
-17-
การตัดสินใจของแม่ทัพหนุ่ม
ณ จวนเสนาบดีมู่ ราวหนึ่งชั่วยามก่อน
หย่าฮุ่ยจื่อหรือมู่ฮูหยินลงมาสั่งการบ่าวไพร่ให้ตกแต่งเรือนจันทราเสียใหม่ด้วยตนเอง ใบหน้าอิ่มเอิบดูมีความสุขแต่ก็แฝงความกังวล เพราะการมาเยือนของหลินเอ๋อร์ว่าที่ลูกสะใภ้คนแรกของสกุลมู่ครั้งนี้เพื่อพักรักษาตัวจากอาการาเ็ซึ่งต่างจากทุกครั้ง
“ท่านแม่...” มู่หลิ่งเฟิงเอ่ยเรียกมารดา เด็กน้อยอยู่ในอาภรณ์สีขาว ปักลายสัตว์มงคลสีท้องฟ้าที่ปลายเสื้อคลุมตัวยาว เดินยิ้มเข้ามาหามารดาที่นั่งจิบน้ำชาไปพลางมองดูบ่าวจัดห้องไปพลางอย่างอารมณ์ดี
“มีอันใดกับแม่หรือเฟิงเอ๋อร์” นางเอ่ยถามบุตรคนเล็ก
“พี่ใหญ่กับพี่หลินเอ๋อร์จะมาถึงยามใดขอรับ” เด็กชายย้อนถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ดวงตาคมคล้ายผู้เป็พี่ชายเป็ประกายเจิดจ้า
“อืม น่าจะราวยามซื่อกระมัง” นางคาดการณ์
“ข้าอยากให้ถึงยามซื่อเร็วๆ จังเลยขอรับ ข้าคิดถึงพี่หลินเอ๋อร์” เด็กน้อยกระซิบบอกมารดา ใบหน้าเล็กๆ แดงเรื่อด้วยความขัดเขิน
“แม่เองก็เช่นกัน พี่หลินเอ๋อร์มาคราวนี้เพื่อพักรักษาตัว เ้าจะช่วยแม่หรือไม่” ผู้เป็มารดาถามลองใจบุตรคนเล็ก
“แน่นอนขอรับ ข้าจะช่วยท่านแม่ดูแลพี่หลินเอ๋อร์เอง” มู่หลิ่งเฟิงตอบรับอย่างหนักแน่น
“เป็เช่นไรบ้าง เตรียมพร้อมแล้วหรือ” มู่หลิ่งฟู่ในอาภรณ์สีเทาเข้มเดินเข้ามาสมทบกับฮูหยินและบุตรคนเล็ก
“เ้าค่ะท่านพี่” นางตอบสามียิ้มๆ
“ท่านพ่อ ข้าจะช่วยท่านแม่ดูแลพี่หลินเอ๋อร์เองขอรับ” คุณชายน้อยเสนอตัวกับบิดาที่เดินมานั่งข้างๆ ตน
“โอ้! ดีๆ” มู่หลิ่งฟู่พยักหน้าชอบใจ ลูบศีรษะเล็กๆ ของบุตรคนเล็ก
มู่ฮูหยินเห็นแล้วก็หวนนึกถึงเหตุการณ์ราวสองวันก่อน ขณะที่นางและสามีปรึกษาเื่ที่ได้รับการไหว้วานจากสหายคนสนิทที่รักกันดุจพี่น้อง ให้ช่วยดูแลบุตรีและคฤหาสน์สกุลชิง เนื่องจากทางเรือนพสุธาเกิดเื่ขึ้น ทำให้พวกเขากลับมาพร้อมบุตรีไม่ได้อยู่นั้น บุตรคนโตของนางก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ท่านพ่อท่านแม่” มู่หลิ่งเหวินประสานมือเคารพบิดามารดา
“อ้าว มีเื่อันใดหรือ” บิดาเอ่ยถาม
“คือข้า...ข้าอยากดูแลหลินเอ๋อร์ขอรับ” เขาแจ้งแก่บิดามารดาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ใบหน้าหล่อเหลาราวเทพเซียนปรากฏริ้วแดงจางๆ ดวงตาคมทรงเสน่ห์สบกับบิดาแน่วแน่ไร้ซึ่งความลังเล ด้วยผ่านการใคร่ครวญไตร่ตรองมาเป็ร้อยครั้งพันครั้ง
“เ้ามั่นใจแล้วหรือ” บิดาถามย้ำ
“นั่นสิ อาเหวิน เ้า้าตบแต่งนางจริงหรือ ไม่ใช่ทำเพราะเห็นแก่พ่อกับแม่?” มู่ฮูหยินถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ทั้งที่ภายในใจปลาบปลื้มยินดีกับถ้อยคำของบุตรจนแทบจะระงับอาการไว้ไม่อยู่ ด้วยเป็ความปรารถนาที่เฝ้ารอมาตลอด
“ตำแหน่งฮูหยินแห่งจวนแม่ทัพมู่มีไว้เพื่อนางผู้เดียวเท่านั้นขอรับ” บุตรคนโตตอบกลับด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
“ท่านแม่...ท่านแม่ คิดอันใดอยู่หรือขอรับ”
มู่ฮูหยินตื่นจากภวังค์ ก่อนจะยิ้มให้บุตรคนเล็กพลางส่ายหน้าแทนคำตอบ
ล่วงเข้ายามซื่อ
เมื่อขบวนรถม้านำโดยมู่หลิ่งเหวินมาถึงประตูหน้าของจวนเสนาบดีมู่ จางมู่หลง รองแม่ทัพหนุ่มร่างสูงใหญ่ดูองอาจขัดกับใบหน้าที่งดงามคล้ายสตรีก็ยืนรอต้อนรับอยู่ก่อนแล้ว พร้อมเหล่าทหารและบ่าวไพร่ชายหญิงกว่าห้าสิบคน
“ท่านแม่ทัพ” จางมู่หลงทำความเคารพแม่ทัพหนุ่มที่ะโลงจากหลังเ้าทาเสว่มายืนอยู่เบื้องหน้าตน ก่อนที่ทหารและบ่าวไพร่ที่ยืนอยู่ข้างหลังจะแสดงความเคารพตาม
“อืม” มู่หลิ่งเหวินพยักหน้าเล็กน้อย แล้วหมุนกายสูงเดินไปหยุดข้างรถม้าของคู่หมายที่เงียบสนิทไร้การเคลื่อนไหวจนน่าประหลาดใจ คิ้วเข้มเลิกขึ้น จากนั้นก็ส่งเสียงฮึ เมื่อเปิดผ้าม่านหน้าต่างรถม้าสีแดงขึ้น ก็พบภาพหนึ่งสตรีหนึ่งพยัคฆ์กำลังหลับใหลอยู่ในห้วงนิทรา มันช่างติดตราตรึงใจแม่ทัพหนุ่มยิ่งนัก
“ให้รถม้าเข้าไปด้านในดีหรือไม่ขอรับ” จางมู่หลงเอ่ยถามเมื่อเห็นคู่หมายของแม่ทัพหนุ่มในชุดบุรุษสีดำเอียงศีรษะพิงข้างรถม้า บนตักมีพยัคฆ์น้อยที่ดูคล้ายแมวตัวอ้วนนอนขดตัวกลมอย่างสบายอุรา
“ข้าจะอุ้มนางไปเอง” มู่หลิ่งเหวินตอบพลางใช้ตัวบังอีกฝ่ายที่ยืนชะเง้อมองเข้ามาในรถม้าอย่างไม่สบอารมณ์นัก
“ขอรับ” จางมู่หลงรับคำอย่างงุนงงพลางมองแม่ทัพหนุ่มที่โน้มตัวเข้าไปในรถม้า เพียงครู่เดียวร่างบอบบางของคุณหนูชิงก็ตกอยู่ในอ้อมแขนแข็งแกร่งของแม่ทัพหนุ่ม สองแขนเรียวเกี่ยวคอคู่หมายไว้หลวมๆ ทั้งที่ยังหลับอยู่ มีเ้าพยัคฆ์น้อยที่ตื่นแล้วนั่งอยู่บนหน้าท้องแบนราบของนาง หันมองไปโดยรอบคล้ายกำลังสำรวจอาณาเขตแห่งใหม่ ช่างน่าเอ็นดูนักในสายตาของรองแม่ทัพหนุ่ม
“ท่านแม่ทัพ ข้าขอตัวกลับไปคฤหาสน์สกุลชิงก่อน แล้วจะกลับมาก่อนค่ำ ฝากคุณหนูด้วยนะขอรับ” เฟิ่งอิงกล่าวกับแม่ทัพหนุ่ม ดวงตาคมเรียวดุเหลือบมองคุณหนูครู่หนึ่งอย่างเป็ห่วง
“อืม...ไปเถิด” กล่าวจบก็หมุนกายสูงเดินนำเข้าไปในจวนทันที ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทาของเหล่าสตรีน้อยใหญ่ที่สนใจมารอดูหน้าแม่ทัพหนุ่มรูปงามอันดับหนึ่งของแคว้นฉี และชาวบ้านที่ชอบสอดรู้สอดเห็นเื่ของผู้อื่นที่อยู่รอบๆ
“บุรุษผู้นั้นเป็ใครกัน”
“นั่นสิ เหตุใดแม่ทัพหนุ่มต้องอุ้มด้วยตนเองเช่นนั้น”
“หรือว่า...เหตุผลที่ไม่ยอมตบแต่งฮูหยินเสียทีเป็เพราะเหตุนี้”
“ว้าย ที่แท้ก็เป็พวกบุรุษที่นิยมตัดแขนเสื้อหรอกหรือ”
“ไอหยา ข้าอุตส่าห์หลงชื่นชมมาเสียตั้งนาน”
“ฮึ!” มู่หลิ่งเหวินแค่นเสียงไม่ใส่ใจกับเสียงนินทาเ่าั้ ก้มมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่หลับตาพริ้ม ขยับตัวเข้าหาเหนี่ยวรั้งลำคอของตนให้ลงมา พลางส่งเสียงงึมงำเป็ระยะๆ ด้วยสายตาอ่อนโยน
กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่เขาชื่นชอบถึงขั้นหลงใหลลอยเข้ามาแตะจมูก ทำเอาเืในกายสูบฉีดไปทั่วร่าง ลมปราณปั่นป่วนจนแทบแตกซ่าน อกข้างซ้ายเต้นแรงรัวและเร็วจนน่าใ
‘นางช่างเป็สตรีที่อันตรายต่อหัวใจข้ายิ่งนัก’
จางมู่หลงเดินตามแม่ทัพหนุ่มไปเงียบๆ สายตาเต็มไปด้วยความสงสัยอัดแน่น เพราะข่าวที่ได้รับมาว่านางได้รับาเ็ถูกโบยที่หลังใช่หรือไม่ แล้วอาการที่ควรจะมีไปไหนเสียเล่า เ็ป? ครวญคราง? ไข้ขึ้น? สีหน้าซีดเซียว? ไม่ปรากฏให้เห็นสักอย่าง นี่มันเื่อะไรกัน แล้วยังท่าทีที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็หลังมือของท่านแม่ทัพ จากดำเป็ขาวในเวลาอันสั้นนี่อีก
“อาเหวิน! น้องเป็อันใดไปหรือ แล้วเหตุใดจึงอุ้มน้องมาเช่นนี้” มู่ฮูหยินถลาเข้ามาหาบุตรคนโตด้วยความใระคนเป็ห่วง
“ท่านแม่อย่าห่วง นางเพียงหลับไปเท่านั้นขอรับ” มู่หลิ่งเหวินตอบเบาๆ เพราะไม่อยากให้นางรีบตื่น
“พี่ใหญ่ นี่คือ...” มู่หลิ่งเฟิงจ้องเ้าพยัคฆ์น้อยที่นอนอยู่บนหน้าท้องของว่าที่พี่สะใภ้เขม็งด้วยความสนใจระคนตื่นเต้น
“ตัวปัญหา ชอบก่อเื่” เขานินทาเ้าพยัคฆ์ต่อหน้ามัน
“ฮื่อออ” เ้าพยัคฆ์น้อยคล้ายรู้ตัวว่าถูกนินทาจึงหมุนตัวเข้าหาอกเ้าร่างั์ เงยหัวกลมๆ เล็กๆ ส่งเสียงขู่ไม่พอใจ พลางยกอุ้งเท้าขึ้นตะปบใบหน้าอีกฝ่ายหลายหนแต่ไร้ผล เพราะแม่ทัพหนุ่มระวังตัวอยู่ก่อนแล้ว ทำให้มันยิ่งหงุดหงิดและอับอายมากขึ้นอีกสองส่วน
“อืม”
การกระทำของมันปลุกให้ชิงหลินลืมตาตื่น นางกะพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับสายตาให้คุ้นชิน จากนั้นดวงตากลมโตก็พลันเบิกกว้างเป็ไข่ห่าน เมื่อรู้ว่าอะไรเป็อะไรนางจึงรีบดึงมือที่โอบคอเขากลับมากอดเ้าพยัคฆ์น้อยแทน
“อะ...เอ่อ ช่วยวางข้าลงก่อนเถอะเ้าค่ะ” นางกระซิบบอกเขา ใบหน้าจิ้มลิ้มแดงก่ำเมื่อเห็นสายตาล้อเลียนจากคนเ่าั้
“ฮึ ก็ได้” มู่หลิ่งเหวินวางคู่หมายลงช้าๆ อย่างไม่เต็มใจนัก มือข้างหนึ่งโอบเอวคอดกิ่วของนาง แม้จะพยายามเบี่ยงตัวหลบก็หาพ้นไม่ มือเขาเกาะติดหนึบอย่างกับปลาหมึกจนนางถอดใจปล่อยให้เขากอด
“หลินเอ๋อร์คารวะท่านลุงมู่ท่านป้ามู่เ้าค่ะ” ชิงหลินยอบกายเคารพมู่หลิงฟู่กับฮูหยิน ที่กลับไปนั่งที่เดิมของตนเรียบร้อยแล้ว ยกเว้นคุณชายน้อยมู่
“เ้าผิดแล้ว” ร่างสูงที่ยืนโอบเอวนางอยู่เอ่ยขึ้น
“ผิดอะไรเ้าคะ” ชิงหลินเอียงตัวเงยหน้าขึ้นมองเขา
“ไม่ใช่ท่านลุงมู่ท่านป้ามู่” แม่ทัพหนุ่มหลุบตาลงมองนางอย่างมีความหมาย
“เอ๋? ท่านพูดเื่อะไร ถ้าไม่ให้ข้าเรียกท่านลุงมู่ท่านป้ามู่แล้วจะให้ข้าเรียกอย่างไร” คิ้วเรียวขมวดมุ่นด้วยความไม่เข้าใจ
“ต้องเรียกว่าท่านพ่อท่านแม่สิขอรับพี่หลินเอ๋อร์ ข้าพูดถูกหรือไม่ขอรับพี่ใหญ่” คุณชายน้อยเป็ผู้เฉลยแทนพี่ชายของตน
มู่หลิ่งเหวินยิ้มให้น้องชายแทนคำตอบพร้อมกับโอบกระชับเอวคอดกิ่วแน่นขึ้น
“เอ๋? เอ่อ...” ชิงหลินไปต่อไม่เป็เมื่อโดนจู่โจมกะทันหัน ครั้นจะเอ่ยปากปฏิเสธแต่พอเห็นสายตาของผู้าุโทั้งสองที่มองมาอย่างคาดหวังและเห็นด้วยกับลูกชาย ก็ทำเอาอึ้งจนพูดไม่ออก นี่มัน...มัดมือชกกันชัดๆ เ้าเล่ห์นัก นางมองเขาตาเขียว ยิ่งเห็นเขายักไหล่ไม่รู้ไม่ชี้ก็แทบอยากจะะโข่วนหน้าหล่อเหลานั่นให้เละ
“เอาละๆ รีบพาน้องไปพักก่อนเถิด เื่อื่นค่อยว่ากัน” ประมุขจวนโบกมือบอกบุตรชายเมื่อเห็นว่าหญิงสาวมีท่าทีลำบากใจ
“ขอรับท่านพ่อ”
“เช่นนั้นหลินเอ๋อร์ขอตัวเ้าค่ะ” ชิงหลินยอบกายลา “อุ๊ย ท่านทำอะไร ปล่อยข้าลงนะ ใกล้แค่นี้ข้าเดินเองได้” นางอุทานเสียงหลง รีบใช้แขนข้างหนึ่งโอบคอเขาอย่างลืมตัว อีกแขนก็อุ้มเ้าพยัคฆ์น้อย
“อยู่นิ่งๆ ถ้าไม่อยากถูกลงโทษต่อหน้าคนเยอะๆ” คำพูดนี้ได้ผลเพราะร่างเล็กหยุดดิ้นและตัวแข็งทื่อทันทีเมื่อเขากล่าวจบ “หึๆ ต้องให้ขู่” มู่หลิ่งเหวินยิ้มพอใจ
“พี่หลินเอ๋อร์ ข้าขออุ้มเ้าพยัคฆ์น้อยตัวนี้ให้ท่านได้หรือไม่ขอรับ” คุณชายน้อยเสนอตัว ใบหน้างดงามระบายด้วยความหวัง
“ฟานฟาน เฟิงเอ๋อร์อยากอุ้มเ้า เ้าจะว่าอย่างไร” ชิงหลินกระซิบถามเบาๆ
“ฟานฟาน...เด็กดี เชื่อฟัง...หลินหลิน เชื่อฟัง...หลินหลิน” เ้าพยัคฆ์น้อยผงกหัว ยอมให้เด็กน้อยอุ้ม
“อา...ขอบคุณขอรับ” คุณชายน้อยยิ้มกว้างอย่างดีใจ รับเอาเ้าพยัคฆ์น้อยมากอดไว้แนบอก พลางใช้มือลูบหัวมันเบาๆ
มุมปากมู่หลิ่งเหวินกระตุก หงุดหงิดเจือริษยาเล็กน้อยเมื่อเห็นเ้าพยัคฆ์น้อยยอมให้น้องชายของตนอุ้มแต่โดยดี ผิดกับตนที่พบกันทีไรเป็ต้องแยกเขี้ยวใส่ มันน่านัก!
“ไปได้แล้ว” มู่ฮูหยินกล่าวกับบุตรทั้งสองเสียงเข้ม พร้อมกับเดินนำทั้งสามตรงไปยังเรือนจันทราทันที
“มีอันใดหรือมู่หลง” ประมุขจวนเอ่ยถามรองแม่ทัพหนุ่มที่เป็ทั้งสหายและองครักษ์ของบุตรคนโต โดยควบสามตำแหน่งในเวลาเดียวกัน
“เอ่อ...เรียนนายท่าน ข้าเพียงแต่มีเื่สงสัยเล็กน้อยขอรับ” จางมู่หลงประสานมือตอบ
“สงสัย? เื่คู่หมายของลูกข้า?” ประมุขจวนถามหยั่งเชิงรองแม่ทัพหนุ่ม
“ขอรับ”
“เื่ที่นางดูปกติไร้ซึ่งความเจ็บ ทั้งที่เพิ่งผ่านการถูกโบยจนสลบ?”
“ขอรับ ไม่ใช่เพียงเท่านั้น ท่าทีของคุณชายใหญ่ที่ดูอย่างไรก็แปลก ตามธรรมดาแล้วต้องเพิ่มความระมัดระวังในการดูแลคนเจ็บเป็พิเศษ แล้วเหตุใดคุณชายใหญ่จึงกระทำคล้ายลืมเลือนเื่เหล่านี้ไปได้”
“ที่วังองค์รัชทายาทอาจจะมียาดียาวิเศษที่เราไม่เคยรู้ว่ามีก็เป็ไปได้” มู่หลิ่งฟู่คาดเดา
จางมู่หลงจนถ้อยคำที่จะกล่าวต่อ
“อย่างไรก็ฝากเ้าเป็หูเป็ตาแทนข้าด้วย” มู่หลิ่งฟู่สั่งการ
“ขอรับนายท่าน” จางมู่หลงประสานมือรับคำสั่ง เขาเข้าใจดีว่านอกจากจะให้คอยดูแลความปลอดภัยแล้ว ยังต้องคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวต่างๆ ของเ้าของเรือนจันทราด้วย
ขณะเดียวกันเมื่อทั้งสามกับหนึ่งพยัคฆ์น้อยออกมาจากเรือนแสงจันทร์ นำโดยมู่ฮูหยินและคุณชายน้อยที่อุ้มเ้าพยัคฆ์น้อย ตามด้วยแม่ทัพหนุ่มที่อุ้มคู่หมาย ปิดท้ายด้วยบ่าวหญิงวัยละอ่อนอีกสี่นาง
“หลับหรือ” เขาก้มลงศีรษะกระซิบถามสตรีที่อยู่ในอ้อมแขน นางหลับตานิ่งไร้การเคลื่อนไหว สองมือสอดประสานกันอยู่บนหน้าท้องแบนราบ
ชิงหลินไม่ตอบ ทำเนียนแกล้งหลับดีกว่าต่อปากต่อคำกับเขา อีกอย่าง นางไม่รู้จะรับมืออย่างไรดี เกิดมาก็เพิ่งจะโดนจีบโดนตื๊อแบบนี้เป็ครั้งแรก อย่าว่าแต่จีบเลย แม้แต่โดนแซวก็ยังไม่เคย ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ทั้งที่หน้าตานางก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่มากมายเสียหน่อย ก็แค่หน้ากลมเป็ซาลาเปา ตาชั้นเดียว ขนคิ้วขนตาบางจนแทบจะนับเส้นได้ จมูกแบนนิดหน่อยก็เท่านั้นเอง!
มู่หลิ่งเหวินยิ้มมุมปาก รู้เท่าทันลูกไม้ตื้นๆ ของนาง ‘หึๆ แกล้งหลับหรือ’
“ว้าย! แหก!” ชิงหลินอุทานด้วยความใ ตาโตเมื่อจู่ๆ เขาก็คลายอ้อมแขน คล้ายจะปล่อยให้นางตกลงพื้นจนนางผวาเฮือก รีบตวัดแขนที่อยู่ด้านนอกโอบคอเข็งแรงของเขาอย่างลืมตัว ส่วนอีกแขนก็คว้าจับอกเสื้อของเขาไว้แน่นจนเกิดรอยยับย่น
“หึๆ ผู้ใดสั่งให้เ้าแกล้งหลับกันเล่า” มู่หลิ่งเหวินหลุบตาลง มุมปากเหยียดยิ้มขบขันกับสิ่งที่นางอุทานออกมา อืม...แหก? หรือว่าจะเป็รหัสลับ?
ยิ่งทำให้นางโมโหจนเืขึ้นหน้า อดรนทนไม่ไหวจึงหยิกเนื้อเหนืออกขวาของเขาแล้วบิดเต็มแรง “นี่แน่ะ”
“อึก!” เขาสะดุ้งเล็กน้อย รู้สึกแสบๆ คันๆ บริเวณที่ถูกนางเอาคืน พลางก้มมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่กำลังอมยิ้มคล้ายสาแก่ใจที่แก้แค้นได้ ก็ยิ่งกระตุ้นความอยากแกล้งมากขึ้นไปอีก มุมปากยกขึ้นยิ้มเ้าเล่ห์ คล้ายพยัคฆ์กำลังหยอกล้อเหยื่อ แกล้งยกท่อนแขนเข้าหาตัว เป็เหตุให้ร่างของนางพลิกมาแนบชิดไปกับลำตัว่บนของตนจนแทบจะเป็เนื้อเดียวกัน
“ว้าย! แหกแหก!” เป็อีกครั้งที่ชิงหลินอุทานออกมาด้วยความใ
“หึๆ ฮ่าๆๆ” มู่หลิ่งเหวินสุดจะกลั้น หัวเราะออกมาเสียงดังลั่นอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน สร้างประหลาดใจแก่มารดา น้องชาย และบ่าวหญิงทั้งสี่ ตลอดจนบ่าวคนอื่นที่ทำงานอยู่ในบริเวณใกล้ๆ จนต้องหันมามอง
ชิงหลินกำลังโมโหที่ถูกแกล้ง แล้วยังมาถูกหัวเราะเยาะอีก พอตั้งสติได้ก็กัดต้นแขนแข็งแรงที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเต็มแรง ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยเมื่อเขาหยุดหัวเราะและไม่เดินต่อ ความเงียบและนิ่งของเขาทำให้นางใจคอไม่ดี รู้สึกหวาดหวั่นใจขึ้นมา จึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเขา
“เหตุใดจึงหยุดกัดเสียเล่า หรือว่าหายโกรธข้าแล้ว” มู่หลิ่งเหวินยิ้มให้นาง ดวงตาคมทรงเสน่ห์ทอดมองนางที่อยู่ในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยน ไม่คิดโกรธเคืองหรือถือสาหาความเพราะตนไปหัวเราะเยาะนางก่อน ที่นางกัดก็สมควรแล้ว “ข้องใจอันใดหรือ” เขาถามแล้วออกเดินต่อเมื่อเห็นนางเอาแต่จ้องตน
“ไม่มีเ้าค่ะ รีบไปเถอะ ข้าเพลียแล้ว อยากพักผ่อนเ้าค่ะ” นางโกหกครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งคืออยากหลุดพ้นจากสถานการณ์ที่ทำให้หัวใจทำงานหนักอย่างนี้เสียที
“พี่ใหญ่ พี่หลินเอ๋อร์เป็อันใด เหตุใดจึงหน้าแดงนัก” คุณชายน้อยหันมาถามพี่ชาย
“สงสัยพี่หลินเอ๋อร์ของเ้าจะมีไข้เสียแล้ว” ผู้เป็พี่ชายกล่าวพร้อมกับมองใบหน้าแดงก่ำราวผลอิงเถาของนางอย่างพึงพอใจ จึงถูกหญิงสาวส่งค้อนให้ ที่นางเป็อย่างนี้ก็เพราะเขานั่นแหละ คิดแล้วก็น่าโมโหนัก คุณชายน้อยเอียงศีรษะมองครู่หนึ่งแล้วจึงหมุนตัวกลับรีบเดินไปหามารดาอย่างรวดเร็ว คล้ายไม่อยากขัดขวางความสุข
“จริงสิเ้าคะ ท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าทราบเื่ที่ข้าาเ็หรือไม่” ชิงหลินเอ่ยถาม
“อยากให้ข้าบอกหรือ” อีกฝ่ายย้อนถาม
“แน่นอนว่าไม่เ้าค่ะ” นางไม่อยากให้บิดามารดาเป็กังวลหากทราบเื่ราว ไม่เช่นนั้นต้องรีบกลับมาหานางเป็แน่
“วางใจได้ ท่านพ่อท่านแม่ทราบเพียงว่าเ้าอยู่ที่วังองค์รัชทายาทเท่านั้น”
“แล้วเื่ที่ข้ามาอยู่ที่นี่...”
“เ้าคิดว่าอย่างไร ควรบอกดีหรือไม่” เขากระชับวงแขนแล้วถาม
“ไม่ควรบอกเ้าค่ะ” นางรีบตอบทันควัน
“ข้าคาดไม่ผิดจริงๆ ว่าเ้าต้องตอบเช่นนี้ นั่นเป็อีกหนึ่งเหตุผลที่ข้าไม่ให้เ้าเปลี่ยนมาสวมชุดสตรีระหว่างเดินทางมาที่นี่ แต่เพราะเหตุนั้น...ทำให้ข้าถูกมองว่าเป็บุรุษที่นิยมตัดแขนเสื้อ เ้าจะรับผิดชอบชื่อเสียงที่เสียไปของข้าอย่างไร ไหนลองว่ามาซิ” แม่ทัพหนุ่มตีหน้าขรึม ถามเสียงจริงจัง
“เื่นั้น...ใช่ความผิดของข้าเสียเมื่อไร เป็เพราะท่านทั้งนั้นที่ทำให้ถูกเข้าใจผิด” ชิงหลินเถียงกลับ ถ้าเขาไม่ทำตัวสนิทสนมเกินเหตุ โดยการอุ้มบุรุษแบบที่คนทั่วไปไม่ทำกัน มันจะเกิดเื่บ้าๆ แบบนี้ได้อย่างไร
“แล้วรู้หรือไม่ เหตุใดข้าจึงทำทั้งๆ ที่รู้ถึงผลที่จะตามมาเป็อย่างดี” ดวงตาคมทรงเสน่ห์หลุบลงมองคู่หมายอย่างคาดหวัง
“ข้าจะไปรู้ใจท่านได้อย่างไรกันเ้าคะ” หญิงสาวเลี่ยงไม่ตอบความจริง นางไม่ใช่เด็กสามขวบที่จะมองไม่ออกว่าเขาทำทุกอย่างก็เพื่อนาง
“ไม่รู้จริงหรือ” เขากระชับแขนอีกครั้งพลางถามย้ำเสียงต่ำ
“ไม่รู้จริงๆ เ้าค่ะ” ชิงหลินพูดเน้นทีละคำ สบตาที่มองมาเพื่อยืนยันคำพูดของตัวเอง
ยังไม่ทันที่แม่ทัพหนุ่มจะได้กล่าวอันใดต่อก็มาถึงเรือนจันทรา ชิงหลินถึงกับลอบถอนใจอย่างโล่งอก
“วางน้องได้แล้วอาเหวิน” มู่ฮูหยินส่งสายตาตำหนิ เมื่อเห็นการกระทำที่ค่อนข้างน่าเกลียดของบุตรคนโตมาตลอดทาง
“ขอรับ” มู่หลิ่งเหวินวางคู่หมายลงบนเตียงนอนช้าๆ ด้วยความเสียดาย ่เวลาแห่งความสนุกช่างสั้นนัก
“ขอบคุณเ้าค่ะ” ชิงหลินเอ่ยขอบคุณโดยไม่มองหน้าเขา
“หลินเอ๋อร์ เป็อย่างไรบ้าง เจ็บมากหรือไม่” มู่ฮูหยินถามพลางหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ โดยมีคุณชายน้อยนั่งอีกข้าง
เ้าพยัคฆ์น้อยสะบัดตัวออกจากการกอดของเด็กน้อย ย้ายตัวกลมๆ มานั่งบนตักของหลินหลินทันทีอย่างหวงแหน มันเงยหัวกลมๆ เล็กๆ มองเ้าร่างั์ที่ยืนกอดอกมองอยู่ข้างหัวเตียงด้วยความไม่พอใจ เพราะมันเห็นเ้าร่างั์รังแกหลินหลินของมันมาตลอดทาง
“ข้าไม่เป็ไรเ้าค่ะ”
“ถูกโบยจนสลบยังบอกว่าไม่เป็ไรอีกหรือ” มู่ฮูหยินบีบมืออีกฝ่ายเบาๆ มองหญิงสาวที่แย้มยิ้มราวกับไม่ใช่เื่ใหญ่ให้ต้องกังวลใจ
“จริงด้วยขอรับ ท่านแม่ตามหมอมาดูแผลให้พี่หลินเอ๋อร์ก่อนดีหรือไม่ขอรับ” คุณชายน้อยออกความเห็น
“ดี! เ้าไปตามหมอมาเร็วเข้า อย่าได้ชักช้า” มู่ฮูหยินหันไปออกคำสั่ง
“เ้าค่ะฮูหยิน” บ่าวนางหนึ่งรับคำสั่งแล้วรีบออกไปอย่างรวดเร็ว
โครก!
เสียงท้องของใครบางคนดังขึ้น เรียกความสนใจได้เป็อย่างดี
“หิวแล้ว...หิวแล้ว” เ้าพยัคฆ์น้อยรีบร้องบอกหลินหลิน เมื่อเห็นทุกสายตามองมาที่มัน
“ฮึ เ้าตัวตะกละ” มู่หลิ่งเหวินแค่นเสียงว่าเ้าพยัคฆ์น้อย
“ฮื่ออออ หิวแล้ว...หิวแล้ว ฟานฟาน...หิวแล้ว” เ้าพยัคฆ์น้อยขู่เ้าร่างั์ครู่หนึ่ง แล้วหันมาอ้อนหลินหลินต่อ
“สงสัยมันจะหิวแล้ว ปกติมันกินอันใดหรือ” มู่ฮูหยินเอ่ยถาม
“นมแพะกับเนื้อไก่สดเ้าค่ะ” คนถูกถามตอบพลางลูบหลังมัน
“งั้นหรือ เ้าสามคนไปนำนมแพะกับเนื้อไก่สดและอาหารสำหรับสามคนมาที่เรือนนี้” มู่ฮูหยินเหลือบมองบุตรทั้งสองก่อน แล้วจึงหันไปสั่งการบ่าวหญิงทั้งสาม
ราวหนึ่งเค่อทุกอย่างก็พร้อมสรรพ รวมถึงหมอฝีมือดีที่มาถึงก็ตรงเข้าไปตรวจชีพจรนางทันที
หมอาุโมองข้อมือสลับกับใบหน้าจิ้มลิ้มของนาง คิ้วดำแซมขาวขมวดเข้าหากันแน่นด้วยความประหลาดใจ เท่าที่ทราบนางาเ็หนักมิใช่หรือ เหตุใดชีพจรจึงเต้นปกติ สีหน้าที่ควรซีดขาวล่ะ และอาการข้างเคียงเช่นไข้ขึ้นหายไปไหน ช่างประหลาดเสียจริง
“มีอันใดหรือท่านหมอ” มู่ฮูหยินเอ่ยถามเมื่อเห็นอาการแปลกๆ ของหมอาุโ
“เอ่อ...ขอข้าดูาแของนางได้หรือไม่ขอรับ”
“ไม่ได้!” ผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าคู่หมายปฏิเสธเสียงแข็ง ใบหน้าหล่อเหลางดงามราวเทพเซียนตึงขึ้นหลายส่วนจนหมอาุโนึกหวั่น
“หากไม่ได้ตรวจาแแล้วท่านหมอจะเขียนใบเทียบยาได้อย่างไร” มู่ฮูหยินถามบุตรคนโต
“ข้ารู้ แต่ว่านางเป็สตรี จะให้บุรุษเห็นเรือนร่างของนางมันเหมาะสมแล้วหรือขอรับ” แม่ทัพหนุ่มให้เหตุผล
“แต่บุรุษที่เ้าว่าเป็หมอนะ ไม่ใช่บุรุษกักขฬะที่ไหน”
“แม้จะเป็เช่นนั้นข้าก็ยอมไม่ได้ ท่านหมอเชิญท่านกลับไปเถิด” เขายืนยันหนักแน่นแล้วเอ่ยปากไล่เสียงเข้ม
“ท่านไม่ยอม แต่ข้ายอม”
ทุกคนหันขวับไปมองเ้าของเสียงด้วยความรู้สึกแตกต่างกัน มีเพียงเ้าพยัคฆ์น้อยที่นั่งมองคนโน้นทีคนนี้ที เพราะไม่เข้าใจว่าคนเ่าั้พูดอะไรกัน
ส่วนแม่ทัพหนุ่มหน้าดำมืดจนดูเหมือนเทพแห่งาไปแล้ว ดวงตาคมทรงเสน่ห์มองคู่หมายด้วยความขุ่นเคืองที่นางกล้าแย้งคำพูดของตน แต่นางไม่สนใจ ซ้ำยังหันมากล่าวกับหมอาุโ “เชิญท่านหมอตรวจต่อเถิดเ้าค่ะ”
“อาเหวินพาเฟิงเอ๋อร์กลับไปก่อนดีหรือไม่ แม่จะดูแลหลินเอ๋อร์เอง” มู่ฮูหยินกล่าวกับบุตรคนโต
“ข้าจะอยู่ที่นี่ขอรับ”
“หากพี่ใหญ่อยู่ ข้าก็จะอยู่ด้วยขอรับ” มู่หลิ่งเฟิงตัวน้อยไม่ยอมน้อยหน้าพี่ชาย
“หากท่านอยากอยู่ที่นี่นักเชิญตามสบายเลย ข้าจะขอเป็คนไปเองเ้าค่ะ” ชิงหลินกล่าวพร้อมกับอุ้มเ้าพยัคฆ์น้อยทำท่าจะเดินออกไป
“ก็ได้ๆ ข้ายอมไปแล้ว” คนดื้อรั้นจนถึงเมื่อครู่รีบยกมือยอมแพ้ เมื่อเห็นท่าทางเอาจริงของนาง
มู่หลิ่งเหวินเดินออกมายืนรออยู่หน้าห้องพร้อมน้องชายอย่างอิดออดเล็กน้อย พอใจเย็นลงก็หวนนึกถึงเหตุการณ์คราวที่นางเอ่ยปากขอยกเลิกการเป็คู่หมายกับตนขึ้นมา สีหน้าท่าทางจริงจังของนางเหมือนคราวนี้ไม่ผิดเพี้ยน
เพียงแต่ความรู้สึกที่มีต่อถ้อยคำคราวนั้นของมู่หลิ่งเหวินไม่มีความหมายอันใดเป็พิเศษ นอกจากหงุดหงิดและผิดหวังเล็กน้อย เพราะความรักและความหลงใหลที่นางมีให้นั้นมากมายเกินไปจนรับไม่ได้ และเขามองว่าเป็เื่เหลวไหลน่ารำคาญ จึงคอยหลบเลี่ยงและปฏิเสธเื่การหมั้นมาโดยตลอด
อยู่มาวันหนึ่งเมื่อนางเอ่ยปากขอยกเลิกการเป็คู่หมายด้วยตนเอง แม้จะรู้สึกยินดี แต่ท่าทางเ็าและเมินเฉย ดวงตากลมโตที่มองมามีเพียงความว่างเปล่าไร้ความรู้สึกใดๆ คล้ายเขาพูดคุยกับคนแปลกหน้า เป็สาเหตุที่ทำให้เขาหงุดหงิดและผิดหวังจนถึงขั้นอยากจะเอาชนะนาง จึงได้คอยตามตื๊อและไม่ยอมเอ่ยปากบอกบิดามารดาถึงเื่ที่เคยรับปากนางไว้ แต่สุดท้ายกลับเป็เขาเองที่ตกลงไปในหลุมเสน่หาของนางจนถอนตัวถอนใจไม่ขึ้น
“เอ่อ...ท่านแม่ทัพ อาจารย์หูมาขอพบคุณหนูชิงขอรับ” พ่อบ้านใหญ่ซือฝูรายงาน
“อาจารย์หู? นี่นางไปสนิทสนมกับคนผู้นั้นั้แ่เมื่อใดกัน กลับไปบอกอาจารย์หูว่านางกำลังพักผ่อน วันหลังค่อยมา” แม่ทัพหนุ่มปฏิเสธอย่างไม่ไว้หน้า
“ขะ...ขอรับ” พ่อบ้านใหญ่ซือฝูโค้งคำนับแล้วรีบจากไปทันที
“น้องเล็กจงเล่ารายละเอียดมา อย่าคิดปิดบังพี่ใหญ่” เขาหันมากดดันน้องชาย เท่าที่ทราบนางมีโอกาสพบปะพูดคุยและเรียนวิชาศิลปะกับอาจารย์ท่านนี้เพียงสองครั้ง แล้วเหตุใดคนผู้นั้นจึงกล้าขอมาเยี่ยมเยียนนางดั่งคนที่คุ้นเคยและสนิทสนมกันเช่นนี้
“ได้ขอรับ เื่มีอยู่ว่า...” คุณชายน้อยเล่าเื่ราวั้แ่ต้นจนจบให้พี่ชายฟังอย่างละเอียด เื่ที่ทั้งสองพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ด้านศิลปะ รวมถึงความชื่นชมที่หูเอ้าเทียนมีต่อนาง ซ้ำยังพูดเชื้อเชิญให้นางไปเยี่ยมชมสำนักศิลปะหลิ่งจืออีกด้วย
“พี่ใหญ่ ท่านโกรธข้าหรือ” มู่หลิ่งเฟิงถามพี่ชายอย่างกังวล เมื่อเห็นพี่ชายทำหน้าเหมือนโกรธแค้นสิ่งใดอยู่
“อย่ากังวลไปเลย พี่ใหญ่ไม่ได้โกรธเ้า” เขาย่อตัวกล่าวเสียงนุ่มนวล มือขวาลูบศีรษะน้องชายเบาๆ เขาหมายความตามที่พูดจริงๆ ทุกอย่างล้วนเป็เพราะความประมาทเลินเล่อของนาง ที่แสดงความรู้ความสามารถมากไปจนเขาเชื่อว่า หากผู้ใดได้ประสบเช่นเดียวกับหูเอ้าเทียนก็คงมีอาการไม่ต่างกัน
“ท่านแม่ทัพ ฮูหยินเชิญท่านให้เข้าไปด้านในเ้าค่ะ” สาวใช้นางหนึ่งเข้ามารายงาน
“พี่ใหญ่ ไปเถิดขอรับ” มู่หลิ่งเฟิงแย้มยิ้ม จับแขนพี่ชายแล้วดึงเข้าไปในห้อง
เมื่อเข้ามาในห้องมู่หลิ่งเหวินเห็นหมอาุโกำลังเขียนใบเทียบยาอยู่ที่โต๊ะกลางห้อง ส่วนมารดาก็นั่งอยู่ข้างชิงหลิน ซึ่งมีเ้าพยัคฆ์น้อยคอยคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง
“จัดซื้อยาตามที่เขียนให้นี้ ห้ามขาดแม้แต่อย่างเดียว และทำตามขั้นตอนที่ข้าเขียนอย่างเคร่งครัด จะช่วยให้หายเร็วขึ้นขอรับ” หมอาุโยื่นใบเทียบยาให้เทพาแทนที่จะเป็มู่ฮูหยิน สองมือเหี่ยวย่นตามวัยสั่นเทาด้วยความหวาดหวั่น มือหนารับใบสั่งยามาถือไว้แล้วกล่าว
“อ้อ ปิดหูปิดตาและปิดปากให้สนิท หากมีใครถามถึงเื่ในวันนี้ เข้าใจหรือไม่” น้ำเสียงราบเรียบที่ฟังอย่างไรก็คิดได้เพียงว่าเป็คำขู่ ทำให้หมอาุโและสาวใช้ที่อยู่ในเหตุการณ์เสียวสันหลังเหงื่อแตกด้วยความหวาดกลัว
“นางทั้งสี่ไว้ใจได้และยังรอบคอบคล่องแคล่ว ไม่มีอันใดต้องกังวล” เมื่อเห็นท่าทีกังวลเกินเหตุ มู่ฮูหยินจึงกล่าวให้บุตรชายสบายใจ
แม้จะได้รับการยืนยันหนักแน่นจากมารดา แต่มู่หลิ่งเหวินยังคงกังวลใจอยู่ดี โดยเฉพาะเื่รอยสักรูปับินสีฟ้าบนแผ่นหลังของคู่หมาย ที่มั่นใจว่าไม่มีผู้ใดในแคว้นฉีเคยเห็นมาก่อน ที่สำคัญยามนี้เริ่มมีผู้รู้ความลับของนางเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนหวั่นใจว่าความลับจะถูกเปิดเผยในไม่ช้านี้เพราะความเลินเล่อของนาง
“ขออภัยเ้าค่ะที่ทำให้ท่านป้าและทุกคนต้องลำบาก” ชิงหลินขอโทษมู่ฮูหยิน ความจริงนางอยากให้สาวใช้คฤหาสน์สกุลชิงมาคอยดูแลมากกว่า แต่เพราะไม่อยากให้บิดามารดารู้ จึงต้องพลอยปิดบังทุกคนที่สกุลชิงไปด้วย
“ลำบากอันใดกัน เ้าก็เหมือนคนในครอบครัว อย่าคิดมากเลย” มู่ฮูหยินลูบศีรษะของนางอย่างรักใคร่
“พี่หลินเอ๋อร์ ข้าจะคอยดูแลท่านเองขอรับ” มู่หลิ่งเฟิงอาสาด้วยท่าทางแข็งขัน
“ขอบใจน้องเฟิงเอ๋อร์ ลำบากเ้าแล้ว” ชิงหลินส่งยิ้มหวานพลางขยิบตาให้ คุณชายน้อยถึงกับหน้าแดงด้วยความเก้อเขิน
ผิดกับคู่หมายที่รู้สึกหงุดหงิดและริษยาตาร้อน ยิ้มหวาน? แล้วยังขยิบตาให้? สตรีดีๆ ที่ไหนเขาทำกัน! ที่สำคัญเหตุใดนางไม่ปฏิบัติกับตนเช่นนี้บ้าง มันน่าน้อยใจนัก!
“หิวแล้ว...หิวแล้ว” เ้าพยัคฆ์น้อยส่งเสียงบอกหลินหลิน
“เอ่อ...ท่านป้า คือ...ข้าหิวแล้วเ้าค่ะ” ชิงหลินกล่าวกับมู่ฮูหยิน ความจริงนางยังไม่ค่อยหิวเท่าไร แต่สงสารเ้าพยัคฆ์น้อย
“นั่นสินะ นี่ก็ยามซื่อแล้ว เ้าลุกไหวหรือไม่” มู่ฮูหยินเอ่ยถาม
“ไหวเ้าค่ะ” ตอบแล้วก็ลุกขึ้นยืนพร้อมด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเกพองาม ตัวงอเล็กน้อยเพื่อตบตาทุกคน ยกเว้นมู่หลิ่งเหวินกับเ้าพยัคฆ์น้อยที่ยิ้มน้อยๆ ขบขันกับการแสดงละครตบตาของนาง
“ขอบคุณท่านป้า ขอบใจน้องเฟิงเอ๋อร์” ขอบคุณทั้งสองที่ช่วยประคองมาที่โต๊ะอาหาร โดยมีสองพี่น้องนั่งลงขนาบข้างทันทีคล้ายกลัวว่าจะมีใครมาแย่ง ทำเอามู่ฮูหยินส่ายหน้าระอากับการกระทำคล้ายเด็กของบุตรชายทั้งสอง โดยเฉพาะบุตรชายคนโต
“ท่านป้าไม่อยู่กินด้วยกันหรือเ้าคะ” ชิงหลินถาม
“พวกเ้ากินกันเถิด ป้ายังมีงานค้างอยู่ ขาดเหลืออันใดขอให้บอก อย่ามัวแต่เกรงใจ ถือเสียว่าที่นี่เป็บ้านของเ้าอีกแห่งก็แล้วกัน เข้าใจหรือไม่” มู่ฮูหยินกล่าว
“ขอบคุณท่านป้า หลินเอ๋อร์เข้าใจแล้วเ้าค่ะ” ชิงหลินค้อมศีรษะขอบคุณด้วยความตื้นตันใจ
“พวกเ้าจงดูแลหลานข้าให้ดี อย่าให้ขาดตกบกพร่อง เข้าใจหรือไม่” มู่ฮูหยินหันไปสั่งการกับบ่าวหญิงวัยละอ่อนเสียงเข้ม
“รับทราบเ้าค่ะ” ทั้งสี่ตอบอย่างพร้อมเพรียงกัน
“เช่นนั้นป้าขอตัว แล้วค่ำๆ จะมาเยี่ยมเ้าใหม่” มู่ฮูหยินกล่าวจบก็หมุนกายอวบอิ่มจากไปพร้อมหมอาุโ มีบ่าวสองคนแยกไปต้มยาที่ท่านหมอนำมาด้วยตามคำบอกเล่าของบ่าวที่ไปตาม ส่วนอีกสองคนยังรั้งอยู่หน้าประตูทางเข้าเรือนจันทรา
ทางฝั่งเ้าพยัคฆ์น้อยสนใจแต่นมแพะกับเนื้อไก่สดตรงหน้า มันตั้งหน้าตั้งตาเลียนมแพะสลับกับขย้ำฉีกกินเนื้อไก่อย่างหิวโหย เรียกรอยยิ้มขบขันระคนเอ็นดูในความน่ารักของมันจากทั้งสามคนได้เป็อย่างดี
“พี่หลินเอ๋อร์ ลองชิมไก่ตุ๋นโสมนี่ดูสิขอรับ รสชาติดีทีเดียว” มู่หลิ่งเฟิงคีบเนื้อไก่ตุ๋นใส่ในถ้วยข้าวของว่าที่พี่สะใภ้
“ขอบใจน้องเฟิงเอ๋อร์ ผัดผักสามอย่างนี่ก็อร่อยดี ลองชิมดูสิ” นางคีบผัดผักใส่ชามให้เด็กน้อยบ้าง “ยื่นชามมาทำไมเ้าคะ” ก่อนจะแกล้งถามคู่หมายที่จู่ๆ ก็ยื่นถ้วยข้าวตัวเองมาตรงหน้านาง แต่เขากลับพยักพเยิดไปทางอาหารที่อยู่บนโต๊ะแทน
“จานนี้หรือเ้าคะ” หญิงสาวชี้ไปที่เนื้อไก่ตุ๋นโสม แต่เขาส่ายหน้า
“อย่างนั้นจานนี้?” นางชี้นิ้วไปที่หมูผัดเปรี้ยวหวาน ทว่าเขาก็ส่ายหน้าอีก ก่อนจะชี้ไปที่เสี่ยวหลงเปา “อย่างนั้นก็จานนี้?” นางเริ่มมีอารมณ์ขึ้นมานิดๆ กับความเื่มากของเขา แต่เขาก็ยังส่ายหน้าอีกครั้ง พร้อมกับเสียงทอดถอนใจคล้ายหงุดหงิด
“เช่นนั้นท่านก็คีบกินเองเถิดเ้าค่ะ!” ชิงหลินหมดความอดทน ใบหน้าจิ้มลิ้มงอง้ำด้วยความหงุดหงิด โน่นก็ไม่เอา นี่ก็ไม่ใช่ คนเขาอุตส่าห์จะตอบแทนที่ช่วยไว้เสียหน่อยยังจะเื่มากอีก แต่ไหนเลยที่มู่หลิ่งเหวินจะยอมแพ้ ถ้วยข้าวยังคงอยู่เบื้องหน้านางอย่างอดทน พร้อมด้วยใบหน้าที่บูดบึ้งและดวงตาที่มีแววตัดพ้อ
“พี่หลินเอ๋อร์ ลองคีบผัดผักสามอย่างให้พี่ใหญ่สิขอรับ” มู่หลิ่งเฟิงยกมือขึ้นป้องปากกระซิบกระซาบ
“นี่เ้าค่ะ!” นางจึงทำตามที่เด็กน้อยแนะนำ คีบผัดผักลงในถ้วยข้าวให้เขาด้วยใบหน้างอง้ำ แต่พอเห็นเขายิ้มแล้วดึงถ้วยข้าวกลับไปคีบผัดผักเข้าปากเคี้ยวอย่างมีความสุข หัวใจดวงน้อยก็พลันอ่อนยวบ จากที่หงุดหงิดก็เปลี่ยนเป็ขบขันระคนระอาใจกับความเอาแต่ใจและชอบเอาชนะของผู้ชายตัวโตคนนี้ โดยมีสายตาเ้าเล่ห์ที่ไม่น่าจะมีได้ในเด็กวัยแปดขวบมองอยู่ตลอด
หลังมื้ออาหารผ่านไป ยามนี้ชิงหลินตกที่นั่งลำบาก ใบหน้าจิ้มลิ้มเหยเกเหมือนจะร้องไห้ สายตามองคู่หมายอย่างขอความเห็นใจ
“ไม่ดื่มได้หรือไม่เ้าคะ” นางพยายามต่อรองสุดแรง พลางมองถ้วยยาสีขาวล้วนที่มีน้ำสีดำสนิท ทั้งยังส่งกลิ่นฉุนชวนอาเจียนลอยเข้าจมูกทุกครั้งที่หายใจเข้า นี่มันยาพิษชัดๆ! นางโอดครวญในใจ
“ไม่ได้! รีบดื่มเร็วเข้า” แม่ทัพหนุ่มปฏิเสธเสียงดุ โดยถ้วยยายังคงจ่อตรงริมฝีปากอวบอิ่มที่เม้มสนิม
“แต่มันขม ข้าไม่ชอบ” ชิงหลินแย้ง ไม่ยอมดื่มง่ายๆ
“น้องเล็ก เ้าออกไปก่อน บอกทุกคนให้ออกไป แล้วปิดประตูด้วย” ร่างหนาลดถ้วยยาลง หันไปกล่าวกับน้องชายที่นั่งลุ้นอยู่ข้างๆ นาง
“ขอรับพี่ใหญ่” มู่หลิ่งเฟิงรีบทำตามอย่างรวดเร็วจนชิงหลินคัดค้านไม่ทัน ซ้ำยังคว้าตัวเ้าพยัคฆ์น้อยที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นปูพรมสีท้องฟ้าออกไปด้วย
“ทำไมต้องให้ทุกคนออกไปด้วยเ้าคะ” ชิงหลินเริ่มใจคอไม่ดี
“รีบดื่มเสียก่อนที่ยาจะเย็น” มือหนายกถ้วยยาขึ้นจ่อริมฝีปากอวบอิ่มอีกครั้ง
“ท่านวางไว้ก่อนเถิด อีกเดี๋ยวข้าจะดื่มเอง” หญิงสาวยังคงดื้อดึงพร้อมกับเบือนหน้าหนี
“จะดื่มดีๆ หรือจะให้ข้าป้อน หืม?” กล่าวจบก็เห็นนางยังนิ่ง เขาจึงยกถ้วยยาขึ้นจดริมฝีปากตนเอง ดวงตาคมทรงเสน่ห์จ้องนางที่อยู่ห่างเพียงหนึ่ง่แขนอย่างมีความหมายลึกล้ำยากจะคาดเดา
“ขะ...ข้าจะดื่มเองเ้าค่ะ” นางละล่ำละลักบอก คว้าถ้วยยาในมือเขามาแล้วยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมด
“อึก ขมปี๋เลย น้ำ...ขอน้ำหน่อยเ้าค่ะ” ชิงหลินหลับตาปี๋
“อื๋อ? อึก! อื้อ...อ่อยอ้านะ!” (ปล่อยข้านะ!)
นางใที่จู่ๆ ก็ถูกป้อนน้ำชาด้วยริมฝีปากอุ่น จึงพยายามผลักเขาออกแต่ก็ไร้ผล คล้ายเอาไม้ซีกไปงัดกับไม้ซุง ศีรษะถูกตรึงด้วยฝ่ามือใหญ่แข็งแรงจนไม่อาจขยับหน้าหนีการรุกรานจากเขาได้
สองมือเรียวเล็กถูกรวบไว้ด้วยฝ่ามือใหญ่เพียงมือเดียว มู่หลิ่งเหวินละเลียดชิมความหวานจากริมฝีปากอวบอิ่มอย่างช้าๆ แล้วค่อยๆ ดุดัน เร่าร้อน และเอาแต่ใจ จนนางแทบขาดอากาศหายใจ เขาถึงยอมปล่อย
ชิงหลินรีบสูดเอาอากาศเข้าปอดทันทีที่เขาปล่อย สองมือเรียวยึดจับอาภรณ์ของเขาแน่น หน้าแดงก่ำ ริมฝีปากเห่อบวมและห้อเืเล็กน้อยเพราะการกระทำของเขา
“หายขมแล้วใช่หรือไม่” แม่ทัพหนุ่มกระซิบถามด้วยเสียงที่แหบพร่า และมีอาการหอบเล็กน้อยด้วยแรงเสน่หา ก่อนจะทัดผมที่ตกลงมาให้นางอย่างนุ่มนวลอ่อนโยน แต่นางกลับผลักอกเขาเต็มแรง แล้วหันหลังให้อย่างแง่งอน จึงไม่เห็นว่าใบหน้าหล่อเหลาก็ซับสีแดงจางๆ ไม่ต่างจากใบหน้านางเท่าใดนัก
“หากครั้งหน้ายังเป็เช่นนี้อีก ข้าจะอาสาป้อนยาให้เ้าเอง” เขากล่าวหลังจากปรับอารมณ์ได้แล้ว
“มะ...ไม่ต้อง! ต่อไปข้าจะดื่มเอง ไม่รบกวนท่านอีกเ้าค่ะ” ชิงหลินรีบหันกลับมาส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมทั้งโบกมือสำทับ สีหน้าฉายความตระหนกชัดเจน
“ก็ได้ แต่ถ้าเ้ายังดื้อ...ไม่ยอมกินยาดีๆ ละก็ ข้าจะมาป้อนยาให้เ้าเอง...ทุกวัน” มู่หลิ่งเหวินยื่นหน้าเข้าไปใกล้พร้อมขู่คู่หมายด้วยเสียงต่ำ จนนางหน้าซีดก่อนจะแดงก่ำเมื่อเห็นสายตาเขาที่หลุบมองริมฝีปากอวบอิ่มของนางอย่างมีเลศนัย
“ข้าต้องไปแล้ว ค่ำๆ จะมาเยี่ยมเ้าใหม่” สองมือหนาประคองใบหน้าจิ้มลิ้มให้เงยขึ้น ดวงตาคมทรงเสน่ห์มองนางอย่างรักใคร่และหวงแหน เขาส่งยิ้มน้อยๆ ให้นางแล้วจึงเดินจากไป ปล่อยให้คู่หมายยืนงงพร้อมกับมองตามร่างสูงใหญ่จนลับสายตา
ชิงหลินถึงกับทรุดลงไปกองกับพื้น ยกมือขึ้นทาบอกซ้าย อีกมือเท้ากับพรม ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันแน่น นี่นางเป็อะไร ทำไมใจถึงเต้นแรงไม่ยอมหยุดเสียที หรือว่า...โรคหัวใจของชิงหลินจะกลับมากำเริบอีกครั้ง ไม่น่าใช่ เพราะท่านยมบอกว่านางหายแล้วนี่นา
คุณชายน้อยที่ยืนมองส่งพี่ชาย พอหันกลับมาก็เห็นเ้าพยัคฆ์น้อยวิ่งพรวดพราดผ่านหน้าเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว ทำให้แปลกใจจนกระทั่งเห็นว่าพี่สะใภ้นั่งกองอยู่กับพื้น จึงร้องถามเสียงค่อนข้างดังด้วยความตื่นตระหนก “พี่หลินเอ๋อร์ เป็อันใดไปขอรับ”
ชิงหลินส่ายหน้าแทนคำตอบ พอดีกับที่เ้าพยัคฆ์น้อยมาถึงตัว
“หลินหลิน เจ็บหรือ...เจ็บหรือ”
เสียงร้องถามของเ้าพยัคฆ์น้อยทำให้นางลำบากใจ ด้วยนางเองก็ยังไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมจูบของเขาถึงทำให้นางรู้สึกแปลกๆ ต่างจากทุกครั้งที่แค่ตื่นเต้นใและไม่ชอบใจที่ถูกเอาเปรียบ แต่ครั้งนี้แตกต่าง ซึ่งนางก็อธิบายเป็คำพูดไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ นับจากนี้นางต้องคอยระวังตัวและอยู่ห่างจากเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเพียงแค่นึกถึงใจเ้ากรรมก็เต้นแรงอีกแล้ว
“คุณหนู กลับไปพักที่เตียงก่อนดีหรือไม่เ้าคะ” หนึ่งในสองสาวใช้เอ่ยถาม พร้อมกับเข้ามาช่วยพยุงนางไปที่เตียงนอน “น้ำชาเ้าค่ะ” อีกนางรีบรินน้ำชาดอกเบญจมาศส่งให้นาง
“อืม ขอบใจนะ” มือเรียวยกน้ำชาอุ่นๆ ขึ้นจิบสองสามที แล้วส่งถ้วยชาคืนให้สาวใช้คนเดิม
“นอนพักสักนิดดีหรือไม่ขอรับ” มู่หลิ่งเฟิงถามเมื่อเห็นอาการหน้าซีด ซ้ำยังเหม่อลอยของว่าที่พี่สะใภ้
“อืม” ชิงหลินส่งเสียงพลางเอนกายลงนอนตะแคงหันหน้ามาทางเด็กน้อย สาวใช้จึงรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้
“นอนนอน หลินหลิน...นอนนอน รีบหาย...รีบหาย กลับบ้าน...กลับบ้าน” เ้าพยัคฆ์น้อยร้องบอกนาง แล้วมุดเข้าไปในผ้าแพรเรียบรื่นสีฟ้าอ่อนกว่าพื้นพรมหนึ่งส่วน โผล่หัวกลมๆ เล็กๆ ออกมาเกยบนต้นแขนนุ่มนิ่มของนางเช่นทุกครั้ง ก่อนจะหลับไปในเวลาอันรวดเร็ว
“คุณหนู คุณหนู ตื่นเถิดเ้าค่ะ ได้เวลาอาหารเย็นแล้วเ้าค่ะ” สาวใช้นางหนึ่งเดินเข้ามาปลุกคุณหนูชิง สีหน้าเรียบเฉยแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไปเกือบหนึ่งเค่อคุณหนูชิงก็ยังมิยอมตื่น จนตอนนี้หน้าเรียบเฉยเริ่มบิดเบี้ยว น้ำตาคลอเบ้าพร้อมจะไหลได้ทุกเมื่อ
“อืม” ชิงหลินผู้ตื่นยากยังคงหลับตาพริ้ม ขยับตัวแต่ไม่ยอมลุกจากเตียง
“โธ่...คุณหนู ตื่นเสียทีเถิดเ้าค่ะ ข้าขอร้อง” สาวใช้เอ่ยเสียงสั่นเครือออกพร้อมกับแรงเขย่าเพิ่มขึ้น แต่คุณหนูกลับมิมีทีท่าว่าจะตื่นแต่อย่างใด นางจนปัญญาแล้วจึงไปตามคนมาช่วย
“จะตื่นเองหรือต้องให้ข้าปลุก”
เสียงทุ้มคุ้นหูทำเอาคนตื่นยากเด้งกายขึ้นมานั่งอย่างรวดเร็วราวกับติดสปริง “พี่เหวิน?” นางเรียกชื่อเขาเสียงแ่เบาจนแทบเป็เสียงกระซิบ กะพริบตามองบุรุษรูปงามที่ยืนกอดอกอมยิ้มพร้อมกับเลิกคิ้วมองอยู่
“อา...เหตุใดจึงรีบตื่นเสียเล่า” แม่ทัพหนุ่มเย้านางเสียงหวาน
“ท่านเข้ามาได้อย่างไรเ้าคะ” ชิงหลินไม่ตอบ ซ้ำยังย้อนถามด้วยใบหน้างอง้ำ และขุ่นเคืองที่ถูกรุกล้ำความเป็ส่วนตัว เรือนนี้ในยามนี้ถูกยกให้เป็ที่พักของนางชั่วคราว เขาน่าจะเกรงใจนางบ้าง
“เพราะความขี้เซาของเ้าทำให้ข้ายอมเป็บุรุษไร้มารยาทเช่นนี้” เขารีบแย้งเมื่อเห็นท่าทีขุ่นเคืองและสายตาคล้ายตำหนิของนาง
“ท่านจะโทษว่าเป็ความผิดของข้า?” นิ้วเรียวชี้เข้าหาตัวเอง
“เช่นนั้นจะโทษว่าเป็ความผิดข้าหรือ ย่อมได้ ข้าขอรับไว้ทั้งหมดเองดีหรือไม่”
“ท่านไม่ต้องมาประชดข้าเลย อย่างไรเสียท่านก็ไม่ควรเข้าห้องของสตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือนเช่นนี้!”
ดวงตาคมทรงเสน่ห์กระตุกก่อนจะหรี่มองคู่หมายแล้วเอ่ย “เ้าอยากออกเรือนกับข้าแล้วหรือ” แม้จะถูกนางตำหนิซึ่งหน้า แต่มู่หลิ่งเหวินก็เลือกที่จะไม่ใส่ใจ ถือวิสาสะนั่งลงข้างๆ วางมือบนหน้าขาทั้งสอง เชิดหน้ามองใบหน้างอง้ำแล้วเย้าต่อด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม
“ข้าพูดเมื่อไรกัน...ว่าอยากแต่งงานกับท่าน” ชิงหลินหันมามองคนตัวใหญ่ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ขยับตัวหนีเล็กน้อย แต่นั่นก็มิได้รอดพ้นจากสายตาคมทรงเสน่ห์ มือหนาคว้าหมับเข้าที่เอวคอดแล้วดึงเข้าหาอย่างรวดเร็ว จนร่างเล็กลอยขึ้นมาอยู่บนหน้าขาแข็งแรงในท่านั่งตะแคงข้างเสียแล้ว
“ท่านจะทำอะไร ปล่อยข้านะ!” นางแหวใส่พร้อมทั้งถลึงตา
“อยากให้ข้าปล่อย?” ร่างหนากลับยิ่งกระชับอ้อมแขนที่โอบกอดนางแน่นเข้าไปอีก
“อุ๊ย! ชะ...ใช่ หากคนอื่นมาเห็นเข้า ข้าจะกล้าสู้หน้าใครได้?”
“หือ? จะต้องกังวลไปไย เพราะอีกมินานเ้าก็ต้อง...” เขากระชับเอวคอดกิ่วจนตัวนางแนบชิดกับอกแกร่ง ทุกการกระทำเต็มไปด้วยความทะนุถนอม ดั่งนางเป็สิ่งล้ำค่าเพียงหนึ่งเดียวที่เขาตามหามานาน
“ปละ...ปล่อยก่อนเ้าค่ะ” ชิงหลินพยายามตั้งสติไม่ให้ถูกปั่นหัวง่ายๆ ออกแรงผลักเขาค่อนข้างแรง พร้อมทั้งทำหน้าจริงจังให้รู้ว่านางเอาจริง
“ย่อมได้ เพียงแต่...”
“แต่อะไรเ้าคะ”
“ตรงนี้...” แม่ทัพหนุ่มกล่าวพลางพองแก้มข้างหนึ่ง
“ทำไมข้าต้องหอมแก้มท่านด้วย”
“หรือเ้าอยากให้ข้าเป็คนลงมือ”
“อย่างไหนก็ไม่เอาทั้งนั้นเ้าค่ะ!” ชิงหลินสวนกลับทันควัน ใบหน้างอง้ำและเข้มขึ้นกว่าเดิม
“เช่นนั้นก็นั่งอยู่อย่างนี้แล้วกัน” กล่าวแล้วกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น
“ท่าน! ปล่อยนะ ปล่อยสิ ข้าบอกให้ปล่อย!” ร่างเล็กดิ้นรนเพื่อหนีเอาตัวรอด สองมือทั้งผลักทั้งดัน ทั้งแกะทั้งงัดมือปลาหมึกไม่ยอมหยุด อารมณ์โกรธเคืองเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนเ้าพยัคฆ์น้อยที่เดินออกไปสำรวจอาณาเขตแห่งใหม่กลับมา
“ปล่อยหลินหลิน นิสัย...ไม่ดี ปล่อยหลินหลิน” มันะโเข้าหาเ้าร่างั์ แต่กลับถูกจับไว้เสียก่อน มันดิ้นพลิกตัวไปมา สองเท้าหน้าตะกุยตะกายอากาศ หน้าตาบู้บี้ดูน่าขบขัน
“หึๆ สัตว์เลี้ยงกับเ้าของดุร้ายพอกัน” แม่ทัพหนุ่มมองทั้งสองด้วยความขบขัน จึงถูกคู่หมายซัดผัวะเข้าให้ที่หน้าอกแกร่ง
“อยู่นิ่งๆ สักครู่เถิด ได้หรือไม่” ร่างหนาขอร้อง
“ท่านก็ปล่อยข้าก่อนสิ” หญิงสาวต่อรองกลับด้วยสีหน้าจริงจัง
“เฮ้อ” แม่ทัพถอนใจยาวอย่างเสียดาย ยอมปล่อยนางให้นั่งลงข้างๆ จากนั้นจึงยื่นเ้าพยัคฆ์น้อยที่ขู่ตนตลอดไม่ยอมหยุดให้
“ดูเ้าไม่ร่าเริง มีเื่ใดในใจหรือ” แม่ทัพหนุ่มหันมาทางคู่หมาย
“ข้ากำลังคิดถึงเื่ที่ต้องแยกจากเ้าพยัคฆ์น้อยเ้าค่ะ” นางยิ้มเศร้า
“....แค่นั้นหรือ” มู่หลิ่งเหวินถามย้ำ
“เ้าค่ะ” ชิงหลินยืนยันหนักแน่น
“อย่ากังวลไปเลยข้ากำลังหาทางออกเื่นี้อยู่” มือหนาทว่าอบอุ่นบีบไหล่บอบบางเบาๆ ให้นางคลายความกังวลใจ
“จริงหรือเ้าคะ แล้วทำไมท่านถึงอยากช่วยข้า” แม้จะดีใจแต่ก็อดแปลกใจไม่ได้
“หากงานนี้สำเร็จ เ้าจะให้สิ่งใดแก่ข้าเป็รางวัล” เขาถามหารางวัลแทน
“หากเป็สิ่งที่ข้าให้ได้ละก็ ข้ายินดีเ้าค่ะ”
‘ที่แท้ก็อยากได้รางวัลนี่เอง’
“หึๆ จำคำพูดวันนี้ของเ้าไว้ให้ดี อย่าได้กลับคำเด็ดขาด” มู่หลิ่งเหวินกำชับเสียงเข้มแล้วลุกขึ้น ก่อนจะส่งเสียงเรียกบ่าวไพร่ “ใครอยู่ข้างนอกบ้าง”
สองสาวใช้ที่รออยู่ด้านนอกรีบเดินเข้ามาทันที
“ข้าจะไปรอที่ศาลาริมสระบัว เมื่อเสร็จแล้วค่อยให้คนไปตาม” แม่ทัพหนุ่มกล่าวจบก็หันมามองคู่หมายแวบหนึ่ง แล้วจึงเดินออกไป
หลังจากชำระร่างกาย ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า และใส่ยาเรียบร้อยแล้ว มู่หลิ่งเหวินก็กลับมาร่วมกินอาหารและอยู่สนทนากับคู่หมายพักใหญ่ ก่อนจะขอตัวกลับเรือนเมฆา
“คุณหนู หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ดำมาขอพบเ้าค่ะ”
“ให้เข้ามาได้” เสียงใสร้องบอกสาวใช้
“คุณหนู” เฟิ่งอิงประสานมือเคารพ
“มาแล้วหรือ ที่นั่นเป็อย่างไรบ้าง แล้วท่านพ่อท่านแม่ล่ะ” นางรัวคำถามใส่ทันทีที่เขาเข้ามา
“นายท่านและฮูหยินสบายดีขอรับ ที่คฤหาสน์เรียบร้อยดี คุณหนูโปรดวางใจ” เฟิ่งอิงรายงานเสียงเรียบ ใบหน้าคมเข้มเ็าไร้ความรู้สึก ทั้งยังน่ากลัวในสายตาคนทั่วไป แต่ชิงหลินรู้ดีว่าภายใต้หน้ากากนั้น แท้จริงเป็บุรุษที่อ่อนโยน จริงใจ ตรงไปตรงมา และขี้น้อยใจเป็ที่สุด!