เมื่อไป๋ลั่วอิงมาถึงเรือนใหญ่ บรรยากาศภายในเรือนเงียบสงบเงียบสงบดูงดงามตามแบบฉบับของจวนแม่ทัพใหญ่ บ่าวไพร่ในเรือนพากันลดเสียงพูด เดินอย่างเบาเท้า
นางก้าวเท้าเดินเข้าสู่ห้องโถง ก่อนจะคุกเข่าคำนับบิดา มารดา และพี่ชายผู้เป็บุตรคนโตของตระกูลไป๋
“อิงเอ๋อร์คารวะท่านพ่อ ท่านแม่ และพี่ใหญ่เ้าค่ะ”
ไป๋เทียนหย่งผู้เป็บิดา นั่งประจำที่หัวโต๊ะ สีหน้ายังคงเคร่งขรึมตามบุคลิกแม่ทัพ หากดวงตากลับแฝงแววห่วงใย
“อาการของเ้าดีขึ้นแล้วหรือ”
ไป๋ลั่วอิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ยิ้มบาง “ข้าสบายดีเ้าค่ะท่านพ่อ เพียงแต่เมื่อวาน...ลูกลื่นล้มศีรษะกระแทกพื้นเล็กน้อย มิเป็อันใดนัก”
ไป๋อี้เฉิน พี่ชายของนางเหลือบตามองครู่หนึ่งก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “เช่นนั้นก็ดีแล้ว หากน้องเล็กมิเป็อะไรพี่ใหญ่ก็ไว้วางใจ”
หนี่ว์ฮูหยินผู้เป็มารดา นางมีใบหน้าอ่อนโยน ก็ยิ้มขึ้นทันทีที่เห็นบุตรสาวฟื้นกลับมาด้วยสภาพปลอดภัย
“เ้ากลับมาก็ดีแล้ว อิงเอ๋อร์ วันนี้แม่เป็คนลงมือทำขนมและต้มน้ำชาไว้ มาเถิด มานั่งพัก แล้วดื่มชากับแม่เสียหน่อย”
ไป๋ลั่วอิงพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะเดินไปนั่งเคียงมารดา ขนมงาเคลือบน้ำผึ้งเรียงรายอยู่บนถาดหินอ่อน กลิ่นน้ำชาร้อนหอมกรุ่นคลุ้งอบอวลไปทั่วห้อง
แม้บทสนทนาในยามนี้จะมิได้ยืดยาวนัก แต่ในใจของนางกลับอบอุ่นอย่างน่าประหลาด ราวกับว่า…ครอบครัวที่เคยเป็เพียงแค่ตัวประกอบในหน้ากระดาษของนิยายที่นางเขียนกำลังค่อย ๆ มีชีวิตจริงขึ้นมา
หากเทียบกับโลกเดิม…ไป๋ลั่วอิงในชาติก่อนนั้นเป็เพียงเด็กสาวผู้กำพร้า พ่อแม่เสียชีวิตกะทันหัน ทิ้งไว้เพียงคอนโดเล็ก ๆ หนึ่งห้องให้พักพิงไร้ญาติข้างกาย ไร้การกอดลา ไร้คำว่า “ลูกพ่อ” จากใครเลยตลอดชีวิต
แต่ตอนนี้...ทุกอย่างกลับแตกต่างออกไป แม้มันจะเป็โลกที่นางไม่คาดคิดว่าจะเข้ามา แต่ข้างกายกลับค่อย ๆ เต็มไปด้วยผู้คนที่เรียกว่า ครอบครัว จริง ๆ
นางยิ้มหวาน พลางหันไปออดอ้อนผู้เป็มารดาอย่างขี้เล่น “ขนมที่ท่านแม่ทำ อร่อยนักเ้าค่ะ ข้ากินแล้วอดใจวางมือไม่ได้เลยเ้าค่ะ”
หนี่ว์ฮูหยินหัวเราะเบา ๆ ลูบศีรษะนางด้วยความรัก
ท่านแม่ทัพใหญ่ผู้เป็บิดา เลิกคิ้วเล็กน้อย มองบุตรสาวอย่างจับสังเกต
“วันนี้เ้าไม่ก่อเื่ ไม่อาละวาด พ่อรู้สึกว่าลูกสาวของข้า...ดูเปลี่ยนไปอยู่บ้าง”
นางยกถ้วยชาแนบริมฝีปาก ยิ้มเจื่อนเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“พอดีเมื่อวาน...ลูกลื่นล้ม หัวกระแทกพื้นไปเล็กน้อยเ้าค่ะ ทำให้ความจำบางส่วนของลูกเลือนหายไปเ้าค่ะ”
ไป๋อี้เฉินซึ่งเงียบอยู่นาน หันมามองนางก่อนกล่าวเสียงนิ่ง ๆ “เ้าเป็แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน...พี่รู้สึกเหมือนได้น้องสาวคนใหม่”
ประโยคนั้นทำให้หัวใจของไป๋ลั่วอิงสะดุดเล็กน้อย นางชะงักไปชั่วครู่ พี่ใหญ่ของนางผู้นี้...ช่างสังเกตและเดาใจคนได้แม่นยิ่งนัก คำแก้ตัวที่นางอ้างถึงอุบัติเหตุ คงไม่อาจปิดบังความเปลี่ยนแปลงในตัวเองได้อย่างมิดชิด นางจึงได้แต่ยิ้มบาง ๆ พลางเอ่ยขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนความผิดสังเกตนั้น
“บางที...อาจจะเพราะน้องโตขึ้น เลยรู้จักคิดมากกว่าเดิมก็ได้เ้าค่ะ”
ผู้เป็มารดาได้ยินดังนั้นก็เอ่ยขึ้นด้วยความปลื้มปีติ “อิงเอ๋อร์...โตขึ้นมากแล้วนะ เ้าใหญ่อย่ามัวจับผิดน้องเลย”
แววตาที่นางทอดมองบุตรสาวเต็มไปด้วยความภูมิใจและแปลกใจเล็ก ๆ ราวกับเพิ่งเห็นว่าวันหนึ่งดอกไม้ที่เคยบอบบาง ได้ผลิบานงดงามขึ้นมาอย่างเงียบงัน
บรรยากาศในห้องโถงอบอุ่นและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอ่อน ๆ จนกระทั่งเสียงทุ้มของไป๋เทียนหย่งเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“เดือนหน้า...จะมีการคัดเลือกพระชายาขององค์ชายที่ถึงวัยออกเรือน”
“ทางราชสำนักให้ส่งรายนามบุตรีตระกูลขุนนางเข้าร่วมด้วย”
มือที่ถือถ้วยชาของไป๋ลั่วอิงชะงักกะทันหัน ใบหน้านางซีดเผือดไปชั่วขณะ
“ท่านพ่อ...ข้าไม่อยากไปเลยเ้าค่ะ ข้าไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับราชสำนัก”
ร่างบางเงยหน้าขึ้น ดวงตาฉายแววสั่นไหว ริมฝีปากของนางเม้มแน่น เพราะนางรู้ดี...หากนางถูกเลือกเป็พระชายาองค์ชายห้า ตามเส้นเื่ในนิยายที่ตนเคยเขียนไว้ย่อมไม่พ้นถูกอีตาพระเอก ฆ่าตายแน่ๆ
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางการเมือง ความเข้าใจผิด...หรือโชคชะตาบัดซบแบบนิยายจีนโบราณที่ชอบจบลงด้วยการสูญเสีย นางจะไม่มีวันยอมให้เื่ราวของตนต้องจบลงแบบนั้น
‘ข้าจะไม่ยอมถูกลากไปเป็เพียงเครื่องมือในวังหลวง ไม่ว่าผู้ใดจะพยายามใช้ข้าอย่างไร’
หากอยากมีชีวิตอยู่ต่อในโลกนี้ นางต้องมีวรยุทธ์ไว้ป้องกันตนเอง เพราะสิ่งหนึ่งที่นางจะไม่มีวันยอมเสีย...ก็คือ ครอบครัวอบอุ่นที่เพิ่งได้มา
ดวงตาของไป๋ลั่วอิงเป็ประกายวาวขึ้นทันทีเมื่อนึกถึง “เงาแห่งอวี้หยิน” สร้อยข้อมือที่ระบบแจ้งว่า หากมีศิลาิญญาขนาดเล็กสองก้อน จะสามารถอัปเกรดได้
และแน่นอน…เมื่อคิดได้ดังนั้น นางก็หันไปหาท่านพ่อด้วยใบหน้าไร้พิษภัยที่สุดในชีวิต
“ท่านพ่อเ้าคะ” น้ำเสียงของนางทั้งอ่อน ทั้งหวาน และเต็มไปด้วยความจงใจ
“ลูกอยากฝึกวรยุทธ์เ้าค่ะ หากท่านพอมีศิลาิญญาอยู่บ้าง...ลูกขอได้หรือไม่เ้าคะ?”
ไป๋เทียนหย่งเลิกคิ้วทันที “ศิลาิญญาอย่างนั้นหรือ”
“เ้าค่ะท่านพ่อ ข้า้าเพียงแค่สองก้อนเท่านั้นเอง…ลูกจะใช้ฝึกพื้นฐานเบื้องต้น”
เสียงนางอ่อนลง อ้อนจนน้ำตาแทบจะคลอ “ได้โปรดเถิดเ้าค่ะ ท่านพ่อ…”
ผู้เป็พี่ชายไป๋อี้เฉินที่เพิ่งจิบชา เผลอสำลักเล็กน้อย
“เ้ารู้หรือไม่ว่า...ศิลาิญญาหนึ่งก้อน มีค่ากว่าร้อยตำลึง…” เขากล่าวเสียงเรียบ
“...สองก้อน ก็สองร้อยตำลึง…” ไป๋ลั่วอิงตอบเสียงเบา พลางหลบตาอย่างรู้สึกผิด
ท่านแม่ทัพใหญ่นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจยาว
“เอาเถอะ หากเ้าอยากฝึกวรยุทธ์จริง พ่อก็จะให้...แต่พ่อจะส่งผู้คุมฝึกมาช่วยดูแลเ้าฝึกทุกเช้าด้วย”
ไป๋ลั่วอิงรีบพยักหน้ารัว ๆ อย่างไม่คิดชีวิต ต่อให้ต้องคลานฝึกจนกล้ามขึ้น นางก็จะไม่ยอมตายง่าย ๆ หรอก
ไป๋เทียนหย่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ แล้วหันไปทางชายชราผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ห่าง
“จ่างกวานเจีย ไปเบิกศิลาิญญามาให้ลั่วอิงสองก้อน”
“ขอรับ ท่านแม่ทัพใหญ่” จ่างกวานเจียผู้เป็หัวหน้าพ่อบ้านค้อมกายรับคำ แล้วหมุนตัวจากไปอย่างเงียบงัน
ไม่นาน ศิลาิญญาสีฟ้าใสเรืองแสงจาง ๆ ก็ถูกนำมาวางบนผ้าหยกขาวตรงหน้าของไป๋ลั่วอิง
นางรีบโค้งคำนับให้ผู้เป็บิดา ดวงตาเปล่งประกายอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ “ขอบคุณเ้าค่ะ ท่านพ่อ ลูกจะใช้มันให้คุ้มค่าทุกส่วนปราณเลยเ้าค่ะ”
ไป๋เทียนหย่งเพียงพยักหน้ารับเบา ๆ สีหน้าสงบนิ่งดังเดิม แต่หางตากลับอ่อนลงเล็กน้อย
ไป๋ลั่วอิงเก็บศิลาใส่ถุงผ้าอย่างทะนุถนอม ก่อนจะกล่าวลาเสียงใส “ลูกขอตัวกลับเรือนหยกหอมเ้าค่ะ ลูกอยากจะเริ่มฝึกทันที”
แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้หมุนตัวจากไป เสียงของหนี่ว์ฮูหยินก็ดังขึ้นอย่างนุ่มนวล หากแฝงความลังเลเอาไว้
“อิงเอ๋อร์...เ้าจะฝึกวรยุทธ์ไหวหรือ?”
นางหยุดชะงัก หันกลับมาเงียบ ๆ
“แม่จำได้ว่า ั้แ่เ้ายังเด็ก เ้ากลับไม่ชอบฝึกเลยสักครั้ง” “แค่จับกระบี่ ยังร้องไห้จนลมจับ ลูกจำได้หรือไม่?”
ไป๋ลั่วอิงหัวเราะเบา ๆ แววตากลบความเขินไว้ไม่มิด “ตอนนั้นข้ายังเด็กนักเ้าค่ะ...แต่ตอนนี้ ข้าอยากเก่งขึ้นจริง ๆ”
ผู้เป็มารดาส่ายหน้าเบา ๆ แต่สีหน้ากลับแฝงความเอ็นดูและห่วงใยอยู่ลึก ๆ “หากเ้าลองแล้วเหนื่อยนัก...ก็พักเถิดนะลูก อย่าฝืนตนให้เกินไป”
“เ้าค่ะท่านแม่ ข้าจะระวัง” ไป๋ลั่วอิงอมยิ้ม แล้วหมุนกายก้าวเดินออกจากเรือนไป เื้ัคือครอบครัวที่ยังคงเฝ้ามองตามเงาของนางด้วยหลากอารมณ์
...ไม่มีใครล่วงรู้ว่า เด็กสาวที่เคยร้องไห้ยามจับกระบี่ในวันวาน บัดนี้ กำลังเร่งฝึกฝนเพื่อหลีกหนีความตายที่นางรู้ล่วงหน้า...จากนิยายที่ตนเคยเขียน

มาให้กำลังใจยัยน้องกันค่ะ น้องพยายามหลีกเลี่ยงความตาย น้องถึงอยากฝึกวรยุทธ์?
ไม่ใช่เพราะอยากเข้าตาราชสำนักแต่เพราะรู้ว่าถ้าเดินตามบทเดิมน้องจะตายตอนบทที่ 9"
นางเลยลุกมาขอศิลาิญญาจากท่านพ่อด้วยหน้าตาใสซื่ออ้างว่าจะ “ฝึกเบา ๆ”
แต่ความจริงคือ…จะอัปเกรดอุปกรณ์จากระบบลับในร่าง
มารอลุ้นกันว่าหลังอัพเกรดแล้วน้องจะเทพแค่ไหน