ตอนที่ 1 : ยามเช้าแสนธรรมดาดังเช่นทุกวัน
สักวันนึง ฉันจะกำจัด ‘ความเกลียดชัง’ ให้หายไปจากโลกใบนี้ซะ
นั่นเป็เป้าหมายที่ฝังรากลึกอยู่ในหัวของฉันั้แ่ยังเด็ก จำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่ามีความคิดแบบนี้เกิดขึ้นั้แ่เมื่อไร
ฉันโตขึ้นมาในครอบครัวที่อบอุ่น มีพ่อที่ได้รับความเคารพจากคนหมู่มาก
มีแม่ที่โอบอ้อมอารี
มีสาวใช้คนสนิทที่พร้อมสนับสนุนฉันทุกอย่าง
มีอาจารย์ที่ฉลาดหลักแหลมและน่านับถือ
มีบ้านหลังใหญ่ให้กลับมา ทั้งอบอุ่นและสงบ
มีเพื่อนบ้านที่คอยต้อนรับทักทายเป็อย่างดี
ทุกสภาพแวดล้อมที่ดีนั่นคงหล่อหลอมให้ฉันเป็คนรักสันติ
แต่ฉันได้ไปเห็นกับตามาหลายครั้งผ่านการเดินทาง... ว่าการเป็คนแบบนั้นมันใช้ไม่ได้กับโลกภายนอก
ภาษา เผ่าพันธุ์ สีผิว วัฒนธรรม ศาสนา ความเชื่อ... ทุก ๆ ที่ล้วนแล้วแต่ต่างกัน
และเพราะความแตกต่างนั้น มนุษย์จึงหวาดกลัวอีกฝ่ายเพราะความไม่รู้ และไม่พอใจที่สิ่งนั้นอาจขัดแย้งกับตนเอง
จนเกิดเป็ ‘ความเกลียดชัง’ ที่ตัวฉันชิงชัง
ตลอดมาฉันก็ทำได้แค่ประนีประนอมและเป็คนกลางให้ทุกคนเข้าใจกัน และคิดว่าคงช่วยให้โลกนี้ดีขึ้นบ้างแล้ว
แต่พอสงบเื่นึงได้ก็มีความเกลียดชังแบบใหม่ถือกำเนิดขึ้นอีกอยู่ร่ำไป
สิ่งที่ฉันทำ มันไม่มากพอที่จะทำลายความเกลียดชังที่ฉันชังเกลียดเลยแม้แต่น้อย
ฉันได้ตระหนักความจริงว่าสิ่งที่ฉันทำมันไม่เคยพอ... ด้วยตัวเอง
ในวันนั้น... ทิวทัศน์รอบตัวของบ้านเกิดฉันที่เคยเต็มไปด้วยธรรมชาติ ดอกไม้และความสงบงดงาม กลับถูกทาทับด้วยเปลวเพลิงและกลุ่มควัน
โถงทางเดินเต็มไปด้วยคราบเื หน้าต่างแตกกระจายเป็ช่องให้ได้ยินเสียงกรีดร้องของผู้คนที่กำลังถูกสังหารหมู่
ไปจนถึงภายในห้องนอนที่พบคราบเืสาดกระจายเต็มห้อง
และชายสวมผ้าคลุมคนนึงสะบัดคมดาบ ...ยืนอยู่บนแอ่งเืจากร่างไร้ิญญาของพ่อกับแม่
หน้าอกฉันร้อนเหมือนโดนเหล็กร้อนเสียบแทง มือเองก็สั่นเพราะกำไว้สุดแรงเหมือนความโกรธของทุกอณูในร่างกายถูกรวมไว้ที่เดียว
นั่นคือชั่วขณะที่ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็สีแดงฉาน สะท้อนภาพของไอ้สารเลวที่เป็ต้นเหตุให้ความโกรธานี้เกิดขึ้น
“ฉันจะฆ่าแก...”
คำพูดนั้นหลุดออกมาในขณะที่กัดฟันด้วยความโกรธเกลียด และความทรมานในอกนี้จะไม่หายไปจนกว่าจะฉีกร่างของมันเป็ชิ้น ๆ
วันเดียวกันนั้นฉันก็ได้เข้าใจ
ว่าความฝันของฉันมันคงไม่มีวันสำเร็จ
เพราะว่าในท้ายที่สุดแล้ว... ฉันก็เป็คนนึงที่โดน ‘ความเกลียดชัง’ นี้กลืนกิน
❖❖❖❖❖
ยามเช้ากลางกรุงนั้นเป็เหมือนกันทุกที่ ผู้คนเร่งรีบไปทำงานและเข้าเรียนให้ทันเข้าแถวตอนเช้า รถไฟฟ้าแออัดไปด้วยผู้คนจำนวนมากจนแทบหายใจไม่ออก
‘สถานีต่อไป โรงเรียนมัธยมปลายเซนต์ลอเรนซ์...’
ประกาศนั้นราวกับเสียง์ พร้อมกันนั้นรถไฟฟ้าก็เทียบชานชาลาพอดี
ประตูอิเล็กทรอนิกส์เปิดออกหลายคนก็ถูกดันออกมา ในกลุ่มนั้นมีเด็กหนุ่มคนนึงอยู่ในคลื่นมนุษย์ด้วย เขาถอนหายใจออกมาอย่างแรง ทั้งด้วยความโล่งอกและเพราะ้าจะสูดอากาศบริสุทธิ์
ท่าทางของเขาไม่ได้หงุดหงิดแต่อย่างใด ทั้งเพราะชินแล้วรวมถึงเพราะสถานีนี้เป็จุดหมายปลายทางของเขาเองก็ด้วย
คนเยอะทุกวันเลยแฮะ ขนาดคิดว่าออกมาเร็วแล้วนะเนี่ย
เด็กหนุ่มบ่นอุบอยู่ในใจก่อนจะจัดเสื้อเชิ้ตนักเรียนสีขาวที่หลุดลุ่ยเสียใหม่แล้วเริ่มออกเดินอีกครั้ง เนื่องจากประเทศนี้เป็เมืองร้อน (แบบสุดๆ) เสื้อใส่ซ้อนจึงแทบไม่จำเป็
ภาพที่สะท้อนกับกระจกรถไฟฟ้าที่กำลังจะออกจากชานชะลาของเด็กหนุ่ม คือเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าค่อนข้างคม ดวงตาสีดำ ไว้ผมสั้นดูเรียบร้อย ส่วนสูง 178 ซม. รูปร่างถือว่าสมส่วนและมีกล้ามเนื้อพอสมควร เรียกได้ว่าเป็คนหน้าตาปานกลางค่อนไปทางดี หากรวมกับท่าทางและการวางตัวคงเพิ่มระดับไปเป็หนุ่มหล่อได้สบาย
เขาเดินลงบันไดไปเรื่อยจนกระทั่งถึงถนน แล้วมุ่งตรงสู่จุดหมายปลายทางในอีกไม่กี่ร้อยเมตร... โรงเรียนมัธยมปลายเซนต์ลอเลนซ์ที่เขากำลังเข้าศึกษา ตลอดทางเดินไปจนถึงรั้วโรงเรียนเนืองแน่นไปด้วยเด็กหนุ่มเด็กสาวแต่งชุดนักเรียนแบบเดียวกัน ไม่แม้แต่อีกฟากหนึ่งของถนน
เด็กหนุ่มสังเกตเช่นนั้นไปตามปกติ จนกระทั่งมีคนส่งเสียงเรียกจากทางด้านหลัง
“ยะโฮ! ว่าไงชิน!”
เสียงของเด็กหนุ่มอันคุ้นเคยวิ่งเข้ามาจากทางด้านหลังและตบไหล่ของเด็กหนุ่ม... ตบไหล่ของชินอย่างสนิทสนม พร้อมกับเดินเข้ามาข้าง ๆ
“มันเจ็บนะ เ้าบ้าเคนเนธ”
ชินตอบกลับด้วยท่าทีร่าเริงขึ้นมาราวกับเป็คนละคนกับตอนที่เดินอยู่คนเดียว แต่สำหรับคนทั่วไปนั้นคงยากจะสังเกต
ส่วนเคนเนธที่ได้ยินเช่นนั้นหัวเราะแฮะๆ ขอโทษแบบขอไปทีเหมือนทุกที
เขาคนนี้เป็เด็กหนุ่มที่สูงราว 180 ซม. ซึ่งมากกว่าชิน ผมสีดำที่จัดทรงแหวกแนวแต่ดูดีมีสไตล์ของเขาทำให้ดูดีไม่น้อย สำหรับคนทั่วไปเขาคือเด็กหนุ่มที่ดูดีสุดๆ
แต่สำหรับชิน เขาเป็เพียงเพื่อนสนิทชายจอมกวนประสาทเท่านั้น
“จะว่าไปทำการบ้านภาษาไทยเมื่อวานอะยัง?” เคนเนธทำตาปริบๆ ใส่ชินขณะเดินอยู่ข้าง ๆ ทำเอาชินต้องถอนหายใจไปอีก
“ให้ตายสิ... ทำเองบ้างไม่เป็รึไงนายน่ะ” ชินหน่ายใจ แต่ถึงพูดแบบนั้นเขาก็ยังเปลี่ยนกระเป๋าสะพายมาห้อยด้านหน้าและหยิบสมุดแบบฝึกหัดออกมาให้เคนเนธอยู่ดี
“ฮิฮี่ ต้องแบบนี้สิเพื่อนยาก ขอบคุณมากคร้าบ!”
เคนเนธรับสมุดไปด้วยความขอบคุณก่อนจะยิ้มร่า ชินเห็นภาพนั้นแล้วได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ เหมือนที่ผ่านมา
หลังจากนั้นทั้งสองคนก็เดินผ่านเข้าไปในโรงเรียนเหมือนกับทุกวันที่ผ่านมา
หน้าประตูรั้วโรงเรียนมีอาจารย์สาวยืนทักทายนักเรียน ถัดเข้าไปคือตึกเรียนที่สร้างจากไม้สูงสามชั้น ตลอดทางประดับด้วยไม้ยืนต้นและพุ่มดอกไม้ เป็แบบนั้นจนกระทั่งทั้งสองคนเดินขึ้นตึกเรียนของตัวเองซึ่งเป็ตึกแรกที่เห็นเมื่อเข้ามาในโรงเรียน แล้วพอขึ้นบันไดจนถึงชั้นสอง ซึ่งเป็ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พวกเขาก็เดินเลี้ยวเข้าไปที่ห้องเรียนห้องที่สองจากในสุด บนประตูเขียนกำกับไว้ว่า ‘ม. 5/2’
ทันทีที่สองหนุ่มเดินเข้ามาในห้อง สมาชิกในชั้นเรียนที่นั่งคุยเล่นกันอยู่ก็หันมามอง แล้วพอเห็นเคนเนธ ทุกคนโดยเฉพาะสาว ๆ ก็ส่งเสียงทักทายเขาในทันที
“สวัสดีทุกคน!”
เคนเนธส่งเสียงแล้ววิ่งเข้าไปหากลุ่มที่นั่งคุยเล่นอยู่หน้าห้อง ซึ่งจะว่าไปนักเรียนในห้องมีเพียง 25 คนเท่านั้น เรียกได้ว่าทุกคนก็แทบจะอยู่หน้าห้อง ยกเว้นคนที่นั่งปั่นงานอยู่เท่านั้นเอง
ยังเสียงดังไม่เปลี่ยนเลยนะ... น่าอิจฉาหน่อย ๆ แฮะ
ชินคิดในขณะที่มองภาพตรงหน้าแล้วยิ้มอ่อน ก่อนจะแยกไปนั่งที่นั่งตัวเองตรงข้างริมหน้าต่างหลังสุด ก่อนจะหยิบหนังสือเล่มโปรดขึ้นมาอ่าน และเริ่มเข้าสู่ห้วงสมาธิ
ความจริงมันควรจะเป็แบบนั้น หากไม่มีใครเดินเข้ามาทักทายด้วยการเคาะโต๊ะของชิน
“อรุณสวัสดิ์จ่ะ” เสียงใสราวกระดิ่งดังขึ้นจากข้าง ๆ โต๊ะของชิน แม้ไม่ต้องเงยหน้ามองก็รู้ได้ทันทีว่าเป็ใคร
“อืม อรุณสวัสดิ์เกวน” ชินตอบกลับก่อนที่จะเงยหน้ามองเด็กสาว... เกวนผู้ยืนยิ้มให้เขาข้างโต๊ะ
เธอคือเด็กสาวไว้ผมยาวสลวยสีดำ พร้อมกับหนีบกิ๊บติดผมรูปดอกไม้ส่วนสูงราว 165 ซม. รูปร่างน่าตาดี รูปร่างเองก็จัดว่าใช้ได้ เพราะมีส่วนโค้งเว้าที่ผู้หญิงควรจะมี
“โถ่... อ่านหนังสืออีกแล้วเหรอ? ทำไมไม่ลองเข้าไปคุยกับเพื่อนคนอื่นบ้างล่ะ”
เกวนขมวดคิ้วพูดราวสั่งสอน แต่การทำแก้มป่องลมกลับให้ความรู้สึกน่ารักมากกว่าเกรงกลัว
ยังกับเป็คุณครูเลยนะเธอเนี่ย
ชินยิ้มแห้งก่อนจะค่อย ๆ ปิดหนังสือ เป็เวลาเดียวกับที่เกวนนั่งลงโต๊ะของตัวเองซึ่งอยู่ด้านขวาติดกับชิน
อนึ่ง โต๊ะเรียนนั้นมีการจัดเรียงแบบติดกันและมีทางเดินสองฝั่ง โดยโต๊ะฝั่งริมหน้าต่างจะนั่งติดกันสองโต๊ะ คอลัมน์กลางจะมีสามโต๊ะ ส่วนด้านขวาสุดริมผนังจะจัดให้ติดกันสองโต๊ะ
ชินรอให้เกวนจัดท่านั่งตัวเองเสร็จเขาจึงค่อยเปิดปาก
“ก็ไม่มีเื่ให้คุยนี่นา... แล้วอีกอย่าง ฉันก็ใช่ว่าจะไม่สานสัมพันธ์กับใครเลยซักหน่อย ทุกคนก็เป็เพื่อนฉันหมดนะ”
“แหม มันก็ใช่อยู่หรอก”
เกวนตอบกลับด้วยใบหน้าเสียดายและเป็ห่วง แต่ก็เข้าใจอยู่ว่าที่ชินพูดมันเป็จริงตามนั้น
ชินไม่ได้เป็พวกไม่เข้าสังคม กลับกันเขาเป็พวกชอบช่วยเหลือคนอื่นและคอยแนะนำอะไรหลายอย่างให้กับทุกคนในชั้น มีหลายครั้งที่ปัญหาของห้องเคลียร์ได้ด้วยความเห็นและหลักการประนีประนอมของชิน นั่นเป็สาเหตุที่ทำให้ทุกคนชื่นชอบชินกันไม่น้อยไปกว่าเคนเนธที่เป็หนุ่มหล่อประจำห้อง
ไม่สิ อันที่จริง... ชินเป็ที่นิยมกว่าใครแถมเป็หนุ่มหล่อประจำโรงเรียนเลยด้วยซ้ำ นั่นจึงเป็เหตุผลที่แม้ชินจะดูเข้าหาง่าย แต่ก็ทำให้คนบางกลุ่มรู้สึกประหม่าที่จะเข้ามาสนิทสนม
“เพราะแบบนี้ไง นายถึงได้มีเพื่อนสนิทแค่ฉันกับเคนเนธ” เกวนรู้เื่นั้นดี จึงแอบเสียดายแทนชินอยู่บ่อยครั้ง
“ถ้าเป็เพื่อนสนิท แค่พวกเธอสองคนก็พอแล้ว”
ชินตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มทำเกวนไปไม่เป็จนต้องร้อง “โท่!” ออกมาเลยทีเดียว
เกวนรีบเอาหน้าฟุบลงไปกับโต๊ะราวกับไม่อยากให้ชินเห็นใบหน้านั้น แต่นั่นก็เป็เพราะเธอเขินอาย
“เพราะงั้นไม่ต้องกังวลเื่ของฉันหรอก เธอไปคุยกับเพื่อนๆของเธอเถอะ” ได้ยินคำพูดของชิน เกวนก็ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น แต่ใบหน้าก็กลับเหงาหงอยไปแทน
เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ? ชินเอ่ยถาม
“เพื่อนฉันหยุดเรียนกันหมดเลย...”
“...อ่อ”
เสียงเศร้า ๆ ของเกวนโอดครวญออกมาด้วยความเสียดาย แต่ชินก็เข้าใจเหตุผลได้ในทันที
คืนเมื่อวานซืน เกิดเหตุะเิขึ้นที่ตึกนิวเอจซิตี้ซึ่งเป็ตึกห้างสรรพสินค้าชื่อดังกลางเมือง นับเป็เื่อุกอาจทีเดียว เพราะมันเป็เหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนใน ‘เขตย่อย’ นี้
ด้วยเหตุนั้น ผู้ปกครองหลายคนจึงลาโรงเรียนให้ลูก เพราะกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันระหว่างทางกลับบ้าน และสาเหตุสำคัญอีกอย่างก็คือ คนร้ายยังคงลอยนวลอยู่
แถมคนร้ายก็ยังไม่ใช่ ‘มนุษย์ธรรมดา’ ซะด้วยสิ
ความคิดบางอย่างแวบเข้ามาในหัวของชินชั่วขณะ
“เอ้า ๆ นั่งที่กันก่อนนะทุกคน! แล้วนี่บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่านั่งโต๊ะครู!”
ความคิดของชินเป็อันต้องปัดไปก่อน เมื่ออาจารย์ประจำชั้นสาวเดินเข้ามาในห้องและเริ่มไล่นักเรียนกลับไปนั่งที่
เช่นเดียวกับเคนเนธที่วิ่งเข้ามานั่งโต๊ะตัวด้านหน้าของชิน รวมถึงเกวนที่เปลี่ยนมานั่งหลังตรงเรียบร้อยผิดกับท่าทีเหยาะแหยะก่อนหน้านี้
“อาจารย์คร้าบ! วันนี้มีข่าวดีมาบอกพวกผมเหมือนเมื่อวานไหมคร้าบ!” มีนักเรียนชายคนนึงยกมือะโขึ้นถาม แม้อาจารย์จะยังเดินไปไม่ถึงโต๊ะตัวใหญ่กลางห้องเลยด้วยซ้ำ
อาจารย์ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย นั่งลงเก้าอี้แล้วใช้มือขวาเท้าคางกับโต๊ะอย่างไม่สบอารมณ์
อาจารย์คนนี้ก็ยังทำท่าทางนักเลงอยู่วันยันค่ำเลยแฮะ
ทั้งที่เป็ผู้หญิงหน้าตาดีพอสมควรแท้ ๆ เพราะแบบนี้รึเปล่านะถึงหาแฟนไม่ได้
ชินแอบคิดอยู่ในใจ โดยไม่ได้คำนึงเลยว่าเป็เื่เสียมารยาท
แม้เื่นี้จะเป็ที่รู้กันในหมู่นักเรียนอยู่แล้วก็ตาม
...ส่วนประเด็นเื่ที่มีคนถามเกี่ยวกับข่าวของวันนี้นั้น
“เดาเก่งดีนี่... วันนี้คาบบ่ายเองก็งดสอน เพราะงั้นทุกคนรีบกลับบ้านกันด้วยล่ะ” อาจารย์สาวพูดด้วยน้ำเสียงพอใจ ดูเหมือนเธอจะดีใจที่ไม่มีสอนคาบบ่ายแบบเดียวกับที่นักเรียนไม่มีเรียน
ทำเอานักเรียนหลายคนรวมถึงชินกับเกวนยิ้มแหย หลังได้เห็นว่าอาจารย์ตัวเองี้เีตัวเป็ขนขนาดไหน
ว่าแล้วเ้าตัวอาจารย์ประจำชั้นสาวแสนสวยเสียของก็ออกจากห้องเรียนไป
เดิมทีนี่จะเป็เวลาเริ่มคาบแรกพอดี แต่กลับกลายเป็ว่าคาบแรกอาจารย์เองก็ไม่เข้าเหมือนกัน
ยุ่งๆกันไปหมดเลยนะเนี่ย แล้วดูเหมือนตอนเช้า่นี้เองก็ไม่มีเข้าแถวหน้าเสาธงด้วย...
ทั้งหมดเป็ผลกระทบจากการะเิตึกล่ะสินะ
จะดีใจลงไหมเนี่ย...
ชินคิดล้อเล่นแล้วก็ยิ้มขมออกมาโดยไม่รู้ตัว
คาบแรกเป็วิชาประวัติศาสตร์ สำหรับเพื่อนคนอื่นนั้นเลือกที่จะเล่นเกมจาก ‘โฮโลวอช’ ซึ่งเป็นาฬิกาข้อมือที่สามารถฉายภาพโฮโลแกรมขึ้นมาใช้สำหรับฆ่าเวลา
อนึ่ง ความจริงนอกจากใช้เล่นเกมแล้ว มันเป็ดั่งปัจจัยที่ห้า เป็สิ่งที่ต้องมีติดตัวกันคนละอันเพราะมันเอาไว้ใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อข้าวของเครื่องใช้ ส่งสัญญาณเสียงไปยังหูฟังไร้สายเพื่อฟังเพลง เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต รวมถึงใช้ฆ่าเวลาแบบที่เด็กส่วนใหญ่มักใช้กัน
ทว่าชินนั้นเลือกที่จะทวนหนังสือมากกว่า เขาเคาะโต๊ะเรียนด้วยนิ้วขวาทั้งสี่ยกเว้นนิ้วโป้ง พริบตานั้นหน้าโต๊ะก็เปลี่ยนเป็จอคอมแบบััได้ ชินเลื่อนหา E-book หนังสือแบบเรียนวิชาประวัติศาสตร์โลกและเริ่มอ่านมันอีกเป็รอบที่ 3
ว่ากันว่าหากอ่านหนังสือเล่มเดิมอีกครั้งหลังจากผ่านไปหนึ่งปี สิ่งที่ได้จากหนังสือจะไม่เหมือนเดิม
เพราะเมื่อเราเติบโตขึ้นและได้รับแง่คิดใหม่ๆ เราจะตีความหนังสือเล่มเดิมไม่เหมือนเดิม
เพราะงั้นฉันถึงชอบที่จะอ่านหนังสือเล่มเดิมซ้ำ โดยเฉพาะหนังสือที่ต้องตีความ
แต่สำหรับตอนนี้... คงแค่เบื่อเ้าหนังสือ ‘สารพันเรือรบ’ ที่พกติดมาด้วยก็เท่านั้นเอง
ชินคิดราวกับปลอบใจตัวเองที่เบื่อหนังสือแนวาง่ายไปหน่อย ก่อนจะเริ่มอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ตรงหน้า
...เมื่อนานมาแล้ว โลกใบนี้ถูกปกครองด้วยเผ่าพันธุ์ที่มีลักษณะทางกายภาพแตกต่างกันมากมายหลายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็เผ่ามนุษย์สัตว์ที่มีส่วนใดส่วนนึงของร่างกายเป็สัตว์ เอลฟ์ที่มีลักษณะใบหูยาวกว่าปกติ เผ่านางฟ้าที่มีปีกงอกที่หลัง และสุดท้ายคืุ์
ทั้ง 4 นี้คือเผ่าพันธุ์ที่มีจำนวนมากที่สุดบนโลก หากไม่นับเผ่าพันธุ์ที่อาศัยในทะเลหรือดรายแอดที่อาศัยในผืนป่าซึ่งมีจำนวนและอาณาเขตน้อยกว่า
และด้วยความแตกต่างทางภาษา เผ่าพันธุ์ สีผิว วัฒนธรรม รวมถึงศาสนาและความเชื่อของแต่ละเผ่าพันธุ์ได้ถึงจุดแตกหักเมื่อราวพันปีก่อนจนนำไปสู่าโลก
เผ่าพันธุ์ทั้งหมดเริ่มาล่าอาณานิคมกัน เข่นฆ่ากันอย่างโเี้ราวกับเมินสิ่งดีงามในพระคัมภีร์ที่ถูกสอนมาในศาสนาตน
ทว่าผลลัพธ์สุดท้ายช่างน่าแปลกใจ เพราะไม่ใช่ 4 เผ่าพันธุ์หลักที่คว้าชัย หากแต่เป็เผ่าพันธุ์ที่มีอยู่น้อยนิดอย่างแวมไพร์ที่เอาชนะาโลกครั้งที่ 1 ได้ด้วยสิ่งที่เรียกว่า ‘ไนท์ (Night)’
มันคือพลังเฉพาะของเผ่าแวมไพร์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงปรากฏการณ์ต่างๆให้เป็ไปตามที่้า
อันต่างจาก ‘เซนส์ (Sense)’ ซึ่งเป็การเพิ่มความสามารถพื้นฐานของสัตว์แต่ละชนิดของเผ่ามนุษย์สัตว์ หรือ ‘เวทมนตร์ (Magic)’ ของเอลฟ์ที่ใช้ควบคุม/ปรับเปลี่ยนปรากฏการณ์ธรรมชาติ หรือ ‘ปาฏิหารย์ (Miracle)’ ของเผ่านางฟ้าที่เป็การอ้อนวอนขอยืมพลังจากสิ่งเหนือธรรมชาติ
ทว่า ‘ไนท์ (Night)’ ของแวมไพร์สามารถ ‘ฉีกกฎของธรรมชาติ’ ได้ตามแต่ความปรารถนาของตน ทั้งไร้ซึ่งข้อจำกัดซ้ำยังแหกกฎฟิสิกส์ มันจึงสะดวกสบายและทรงพลังกว่ามาก
ข้อจำกัดนั้นมีเพียงสองอย่าง... อย่างแรกคือคอนเซปต์ของมัน ไนท์เป็พลังเฉพาะของแต่ละคนที่สามารถทำให้เกิดพลังตามคอนเซปต์แต่ละอย่าง อาทิเช่น สามารถควบคุมเืตัวเองได้ สามารถลบกลิ่นอายได้อย่างสมบูรณ์ มองเห็นการเคลื่อนไหวในอนาคต หรือแม้แต่สร้างะเิ ทว่าการมีพลังได้เพียงอย่างเดียวนี้เองคือข้อเสีย แต่หากสู้กันเป็กลุ่มคงมิต้องนึกภาพอันร้ายกาจของพลังนี้
ส่วนข้อจำกัดของพลังอย่างที่สอง... ความแข็งแกร่งของพลังนี้ขึ้นอยู่กับสองตัวแปร คือความเข้มข้นของสายเืแวมไพร์ และอีกอย่างคือความมืดของจุดที่ใช้พลัง เพราะหากยิ่งมืดมิดมากเพียงใด ไนท์จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ในทางกลับกันหากแสงสว่างมากเพียงใด อานุภาพของพลังก็จะยิ่งอ่อนแอลง นั่นคือเวลาเที่ยงคืนพลังไนท์จะแข็งแกร่งที่สุดแต่เวลาเที่ยงวันจะแทบใช้พลังไม่ได้ ทว่านั่นก็แก้ไขได้ด้วยการลอบโจมตีเฉพาะตอนกลางคืนแบบปิดเกมเร็ว
ด้วยเหตุผลข้างต้นจึงทำให้แวมไพร์เป็ฝ่ายชนะาโลก
หลังจากนั้นโลกจึงเปลี่ยนรูปแบบการปกครองใหม่จากอาณาเขตแบบชนเผ่า เป็การปกครองแยกเป็อาณาเขต ถูกกำกับด้วยหมายเลข และจนถึงบัดนี้ก็ยังใช้หมายเลขในการเรียกชื่อประเทศอยู่ นั่นเป็หนึ่งในข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนานว่าทำไมจนบัดนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนจากการเรียกด้วยหมายเลขเสียที
อย่างเช่นเขต 66 อันเป็เขตประเทศที่ชินอยู่ มีชื่อเรียกว่าประเทศ ‘สยาม’ แต่คนส่วนใหญ่ยังคุ้นชินกับชื่อ ‘เขต 66’
เป็ไปได้ว่าความรุ่งโรจน์ของเผ่าแวมไพร์ที่มีมานานนับพันปีคงฝังรากลึกกับโลกใบนี้ไปแล้วกระมัง
อาจเพราะแบบนั้น การมีอยู่ของแวมไพร์จึงสร้างความเกลียดชังให้กับคนบางกลุ่ม
หลังจากเวลาผ่านไปนานเช่นนั้น จึงได้เกิดลูกผสมหลากเผ่าพันธุ์ขึ้น นั่นรวมถึงมีสายเืของแวมไพร์ผสมอยู่ด้วย และทำให้มีพลัง ‘ไนท์’ ปรากฏขึ้นเป็กำลังให้เผ่าอื่นกรายๆ
นักวิชาการหลายคนได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่านั่นคือประกายไฟแรกแห่งการปฏิวัติ
จนกระทั่งเมื่อ 12 ปีก่อน... ได้เกิดการโค่นล้มการปกครองของแวมไพร์อย่างเงียบเชียบ
ทั่วทั้งเมืองหลวงเขต 40 ซึ่งเป็์ของเหล่าแวมไพร์ได้ถูกกองกำลังลึกลับเข้าสังหารหมู่ ไม่มีผู้ใดรอดชีวิตเลยซักคน
ไม่แม้แต่าา ราชินี คนใช้ ทหารองครักษ์หรือรัชทายาทสืบสกุล และเมื่อประเทศสูญเสียผู้นำไป ประเทศก็รำส่ำระส่ายจนเสียขบวนกันไปหมด
สถานะที่แวมไพร์เหนือกว่าเริ่มกลับตาลปัตรราวกับถูกวางแผนมาเป็อย่างดี... นับแต่วันนั้นที่าาของเหล่าแวมไพร์ถูกสังหาร แวมไพร์ได้ตกเป็เป้าการล่าเพราะถูกมองเป็ภัยมาั้แ่ก่อนหน้านี้แล้ว
ผลลัพธ์จากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งนั้น ทำให้แวมไพร์สายเืแท้ถูกประกาศให้สูญพันธุ์อย่างเป็ทางการจากนานาประเทศเมื่อ 12 ปีก่อนเป็ที่เรียบร้อย
แล้วจากนั้นการปกครองของเขตอื่นก็ยังคงเป็ไปได้ด้วยดี เพราะเช่นไรแต่ละเผ่าพันธุ์ก็คานอำนาจซึ่งกันและกันมาตลอดอยู่แล้ว
กลับกัน... เพราะก้างขวางคออย่างแวมไพร์สูญพันธุ์ไปแล้วเลยยิ่งทำให้ประเทศส่วนใหญ่ได้ประโยชน์เสียด้วยซ้ำ จึงเรียกได้ว่าหลังจากที่แวมไพร์สูญพันธ์ ประเทศส่วนใหญ่จึงค่อนข้างสบายใจและสงบสุขขึ้นโข
ณ โลกปัจจุบันอันแสนสงบสุข ประวัติศาสตร์เหม็นกลิ่นคาวเืนั่นมันเป็เพียงแค่เื่เล่าไปแล้ว
โลกอันสงบสุข... งั้นเหรอ...
ชินที่อ่านทวนคำนั้นในหนังสือซ้ำไปซ้ำมา รู้สึกสะอิดสะเอียนกับมันจนคลื่นไส้
ภาพความทรงจำแสนเลวร้ายเริ่มแทรกเข้ามาในหัวแทน ทั้งเปลวเพลิง... ดาบ... และเื
“———นี่ชิน! ได้ยินป่าว!?”
“!?”
เสียงของเคนเนธช่วยดึงสติของชินกลับมา ดูเหมือนเขาจะถูกเรียกมาั้แ่เมื่อกี้แล้ว
“นายเนี่ยสมาธิสุดยอดไปเลยนะ” เกวนออกเสียงชื่นชมด้วยความแปลกใจเล็กน้อย แต่ด้วยความเป็ห่วงเสียเป็ส่วนใหญ่
ส่วนเคนเนธนั้นไม่ได้สงสัยจุดนั้นเลย
“เอาเถอะๆ! แต่ว่านะเฮ้ย เมื่อกี้มีประกาศบอกว่าให้กลับบ้านได้เลยเพราะอาจารย์ที่สอนคาบสองกับคาบสามก็ลาเหมือนกันน่ะ” เคนเนธพูดด้วยรอยยิ้มราวกับเด็ก ๆ
พอชินยืนยันด้วยการเปิดหน้าจอของคอมโฮโลแกรมที่โต๊ะ ตรงมุมขวาล่างของจอก็ปรากฏว่ามีประกาศแบบนั้นจริง
เริ่มอีกแล้วสิเรา... เผลอคิดนอกเื่นอกเวลาจนได้ เรานี่ยังฝึกมาไม่พอจริง ๆ
ชินเหนื่อยใจกับตัวเองจนถอนลมสุดปอด เพราะมัวแต่คิดอะไรไปเรื่อยจนไม่ทันสังเกตข้อมูลตรงนั้น
แต่พอเห็นเคนเนธกับเกวนทำท่าทางดีใจชินก็ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ชินปิดจอโฮโลแกรมลงตามคำแนะนำของทั้งคู่ เสมือนถูกบรรยากาศ ‘ความธรรมดาอันน่าหลงไหล’ นี้ดึงดูด
อย่างน้อยถ้านับแค่ตอนเช้า... มันก็ยังเหมือนกับทุก ๆ วันล่ะนะ
ชินคิดแบบนั้นก่อนที่จะลุกขึ้นหยิบกระเป๋า ราวกับกำลังคาดหวังบางสิ่งอยู่
❖❖❖❖❖
