ตอนที่ 1 – เสียงที่ไม่มีวันจบ
วันที่ 11 พฤศจิกายน 2569
บ้านโนนสมบูรณ์ อ.กุมภาวาปี จ.อุดรธานี
ฝนตกหนักั้แ่หัวค่ำ
สี่วันติด
ชาวบ้านสี่คนล้มลงกลางทุ่งนาและในงานบุญบั้งไฟ
เืไหลจากหูและตาทั้งสองข้างพร้อมกัน
ปากค้างกว้างเหมือนกำลังกรี๊ด แต่ไม่มีเสียง
สมองตายทั้งที่หัวใจยังเต้น
ทุกคนได้ยินเพลงเดียวกันก่อนสลบ
เพลงพิณอีสานที่ไม่มีชื่อ
ชาวบ้านเรียกกันว่า “ลำซำฮัก”
(ลำที่ร้องถึงความตาย)
คืนที่ห้า
เมฆาขี่รถเข้าโรงพยาบาลอุดรฯ ตีสองครึ่ง
เสื้อแจ็คเก็ตลายพรางทหารเปียกชุ่ม
กำไลเงินเพียง 2 วงที่ข้อมือซ้ายสะท้อนแสงไฟฉุกเฉินสีแดงเื
(สองวงที่เขาไม่เคยถอดออก แม้แต่ตอนอาบน้ำ
เพราะถ้าถอด… เขาจะกลายเป็คนละคน)
เ้าพรายลอยออกจากเงากำแพง
“ท่านครับ… ข้าได้ยินชื่อเพลงนี้ครั้งแรกตอนยังมีเนื้อหนังอยู่นะ
‘ลำซำฮัก’ ไม่ใช่เพลงร้องเล่น
มันคือเพลงที่แม่หม้ายร้องให้ผัวที่ตายไปแล้ว
แต่ฉบับนี้… จังหวะถูกดัดให้เป็คาถาเรียกตายของล้านช้างโบราณ”
เมฆาเดินผ่านห้องไอซียู
คนไข้ทั้งสี่นอนนิ่งเหมือนศพ
แต่เครื่องวัดคลื่นสมองยังเต้นระรัวเหมือนถูกบังคับให้ฟังเพลงต่อไปเรื่อยๆ
เขาหยุดที่เตียงคนที่ห้า
น้องใบเฟิร์น อายุ 12
เพิ่งล้มเมื่อสองชั่วโมงก่อน
เืแห้งเกรอะหูและตา
เมฆายกมือแตะหน้าผากเด็ก
เย็นเฉียบ
แล้วเสียงพิณก็ดังขึ้นจริงๆ
ในห้องปิดทึบที่ไม่มีลำโพง ไม่มีเครื่องเล่น
เสียง “ลำซำฮัก” ดังเบาๆ แต่แทงทะลุสมอง
เ้าพรายเอามืออุดหูตัวเอง
“ท่านครับ! มันมาแล้ว!”
เมฆาไม่ขยับ
เขาปิดตา ฟังจังหวะดีด
ทุกครั้งที่สายพิณถูกสะบัด
เืเด็กจะพุ่งออกจากหูอีกหยด
เมฆาเปิดตา
ดวงตาเปลี่ยนเป็สีเขียวมรกตทันที
“เพลงนี้ไม่ใช่แค่ฆ่า
มันกำลัง ‘เก็บิญญา’ ทีละคน
เพื่อเอาไปเป็สายพิณเส้นต่อไป”
เขาหันไปสั่งเ้าพราย
“ไปหาต้นโพธิ์ที่เคยแขวนศพในตำนานให้เจอ
ฉันจะไปหาคนที่รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากเหตุการณ์เมื่อสี่สิบปีก่อน”
เ้าพรายหายวับ
เมฆาเดินออกจากโรงพยาบาล
ฝนยังตกไม่หยุด
แต่ในความมืดฝน
มีเงาคนยืนถือพิณพาดบ่า
ผมยาวเปียกฝน
ยิ้มให้เมฆาจากระยะไกล
แล้วดีด “ลำซำฮัก” เบาๆ หนึ่งท่อน
เืหยดลงจากหูซ้ายของเมฆาหยดหนึ่ง
เขายกมือปาดออกอย่างไม่ใส่ใจ
แล้วพูดเบาๆ กับตัวเอง
“ขอบคุณที่มาเร็ว
คืนนี้… ข้าจะได้ยินเพลงจบเพลงแรก
และข้าจะรู้ว่าใครเป็คนดีด”
ฝนกระหน่ำหนักกว่าเดิม
แต่เสียงพิณยังคงดังก้อง
เหมือนกำลังนับถอยหลัง
สู่คนที่หก… หรือคนที่เจ็ด
*โปรดติดตามในบทต่อไป*