิ่มเลยวะ" ฌานพลลูบที่สะโพกของตัวเองพร้อมกับบ่นอุบ

    "ฉันส้รางเครื่องย้อนเวลา แต่คนที่คำนวณพิกัดเปิดประตูมิติเวลาคือนายนะ อย่ามาโทษฉัน" ขุนพลที่เจ็บไม่แพ้กันสวนกลับไป

    "หยุดนะ! พวกนายเป็นใคร ยกมือขึ้น" เมฆจ่อปืนใส่สองหนุ่ม พร้อมออกคำสั่งเสียงดังฟังชัด

    "ใจเย็นๆครับ เราไม่ได้มาร้าย" ฌานพลรีบเอ่ยขึ้นพร้อมยกมือทั้งสองขึ้น

    "พวกนายมาทำอะไรที่นี่ มาตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเห็นอะไรบ้าง!" เมฆถามรัวออกมาเป็นชุด พร้อมกันกับพี่บุ๋มเปิดประตูรถออกมาในสภาพที่ผมเผ้ายุ่งเหยิง ฌานพลสังเกตเห็นก็รู้ทันทีว่ามีกิจกรรมอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้านี้

    "พวกเรามาอยู่นี่นานแล้วครับ ก่อนที่พวกพี่จะมาจอดรถตรงนี้เสียอีก แต่ก็ไม่ได้เห็นอะไรทั้งนั้นนะครับ รถพี่ติดฟิล์มหนาซะขนาดนี้" ฌานพลที่เฉลียวฉลาดตอบกลับไปอย่างฉะฉาน ทำให้เมฆลดปืนลง

    "ที่แท้ก็วัยรุ่นแถวนี้ ไปได้แล้ว แล้วอย่าบอกใครนะว่าเจอพี่ที่นี่ ไม่งั้นพี่ตามไปเล่นงานพวกเธอแน่" 

    "ครับผม ไม่บอกใครแน่นอนครับ แต่..เอ่อ..พวกเราอยากขอถามหน่อย" ขุนพลเอ่ยขึ้นมาบ้าง

    "มีอะไรก็ว่ามา อย่าลีลานะ พี่ไม่มีเวลามาเล่นด้วย"

    "คือเรากำลังตามหาคน พี่พอจะเคยเห็นคนที่ใส่นาฬิกาข้อมือเรือนใหญ่ๆแปลกๆบ้างไหมครับ"

    "สีบรอนซ์" ฌานพลเสริม

    "นาฬิกาอะไรวะ แล้วคนที่พวกเราสองคนตามหาชื่ออะไร ผู้หญิงหรือผู้ชาย อายุประมาณเท่าไหร่  สูงหรือต่ำ ดำหรือขาว"  สิ้นเสียงของเมฆ ฌานพลกับขุนพลได้แต่มองหน้ากัน เพราะพวกเขาไม่รู้จริงๆว่าคนที่กำลังตามหาเป็นใคร

    "ไม่รู้อะไรสักอย่างพี่ก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้วล่ะน้อง พวกเอ็งไปซะไป น่ารำคาญ"

    "อ่อ ครับผม ขอบคุณครับ" ฌานพลและขุนพลยกมือไหว้แล้วรีบเดินออกห่างจากรถคันนั้นทันที

    "นายแน่ใจนะว่าเรามาถูกไทม์ไลน์" ขุนพลเอ่ยถามฌานพลขณะที่ทั้งคู่รีบสาวเท้าก้าวไปตามทางเดินในสวนสาธารณะ

    "แน่ใจสิ สัญญาณสุดท้ายที่จับได้ มันคือพิกัดนี้ การคำนวณของฉันคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อย ทั้งตำแหน่ง และเวลา ส่วนมิติไม่ผิดพลาดแน่นอน" ฌานพลตอบอย่างมั่นใจ

    "ถ้าคำนวณมิติผิดนี่ยุ่งเลยนะ เราเองก็พลอยจะกลับยุคเราไม่ได้ด้วย" ขุนพลเตือน

    "หาที่พักก่อนดีกว่าว่ะ วันนี้เหนื่อยมากแล้ว" ฌานพลเสนอ ก่อนทั้งคู่เดินไปที่โรงแรมที่อยู่ใกล้ที่สุดเพื่อหวังที่จะพักให้หายเหนื่อยเสียก่อน

    ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    ปี 2049

    ภาพของเอกและดาวที่กำลังช่วยกันจัดทำพิธีเปิดโครงการบ้านจัดสรรค่อยเลือนหายไปจากภาพโฮโลแกรม ก่อนที่ไฟฟ้าทั่วเมืองจะกลับมาสว่างไหวตามปกติเพราะเครื่องย้อนเวลาได้หยุดการทำงานลง ใบหน้าของเอกในวัยเกือบเจ็ดสิบที่ตอนนี้เป็นเจ้าของบริษัท โซล่าเทค ยิ้มกริ่มอย่างมีความสุข

    "สำเร็จแล้วครับคุณเอก เราทำสำเร็จแล้ว ฮ่าๆ" เสียงของชายใบหน้าเหี่ยวย่น ผมหงอกทั้งหัวที่ทุกคนต่างเรียกเขาว่าดอกเตอร์เพี้ยนดังลั่นอย่างดีอกดีใจ

    "ทีนี้โลกจะได้จดจำว่าเราคือผู้สร้างเครื่องย้อนเวลาได้เป็นคนแรก แม้จะทำได้เพียงแค่ย้อนไปดูอดีตก็ตามที และคุณเอกก็จะสามารถทำเงินได้มหาศาลจากเทคโนโลยีนี้ แต่อาจจะต้องพัฒนาอีกหน่อย เพราะมันใช้พลังงานเยอะเสียเหลือเกิน คุณจะเอกจะให้ผมวิจัยเรื่องการสร้างแหล่งพลังงานขนาดจิ๋วต่อเลย...."

    "โครม! โครม! โครม" ไม่ทันที่ดอกเตอร์จะพูดจบ ฌานพลลูกชายของเอกก็ใช้ไม้เบสบอลทุบเครื่องย้อนเวลาอย่างบ้าคลั่ง

    "หยุดนะไอ้หนุ่ม! แกบ้าไปแล้วหรือไง! คุณเอกรีบห้ามลูกชายของคุณสิ เขาเป็นบ้าไปแล้ว!" ดอกเตอร์เพี้ยนตะโกนอย่างบ้าคลั่งก่อนวิ่งเข้าหาฌานพลเพื่อหยุดการกระทำเขาไว้

    "พอได้แล้วดอกเตอร์ ภารกิจของเราจบแล้ว" เอกเอ่ยสั้นๆ ทำให้ดอกเตอร์ถึงกับงงงวย

    "อย่าบอกนะว่าคุณเอกต้องย้อนเวลากลับไปดูแค่ตัวเองในอดีตกับคุณดาวสร้างบ้านจัดสรรขายเนี่ยนะ"

    "ใช่" เอกตอบสั้นๆพร้อมกับเก็บของใส่กระเป๋าเพื่อเตรียมกลับบ้านไปพักผ่อน

    "นี่เราพยายามมาสิบกว่าปี เพื่อดูแค่นี้เหรอ ผมไม่ยอมหรอก ผมจะทำโปรเจคนี้ต่อ" ดอกเตอร์ยืนยันเสียงแข็ง

    "ก็แล้วแต่คุณนะ แต่ผมไม่มีทุนให้แล้ว คุณอยากทำต่อก็ไปหาทุนเอง แต่ผมขอเตือนไว้อย่าง อย่าพยายามยุ่งกับกาลเวลาเลย มันไม่มีประโยชน์อะไร" เอกเอ่ยเสียงเรียบ

    "คุณไม่มีทุน ผมก็หานายทุนคนใหม่ได้ ผมจะเอาเรื่องนี้ไปเสนอเศรษฐีระดับโลก เขามีทุนให้ผมใช้ไม่อั้นแน่"

    "เหรอ แล้วใครจะเชื่อดอกเตอร์สติเฟื่องอย่างคุณ" เอกสวนกลับไป

    "ผมทำให้คุณเชื่อมั่นได้ คนอื่นก็ต้องเชื่อมั่นผมได้เหมือนกัน อย่าคิดว่าคุณมองผมออกเพียงคนเดียว"

    "ที่ผมเชื่อมั่นคุณเพราะผมรู้ว่าคุณไม่ได้สติเฟื่องอย่างที่เขาว่ากัน" เอกเก็บกระเป๋าเสร็จยืนมองหน้าดอกเตอร์เพี้ยนพร้อมกับยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์

    "มะ..หมายความว่ายังไง" ดอกเตอร์ถามด้วยความสงสัย

    "ผมอยากได้คนเก่งอย่างคุณมาช่วยงานในราคาไม่แพงมากนัก ผมก็ต้องทำให้คุณไม่มีที่ไปเสียก่อนสิ"

    "นี่แก! คนที่ปล่อยข่าวว่าฉันบ้าก็คือแกนี่เอง ไอ้นักธุรกิจชั่ว!" ดอกเตอร์โกรธจัดจนใบหน้าขาวเปลี่ยนเป็นสีแดง

    "แต่ถึงอย่างไร ฉันก็มีพิมพ์เขียวของเครื่องย้อนเวลาอยู่ในมือ" ดอกเตอร์ยกอุปกรณ์เก็บข้อมูลขนาดจิ๋วขึ้นมาโชว์

    "อ่อ ผมอยากจะบอกว่า ผมได้แอบลบมันทิ้งไปตั้งนานแล้วครับ" เสียงฌานพลดังขึ้นมา

    "ฮึ อย่าโม้ไปเลยไอ้หนู ฉันเก็บมันไว้ไม่ห่างตัว แถมมีรหัสที่มีฉันเพียงคนเดียวที่รู้ แกจะมาลบได้ยังไง" ดอกเตอร์พูดอย่างมั่นใจ

    "งั้นลองเปิดดูสิครับ" ฌานพลผายมือไปยังควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่อยู่ตรงหน้า ดอกเตอร์เดินไปเสียบเม็มโมรี่การ์ดเข้าไป ก่อนจะพบว่าไม่มีข้อมูลใดๆในนั้น

    "ปะ..เป็นไปได้ไง" ดอกเตอร์สีหน้าซีดเผือดแทบอยากไม่เชื่อสายตาตัวเอง แต่เขาก็ยิ้มออกมาอีกครั้ง

    "ไม่เป็นไรหรอก เพราะพิมพ์เขียวมันอยู่ในหัวฉันหมดแล้ว ใช้เวลาไม่ถึงปีฉันต้องแกะมันออกมาได้แน่ หึหึ" ดอกเตอร์พูดพร้อมชี้นิ้วมาที่หัวที่เต็มไปด้วยผมหงอกของตัวเอง

    "แต่ดอกเตอร์ยังหาวิธีการคำนวณพิกัดไม่ได้นี่ครับ ถ้าไม่มีผมช่วยคุณก็คงทำไม่ได้" ฌานพลยิ้มตอบกลับไปเหมือนเป็นผู้ชนะ

    "หึหึ แกน่ะยังอ่อนต่อโลกมาก เรื่องนั้นฉันเตรียมการไว้แล้ว ฉันแอบจดสูตรคำนวณของแกไว้แล้วไอ้หนู" ดอกเตอร์ยกกระดาษที่มีทั้งตัวเลขและตัวอักษรภาษาอังกฤษเป็นสมการคำนวณยาวกว่าสองบรรทัดขึ้นมาโชว์

    "สูตรนั่นผมใส่มั่วๆ ผมรู้ว่าดอกเตอร์แอบดูเวลาผมคำนวณ ผมรำคาญขี้เกียจระวัง เลยใส่สูตรมั่วๆให้ดอกเตอร์เห็น คุณจะได้เข้าใจว่าได้สูตรจากผมไปแล้ว จะได้เลิกแอบดูผมเสียที" ฌานพลอธิบายยาว

    "กะ..แก หนอยยยย ไอ้พวกเจ้าเล่ห์ ชั่วช้าทั้งพ่อทั้งลูก จำเอาไว้เลย ฉันจะกลับมาแก้แค้นแน่นอน" ชายผมดอกเลาขยำกระดาษเขวี้ยงใส่เอกด้วยความโกรธก่อนรีบเดินจ้ำอ้าวออกจากห้องทดลองไป

    "คุณพ่อต้องการดูแค่นี้จริงๆเหรอครับ" ฌานพลเอ่ยถามผู้เป็นพ่อหลังจากที่ดอกเตอร์ออกไปแล้ว

    "ใช่" เอกตอบเพียงสั้นๆก่อนถอนหายใจออกมา

    "ตอนที่พ่อได้ย้อนเวลากลับไปในปี 2003 โดยบังเอิญกับเพื่อนพ่อที่ชื่อวัฒน์ พอย้อนเวลากลับมา พบว่าเพื่อนพ่อได้ตายเสียแล้ว จึงทำให้พ่อกังวลว่าเขาตั้งใจจะไม่กลับมา แล้วไปทำเรื่องไม่ดีในยุคนั้น"

    "เรื่องไม่ดีที่ว่าคืออะไรเหรอครับ" ฌานพลเอ่ยถาม

    "พ่อมารู้ทีหลังว่าเพื่อนพ่อแอบชอบแม่ของลูกอยู่ พ่อเลยกังวลว่าเขาจะอยู่ที่นั่นต่อเพื่อแย่งแม่ของลูกในยุคนั้นแทน"

    "ซึ่งก็เป็นอย่างที่พ่อคิด แต่สุดท้ายเรื่องราวก็จบลงได้ด้วยดี" ฌานพลเล่าต่อแทนเอก

    "พ่อเลยไม่จำเป็นที่ต้องใช้ไอ้เครื่องนี้อีกยังไงล่ะ"

    "เข้าใจแล้วครับ" ฌานพลตอบรับก่อนทอดสายตาไปทางควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่มีเม็มโมรี่การ์ดเสียบอยู่

    "ไปแอบลบข้อมูลของดอกเตอร์ตอนไหน" เอกถามลูกชายด้วยความสงสัย

    "เปล่าลบครับ ผมแค่เขียนโปรแกรมมาหลอกให้มันไม่อ่านข้อมูล ถ้าเขาเอาไปเปิดเครื่องอื่นรับรองอ่านได้ฉลุย" ฌานพลใช้นิ้วจิ้มเปลี่ยนโปรแกรมเข้าโหมดปกติก่อนพิมพ์เขียวของเครื่องย้อนเวลาจะโชว์ขึ้นมาในหน้าจอโฮโลแกรม

    "เจ้าเล่ห์จริงๆ ส่วนสูตรนี่ก็ของจริงเหมือนกันใช่ไหม" เอกหยิบกระดาษที่ยับยู่ยี่ออกมาคลี่ดู

    "ดอกเตอร์นั่นเป็นอัจฉริยะก็จริง แต่สังสัยจะอยู่แต่ในห้องทดลอง เลยไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของคน" ฌานพลถอดเม็มโมรี่การ์ดใส่กระเป๋าเสื้อก่อนกดปิดควอนตัมคอมพิวเตอร์เพื่อเตรียมกลับไปพักผ่อน

    "พ่อขอเตือนไว้ก่อนนะ ว่าอย่าไปยุ่งกับเวลา มันไม่มีประโยชน์อะไรทั้งนั้น" เอกเตือนลูกชายหัวดื้อ เพราะเขารู้ว่าฌานพลคิดจะทำอะไรต่อไป

    "กลับไปพักผ่อนได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องไปช่วยเฌอแตมทำงานที่โซล่าเทค" เอกเอ่ยก่อนเดินออกจากห้องทดลองไป ฌานพลก็เดินตามออกไปติดๆก่อนทั้งคู่แยกย้ายขึ้นโดรนคนละลำบินออกไปคนละทาง

    "รู้ทั้งรู้ว่าห้ามเราไม่ได้ ก็ยังอยากจะห้ามนะ" ฌานพลหยิบเม็มโมรีการ์ดขึ้นมาดูก่อนยิ้มดีใจเหมือนได้ของเล่นใหม่

    "เอาไปให้ขุนพลดูด้วยดีกว่า จะได้ช่วยกันสร้าง"

    จบปัจฉิมบท

     

    พูดคุยเพื่อขยายความเพิ่มเติม

    งงกันไหมครับกับปัจฉิมบท ขออธิบายคร่าวๆดังนี้ (อธิบายเยอะเดี๋ยวจะกลายเป็นสปอย)

    ในพาร์ทแรกเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวในภาค 5  "โต้ง" ในปี 1994 กำลังเรียนมหาวิทยาลัย ความฝันอยากจะเป็นนักเขียนนิยายหรือบทภาพยนตร์ ได้บังเอิญเก็บ"เครื่องข้ามเวลา" ที่ฌานพลเผลอทำหล่น ทำให้เขาข้ามเวลามาในปี 2004 (ปีที่เกิดเรื่องราวในภาค 2) แล้วมาเจอตัวเขาเองในสภาพที่เป็นคนไม่เอาถ่าน ไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง แต่เนื่องจากแบตของเครื่องข้ามเวลาหมด ทำให้เขากลับยุคตัวเองไม่ได้ จำเป็นต้องแอบอ้างเป็นน้องชายของโต้งในปี 2004 โดยใช้ชื่อว่าตั้ม 

    ส่วนฌานพล และขุนพล (ลูกชายของเอก และลูกชายของแจ็ค) ได้ข้ามเวลามาเพื่อตามหาเครื่องข้ามเวลาที่ทำหล่นไว้

    ส่วนพาร์ทสองเป็นอินโทรของภาค 3 ครับ

    เอก พระเอกของเราในภาคแรกเป็นห่วงดาว กลัวว่าจะโดนของใหญ่อย่างวัฒน์ทะลวงเอาก็เลยทุ่มเงินจ้างดอกเตอร์เพี้ยนวิจัยสร้างเครื่องข้ามเวลาเพื่อส่องดูเรื่องราวที่เกิดขึ้นในภาคสองอยู่ห่างๆ

    ตอนนี้กำลังเร่งเขียนภาค 3 อยู่นะครับ คิดว่าเขียนเสร็จแล้วค่อยมาลงดีกว่า แต่ด้วยภารกิจที่รัดตัว และอยากให้ภาค 3 ออกมาดีที่สุดเลยอยากจะขอเวลาจากนักอ่านทุกท่านสัก 6 เดือนนะครับ

    ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม เจอกันอีกทีปลายปีนี้ครับ

    ขอขอบพระคุณครับ

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลา ล่าสวาท2 : หักเหลี่ยมสวาท ที่คุณอ่าน