บรรยากาศทั่วทั้งพื้นที่กลับกลายเป็นเงียบงันไปชั่วขณะ ในเวลานี้ทั้งสองกองทัพไม่ว่าจะเผ่าเทพหรือเผ่าปีศาจก็ล้วนมิกล้าเคลื่อนไหวตามอำเภอใจ พวกมันทำได้แค่เพียงเฝ้ารอคำสั่งจากองค์หญิงและองค์ชายเพียงเท่านั้น
ซึ่งในขณะเดียวกัน จู่ๆทางฝั่งของเย่หยุนซีก็ฉุกคิดเรื่องสนุกๆขึ้นมาได้ 1 อย่าง ตัวเขาจึงพุ่งทะยานขึ้นไปขั้นกลางระหว่างทั้งสองกองทัพในทันที ส่งผลให้ทุกสายตาจับจ้องมาที่เขาด้วยความสงสัย
"พวกเจ้ามารวมตัวกัน เพื่อจับตัวข้าไปแลกเปลี่ยนกับรางวัลใช่หรือไม่?"ชายหนุ่มเอ่ยปากถาม น้ำเสียงดังก้องกังวานไกลไปทั่วทั้ง 4 ทิศ 8 ทาง
"ถ้าใช่แล้วอย่างไรกัน เจ้าคิดจะขัดขืนอย่างนั้นหรือ" องค์ชายเผ่าเทพปีศาจแห่งความตาย กู่ฉี หรี่ตามองเป้าหมายด้วยความประหลาดใจ บุรุษผู้นี้ต้องอะไรกันแน่ เหตุใดจู่ๆเขาถึงบินขึ้นมาอย่างกะทันหัน
"หนุ่มน้อย ถ้าเจ้าไปกับข้า ตัวข้าสามารถรับประกันความปลอดภัยให้เจ้าได้นะ" คราวนี้เป็นองค์หญิงเผ่าเทพสวรรค์แห่งชีวิต เหว่ยหนิง ที่เอ่ยปากกล่าวข้อเสนอออกมา สายตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนเกินบรรยาย
แต่ทว่ามันกลับเย่หยุนซีระเบิดเสียงหัวเราะอย่างขบขัน "ฮ่าๆๆ ถ้าหากข้ายอมให้พวกเจ้าจับง่ายๆ มันจะไปสนุกตรงไหนกัน"
"อืม...........เอาอย่างนี้ๆ ข้าขอท้าพวกเจ้าทุกคน ถ้าหากใครแตะตัวข้าได้เป็นคนแรก ข้าก็จะไปกับคนนั้นดีหรือเปล่า? แบบนี้พวกเจ้าก็จะได้ไม่เสียกำลังคนจากการสู้รบด้วยไง"
"หึ! เจ้ามีสิทธิ์ในการตั้งเงื่อนไขตั้งแต่เมื่อไหร่" องค์ชายกู่ฉีเมื่อได้ยินคำกล่าวของอีกฝ่ายก็ชี้นิ้วไปเบื้องหน้า ปีศาจหนุ่มระดับเซียนดินและเซียนเบิกนภาต่างพุ่งตรงเข้าไปหาเย่หยุนซีอย่างรวดเร็วราวกับสายอัสนีบาต
"ถึงจะน่าขัดใจ แต่เรื่องนี้ข้าเห็นด้วยกับเจ้านะ" องค์หญิงเหว่ยหนิงสะบัดชายอาภรณ์สีขาว ทำให้เหล่าผู้ฝึกตนของเผ่าเทพพุ่งทะยานออกไปเช่นเดียวกัน
"เห้อ อุตส่าห์มอบข้อเสนอดีๆให้......แต่พวกเจ้ากลับไม่สนใจซะงั้น" ทางฝั่งเย่หยุนซีเมื่อได้เห็นและได้ยินเรื่องทุกอย่างก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาวด้วยความเบื่อหน่าย จากนั้นสั่งการให้หลิวหยาถิงเคลื่อนย้ายทุกคนออกจากแดนพฤกษชาติในเสี้ยววินาทีนั้น
"วาบๆๆ"
"อึก นี่มัน!! เรื่องบ้าอะไรกัน!!!" เหล่าผู้ฝึกตนไม่ว่าจะเผ่ามนุษย์ เทพ หรือปีศาจก็ต่างเต็มไปด้วยความรู้สึกสับสนในผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมา องค์ชายกู่ฉีและองค์หญิงเหว่ยหนิงถึงกับดวงตาเบิกกว้าง เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกตกใจ
เหล่าผู้อาวุโสของแต่ละราชวงศ์และแต่ละนิกายต่างพากันเข้าไปหาเหล่าลูกศิษย์ของตนเพื่อเอ่ยถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้นด้านในแดนพฤกษชาติ แต่ทว่ากลับไร้ซึ่งคำตอบเพราะทุกคนกำลังตกอยู่ในสภาวะมึนงงจากการถูกเคลื่อนย้ายข้ามมิติอย่างฉับพลันโดยไม่ทันตั้งตัวตั้งสติให้ดี
ซึ่งใน 3 ลมหายใจต่อมานี้เอง ที่ด้านหน้าประตูมิติของแดนพฤกษชาติจู่ๆก็พลันปรากฏร่างของชายหนุ่มที่หน้าตาทั้งงดงามและหล่อเหลา
"เทพสังหาร! เขาคือเทพสังหาร!! ร่วมมือกันจับเขา!!!" เหล่าผู้ฝึกตนทั้งเผ่ามนุษย์ เทพ และปีศาจที่พึ่งตั้งสติได้พากันคำรามลั่น บรรดาผู้อาวุโสทุกท่านเมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาก็ทอประกายความโลภออกมาอย่างเห็นได้ชัด
จิตอสูรสรรพสัตว์หลายร้อยหลายพันตนของเผ่าพันธุ์มนุษย์ถูกปลดปล่อยออกมา ซึ่งแน่นอนว่า เผ่าเทพและปีศาจก็ปลดปล่อยพลังสายเลือดเช่นเดียวกัน
ภาพนี้ ทำเอาเย่หยุนซีที่ยืนตระหง่านอยู่กลางฟากฟ้าเผยรอยยิ้มเหี้ยมหาญออกมาด้วยความสนใจ นับตั้งแต่ที่เขาเดินบนเส้นทางของผู้ฝึกตนสายนี้ก็ไร้พ่ายแถมยังเอาชนะคู่ต่อสู้อย่างง่ายดายมาโดยตลอดทำให้ชีวิตขาดสีสันต์
ดังนั้น! เมื่อได้เผชิญหน้ากับเซียนดิน เซียนเบิกนภา และเซียนสวรรค์จำนวนมากมายเช่นนี้ มันจึงทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นแทนที่จะหวาดผวา
"ถ้าอยากตายกันนักก็เข้ามา" ดวงเนตรสีอำพันฉายแววคมกล้า ในมือของเย่หยุนซีปรากฏกระบี่อ่อนสีน้ำเงินซึ่งทำมาจากแร่เหล็กมหาสมุทรที่ท่านแม่สอง รั่วปิงอี้ เป็นผู้มอบให้ในช่วงคัดเลือกคนเข้าประตูเซียนบรรพกาลระดับต่ำ
"ลูกศิษย์ทั้งหลายอย่าได้ไปกลัวมัน มันก็แค่ตัวคนเดียวเท่านั้น" ผู้อาวุโสของนิกายอันดับ 1 วังเทพยุทธ์เอ่ยปากกระตุ้นคนของตนเองในทันที ต่อมาไม่นานทางฝั่งวิหารอัสนี วังวิหคอมตะ นิกายมังกรฟ้า และวังเทพสมุทธเองก็ทำเช่นเดียวกัน
บรรดาศิษย์ระดับเซียนดินขึ้นไปของนิกายเหล่านั้นจึงพุ่งทะยานเข้าหาเย่หยุนซีโดยไม่คิดรอช้า แววตาแฝงเร้นไปด้วยความโลภโมโทสัน
"ไม่เจียมตน!" เย่หยุนซีกระทืบเท้ากลางอากาศพุ่งทะยานออกไปเช่นกัน กระบี่อ่อนในมือตวัดฟาดฟันจนเกิดเป็นคลื่นกระบี่รูปแบบพระจันทร์เสี้ยวสีขาวและสีดำหลายร้อยสาย ผู้ฝึกตนระดับเซียนดินพากันร่วงหล่นอย่างง่ายดายราวกับห่าฝนมนุษย์ก็ไม่ปาน
ส่วนเหล่าเซียนเบิกนภาก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน เนื่องจากคมกระบี่ที่เย่หยุนซีฟาดฟันมันผสานทั้งพลังปราณ พลังจิตวิญญาณ และพลังกายอย่างเต็มที่
แถมเขายังใช้ออกด้วยทักษะย้ำรัตติกาลและลำนำกระบี่เทพดาราซึ่งเป็นทักษะที่มีระดับเหนือกว่า 'เทวะ' ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขาสามารถสู้กับเซียนทั้งกองทัพได้อย่างสบายๆ
"ฉับๆๆ"
"อ๊ากกๆๆ!" เสียงกรีดร้องเพราะความเจ็บปวดทรมานดังขึ้นไม่ขาดสาย ภาพอันสุดแสนจะโหดร้ายยังคงดำเนินต่อไปราวกับจะไม่มีวันหยุดพัก
"หื้ย! ขืนเป็นแบบนี้ ลูกศิษย์ของพวกเราได้ตายกันหมดแน่" เหล่าผู้อาวุโสจากนิกายและราชวงศ์ต่างๆไม่รอช้าพุ่งเข้าปิดล้อมเทพสังหาร พร้อมทั้งระเบิดพลังปราณระดับเซียนสวรรค์ออกมาหมายจะกดขี่ชายหนุ่มเอาไว้
"อึก! ลูกไม้ตื้นๆอย่าหวังจะใช้กับข้าได้!" เย่หยุนซีเริ่มรู้สึกถึงความกดดันขึ้นมาบ้าง แต่ถึงกระนั้นตัวเขาก็ระเบิดพลังปราณ พลังจิตวิญญาณ และพลังกายสุดขีด แถมยังปลดปล่อยจิตอสูรทั้งสองเผยกายแก่โลกหล้า
"โฮก!!"
ราชันมังกรทมิฬเก้าชั้นฟ้าและราชันมังกรเหมันต์นิมิตมายาเมื่อได้ออกมาก็กู่ร้องคำรามลั่นทำลายแรงกดดันจนสิ้นซาก ก่อนที่พวกมันจะกลายเป็นแสงพุ่งเข้าผสานร่างกับเย่หยุนซีจนกลายเป็นชุดเกราะมังกรสีขาวลวดลายสีดำ ดูแล้วทั้งน่าเกรงขามและน่าหลงไหล
"อั่ก! พระเจ้า! ชายคนนี้มีพลังที่ท้าทายสวรรค์เกินไปหรือไม่!!" เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายเมื่อเห็นรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายที่แปรเปลี่ยนไปจิตใจก็สั่นสะท้าน แต่ทว่าพวกมันก็ยังไม่ละทิ้งความตั้งใจโดยง่าย เพราะถ้าหากพวกมันพ่ายในศึกครานี้ชื่อเสียงของนิกายและราชวงศ์ก็คงจะป่นปี้ ยากจะพลิกผัน
"เห็นทีคงต้องใช้สมบัติสวรรค์แล้ว" เหล่าผู้อาวุโสตัดสินใจพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ทันใดนั้น! ชุดเกราะเทพยุทธ์ ตราประทับมังกรฟ้า ต้นไผ่อัสนี พัดขนวิหคอมตะ และตรีศูลเทพสมุทรก็ปรากฏขึ้นภายในมือของพวกมัน
เหล่าลูกศิษย์ทั้งหลายเมื่อเห็นว่าสมบัติสวรรค์ของแต่ละนิกายถูกเรียกใช้งานก็พากันถอยร่นในทันที
ซึ่งในขณะเดียวกันนี้ ทางของผู้อาวุโสจากฝ่ายอธรรมอย่างขุนเขาปีศาจอมตะ นิกายนภาทมิฬ พระราชวังเพลิง นิกายหมื่นอสูร และสมาคมนักฆ่าก็ไม่คิดน้อยหน้าเช่นกัน
ภายในมือของพวกมันปรากฏ กระบี่อมตะโบราณ คันศรเทพวายุ หอกเปลว 100 เพลิง อสูรแมลงกลืนวิญญาณ และกริชต้องสาป
"โอ่ว นับเป็นสมบัติที่ดีทั้งนั้นเลยสินะ" เย่หยุนซีเมื่อสัมผัสได้ถึงความผันผวนของพลังอย่างรุนแรงหลายสิบจุดก็หยุดการกระทำทุกอย่างของตนเองในทันที
"ลงมือ!" เหล่าผู้อาวุโสใช้โอกาสนี้เริ่มใช้ออกด้วยทักษะอภินิหาร เริ่มต้นโดยการใช้ตราประทับมังกรฟ้าที่สร้างเกลียวพายุปิดล้อมพื้นที่กังขังเป้าหมายเอาไว้ จากนั้นใช้ไผ่อัสนีเรียกสายฟ้าลงมาเสริมกำลัง
"ยอมให้จับแต่โดยดีเสียเถอะ ต่อให้เจ้ามีพลังเทียบเท่าเซียนสวรรค์ก็ไม่อาจรอดพ้นจากพันธนาการของพวกข้า"
"เหอะ! พันธการด้วยพายุสายฟ้าง่อยๆนี่น่ะหรือ?" เย่หยุนซีเผยรอยยิ้มออกมาอย่างไม่หวาดหวั่น ทันใดนั้น เขาก็ยกมือขึ้นชี้ไปเบื้องบนผืนฟ้ากว้าง หมูเมฆสีดำปกคลุมพื้นที่โดยรอบในชั่วพริบตา อัสนีบาตสายฟ้าสีทองและสีดำฟาดฝ่าลงมาทำลายล้างทั้งเกลียวพายุและสมบัติสวรรค์ในมือของสองผู้อาวุโสจนสิ้นซาก
"อึก! นี่มัน.....เป็นไปไม่ได้!" บรรดาลูกศิษย์ของนิกายมังกรฟ้าและศาลาอัสนีถึงกับล้มทั้งยืนเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า สองผู้อาวุโสถอยร่นไปเกือบ 10 ก้าวกระอักเลือดสดออกมา ใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ
ไผ่อัสนีและตราประทับมังกรฟ้าเป็นหนึ่งในสมบัติสวรรค์ที่ตกทอดมาจากนิกายของพวกมันเชียวนะ เหตุใดมันจึงถูกทำลายง่ายๆราวกับขยะเช่นนี้
"อึก! ไอ้สัตว์ประหลาดอย่าได้ใจให้มันมากนัก" ผู้อาวุโสคนอื่นๆถึงแม้จะตกตะลึง แต่ก็ไม่รอรี รีบเร่งโจมตีบุรุษหนุ่มด้วยสมบัติสวรรค์
เย่หยุนซีเค้นเสียง 'หึ!' อย่างเฉยชา 1 ครั้ง จากนั้นชุดเกราะทองคงกระพัน เปลวเพลิงเทวะ แก่นแท้น้ำแข็ง รวมไปถึงอัสนีบาตทรราชและอัสนีบาตสวรรค์ก็ถูกเรียกใช้งานอย่างต่อเนื่องเพื่อต่อกรกับอีกฝ่าย
"ชายคนนั้นแข็งแกร่งจริงๆ มิน่าล่ะ ท่านเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์และท่านมหาเทพปีศาจถึงอยากได้" อีกด้านหนึ่ง ทางฝั่งองค์ชายกู่ฉีและองค์หญิงเหว่ยหนิงที่เฝ้าดูสถานการณ์อยู่จู่ๆมีความคิดเห็นไปในแนวทางเดียวกัน
สามารถต่อกรกับระดับเซียนสวรรค์นับสิบคนได้ด้วยวัยเพียงเท่านี้ ต่อให้อีกฝ่ายเป็นมนุษย์พวกเขาก็ต้องยอมรับในความแข็งแกร่งนี้จากใจ