บรรยากาศในลานกว้างเงียบสงัดในพริบตาแม้รู้กันดีว่าบัณฑิตหนุ่มผู้นี้มีอำนาจล้นฟ้าเพียงใด แม้จะมีผู้ที่นินทาฮ่องเต้ลับหลังแต่จะมีผู้ใดคาดคิดว่ามีบัณฑิตกล้าต่อหน้าคนตระกูลเซี่ย กล่าวหาเซี่ยไท่ฟู่ว่าเป็นฮั่วกวงและหวังหม่างกัน!
ก่อนหน้านี้เพียงแค่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ราชสำนักก็ถือว่าฝ่าฝืนกฎข้อห้ามแล้วแต่นี่ยังกล้าวิพากษ์วิจารณ์ขุนนางใหญ่ต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้หรือสหายผู้นี้เสียสติไปแล้ว?
“ซื่อเหวย!”
เสียงตวาดดังขึ้นพร้อมกันสองเสียง
หนิงตวนเฉิงเห็นหมิงหยวนฝ่าฝูงชนเข้ามาจึงหยุดเดินพลางมองหวงซื่อเหวยด้วยสายตาเรียบเฉย “พูดจาเหลวไหล กลับลงมาเสีย”
หวงซื่อเหวยรู้สึกผิดทันทีที่เอ่ยคำพูดนั้นออกไปได้ยินหนิงตวนเฉิงเรียกเช่นนั้น ทำให้เขาทั้งโกรธทั้งกลัวจึงจ้องเซี่ยชิงฟาอย่างไม่พอใจ ก่อนจะเดินลงจากเวทีดวงตาทั้งสองคู่สบตากันแวบหนึ่งขณะเดินสวนกัน
“เรียนสหายร่วมสำนักทั้งหลายยามนี้ชาวหูป่าเถื่อนกล้ำกรายเข้ามา บรรยากาศในเก้าแคว้นตึงเครียด ราษEรต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอนภรรยาต้องพรากจากสามี บิดาต้องพรากจากบุตรเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังกึกก้องไปทั่วแผ่นดิน ซื่อเหวยยังเด็ก เกิดความกังวลต่อบ้านเมืองอีกทั้งยังสงสารความทุกข์ยากของราษฎร ใจร้อนรุ่ม พูดจาพลาดพลั้งไปบ้างสหายทั้งหลายล้วนเป็นปัญญาชน คอยประคับประคองบ้านเมือง ค้ำจุนราชสำนักย่อมเข้าใจในความหวังดีของเขา คงไม่ถือสาคำพูดของเด็กหนุ่มหรอกนะขอรับ”
หมิงหยวนพยายามแก้สถานการณ์แทนหวงซื่อเหวยด้วยท่าทางองอาจคำพูดของเขานั้นดีไม่มีที่ติ ทว่าหวงซื่อเหวยนั้น เป็นถึงบัณฑิตหนุ่มรูปงามส่วนหมิงหยวนนั้นดูเด็กกว่าหวงซื่อเหวยเสียอีก คำพูดกับภาพลักษณ์ช่างดูขัดกัน
“โอ้ นี่น้องหมิงมิใช่หรือ? ข้าคิดว่าเจ้ามีความสามารถอันใดถึงกล้าขึ้นมาบนเวทีแห่งนี้ ที่แท้เจ้าเพิ่งเริ่มศึกษาเล่าเรียนได้ไม่กี่วันก็คิดจะสร้างชื่อเสียงให้ตนเองแล้ว?”
หมิงหยวนยิ้ม “สำนักศึกษาหลวงเปิดโอกาสให้พวกเราได้อภิปราย แสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผยต่างฝ่ายต่างมีจุดยืนเป็นของตนเอง สหายเซี่ยเป็นถึงคุณชายตระกูลใหญ่กลับพูดจาเช่นนี้ ไม่ละอายใจบ้างหรือไร?”
เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วลานกว้างเซี่ยชิงฟาเป็นคนหยิ่งผยอง เห็นคนอื่นต่ำต้อย ชอบดูถูกผู้ที่ด้อยกว่าพอเห็นเขามีท่าทีลำบากใจเช่นนี้ คนเหล่านั้นที่เคยถูกเขาดูถูกจึงรู้สึกสะใจไม่น้อย
“คนทั้งใต้หล้ารู้กันดีว่าหม่านสือชีกับบุตรหลานตระกูลหมิงสนิทสนมกันวันนี้เจ้าถึงได้กล้ามาพูดจาเลื่อนลอยเช่นนี้เห็นได้ชัดว่าเจ้าใช้อารมณ์ส่วนตัวตัดสินเรื่องส่วนรวมเจ้ายังกล้าอ้างว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นอย่างนั้นหรือ?”
“สิ่งที่สหายเซี่ยพูดนั้นถูกต้องแล้ว”เซี่ยชิงฟาแสดงสีหน้าไม่พอใจ แต่หมิงหยวนกลับยังคงมีรอยยิ้ม“สหายหม่านหรงเป็นคนซื่อตรง รักความยุติธรรม ข้ากับเขามีความคิดเห็นตรงกันเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตาย”
“เจ้ากล้าใช้อารมณ์ส่วนตัวเช่นนี้ยังไม่รีบลงไปจากเวทีอีกหรือ!
“ขอเรียนถามหัวหน้าอาจารย์จัดเวทีโต้วาทีแห่งนี้ขึ้น ได้กำหนดหรือไม่ว่าห้ามมิให้ผู้ที่รู้จักมักคุ้นกับผู้ถูกกล่าวหานั้นขึ้นมาพูด?”
เซี่ยชิงฟายังไม่ทันได้เอ่ยตอบ เสียงตะโกนจากด้านล่างก็ดังขึ้นพร้อมเพรียง“ไม่!”
“หรือผู้ที่มีอคติส่วนตนก็ไม่ควรขึ้นมาบนเวทีแห่งนี้?”
“ไม่!”
“หรือว่าผู้ที่รู้จักมักคุ้นกับคนผู้นั้นก็ไม่ควรขึ้นมาพูด”
“ไม่!”
“ถ้าเช่นนั้นก็ดี”หมิงหยวนประสานมือคารวะผู้ที่อยู่ด้านล่าง“หม่านหรงดูแลสหายที่ป่วยโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย จนทำให้เขาพลาดการสอบนี่คือคุณธรรมของปัญญาชน ข้ากับเขาเป็นสหายกัน ย่อมต้องช่วยเหลือเขาจึงได้มาอภิปรายแทนเขา นี่เป็นทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องของส่วนรวมไม่ทราบว่าสหายเซี่ยจะให้โอกาสข้าได้เอ่ยวาจาสักคำหรือไม่?”
ด้านล่างตะโกนพร้อมเพรียงกันอีกครั้ง
“เชิญ! เชิญ!”
“ข้าน้อยหมิงหยวน อีกนามหนึ่ง คือหมิงไจ้เฉินจากเจียงโจว” หมิงหยวนโค้งคำนับอีกครั้ง เขาสวมชุดบัณฑิตสีเขียวท่าทางสง่างามหล่อเหลา แสดงออกอย่างสุภาพ ยุคนี้ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอกบัณฑิตด้านล่างเวทีต่างแอบชื่นชมเขาในใจ
“ข้าคิดว่าหากจะกล่าวหาว่าหม่านหรงฝ่าฝืนกฎของสำนักศึกษาหลวงก็ควรทำความเข้าใจก่อนว่า สำนักศึกษาหลวงคือสิ่งใด?”
บัณฑิตในที่นั้นต่างพากันมองหน้ากันด้วยความงุนงงเพราะทุกคนล้วนศึกษาอยู่ที่นี่ทั้งสิ้น
“สิ่งที่สหายเซี่ยกล่าวเมื่อครู่ถูกต้องแล้วเป้าหมายของสำนักศึกษาหลวงคือการศึกษาเพื่อค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ศึกษาประวัติศาสตร์ปกครองบ้านเมืองให้สงบสุข ขัดเกลาจิตใจให้บริสุทธิ์ปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างแก่ราษฎร และมุ่งสู่ความดีงาม”
เซี่ยชิงฟาได้ยินหมิงหยวนพูดเช่นนั้นแล้วยังเห็นด้วยกับความคิดเห็นของตน จึงยิ้มอย่างภาคภูมิใจแต่หมิงหยวนกลับเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน“สิ่งที่สหายเซี่ยกล่าวล้วนเป็นหลักธรรมที่ถูกต้อง แต่หากมองในความเป็นจริงเงินในพระคลังที่ใช้เลี้ยงดูพวกเรานั้นมีจำนวนมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มอาหาร ที่พักอาศัย ยามรักษาความปลอดภัยในยามวิกาล แม้กระทั่งอาจารย์ผู้ให้ความรู้ขุนนาง พนักงาน และคนรับใช้ที่คอยดูแล ล้วนแล้วแต่ใช้เงินทั้งสิ้นเลือกเฟ้นบัณฑิตจากทั่วทุกสารทิศ ทั้งยังมีผู้คนมากมายคอยสนับสนุน ทั้งหมดนี้เพื่อสิ่งใด?หากมองในภาพรวมก็เพื่อสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามแต่หากมองในรายละเอียด ก็คือการสั่งสมความรู้ สั่งสมมิตรภาพและสั่งสมบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ”
หมิงหยวนเว้นจังหวะเล็กน้อยเพื่อให้ผู้ฟังได้ซึมซับคำพูดของเขา ก่อนจะกล่าวต่อ “พวกเรายังเด็กย่อมต้องศึกษาหาความรู้ ก่อนจะเรียนรู้ขนบธรรมเนียมประเพณีหากไม่เรียนรู้ย่อมไม่รู้จักขนบธรรมเนียมประเพณี หากปราศจากความตั้งใจย่อมไม่อาจศึกษาหาความรู้ได้ บัณฑิตจากทั่วทุกสารทิศ ล้วนแต่มีความรู้ความสามารถต่างคนต่างมีความเชี่ยวชาญแตกต่างกันไป พวกเราที่ได้มารวมตัวกันที่นี่ จึงควรใช้โอกาสนี้แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันนี่ไม่ใช่การสั่งสมความรู้หรอกหรือ? วันนี้เป็นสหายร่วมสำนักวันหน้าก็เป็นสหายร่วมเป็นร่วมตาย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลสำคัญ หรือชาวบ้านธรรมดาไม่ว่าจะเป็นขุนนาง หรือชาวประมง ล้วนต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่นนักปราชญ์กล่าวไว้ว่า คนที่มีอุดมการณ์เดียวกันย่อมอยู่ร่วมกันผู้ที่มีเมตตาธรรมย่อมร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันคนที่เผชิญความยากลำบากย่อมร่วมฝ่าฟันไปด้วยกันคนที่ยึดมั่นในอุดมการณ์เดียวกันย่อมประสบความสำเร็จร่วมกันวันนี้เราเป็นสหายร่วมสำนัก อนาคตข้างหน้า พวกเราย่อมต้องคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันมิใช่หรือ?นี่ไม่ใช่การสั่งสมมิตรภาพหรอกหรือ? วันนี้ตั้งใจเล่าเรียนพรุ่งนี้เป็นขุนนาง ทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มกำลัง อุทิศตนเพื่อบ้านเมืองนี่ไม่ใช่การสั่งสมบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถหรอกหรือ? การสั่งสมความรู้การสั่งสมมิตรภาพ และการสั่งสมบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถนี่คือรากฐานที่สำคัญของสำนักศึกษาหลวง”
“ดี! ดีมาก!”เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วลานกว้าง
“ส่วนกฎเกณฑ์นั้นก็เปรียบเสมือนเชือกที่ใช้ขึงให้ตรงเหมือนกับเหล็กที่ต้องถูกตีให้คม สำนักศึกษาหลวงมีบัณฑิตหนึ่งพันสองร้อยคนสำนักศึกษากลางมีบัณฑิตหนึ่งร้อยยี่สิบคน ทุกคนล้วนมาจากตระกูลใหญ่แต่ต่างคนต่างก็มีนิสัยใจคอที่แตกต่างกันไป มีทั้งอ่อนโยนและแข็งกร้าวมีทั้งอ่อนน้อมถ่อมตนและหยิ่งยโส ยากที่จะควบคุมจึงต้องมีกฎเกณฑ์เพื่อควบคุมความประพฤตินี่คือวิธีการบริหารจัดการของสำนักศึกษาหลวง เปรียบเสมือนกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่”
หมิงหยุดพูดครู่หนึ่งเพื่อให้ทุกคนได้ซึมซับคำพูดของเขา ก่อนจะวกกลับมาที่เรื่องของหม่านสือชี“หม่านหรงฝ่าฝืนกฎจริง แต่เขาทำเพื่อสหาย ยอมเสียสละอนาคตของตนเองนี่คือคุณธรรมของบัณฑิต แม้จะทำผิดกฎ แต่ก็เป็นความผิดเล็กน้อยไม่ใช่ความผิดร้ายแรง เป็นสิ่งที่พวกเราควรเอาเป็นแบบอย่างเมื่อครู่บัณฑิตตี้อู่กล่าวว่าสำนักศึกษาหลวงไม่เพียงแต่สืบทอดวัฒนธรรมด้านวรรณกรรมเท่านั้นแต่ยังรวมถึงวัฒนธรรมด้านการทหารด้วย หม่านหรงศึกษาที่นี่มาสองปีเขาไม่เคยขาดเรียนวิชารำดาบ ยิงธนู และขี่ม้าเลยสักครั้งผลการเรียนของเขาก็โดดเด่นเป็นอันดับหนึ่งมาโดยตลอด จนเป็นที่กล่าวขานขบขันว่า‘ไร้ซึ่งผู้แย่งชิงตำแหน่งที่สอง’ ไม่ทราบว่ามีใครพยายามกำจัดเขาเพียงเพื่อที่ตนเองจะได้เป็นที่หนึ่ง? นับตั้งแต่แคว้นเหนือและแคว้นใต้แบ่งแยกดินแดนบ้านเมืองก็วุ่นวายไม่หยุดหย่อน ชาวหูเตรียมกำลังพลเพื่อรุกรานเรื่อยมายามนี้ราชสำนักขาดแคลนแม่ทัพ กองทัพขาดแคลนทหารหม่านหรงไม่ใช่กำลังสำคัญของชาติหรอกหรือ? แม้ความรู้ในตำราของเขาจะไม่โดดเด่นเท่าผู้อื่นแต่เขาก็พยายามอย่างหนัก หลังจากหัวหน้าอาจารย์ตักเตือน เขาก็ตั้งใจเรียนมากขึ้น อีกทั้งเขามักจะอยู่ทบทวนบทเรียนจนดึกดื่นทั้งสหายร่วมสำนักและคนรับใช้ต่างเป็นพยานได้ ความตั้งใจของเขาฟ้าดินต่างประจักษ์คนที่เคยหลงผิดกลับตัว แกะน้อยที่หลงทางก็รู้จักกลับบ้านนี่ไม่ใช่สิ่งที่สำนักศึกษาหลวงต้องการหรอกหรือ?”
หมิงหยวนกล่าวอย่างหนักแน่นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางลานกว้าง “เรียนสหายร่วมสำนักทั้งหลายหม่านหรงศึกษาที่สำนักศึกษาหลวงนี้ เขาได้สั่งสมความรู้ สั่งสมมิตรภาพและจะเป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไปในภายภาคหน้านี่ไม่ใช่สิ่งที่สำนักศึกษาหลวงต้องการหรอกหรือ? จริงอยู่ที่เขายังเด็กคิดน้อยทำผิดกฎไปบ้าง เขายอมรับความผิดและยินดีรับโทษแต่ความผิดของเขานั้นเล็กน้อย ไยพวกเราต้องทำลายอนาคตเขาด้วยเรื่องเพียงเท่านี้หากพวกเรายังยึดติดอยู่กับกฎเกณฑ์ ย่อมไม่ต่างอันใดกับการลงโทษคนดีปล่อยให้คนชั่วลอยนวล จากนี้ไปจะมีผู้ใดกล้าทำความดีอีก? ผู้ใดทำผิดย่อมสำนึกผิดแต่พวกเรากลับไม่ให้โอกาสเขาได้แก้ไข นี่ไม่ใช่การผลักไสให้เขาไปสู่ทางตันหรอกหรือ?หากเป็นเช่นนี้ จากนี้ไป ทุกคนคงทำแต่เรื่องของตนไม่สนใจความเป็นไปของผู้อื่นนี่คือสิ่งที่สำนักศึกษาหลวงสั่งสอนพวกเราอย่างนั้นหรือ?”
“ทุกท่าน หม่านหรงสำนึกผิดแล้วเขาไม่ได้ขอให้ยกโทษ แต่ขอให้พวกท่านเห็นใจ ลดหย่อนโทษให้เขาและให้โอกาสเขาได้สอบอีกครั้ง!”
“เห็นด้วย! ให้โอกาสเขา!”
“เห็นด้วย! ให้โอกาสเขา!”
“เห็นด้วย! ให้โอกาสเขา!”
เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วลานกว้างผลการอภิปรายในวันนี้ชัดเจนแล้ว เสียงตีฆ้องดังขึ้น บรรยากาศค่อยๆ สงบลง
------------------------------------------------------