"เป็นความผิดของข้าเองที่ร่างกายเจ้ายังอ่อนแอเกินไป ไม่เหมาะจะมีลูกตั้งแต่แรก" คืนก่อนออกเดินทาง จางเจิ้นอันยังคงรู้สึกผิดอยู่บ้าง
"พูดตอนนี้แล้วมีประโยชน์อะไร?ก่อนหน้านี้ข้าก็บอกแล้วว่าอย่า แต่ท่านก็ยังไม่ยอมหยุด"อันซิ่วเอ๋อร์เหลือบมองเขาอย่างตัดพ้อ คล้ายจะตำหนิ
จางเจิ้นอันได้ยินดังนั้นก็ลูบจมูกตัวเองรู้สึกละอายใจยิ่งขึ้น เขารู้ว่านางบอบบาง ร่างกายอ่อนแอ แต่ทุกครั้งที่ได้ใกล้ชิดเขาก็มักจะห้ามใจตัวเองไม่ได้
ตอนที่ยังไม่มีลูก เขาก็ไม่ได้คิดอะไรมากพอตอนนี้มีลูกแล้ว เห็นนางทรมานเพราะแพ้ท้องขนาดนี้ เขาก็รู้สึกผิดอย่างยิ่งแต่พอได้ยินนางตัดพ้อ เขาก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนเด็กๆ
สุดท้าย เขาจึงได้แต่แสร้งทำเสียงเข้มกล่าวว่า"รอเจ้าหนูนี่คลอดออกมา ข้าจะอบรมเขาให้ดีๆ เลย"
"เจ้าหนู?" อันซิ่วเอ๋อร์ขมวดคิ้ว "ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงล่ะเจ้าคะ?"
"จะมีเด็กผู้หญิงที่ไหนทรมานแม่ได้ขนาดนี้?"จางเจิ้นอันหลุดปากพูดออกไปแต่พอรู้สึกถึงความไม่พอใจและความกังวลในน้ำเสียงของอันซิ่วเอ๋อร์เขาก็รีบเปลี่ยนคำพูด "ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงเจ้าก็อบรมเอาเองก็แล้วกัน"
"ข้าไม่มีใจจะอบรมสั่งสอนพวกเขาหรอกเจ้าค่ะมีแต่จะรักพวกเขาไม่รู้จบ" อันซิ่วเอ๋อร์ลูบท้องตัวเองเบาๆ
ท้องของนางตอนนี้ยังคงแบนราบมองไม่ออกเลยว่ากำลังมีอีกชีวิตหนึ่งอยู่ข้างในบางครั้งนางยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเองกำลังจะมีลูกแล้ว
สำหรับลูกคนนี้แม้ตอนแรกนางจะรู้สึกว่าเขามาผิดเวลาไปหน่อย แต่ตอนนี้ในใจกลับมีแต่ความยินดีในความฝันนั้น นางถูกพรากโอกาสที่จะเป็นแม่ไป แต่ตอนนี้นางกำลังจะมีลูกแล้วไม่ใช่หรือ? ในที่สุดนางก็จะหลุดพ้นจากฝันร้ายนั้นเสียที
นางจะดูแลลูกคนนี้ให้ดีที่สุดแน่นอน
"ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงท่านจะชอบไหมเจ้าคะ?" นางหันไปถามเขา
"ชอบสิ แน่นอนว่าต้องชอบขอแค่เป็นลูกที่เจ้าคลอดให้ ข้าก็ชอบทั้งนั้น" เขาตอบโดยไม่ลังเล
อันซิ่วเอ๋อร์จึงหัวเราะออกมาอายุเขาก็สามสิบกว่าแล้ว ชายอื่นในวัยนี้ ลูกคงโตจนวิ่งเล่นได้แล้วแต่เขากลับยังไม่มีลูก ไม่เคยได้สัมผัสความสุขของการเป็นพ่อ
อันที่จริง อยู่ในตระกูลจางบางครั้งพอได้ยินอูซื่อพูดกระทบกระเทียบ นางก็แอบเสียใจอยู่เหมือนกันนางเองก็อยากมีลูก อยากมีมาตลอด จนกระทั่งรู้สึกกังวลตอนนี้ในที่สุดก็ตั้งท้องมาแล้ว
"เจ้าอย่าคิดมากข้าไม่อยู่บ้านก็ดูแลตัวเองดีๆ" จางเจิ้นอันลูบมือนางเบาๆ"ไม่ต้องกังวลอะไร อยากกินอะไรก็บอกแม่นมวันนี้ข้าสั่งยาบำรุงไว้ให้เจ้ามากมาย มอบให้ห้องครัวเล็กไปหมดแล้วเจ้าจำไว้ให้พวกเขาต้มให้กินด้วยล่ะ"
พอนึกถึงรสชาติยาบำรุงคิ้วของอันซิ่วเอ๋อร์ก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย กินยามาหลายวัน นางเบื่อเต็มทีแล้วแค่นึกถึงก็อยากจะอาเจียน
"เจ้าอยากกินอะไรก็บอกให้ห้องครัวเตรียมให้ อยากได้อะไร ก็ให้ป่านเซี่ยไปเอาที่ห้องเก็บของ"จางเจิ้นอันกำชับอีก
"ไม่ต้องไปใส่ใจท่านแม่ไม่ต้องกลัวนาง ถ้านางยังพูดจาไม่ดีอะไรอีก เจ้าก็เอาลูกมาเป็นเกราะกำบังคาดว่านางคงไม่กล้าทำอะไรเกินเลย" จางเจิ้นอันกล่าวต่อ
"อืม" อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้าจำไว้ทีละเรื่อง
จางเจิ้นอันพยักหน้า เขากลัวว่าพอเขาไปแล้วอันซิ่วเอ๋อร์จะอยู่คนเดียวในจวนนี้ อูซื่อและพวกที่ไม่หวังดีคนอื่นๆจะก่อเรื่องอะไรขึ้นมา
ถึงแม้อูซื่อจะรักน้องชายเขามากกว่าถึงแม้จะวางแผนเพื่อน้องชายจนทำร้ายตัวเองไปบ้าง แต่ถึงอย่างไรนางก็เป็นแม่ของเขานี่คือลูกคนแรกของเขา เป็นหลานคนแรกของนาง นางก็น่าจะยินดีเมื่อวานนางยังให้พ่อบ้านส่งของบำรุงมาให้ตั้งมากมาย
เขากลัวว่านางจะฉวยโอกาสตอนเขาไม่อยู่ก่อเรื่องอะไรขึ้นมาอีก ตอนบ่ายเขาถึงได้ไปพบนางครั้งหนึ่งตอนนั้นนางยังทำหน้าไม่พอใจอยู่บ้าง บอกว่าถึงจะไม่ชอบอันซิ่วเอ๋อร์แต่ก็ตั้งตารอหลานในท้องของนางอยู่
จางเจิ้นอันคิดในใจว่าถึงแม้บางครั้งนางจะทำอะไรไม่เข้าท่าไปบ้างแต่ถึงอย่างไรก็คงไม่มาหาเรื่องอันซิ่วเอ๋อร์ในช่วงนี้เพราะเห็นแก่นางกำลังตั้งท้องอยู่
"เจ้าอยู่บ้านคนเดียวต้องดูแลตัวเองดีๆ ข้าจะพยายามกลับมาให้ได้อย่างช้าที่สุดก็กลางเดือนสิบสอง"เขาคิดแล้วกำชับอีกครั้ง
"ทราบแล้วเจ้าค่ะท่านก็ดูแลตัวเองดีๆ นะเจ้าคะ เดินทางข้างนอกต้องระวังตัวมากๆ มีสติอยู่เสมอรู้ไหม?"
อันซิ่วเอ๋อร์พูดพลางหัวเราะ"ท่านไม่ต้องห่วงข้าหรอก ข้าไม่ได้อยู่คนเดียวนี่นาข้ายังมีลูกเป็นเพื่อนอยู่บ้าน รอให้ข้าหายแพ้ท้องก่อนข้าจะอ่านหนังสือให้เขาฟังทุกวัน เล่านิทานให้เขาฟัง บางทีรอคลอดออกมาอาจจะเป็นเด็กอัจฉริยะก็ได้"
จางเจิ้นอันเหลือบมองนางแวบหนึ่ง"ถ้าอย่างนั้น ตอนเจ้าอ่านหนังสือให้เขาฟัง ก็อย่าอ่านผิดล่ะ"
"ดูถูกข้านี่!ช่วงนี้ข้าขยันเรียนรู้จะตายไป ท่านไม่เห็นหรือไร?" อันซิ่วเอ๋อร์ค้อนเขาอย่างไม่พอใจที่ถูกดูถูก
"คนเขาว่าห่างกันสามวันต้องมองกันใหม่แล้วนะ ท่านมัวแต่ออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้าจรดเย็นไม่รู้เลยว่าข้าเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนแล้ว" ช่วงนี้นางอยู่บ้านไม่มีอะไรทำก็แค่เรียนรู้งานบ้าน เรียนรู้กฎระเบียบ แล้วก็อ่านหนังสือบางทีก็คัดลายมือสองสามตัว หรือไม่ก็ไปเดินชมดอกไม้ในสวนนอกนั้นก็ไม่มีอะไรให้ทำแล้ว
"ข้าผิดเอง เจ้าไม่ต้องฝืนตัวเองหรอกแค่มีความสุขก็พอแล้ว ในใจข้า เจ้าก็ยังเป็นเจ้าคนเดิม เป็นยอดดวงใจของข้าเสมอ"จางเจิ้นอันกล่าวอย่างจริงจัง
"ข้าไม่เชื่อหรอก" อันซิ่วเอ๋อร์ส่ายหน้า ถึงเขาจะพูดอย่างนั้น นางก็ดีใจอยู่หรอกแต่ถ้านางเชื่อจริงๆ ก็คงโง่เต็มทีแล้ว
เขาในตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วเขาไม่ได้เป็นแค่ชาวประมงที่ต้องการภรรยาไว้ซักผ้าทำกับข้าวอีกต่อไปเขามีเรื่องต้องทำมากมาย ความต้องการของเขาก็ไม่ใช่แค่การจับปลาให้ได้มากขึ้นไม่เหมือนเมื่อก่อนที่แค่เห็นรอยยิ้มของนาง ความกังวลทั้งหมดก็มลายหายไป
ตอนนี้เขายุ่งเสียจนแทบไม่มีเวลามองหน้านางจะมีเวลาที่ไหนมาสนใจว่านางกำลังร้องไห้หรือหัวเราะ
หากวันหนึ่งเขามีปัญหา หรือมีเรื่องกลุ้มใจอยากจะระบายให้นางฟัง แต่นางกลับไม่เข้าใจอะไรเลย เขาก็คงค่อยๆไปหาสตรีอื่นที่เข้าใจเขา ไปหาคนรู้ใจ แล้วพอมีคนรู้ใจแล้วเขาจะยังนึกถึงนางอีกหรือ?
"เจ้าไม่เข้าใจอะไรเลยอ่านหนังสือก็ไม่ออก แม้แต่โคลงกลอนง่ายๆ ก็ต่อไม่ได้สู้เด็กรับใช้ที่คอยฝนหมึกให้ข้ายังไม่ได้" เหมือนอย่างในบทละครสตรีที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุข คอยรินเหล้าให้ สุดท้ายก็มักจะถูกรังเกียจเดียดฉันท์
รูปโฉมย่อมร่วงโรยไปตามกาลเวลาดอกไม้ดอกเดียวมองนานๆ เข้าก็ย่อมรู้สึกเบื่อหน่าย
นางไม่อยากเป็นดอกไม้ที่เขาเบื่อหน่ายไม่อยากเป็นแค่ดอกไม้ดอกหนึ่งในบรรดาหมื่นแสนดอกที่เขาเคยผ่านมา
"คิดอะไรอยู่?" จางเจิ้นอันสังเกตเห็นท่าทางเหม่อลอยของนางได้อย่างรวดเร็ว
"เปล่าเจ้าค่ะ ไม่ได้คิดอะไร"อันซิ่วเอ๋อร์ส่ายหน้า
"เมื่อครู่เจ้าเหม่อชัดๆยังจะบอกว่าไม่ได้คิดอะไร?" จางเจิ้นอันขมวดคิ้ว"ข้าได้ยินว่าคนท้องมักจะคิดมาก พอข้าไม่อยู่บ้านเจ้าอย่าคิดฟุ้งซ่านล่ะ ไม่อย่างนั้นจะเก็บไปคิดมากคนเดียว ไม่มีใครช่วยปลอบใจนะ"
"เรื่องทุกข์ใจ เรื่องเสียใจอย่าเก็บไปคิดมาก รอข้ากลับมา ค่อยมาเล่าให้ข้าฟัง" ใบหน้าเคร่งขรึมของเขายามอยู่ต่อหน้านาง อ่อนโยนลงราวกับสายน้ำไปนานแล้วนานแล้วที่นางไม่ได้เห็นสีหน้าเคร่งขรึมไม่น่าเข้าใกล้ของเขา
นางพยักหน้าเบาๆ กล่าวเสียงแผ่ว"ข้าไม่ได้คิดมากเจ้าค่ะข้าแค่คิดถึงตอนที่เราอยู่ที่หมู่บ้านชิงสุ่ย น้ำในแม่น้ำไหลเอื่อยๆเขียวใสเป็นระลอกคลื่น ท่านถือไม้ถ่อ พาข้าล่องไปในดงหญ้าเขียวมีเพียงจันทร์เสี้ยวกับดวงดาวเป็นเพื่อน"
ตอนนั้นไม่รู้สึกอะไร พอกลับมาคิดตอนนี้กลับรู้สึกว่ามันช่างงดงามเหลือเกิน
"ต่อไปพวกเราก็ยังไปได้อีกการจากกันครั้งนี้เป็นเพียงชั่วคราว" จางเจิ้นอันกล่าว"วันหน้าจะพาเจ้านั่งเรือลำใหญ่กว่าล่องไปในแม่น้ำที่กว้างกว่า ชมดาวชมจันทร์ที่สว่างกว่า"
"เจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้า
จางเจิ้นอันจึงตบที่นอนเบาๆ"นอนเถอะ"
"ข้ายังไม่อยากนอนข้ากลัวว่าพอตื่นขึ้นมา จะไม่เห็นท่านแล้ว" อันซิ่วเอ๋อร์เงยหน้ามองเขาอย่างน้อยใจ
"ข้าอยู่เป็นเพื่อนเจ้าตรงนี้นอนเถอะนะ เพื่อลูก ดูสิ เจ้าผอมลงไปตั้งเยอะในช่วงหลายวันนี้" จางเจิ้นอันกล่าว "หวังว่าตอนข้ากลับมาเจ้าจะอ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้น"
"อืม ข้าจะกินยาตามเวลา กินข้าวเยอะๆ"อันซิ่วเอ๋อร์รับปากเขาอย่างแข็งขัน
หลายวันนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรปกติแล้วอาหารพวกนี้นางคิดว่าอร่อยจะตาย เมื่อก่อนแค่ได้กินข้าวสวยร้อนๆ สักชามนางก็มีความสุขแทบแย่แล้ว แต่ตอนนี้ อาหารดีๆ วางอยู่ตรงหน้านางกลับเอาแต่คลื่นไส้ นางรู้สึกว่าตัวเองกำลังทำของดีเสียของอย่างน่าเสียดาย
"เชื่อฟังนะ รีบนอนแต่หัวค่ำบำรุงร่างกายให้แข็งแรง อย่าทำให้ข้าเป็นห่วง" จางเจิ้นอันพูดพลางช่วยถอดรองเท้าให้นางแล้วอุ้มนางขึ้นไปนอนบนเตียง ห่มผ้าให้เรียบร้อย
เขาโอบกอดนางไว้ทั้งที่ยังอยู่ในผ้าห่มนางมองเขา ตาแป๋วไม่กะพริบ
เขายื่นมือไปปิดตานางเบาๆ นางจึงหลับตาลงครู่ต่อมา เขาได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของนาง เขาจึงค่อยๆ ลุกขึ้นเดินออกไปเงียบๆ
เขาเองก็ทนเห็นภาพการจากลาไม่ได้เช่นกันแทนที่จะรอให้นางตื่นมาร้องไห้ สู้จากไปตอนนี้เลยดีกว่า
พอออกมาข้างนอกก็เจอแม่นมกับป่านเซี่ยรออยู่ เขาจึงกำชับให้พวกนางดูแลอันซิ่วเอ๋อร์ให้ดีจากนั้นก็ไม่ลังเลอีก หันหลังเดินจากไปด้วยฝีเท้าหนักแน่น
อันซิ่วเอ๋อร์ตื่นขึ้นมากลางดึกพอตื่นขึ้นมา คลำข้างตัวดูก็พบว่าว่างเปล่า แม้แต่ที่นอนข้างๆ ก็เย็นชืดแล้วเขาคงไปนานแล้ว
แต่ที่น่าแปลกคือ ตอนที่เขาอยู่นางมักจะออดอ้อน งอแง แต่พอรู้ว่าเขาไปแล้วจริงๆ นางกลับไม่ได้ลุกขึ้นมาเพียงแค่นอนเหม่ออยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็หลับตาลงอีกครั้ง
เพียงแต่พอนางหลับตาลงก็กลับนอนไม่หลับอีกเลย พลิกตัวไปมาอยู่ค่อนคืน จนกระทั่งฟ้าสาง
เหมือนเช่นเคยป่านเซี่ยเข้ามาปรนนิบัตินางล้างหน้า จากนั้นก็ยกยาบำรุงครรภ์เข้ามา พอได้กลิ่นยานางก็รู้สึกอยากอาเจียน แต่สุดท้ายก็กัดฟัน บีบจมูก กลืนยาลงไปรวดเดียว
"วันนี้ฮูหยินเก่งมากเลยเจ้าค่ะ"ป่านเซี่ยชมอยู่ข้างๆ
อันซิ่วเอ๋อร์เงยหน้ามองนาง"ข้าไม่ใช่เด็กเล็กๆ เสียหน่อย เจ้าเด็กคนนี้นี่ยังมาหลอกล่อข้าเหมือนเด็กๆ"
นางไม่เคยทำท่าถือตัววางอำนาจปฏิบัติต่อป่านเซี่ยและคนอื่นๆ เหมือนพี่เหมือนน้องไม่เคยหยิ่งยโสเพราะฐานะของตนเลยแม้แต่น้อยทำให้คนที่อยู่ใกล้ชิดรู้สึกว่านางเป็นคนดีมาก
อันที่จริงนางก็ไม่ได้ทำอะไรให้พวกนางเป็นพิเศษแต่พวกนางกลับรักใคร่นาง เรื่องนี้ช่างน่าแปลกนางก็แค่ยิ้มตอบเวลาที่พวกนางทำความเคารพเท่านั้นเอง
แต่แค่ความจริงใจเล็กๆ น้อยๆ นี้ก็เพียงพอที่จะซื้อใจคนได้แล้ว บ่าวไพร่ในจวนนี้ก็เป็นคนเหมือนกันในใจของพวกเขาย่อมมีตาชั่งแยกแยะดีชั่ว