ผมกลายเป็นแวมไพร์แถมใช้ได้แต่เวทมนตร์สายSupportซะงั้น!

    บทที่ 1





    ————————————————————
    วันนี้คือวันสุดท้ายในชีวิตของผม… คุณแม่จับมือผมไว้แน่นมาก คุณพ่อเองก็เช่นกัน ทั้งคู่พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ แล้วบอกรักผมซ้ำๆ ความจริงแล้วผมค่อนข้างดีใจนะที่ผมกำลังหลุดพ้นจากความเจ็บปวดจากการผ่าตัดและการใช้ชีวิตอยู่แต่ในโรงพยาบาลตั้งแต่เด็กๆอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ผมกำลังจะได้รับการุณยฆาต ถ้าคุณไม่เข้าใจว่าการุณยฆาตคืออะไร ผมจะอธิบายแบบง่ายๆ มันคือการฉีดยาให้จบชีวิตลงแบบไม่ต้องทรมานแน่นอนว่าค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่ถ้านับค่ารักษาที่คุณพ่อคุณแม่ต้องจ่ายตลอด 10 ปีที่ผ่านกลายเป็นว่าค่าการุณยาฆาตนี่ถูกไปเลย ความจริงแล้วผมต้องตายตั้งแต่ 7 ขวบ ด้วยซ้ำ แต่พวกท่านไม่ยอม สุดท้ายก็ยื้อชีวิตผมมาจนตอนนี้อายุได้ 17 ปี แปลกดี ที่ผมไม่ได้รู้สึกเสียใจที่กำลังจะตายอะไรขนาดนั้น …แต่รู้สึกแอบเสียดายหน่อยๆแทนมากกว่า ที่จะไม่ได้มีโอกาสได้เล่นเกมส์ซีรี่ย์โปรดภาคต่อที่จะออกปีหน้าอยู่แล้ว ดูเหมือนว่าผมกำลังจะอดทำอะไรหลายๆอย่างที่ยังอยากจะทำต่ออยู่ ไหนจะหนังที่อยากดู ไหนจะหนังสือเรียนที่อยากจะอ่านต่อ… ใช่แล้ว หนังสือเรียน คุณไม่ได้อ่านผิดหรอกผมชอบอ่านหนังสือพวกความรู้ต่างๆ แนวประวัติศาสตร์ก็ชอบ เอาง่ายๆหากคุณต้องนอนติดเตียงแบบผม ถ้าไม่กลายเป็นนอนหนังสือ ก็ติดดูละคร ดูหนัง เล่นเกมส์ แน่นอน และอย่างที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้ การที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลตลอด ทำให้ผมต้องเรียน กศน. ยังไม่มีโอกาสได้ไปโรงเรียนมัธยมจริงๆดูสักครั้ง ผมอยากลองไปนั่งเรียนในห้องเรียนเด็กมัธยมดูบ้าง ทำให้เวลาที่ผมอ่านหนังสือเรียน บางทีผมก็จะจินตการไปด้วยว่ากำลังนั่งอยู่ในห้องเรียน จินตการว่ามีเพื่อนๆนั่งเรียนอยู่ด้วย สำหรับผมการอ่านหนังสือเรียนเปล่าๆในห้องสีขาวที่ลืมตาตื่นขึ้นมาเจอทุกวัน ค่อนข้างทำให้ผมรู้สึกหดหู่… ไม่นานหลังจากคุณพ่อคุณแม่กอดผมเป็นครั้งสุดท้าย พวกคุณหมอก็เดินเข้ามาให้ห้องพร้อมกับพยาบาล ภาพสุดท้ายที่ผมจำได้คือการที่ผมได้พูดคุยกับพวกแพทย์และพยาบาล ก่อนที่สักพักผมจะค่อยๆหลับไป… นี้คือจุดจบของชีวิตผมด้วยวัยเพียง 17 ปี….......…..หือ?ผมรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงบางอย่างอื้ออึงในหูทำไมผมยังได้ยินเสียงอยู่ล่ะ…ผมควรตายไปแล้วนี่…?เพราะรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างผมจึงพยายามลืมตาขึ้นช้าๆ…แปลกแฮะ? ทำไมรู้สึกเย็นๆที่แก้มกับฝ่ามือพอผมลืมตาขึ้นก็ได้รู้ว่า ตัวเองกำลังนอนแบบอยู่กับพื้นหินเย็นๆ...ถ้าผมไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาลแล้วก็แสดงว่านี่คือ ...โลกหลังความตายเหรอ? หรือว่ากำลังฝันอยู่? ตะ แต่ผมตายแล้ว.. พอผมลองหยิกแก้มตัวเองแรงๆดู…โอ๊ย..เจ็บ!..ผมเริ่มจากสำรวจตัวเองก่อน เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ไม่ใช่ชุดคนไข้ แต่กลับเป็นชุดเสื้อคลุมยาวๆสีน้ำเงินดำมีลวดลายสีทองตัดตามขอบแขนเสื้อและฉายเสื้อ กางเกงขายาวสีน้ำตาลและรองเท้าบูธยาวถึงหน้าแข้ง ชุดแบบนี้ชวนให้นึกถึงพวก Mageในเกมส์ RPG อะไรแบบนั้นเลยแฮะเดี๋ยวนะ…หรือตอนผมหลับ มีคนแอบจับผมแต่งคอสเพลย์หรือเปล่าเนี่ย!? ไม่สิ! ผมต้องตายแล้วนี่!? งั้นยมบาลจับผมแต่งคอสเพลย์เหรอ!? บ้าน่า!! ระ.. หรือ นี่คือสวรรค์!? แล้วชุดที่ผมใส่อยู่เป็นชุดแฟชั่นของชาวสวรรค์ อะไรแบบนั้น... ถ้าใช่ก็บ้าแล้ว!!!ผมรีบเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆตัวทันที ไม่มีใครอยู่เลยสักคนแฮะ…สถานที่ ที่ผมอยู่ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นวิหารเก่าๆ อย่างพวกโบสถ์ของชาวคริสเตียนอะไรแบบนั้น ซึ่งสภาพเก่าระดับที่ว่าทรุดโทรมสุดๆ ให้ความรู้สึกพร้อมถล่มได้ทุกเมื่อ ผมกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ เมื่อมีแรงสั่นสะท้อนที่พื้นเกิดขึ้นอีกครั้ง“ครืนนนนนนนนนนนน!” ดะ เดี๋ยว!! ใจเย็นก่อนสิเฮ้ย!! อย่าเพิ่งถล่มลงมานะ!!ผมรีบลุกขึ้นยืนแล้วปัญหาที่น่าจะคาดเดาได้ก็เกิดขึ้นทันที… นั่นก็คือ..พอผมพยายามก้าวขาผมก็ล้มลงทันที!! ใช่… ผมนอนติดเตียงมา 10 ปีแล้ว…. จนผมลืมวิธีการเดินไปแล้ว! ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยทำกายภาพบำบัดนะ แต่โรค ALS ที่ผมเป็น มันเป็นโรคที่ซวยสุดๆ แถมรักษาไม่หายอีกต่างหาก แรกๆผมล้มบ่อย แล้วก็เริ่มเดินไม่ค่อยได้ จนสุดท้ายผมก็เดินไม่ได้อีกเลย ผมว่าผมยังโชคดีกว่าคนอื่นที่เป็นโรคนี้นะ พวกเขาบางคนจะเริ่มขยับตัวไม่ได้ทั้งตัวในระยะเวลาไม่ถึง1ปีด้วยซ้ำ ยังดีที่ผมยังพอใช้มือได้ สามารถพูดและขยับตัวท่อนบนได้อยู่ ง่ายๆก็คือ ผมยังอยู่ขั้นอัมพาตแค่ช่วงล่างนั่นแหละ แต่ผมขอตัดกลับมาที่ผมตอนนี้ก่อน!ผมพยายามตะเกียดตะกายลุกขึ้นอีกครั้ง คราวนี้แรงสั่นสะเทือนกลับหนักขึ้นกว่าเดิม จนเริ่มเกิดรอยร้าวขึ้นตามโครงสร้างของวิหาร ผมต้องรีบแล้ว!ผมล้มลุกคุกคลาน ไปที่ทางออก พยายามบังคับขาตัวเองให้ออกเดินเท่าที่จะทำได้ ‘ เราต้องทำได้สิ! ’ผมยืนขึ้นอีกพร้อมขาสั่นๆ คราวนี้ผมเดินได้ 3-4 ก้าว! ก่อนจะล้มลงอีกรอบในใจผมตอนนี้อยากจะกู่ร้องด้วยความดีใจมากๆเลยนะ ทั้งๆที่สามารถกลับมาขยับขาได้ขนาดนี้…แต่มันไม่ใช่เวลาไง!! “ต้องออกไปให้ได้!! เดินสิ!! เร็วเข้า!!” ผมพูดปลุกกำลังใจตัวเอง ขณะที่เพดานวิหาร เริ่มถล่มไล่หลังผมลงมาเรื่อยๆ ผมรีบดันตัวเองให้ลุกขึ้น แล้วพยายามวิ่งต่อแม้จะล้มอีกซ้ำๆ ให้หัวของผมตอนนี้คิดอะไรไม่ออกแล้ว นอกจากต้องเอาชีวิตออกไปให้ได้จากนั้นผมก็เริ่มออกเดินต่อด้วยขาที่ยังสั่นๆ ก่อนจะรีบกระโจนไปที่ประตูทางออกแล้วกระแทกประตูวิหารที่สภาพไม่ต่างกับไม้กรอบๆหักกระเด็น ร่างของผมกลิ้งไปตามพื้นหญ้าก่อนชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่ด้านหน้าวิหาร เข้าอย่างจัง โชคดีที่ไม่ได้ชนแรงมากเลยไม่ค่อยเจ็บเท่าไหร่ผมลุกขึ้นนั่งพิงต้นไม้ช้าๆสูดอากาศหายใจเข้าเต็มปอด‘ยังมีชีวิต… เรายังมีชีวิตอยู่จริงๆด้วย…’ ผมสัมผัสที่อกข้างซ้ายของตัวเอง หัวใจผมกำลังเต้นเร็วมากบอกตามตรงว่าไม่เคยเหนื่อยอะไรขนาดนี้มาก่อน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันสมจริงมาก ตอนนี้ผมเริ่มแน่ใจแล้ว ว่านี่ไม่ใช่ความฝันแน่ๆ พอมองไปที่วิหารอยู่ตรงหน้าอีกที ก็ได้รู้ว่ามันกลายแค่ซากกองหินเก่าๆไปแล้ว.. ไม่อยากจะนึกเลยถ้าผมออกมาช้ากว่านี้…ผมถอนหายใจ แล้วมองพื้นหญ้ากับพวกดอกไม้เล็กๆหลากสีตามพื้นที่ไม่เคยเห็นมาก่อน...หือ..ว่าแต่...นี่ผมอยู่ที่ไหน…?ตอนที่กำลังใช้ความคิดอยู่ แรงสั่นสะเทือนเจ้ากรรมนายเวรก็กลับมาอีกครั้ง ผมเกาะต้นไม้ไว้แน่นเลยรอบนี้..เกิดบ้าอะไรขึ้นกับที่นี่เนี่ย..?ผมมองไปรอบๆ มีซากปรักหักพังเต็มไปหมด การที่มีหญ้าขึ้นรก และมอสขึ้นตามซากพวกนี้แสดงว่าอยู่มานานแล้ว นอกจากนั้นก็มีแต่ต้นไม้ พุ่งไม้ ป่า… นี่ผมมาอยู่ในป่าชัดๆ….พอเงยหน้าขึ้นก็โดนต้นไม้สูงบังทิวทัศน์ไปหมด แบบนี้จะรู้ได้ไงว่าต้องเดินไปทิศไหน แล้วยังจะไอ้แผ่นดินไหวนี่อีก ต้องรีบหาที่หลบภัยผมพยายามงัดความรู้ในหนังสือที่เคยอ่านออกมาจากหัวให้หมด“ทิศเหนือ.. ทิศเหนือ…” ผมรีบสำรวจต้นไม้รอบๆ ดูเหมือนต้นไม้ด้านหลังซากวิหารส่วนใหญ่จะมีมอสขึ้นอยู่ แสดงว่าทิศนี่คือทิศเหนือควรจะไปทางนี้!อย่างที่คุณรู้ ผมเพิ่งเริ่มหัดเดินใหม่อยู่... ผมเลยต้องคว้าเอากิ่งไม้ยาวที่แข็งแรงหน่อยมาช่วยพยุงตัว กิ่งไม้พวกนี้หักอยู่ตามพื้นหญ้าบริเวณรอบๆ สงสัยจังว่า ทำไมแถวๆนี้มีกิ่งไม้หักเต็มไปหมด มีพายุเหรอ? หรือว่าเป็นพวกสัตว์ป่า… ขอให้อย่าเป็นสัตว์ป่าทีเถอะผมไม่รู้วิธีรับมือพวกสัตว์เลย…เอาเป็นว่าถ้าเจอหมีผมจะแกล้งตายนะ…พอผมเดินไปได้สักพักป่าที่ว่าหนาทึบก่อนหน้านี้กลับกลายเป็นโล่งเตียน ผมรู้ได้ทันทีว่าต้องเกิดอะไรขึ้นแน่ๆ พอเงยหน้าขึ้นเท่านั้นแหละ ผมก็เห็นภาพสุดแฟนตาซีตอนนี้ผมรู้แล้วล่ะ ว่าใครทำแผ่นดินไหว…ผมเห็นมังกร… ใช่.. มังกรสีดำตัวใหญ่… ใหญ่มากรอบๆตัวมันมีควันดำๆ ดวงตาของมันสีแดงสว่างจ้าแบบไฟแดงตามสี่แยกหรือตามไฟท้ายรถอะแหละผมคงไม่ได้ฝันไปหรอกใช่ไหม?นี่ผมอยู่ในที่แบบไหนกันแน่เนี่ย… ใครก็ได้พาผมกลับห้องผู้ป่วยทีผมยอมกลับไปนอนให้น้ำเกลือ กินข้าวต้มต่อตอนที่ผมกำลังสติแตกกระเจิงกับภาพตอนหน้าที่เห็น“ตูมมมมมม!” มีเสียงดังสั่นขึ้นอีกครั้ง รอบนี้เป็นร่างของคนกระเด็นปลิวออกมาจากทางมังกรดำ …….ผมว่าผมมองไม่ผิด ...เป็นคนแน่ๆ ชายหนุ่มกำลังต่อสู้กับมังกรตัวเท่ายักษ์แบบ 1-1 จากระยะที่ผมพอจะมองเห็น ชายคนนั้นกำลังเสียเปรียบแบบสุดๆ ถึงเขาจะดูมีฝีมือจากท่าทางที่เขาต่อสู้และอาวุธที่เขาใช้ แต่ข้อเสียที่ผมเห็นได้ชัดเลยตอนนี้คือ เขาไม่ได้ใส่ชุดเกราะเต็มตัว อีกทั้งไม่มีใครอยู่บริเวณนั้นคอยช่วยเหลือเขาเลย… ผมว่ามังกรดำแฟนตาซีสุดๆแล้วนะ แต่ผู้ชายคนนี้ก็แฟนตาซีเหมือนกันไอ้ท่ากระโดดฟันดาบราวกับต้านแรงโน้วถ่วงได้นั่นมันอะไร… เป็นการต่อสู้ที่บ้าบิ่นสุดๆ ถ้าผมมาเจอสัตว์ประหลาดตัวใหญ่ขนาดนี้ เป็นผมคงวิ่งหนีไปนานแล้ว…อ่า… รู้สึกเหมือนกำลังยืนดูคัทซีนเกมส์สุดอลังกาลอยู่เลยน้าขณะที่กำลังยืนดูคัทซีนอย่างลืมตัวผู้ชายที่สู้อยู่ก็พลาดท่า เขาถูกหางมังกรฟาดเข้าอย่างจัง จนดาบยาวที่เป็นอาวุธของเขากระเด็นขึ้นฟ้าก่อนจะร่วงลงปักพื้น…..แล้ว...ดาบมันร่วงมาที่ตรงไหนเหรอ? อืม….มันร่วงมาปักที่พื้นข้างๆตัวผมที่หลบอยู่หลังซากตอไม้พอดิบพอดี… คือถ้าผมเลือกหลบตรงซากตอไม้อีกอันด้านข้างแทน ผมคงได้โดนดาบปักกะบาลแน่ๆ…“อ๊ากกกกกกกกก!!!!” เสียงผู้ชายคนนั้นร้องด้วยความเจ็บปวดเขาถูกขยำที่แขนแล้วสะบัดกระแทกลงกับพื้น มันเป็นภาพที่ผมเริ่มจะทนดูไม่ได้ ผมต้องทำอะไรสักอย่าง…คิดสิ… ถ้าทำให้มังกรดำเปลี่ยนเป้าหมาย...ก็ต้องใช้ตัวล่อ… ปัญหาคือใช้อะไรเป็นตัวล่อล่ะ สภาพผมตอนนี้ก็วิ่งไม่ไหวเราต้องทำไรสักอย่างไรบ้างสิ…ถ้าใช้เวทมนตร์ได้ล่ะก็…“ว๊ากกกกกก!!!”ตอนที่กำลังคิดถึงพวกพลังเวทที่เคยเล่นในเกม จู่ๆมือผมก็มีสว่างวาบขึ้นมาผมร้องออกด้วยความตกใจจนล้มทั้งยืนตอนแรกผมนึกว่ามือผมกำลังโดนเผา แต่กลับไม่ใช่ แสงสว่างที่ออกมาจากมือผมมันสีขาวเหลืองนวลๆ ผมไม่รู้จะเทียบกับอะไร ถ้าเทียบคงเป็นแสงจากหลอดไฟนีออล มันไม่รู้สึกร้อนแต่รู้สึกอบอุ่นมากกว่า ดูเหมือนว่าผมจะร้องเสียงดังไปหน่อย..มังกรที่กำลังจะขยำชายที่โดนกรงเล็บกดติดกับพื้น หันมาสนใจผมแทนซะงั้น ผมพยายามลุกขึ้นแล้วตั้งสติ ขณะที่มังกรเริ่มคำรามมาทางผมพร้อมกระพรืบปีก“…” ผมเลือกที่จะยืนนิ่งๆ... ได้แต่จ้องตากลับไปที่ดวงตาสีแดงดวงใหญ่นั่น... คุณคงคิดว่าผมกล้ามากใช่ไหม?… เปล่าเลย... ใจผมตกไปอยู่ที่ตาดุ่มแล้วต่างหาก… ตัวผมแข็งทื่อไปหมด...แต่ไม่รู้เพราะอะไรมันเลือกที่จะหันกลับไปที่ชายในกรงเล็บของมันเหมือนเดิมแทน ดูท่าทางมันจะฉลาดอยู่ คงกะจัดการเหยื่อที่อยู่ตรงหน้าก่อนแล้วค่อยตามมาจัดการผมต่อแน่ๆหายใจเข้าลึกๆ! ใจเย็นไว้… นายมีพลังเวทนะ!ผมมองไปที่มือตัวเองที่กำลังมีแสงสว่างอยู่อีกครั้งพยายามเตือนสติตัวเองไว้ นึกถึงสกิลในเกมส์ต่างๆที่เคยเล่นมา ปัญหาตอนนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องผมจะใช้สกิลยังไง... ปัญหาที่สำคัญจริงๆคือผมไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าผมใช้เวทมนตร์สายอะไรได้ต่างหาก! ผมพยายามนึกถึง ไฟ ลม น้ำ สกิลพื้นฐานในเกมส์ที่เคยเล่น แต่ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น….ขอร้อง…ผมไม่อยากตายโดนที่ยังไม่ได้ทันได้ใช้ชีวิตอีก….ถึงรู้สึกอยากจะออกวิ่งหนีไปจากสถานการณ์ตรงหน้ามากแค่ไหนแต่ว่า…ผมก็ไม่อยากปล่อยให้ใครตรงหน้าผมตาย โดนที่ผมไม่รู้ไม่ชี้อะไรอีกแล้ว……..…....ย้อนกลับที่วันที่ xx เดือน xx ปี xxxx“คุณพยาบาลครับ” เสียงเด็กของผู้ชายตัวเล็กเรียกหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเดินเข้ามาในห้อง ปีนี้เขาอายุได้ 10 ขวบแล้ว และเขาเป็นเด็กที่โชคร้ายจำเป็นต้องนอนอยู่เตียงในห้องสีขาวนี้ ต่างจากคนอื่นที่อยู่บนเตียงรอบๆเขาที่พอหายป่วยแล้วก็กลับบ้านได้ “เพื่อนผม xxxx ที่อยู่เตียงข้างๆผม กลับบ้านไปแล้วเหรอ? เขาหายดีแล้วเหรอครับ?”พยาบาลสาวมองมาที่เด็กชายด้วยสายตาที่เศร้าสร้อยเด็กชายยังไม่เข้าใจท่าทีที่ได้รับเป็นคำตอบกลับจากพยาบาล“...ใช่จ้ะ” พยาบาลสาวหลุบตาลงแล้วตอบสั้นๆด้วยน้ำเสียงสั่นๆ“...ดีจังเลยน้า ค่อยยังชั่ว แสดงว่า สักวันผมคงหายป่วยและได้กลับบ้านเหมือนกันสินะ! ขอบคุณมากนะครับ คุณพยาบาล”เด็กชายกล่าวด้วยน้ำเสียงและรอยยิ้มที่สดใสแต่ไม่รู้ทำไม พยาบาลสาวถึงได้ร้องไห้ออกมาเด็กชายไม่เข้าใจ..เขาไม่เข้าใจอะไรเลย….ว่าความจริงแล้วทุกคนรอบๆเตียงเขารวมถึงเพื่อนของเขา ไม่มีใครได้กลับบ้านสักคน….…......เป็นอีกครั้งที่ผมรู้สึกถึงพลังอะไรบางอย่างข้างในอกพลังที่อบอุ่นบางอย่าง...แบบเดียวกับที่ออกมาเป็นแสงสว่างรอบๆมือผมเกิดอะไรขึ้น? ผมไม่มีเวลาตั้งคำถามกับตัวเองตอนนี้เพราะ...เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าตอนนี้กำลังเลวร้ายกว่าเดิม....ชายที่อาบไปด้วยเลือดกำลังจะโดนปลิดชีพ จากการถูกบดขยี้ด้วยกรงเล็บ“หยุดนะ!!!!” ผมเผลอตะโกนออกไป ก่อนที่สมองจะคิดซะอีกจู่ๆก็มีวงแหวนเวทประหลาดเกิดขึ้นบริเวณพื้นที่ผมยืนอยู่ มันขยายวงใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมหมุนทวนเข็มนาฬิกา สิ่งที่ผมเห็นมันซ้อนทับกับความทรงจำบางอย่างในหัว ‘ Holy Barriers’อาาาาา!!! ใช่!!!! ใช่แล้ว!!!! สกิลของ Divine !! นางเอกจากเกม The Blood Throne !เกม RPG แนวสงครามที่ผมเล่นเมื่อ 2 ปีก่อนมันเป็นเกมสงครามระหว่างแวมไพร์กับมนุษย์ เนื้อหาเกมมีเรื่องของการเมืองของทั้ง2ฝั่ง พระเอกที่เราได้เล่นในเกมจะเป็นแม่ทัพฝั่งมนุษย์ มีความแค้นที่แวมไพร์ฆ่าพ่อแม่เขาตอนที่เขายังเด็ก พอโตขึ้นมาเขาฝึกฝนจนแข็งแกร่งและได้ขึ้นเป็นแม่ทัพ ความจริง Divine ไม่ได้ถูกระบุว่าเป็น นางเอกของเกมหรอก อย่างที่ผมบอกเกมเน้นแนวสงครามและการเมือง มันเลยไม่มีนางเอกในเกมนี้ Divine จึงเป็นเพียงแค่ NPC ที่คอยช่วยพระเอกและมีบทบาทด้านการต่อต้านสงคราม แต่ที่แฟนๆเกมต่างพากันยกให้ Divine เป็นนางเอกกัน เพราะนอกจากเธอจะเป็นหัวหน้า Holy Mage ของศาสนาในเกมแล้ว เธอทั้งสวยและมาพร้อมกับสกิลซัพพอร์ตขั้นเทพในช่วงท้ายเกมที่โผล่ช่วยพระเอก เธอยังเป็นคนที่ช่วยให้พระเอกกลับใจเลิกไล่ฆ่าแวมไพร์ต่ออีกด้วย น่าเสียดายที่บทเธอน้อย โผล่มาก็ใกล้จบเกมแล้ว ยังไงก็ตาม ผมขออธิบายเอาไว้สั้นๆแค่นี้ก่อน เพราะตอนนี้ผมจะต้องตั้งสมาธิและใช้สกิลของเธอให้ได้ผมยืดแขนไปข้างหน้าแล้วกางฝ่ามือทั้งสองข้างออกตามแบบที่ Divine ทำในเกม“ Holy Barriers !!!! ”ผมได้ยินเสียงตัวเองเอคโค่! เหมือนจู่ๆผมก็มีโทรโข่งปาก...เผื่อว่ามีคนจินตการไม่ออก ผมจะอธิบายเพิ่มหน่อย ให้นึกถึงตอนรถขายกับข้าวขับผ่านหน้าบ้านคุณ พร้อมเสียงที่พูดว่า ‘ กับข้าวครับ กับข้าว ’ เป็นเสียงสะท้อนแบบนั่นที่ดังก้องอยู่ในหูผมตอนนี้…แสงสีขาวนวลประหลาดสว่างวาบขึ้นอย่างรวดเร็วมันขยายออกเป็นวงแหวนเวทวงใหญ่ขนาดเท่าตึกดีดมังกรดำกระเด็นออกไปไกลจากตัวของผู้ชายที่นอนเจ็บอยู่อืม………ผมเพิ่งดีดมังกรปลิวไปเมื่อกี้…… มันแฟนตาซีเกินไปแล้ว… ผมเริ่มรู้สึกรับไม่ได้…..แต่มันไม่ใช่เวลามารู้สึกรับตัวเองไม่ได้ ตอนนี้มีคนเจ็บนอนอยู่ตรงหน้านะ! ผมรีบวิ่งไปหาเขาด้วยขาที่ยังสั่นๆ อา… วิ่งไปล้มไป น่าอายมาก… ผมอายมาก....แต่ผมต้องรีบ สภาพเขาแย่กว่าผมหลายเท่า เขาเสียเลือดเยอะมาก แขนซ้ายเขาเกือบฉีกขาดออกจากร่าง ที่ท้องเขามีเลือดออกเยอะไม่ต่างกัน คงเพราะเขาพลาดโดนหางมังกรดำฟาดเข้าจังๆด้วย“คุณไม่เป็นอะไรแล้ว อดทนไว้นะครับ”




    ผมจับมือเขาเอาไว้ เขาดูยังมีสติอยู่นิดหน่อย เขาพยายามลืมตาขึ้นแม้จะลืมได้แค่ครึ่งเดียว ดวงตาสีเขียวมรกตของเขาจับจ้องมาที่ผมระหว่างที่ผมกับเขาสบตากัน ผมก็เริ่มร่ายเวทอีกครั้งแน่นอนว่าเป็นสกิลของ Divine อีกเหมือนเดิม“ Blessing! ”รอบนี้เสียงผมเอคโค่น้อยกว่าเมื่อกี้ วงแหวนเวทย์พร้อมแสงสีขาวปรากฏขึ้นรอบๆบริเวณอีกครั้ง ชายหนุ่มที่บาดเจ็บจนแขนซ้ายเกือบขาด กับแผลที่หน้าท้องหายเป็นปลิดทิ้งทันทีราวกับว่าแผลเมื่อครู่เป็นแค่เรื่องโกหก ตอนนี้ชายตรงหน้าผมมีสีหน้าที่ตกตะลึงสุดๆ พอผมประครองเขาลุกขึ้นมานั่ง ดูเหมือนเขากำลังสำรวจตัวเอง เขาขยับแขนข้างที่เกือบขาดเมื่อครู่ได้สบายๆก่อนที่จะหันกลับมามองผมด้วยอาการที่ยังตกตะลึงอยู่“...นายทำได้ยังไง”เขาถามออกมาแบบไม่รู้ตัว… ผมเข้าใจเขานะ ผมยังงงตัวเองเลย…Blessing ของ Divine เป็นสกิลฮิลขั้นสูง ไม่ได้แค่รักษาอย่างเดียว ยังเป็นทั้ง Buff เลือด Buff มานา และลบสถานะผิดปกติทุกชนิดด้วยตอนนี้เขากำลังงงสุดๆ ว่าไอ้หนุ่มที่แค่วิ่งยังล้ม แถมต้องตะเกียดตะกายมาหาเขาเมื่อกี้ ใช้เวทรักษาระดับสูงกับเสกโล่เวทย์มนต์ดีดมังกรกระเด็นได้ยังไง นั่นสินะ... ผมก็ไม่รู้ว่าทำได้ยังไง…แต่ผมก็ไม่ได้ตอบเขาไปแบบนั้นหรอกนะอีกอย่าง... ดูท่าทางผมน่าจะใช้แต่สกิล Divine เพราะผมพยายามร่ายเวทแบบอื่นๆแล้ว แต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ในตอนที่ผมกำลังคิดว่าจะตอบกลับชายตรงหน้ายังไงดีอยู่นั้นลูกบอลไฟขนาดมหึมากระแทกเข้า Holy Barriers ที่ผมร่ายค้างเอาไว้ โชคดีที่ไฟทะลุผ่านเข้าไม่ได้ขอกราบเท้า พลังแห่งท่านDivine ขอบพระคุณครับจากนี้น่าจะได้เวลาปิดฉากมังกรดำสักที… ผมคงต้องขอความร่วมมือจากชายคนนี้แล้ว“ขอโทษนะครับ ผมคิดว่า ผมไม่น่าจะมีเวทมนตร์ที่ใช้สำหรับในต่อสู้... แต่ผมสามารถใช้เวทเพิ่มพลังทางกายภาพให้คุณได้ รบกวน คุณช่วยต่อสู้ต่อได้ไหมครับ... ผมจะคอยซัพพอร์ตให้คุณเอง ผมรับรองว่าคุณจะไม่เจ็บตัวอีกแน่นอน”ผมขอร้องเขาออกไปตรงๆ ไม่ว่ายังไงผมก็ยังไม่อยากตายตรงนี้ แถมถ้าปล่อยมังกรดำตัวนี้เอาไว้ แล้วหนีไป ยังไงมันก็ออกไปอาละวาดอีกชัวๆ… พอผมพูดจบเขากลับหัวเราะเบาๆและยิ้มออกมา“ฉันต่างหากที่จะต้องขอร้องนาย… ฉันชื่อ กุนเทอร์... กุนเทอร์ เอลเบอร์ รบกวนช่วยเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนี้ได้ไหม? นาย?”“..อะ เอสก้า ผม เอสก้า ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณกุนเทอร์”ผมรีบตอบชื่อปลอมที่ใช้ในเกมส์บ่อยๆไปอย่างอัตโนมัติ“ยินดีที่ได้รู้จัก เอสก้า แล้วก็นายช่วยชีวิตฉันไว้ด้วย ขอขอบคุณมากจริงๆ หลังจากนี้ฉันจะตอบแทนแน่นอน”“อะ ไม่ต้องตอบแทนอะไรหรอกครับ ผมแค่อยากช่วย”ไม่ได้อยากได้อะไรตอบแทนจริงๆนั้นแหละ ขอแค่ตอนนี้หลุดพ้นจากสถานการณ์ตรงหน้าได้ก็พอแล้วแต่ดูเหมือนว่ากุนเทอร์จะไม่ยอมท่าเดียว เขาลุกขึ้นยืนแล้วยื่นมือมาทางผม แล้วช่วยพยุงตัวผมลุกขึ้นยืนพอได้คุยและเห็นใบหน้าของเขาชัดๆแบบนี้ทำให้ผมรู้ว่าเขาเป็นคนหน้าตาดีมาก นัยต์ตาสีเขียวมรกตของเขา ที่ดูเข้ากับผมสีน้ำตาลอ่อน ร่วมไปถึงวิธีการพูดและน้ำเสียงที่เขาใช้ ทำให้ผมรู้ได้ทันทีว่าเขาต้องเป็นพวกขุนนาง ไม่ใช่ทหารรับจ้างธรรมดาแน่ๆ ดูจากรูปร่างและส่วนสูงแล้ว น่าจะอายุประมาณ 27-28 ปีได้อืมมม…. พูดถึงส่วนสูงแล้วก็น้อยใจชะมัด ดูแล้วผมเตี้ยกว่าเขาได้สัก 20 ซม. มั้งนะ….ส่วนสูงผมสูงประมาณช่วงอกเขาเอง“คุณกุนเทอร์ ผมจะเสริมพลังให้คุณนะครับ”ผมเงยหน้าขึ้นสบตากับเขากุนเทอร์พยักหน้าตอบรับ‘ Holy Power! ’เป็นอีกครั้งที่วงแหวนเวทค่อยๆปรากฏขึ้นที่พื้นพร้อมแสงสว่างหมุนวนรอบตัวผมและกุนเทอร์รอบนี้ต่างจากเดิมนิดหน่อย เพราะมีละอองแสงประกายเล็กๆ เกิดขึ้นด้วยครู่หนึ่ง ก่อนดับวูบไปHoly Power เป็นเวทชนิด Buff เพิ่มค่าสเตตัสชั่วคราวโดนจะคูณสี่จากสเตตัสของคนที่ได้รับ Buffโกงใช่ไหมละ? ผมบอกแล้ว Divine เธอเป็นซัพพอร์ตที่ดีที่สุด กุนเทอร์ดูอึ้งๆกับเวทที่ผมใช้เมื่อกี้เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย มองมาทางผมอย่างสบสนอีกครั้งเหมือนเขาอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่เขากลับเงียบไปแล้วกล่าวคำขอบคุณแทนเราตกลงกันคร่าวๆว่าจะโจมตียังไง ดูเหมือนเขาจะมีแผนให้หัวแล้ว ผมมีหน้าที่แค่ร่ายเวทย์ Holy Barriers เสริม เวลาที่มังกรดำพ่นไฟใส่หรือเวลาที่เขาพลาดพอแต่ผมว่ารอบนี้เขาไม่พลาดหรอก…ผมเพิ่งให้ Buff คูณสี่ เขาไปนะดูแล้วเขามีความสามารถสูงอยู่แล้คูณสี่เข้าไป ก็น่าจะสู้ได้สบายๆเมื่อถึงจังหวะที่มังกรหยุดพ่นไฟ กุนเทอร์ก็พุ่งตัวออกไปจาก Holy Barriers อันแรกที่ผมสร้างไว้ เขาวิ่งไปทางที่ดาบเขาปักอยู่แล้วดึงขึ้นมาถือให้มืออีกครั้ง แน่นอนว่ามังกรดำไม่คอยท่าอยู่แล้ว มันพ่นไฟไปที่กุนเทอร์ทันที ผมที่อยู่ในท่าเตรียมร่ายเวทมนตร์แต่แรก เลยสามารถร่ายออกมาเร็วมาก“ตูมมมมมมม!!”ไฟกระทบเข้ากับโล่เวทที่ผมสร้างทันที มังกรดำเองก็หยุดพ่นไฟใส่เพราะตอนนี้มันคงรู้แล้วว่าไฟของมันทะลุเข้าไปไม่ได้ กุนเทอร์ใช้จังหวะที่มันหยุดพ่นไฟอีกครั้งในการเข้าถึงตัวมังกร เขาพุ่งตัวไปข้างหน้าอีกครั้ง เผชิญหน้ากับมังกรดำที่กำลังคำราม มันง้างปากของมัน เตรียมจะงับตัวกุนเทอร์แต่ฟันอันแหลมคมของมันไม่สามารถสัมผัสตัวของกุนเทอร์ได้ทัน กุนเทอร์กลิ้งตัวหลบไวมาก ตอนนี้เขาเคลื่อนที่ตัวได้ว่องไวและคล่องแคล่วมาก คงเป็นผลของ Buff รวมกับสเตตัสพื้นฐานของเขาล้วนๆ ครั้งนี้เป็นตาของกุนเทอร์ในการเผด็จศึกเขาไม่รอช้าให้การฟันดาบลงไปที่คอของมังกรดำในตอนที่มันงับเขาพลาด เลือดของมังกรพุ่งกระจายออกมาจากต้นคอ ผมแอบเห็นกุนเทอร์ชะงักเล็กน้อยตอนรู้ว่าเขาฟันทะลุเกร็ดของมังกรที่เปรียบเหมือนกับชุดเกราะ มังกรดำคำรามอีกครั้ง มันสะบัดตัว ใช้ทั้งกรงเล็บและหางฟาด เพื่อให้กุนเทอร์กระเด็นออกไป แต่กุนเทอร์จับดาบที่ปักคาคอมังกรอยู่ไว้แน่น แล้วกดดาบลงไปลึกกว่าเดิม มังกรดำเริ่มดิ้นรนเพื่อหนีจากความตายตรงหน้า มันพ่นไฟอีกครั้ง ผมที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วก็ร่ายเวทปกป้องกุนเทอร์ทันทีไม่นานนักการต่อสู้จบมังกรดำที่ถูกบั่นคอได้นอนนิ่งอยู่กับพื้น เลือดของมันสาดกระจายเต็มไปหมด กุนเทอร์ที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือดกระโดดลงมาจากร่างของมังกร เขายืนมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงมีดสั้นจากขากางเกงขึ้นตัดชิ้นส่วนบางอย่างของมังกรเก็บเข้าหลอดแก้วที่ดูเหมือนจะเตรียมมาโดยเฉพาะด้วยความสงสัยผมเลยค่อยๆเดินเข้าไปดูใกล้ๆด้วย...มันเป็นผลึกสีดำแทรกอยู่ตามเกร็ด เหมือนจะมีควันสีดำลอยออกมาหน่อยๆด้วย “มันไม่ปกติ…” กุนเทอร์พูด ผมเลยหันไปถามเขาทันที“ไม่ปกติ? คุณหมายความว่ายังไงครับ?”“ผลึกสีดำพวกนี้ เจอได้แค่ในซากศพปีศาจ…”หน้าของเขาเครียดขึ้นมา “ปีศาจ?...” ผมเอ่ยขึ้นมาเบาๆเชิงคำถาม“ใช่ ปีศาจ…... นายไม่รู้เหรอ?”พอโดนถามมาแบบนี้ ผมส่ายหน้าทันทีผมเพิ่งตื่นมาอยู่ในโลกนี้ได้ไม่นาน ถ้านี้เป็นโลกแบบในเกม The Blood Throne ที่ผมเคยเล่นจริงๆ มันมีแต่พวกมอนเตอร์ไว้เก็บเลเวล ในเกมก็เรียกพวกมอนเตอร์ปกติพวกปีศาจอะไรแบบนั้นไม่มีแฮะในเกมศัตรูต่อมนุษย์จะเป็นพวกแวมไพร์ ก็มีบางนะที่ตัวละครในเกมเรียกแวมไพร์ว่า ปีศาจแต่แวมไพร์ในเกมก็ไม่มีผลึกสีดำอะไรแบบนี้นี่... แวมไพร์ในเกมมีรูปลักษณะคล้ายกับเอลฟ์แค่ผิวจะซีดกว่าและกินเลือดเป็นอาหาร พวกเขาเองก็มีอารยะธรรม เหมือนมนุษย์และเผ่าอื่นๆในเกม“เอสก้า ฉันไม่รู้ว่านายไปอยู่ที่ไหนมา… แต่ว่าตอนนี้โลกเต็มไปด้วยปีศาจ ทั้งมนุษย์ แวมไพร์… ทุกๆเผ่าพันธ์ุกำลังต่อสู้กับพวกมัน ตอนนี้เผ่าพันธ์ุของพวกนายกำลังเจอปัญหาหนักสุด เพราะ...สูญเสียทรัพยากรไปเยอะหลังสงครามจบเมื่อ 10 ปี ก่อน…”อ่อ ยังงี้นี่เอง… โลกนี้มีแวมไพร์กับเผ่าอื่นๆอีก เหมือนในเกมเลย…แต่ปีศาจเนี่ย ไม่มีนี่สิ… งั้นที่นี้คงเป็นโลกอีกโลกหนึ่งที่แค่มีพื้นฐานเรื่องสงครามกับเผ่าพันธุ์คล้ายกันเฉยๆอะไรแบบนั้น…ผมที่กำลังจะพยักเชิงเข้าใจ ก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่งเดี๋ยวนะ… เมื่อกี้เขาพูดว่า เผ่าพันธ์ุของพวกนายใช่ไหม?…“เอสก้า? นายเป็นอะไรหรือเปล่า?”กุนเทอร์ถามด้วยความกังวล… เขาดูกังวลมาก...หน้าผมตอนนี้คงแย่มากแน่ๆสินะ...จะว่าไปผมยังไม่เห็นตัวเองเลย ตั้งแต่ลืมตามาอยู่ในโลกนี้ สภาพของผมน่าจะยังเหมือนเดิมสิ ก็มีมือ มีเท้าครบ… ผมก้มหน้ามองผิวตัวเอง.. ขาว? ผิวผมขาวขึ้นแฮะ แต่เดิมผมก็ผิวขาวอยู่แล้วนะ ตอนนี้...ขาวซีดเลย… ผมเลยถกแขนเสื้อตัวเองขึ้นไปอีก เพื่อที่เช็คสีผิวตัวเองให้แน่ชัด…อืม….“คุณกุนเทอร์..” “....อะไรเหรอ เอสก้า? ”ผมเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้าที่ดูจะเป็นห่วงผมอยู่สุดๆ “...คุณกุนเทอร์ ผม...ผมดูเป็นยังไงเหรอ?”กุนเทอร์เลิกคิ้วเล็กน้อยแล้วยกมือขึ้นเท้าคางตัวเอง จากนั้นมองมาที่ผมตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะกล่าวขออภัย..หือ?ขะ เขาขอโทษเพื่ออะไรเนี่ย… ?“… นะ น่ารัก....” เขาพูดพร้อมกระแอมในลำคอเบาๆ แล้วหลุบตาลงหันไปมองทางอื่นเหมือนเวลาเผลอมองผู้หญิงแล้วรู้สึกว่าตัวเองทำเรื่องเสียมารยาทอะไรแบบนั้น…..…..หยุด!!!!ผมไม่ชอบให้คนชมว่า น่ารัก!!!!แค่เพราะผมเกิดมามีดวงตากลมโตเหมือนเด็กผู้หญิงไม่ได้แปลว่า น่ารักโว้ย!!!“มะ ไม่ใช่งั้นสิ!! ผมหมายถึง ผม!! ผมไม่ได้เหมือนคุณเหรอครับ!?”กุนเทอร์ขมวดคิ้ว เขามีสีหน้าลำบากใจขึ้นมา“เอสก้า.. อย่าบอกนะว่า นาย… ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร?”พอได้ยินประโยคนี้ ผมก็ค้างไปครู่หนึ่ง“...มะ ไม่ ผมไม่รู้..”ผมรู้สึกสับสน ผมไม่รู้จะทำยังไงดีหรือเวลานี้ควรเล่นมุกความจำเสื่อมดี มันคงเนียนสุดสำหรับผมตอนนี้… เพราะผมยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกนี้เลย แถมเรื่องที่กุนเทอร์เล่าถึงจะมีที่เหมือนกับในเกมอยู่บ้าง อย่างเรื่องมีเผ่าพันธุ์อื่นๆ ....แต่มีปีศาจออกอาละวาดไม่มีแน่ๆ… ที่พอจะมีข้อมูลตอนนี้ก็มีแค่สกิลที่ใช้เป็นของ Divine แค่นั้น“ผมไม่รู้…. ที่ผมรู้มีแค่ชื่อของผม ส่วนเวทมนตร์ที่ผมใช้ไปเมื่อกี้ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าใช้ยังไงด้วยซ้ำ ผมรู้ว่า มันเชื่อยาก...แต่...”อา.. ผมใช้มุกนี้ไปจนได้… หวังว่าเขาจะเชื่อผมนะ...ผมไม่มีวันบอกไปโต้งๆหรอกว่ามาจากโลกอื่นอะไรแบบนั้น อันนั้นน่าจะเชื่อยากกว่าอีก... กุนเทอร์มีสีหน้าลำบากใจหนักกว่าเดิม นี่ทำให้ผมดูน่าเป็นห่วงหนักกว่าเดิมหรือเปล่าเนี่ย..?หยุดที ผมรู้สึกผิดแฮะ...“...เข้าใจหล่ะ...ฉันจะพานายไปดูตัวเอง แถวๆนี้มีซากคริสตัลอยู่พวกมันใช้แทนกระจกได้ ตามมาสิ..”“ขอบคุณมากครับ”ผมคว้ากิ่งไม้อันเดิมขึ้นมาช่วยพยุงแล้วเดินต่อ ทำให้คนที่เดินนำหน้าไปก่อนนิดหน่อยหันกลับมามองด้วยความสงสัย“ไหวหรือเปล่า เอสก้า?” เขาถามด้วยความเป็นห่วงอีกรอบ ผมไม่สามารถปกปิดอาการสั่นที่ขาได้เลย ขาผมไม่ได้บาดเจ็บ เพราะฉะนั้นใช้เวทมนตร์รักษาไปก็คงไม่ได้ผล การจะกลับมาเดินได้ปกติมันต้องใช้เวลาทำกายภาพบำบัด“สะ สบายมากครับ! ผมยังไม่ชินกับการเดินเท่าไหร่ คงต้องใช้เวลาสักพัก… ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ!”ผมพยายามบอกปัดเขาไปว่าทุกอย่างโอเคดี“.....ขออภัย”“..?”มันเกิดขึ้นในไม่กี่นาที พอเขาเดินเข้ามาใกล้ๆผม ตัวผมก็ลอยขึ้น...พวกคุณคงรู้จักท่าอุ้มเจ้าหญิงกันใช่ไหม? นั่นแหละ ท่านั้นเลย ผมอยู่ในท่านั้น! ถึงไม่ได้ตกใจจนส่งเสียงร้องออกมา แต่ผมเหวอไปเลย 5 วิ“คะ คุณกุนเทอร์! ผมเดินเองได้!”“ต้องขออภัยด้วย แต่จะปล่อยให้เดินเองตอนนี้คงไม่ได้หรอก…”“..แต่!”“ไม่มีแต่... เอสก้า… การเดินในป่าโดยที่ยังเดินไม่คล่องแบบนี้เป็นเรื่องอันตราย เพราะฉะนั้นอดทนสักเดี๋ยวเดียวนะ.. ไปกันเถอะ”กุนเทอร์อธิบายสั้นๆพร้อมตัดบทไม่ให้ผมเถียงต่อผมเองก็ไม่มีแรงจะไปดิ้นให้หลุดจากอ้อมแขนของเขาได้อยู่แล้ว... ระหว่างเดินทางแบบนี้ เป็นโอกาสให้ผมได้ถามหลายเรื่องที่สงสัยอยู่ แต่ยังไงก็ต้องระวังเรื่องคำถามที่จะถามเขาอยู่ดี “...ทำไมคุณกุนเทอร์ถึงมาสู้กับมังกรคนเดียวล่ะครับ?”ผมเอ่ยถามเสียงเบา กุนเทอร์ก้มหน้าลงมามองผมแวบหนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นเดินต่อ“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะมาสู้หรอก… พอดีฉันถูกจ้างมาให้ช่วยตรวจสอบถ้ำที่อยู่ใกล้ๆ เพราะมีชาวบ้านแจ้งมาว่ามีแรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นเวลาที่พวกเขาเดินเก็บสมุนไพรอยู่บริเวณรอบๆถ้ำนั่น… นึกไม่ถึงว่าในถ้ำจะเป็นมังกรอยู่”อย่างงี้นี่เอง… เพราะแบบนั้นเขาเลยไม่ทันได้ตั้งตัวสินะจากที่ฟัง ผมตีความว่า กุนเทอร์ ต้องเป็น ทหารรับจ้าง หรือ นักผจญภัย อะไรแบบนั้น “แล้วคุณกุนเทอร์ไม่มีคู่หูหรือทีมที่ทำภารกิจด้วยกันเหรอครับ?”“มีสิ แต่ไม่ได้ทำภารกิจด้วยกันบ่อยนักหรอก หมอนั่นชอบรับภารกิจใหญ่ๆ พวกภารกิจเล็กๆจากชาวบ้านแบบที่ฉันทำอยู่ เขาไม่ค่อยสนใจน่ะ”“ผมว่ารอบนี้ไม่ใช่ภารกิจเล็กๆแล้วนะครับ….”“ฮาๆ นั่นสิเนอะ ถ้าหมอนั่นรู้ว่าฉันมาสู้มังกรตัวคนเดียว คงช็อกมากแน่ๆ”กุนเทอร์หัวเราะและก้มหน้าลงมายิ้มให้ผม “ขอบคุณมากนะ เอสก้า นายช่วยชีวิตฉันไว้จริงๆ บุญคุณนี้ฉันจะไม่ลืมเลย” “มะ ไม่เป็นไรครับ ผมแค่อยากช่วย..”...เป็นรอยยิ้มที่แสบตาชะมัด จะหันหน้าหนีก็ไม่ได้ด้วย ผมโดนเขาอุ้มท่าเจ้าหญิงอยู่... นี่สินะ พลังของอิเคเม็ง...ผมอยากขยี้ตาตัวเอง แต่ก็ทำได้แค่ยิ้มแห้งๆกลับไปไม่นานก็เดินมาถึงบริเวณที่เต็มไปด้วยซากคริสตัล พอได้มาเห็นก็เกิดความสงสัยขึ้นอีก ว่าเกิดอะไรขึ้นกับที่นี่ โชคดีที่กุนเทอร์อธิบายให้ผมฟังทันทีที่เดินมาถึง“บริเวณนี้เมื่อก่อนเป็นแหล่งรวมหินพลังเวท แต่เมื่อหินพลังเวทถูกใช้พลังไปจนหมดแล้ว พวกมันจะกลายเป็นคริสตัลอย่างที่เห็น”แสดงว่ามีคนมาใช้พลังเวทจากหินพวกนี้ไปจนหมดเลยงั้นเหรอ? พอได้ฟังคำอธิบายสถานที่แบบนี้มากลายเป็นผมสงสัยหนักกว่าเดิม ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่กุนเทอร์ปล่อยผมลง แล้วจับมือช่วยพยุงผมเดินไปที่ซากคริสตัลพวกนั้น พวกมันไม่ได้ใสเหมือนกระจกแต่ก็พอจะสะท้อนภาพได้ สิ่งที่ผมเห็นคือตัวผมเองนี่ล่ะ… แต่อยู่ในชุดเสื้อคลุมสีน้ำเงินดำ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นพวกนักเวทแบบในเกม MMORPG อะไรแบบนั้น…แต่...สิ่งที่ผมไม่อยากจะเชื่อกับสายตาตัวเองก็คือสีผมของผม… มันกลายเป็นสีขาว... ขาวทั้งหัวดวงตาผมกลายเป็นสีน้ำเงินเข้ม พอสะท้อนกับคริสตัลพวกนี้แล้วทำให้ผมนึกถึงแซฟไฟร์ สีผิวของผมขาวซีด ใบหูของผมแหลมขึ้น พออ้าปาก ผมก็เห็นฟันเขี้ยวตัวเองยาวกว่าเดิมเล็กน้อย...ผมนิ่งไปครู่หนึ่งจนกุนเทอร์ทักผม“เอสก้า.. เป็นอะไรไหม? ...พอนึกอะไรออกบ้างหรือยัง?”นึกอะไรออก?อ่า… จริงด้วย เขาเข้าใจว่าผมความจำเสื่อมอยู่นี่นะ….ผมหันหน้าไปหาเขา แล้วส่ายหน้าให้เป็นคำตอบ“ผม… เป็นแวมไพร์สินะ…”“ ใช่ ”กุนเทอร์พยักสิ้นเสียงการยืนยันเผ่าพันธุ์ของผมจากกุนเทอร์ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังกดปุ่ม pause เกมเอาไว้….[ แวมไพร์ = กินเลือดเป็นอาหาร ]บอกทีว่านี่เรื่องโกหก..ผมไม่มีทางเป็นแวมไพร์…ผมไม่มีทางกินเลือดได้ !!!ผมจะกินแต่อาหารปรุงสุกเท่านั้น !!!




    กุนเทอร์ เอลเบอร์



    เอสก้า

    To be continuedนิยายเรื่องนี่เป็นนิยายแต่งขึ้นเพื่อการฝึกหัด เพราะฉะนั้นถ้าผิดพลาดอะไรใดๆต้องขออภัยด้วยค่ะขอขอบคุณมากๆสำหรับคุณผู้อ่านที่สนใจเรื่องนี้โปรดติดตามตอนถัดไปนะคะ