“ไอหย๋า….เด็กน้อยเ้ามันอกตัญญูยิ่งนัก!! พูดคุยกับข้าอยู่นานสองนานกลับไม่เอ่ยปากบอกข้าสักประโยค” จงจวินฮ่าวตบเข่าฉาดใหญ่ แสร้งทำเป็ดุหลานสาวตัวน้อย
"ท่านปู่จง ท่านใจเย็นๆก่อนสิเ้าคะ ข้าหาได้คิดปิดบังท่านสักนิดเลย ข้ามีแผนที่จะเชิญท่านให้ไปเห็นด้วยตัวเองต่างหากเ้าค่ะ อีกสักพักข้าจะต้องไปอธิบายเพิ่มเติมเื่การหลอมโอสถในชั้นเรียนเพื่อเป็แนวทางการฝึกฝนให้พวกพี่ๆ สกุลหลิน ข้าอยากให้ท่านปู่จงไปกับข้าด้วยนะเ้าค่ะ" เด็กหญิงกล่าวเสียงหวานออดอ้อน เอาใจชายสูงวัย
"บรรพบุรุษตัวน้อยของข้าเ้าอย่าได้กล่าววาจาเหลวไหลออกมา ความลับวิธีหลอมโอสถของสกุลหลินจะให้ผู้อื่นล่วงรู้ได้ง่ายๆเช่นนี้ได้อย่างไรกัน" จงจวินฮ่าวหน้าถอดสีในทันทีรีบเอ่ยเตือนหลินหนิงชิน จากนั้นเขาก็หันมาขอโทษขอโพยผู้าุโหลินทั้งสี่
"น้องชาย พวกท่านอย่าได้เข้าใจข้าผิดไป ข้าคบค้ากับพวกท่านอย่างจริงใจหาใช่้าผลประโยชน์อื่นใด"
"พี่ชายจวินฮ่าวท่านเข้าใจพวกเราผิดแล้ว" หลินลี่หยางรีบเอ่ยแทรกตัดคำพูดผู้นำตระกูลจง
"พี่จวินฮ่าว พวกเราล้วนแก่ชราลงไปทุกวัน ความหวังอย่างเดียวที่พวกเราต่างคิดเหมือนกันคือการได้เห็นลูกหลานในตระกูลเติบโต รักษาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลสืบทอดกันต่อไปได้อย่างมั่นคง แต่เราสองคนมีหน้าที่รับผิดชอบมากกว่านั้นในฐานะของผู้หลอมโอสถ จะไม่เป็เื่น่ายินดีหรอกหรือหากสองสกุล จงและหลินจะสามารถสั่งสอนผู้หลอมโอสถรุ่นใหม่ขึ้นมาด้วยกัน"
"ประเสริฐ สกุลหลินช่างประเสริฐนัก" จงจวินฮ่าวตาแดง พยักหน้ารัวๆ
"ข้าให้หลานสาวช่วยเหลือสกุลจงเพียงเื่เล็กๆน้อยๆ เท่านั้นล่ะ ท่านอย่าได้หวังจะเอาสูตรโอสถ ดังขุนเขากับวาโยศักดิ์สิทธิ์ไปจากสกุลหลินได้เลย" หลินลี่หยางแสร้งกล่าวคำเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ
"พวกเ้า..พวกเ้า….นี่มัน…นี่มัน…." จงจวินฮ่าวไม่สามารถพูดอะไรต่อได้เลย ในใจเขาตื้นตันเหลือจะกล่าวเหตุใดคนสกุลหลินจึงดีกับเขาเยี่ยงนี้ ความลับเหล่านี้ควรส่งต่อให้กับคนในตระกูลเท่านั้นมิใช่หรือ
"เราไปกันเลยดีหรือไม่เ้าคะ ข้าอยากให้ท่านปู่จงเห็นข้าหลอมโอสถจะแย่อยู่แล้ว ท่านจะได้ชมเชยข้า" หลินหนิงชินซึ่งรู้ถึงความลำบากใจของหัวหน้าตระกูลจง จึงเอ่ยขึ้นมาอย่างเป็กันเองเพื่อปลอบใจชายชรา
“ไป..ไป..เด็กดีเราไปกันเลย หากข้ายังมัวทำเกรงใจอยู่ ก็ไม่เหมาะสมกับที่คนสกุลหลินให้เกียรติแล้ว”
เื่นี้หลินหนิงชินย่อมไม่คัดค้าน ตัวนางเองท่านปู่ใหญ่และท่านลุงหลีเหว่ยปรึกษากันไว้ก่อนหน้าแล้ว ต่อไปจำนวนผู้ฝึกปราณต่างเมืองย่อมเดินทางมาหาซื้อโอสถกันมากขึ้น สกุลหลินแม้จะกินจุแค่ไหนก็ไม่อาจกินได้หมด หากร่ำรวยมากไปอาจมีคนคิดอิจฉา ไม่สู้สนับสนุนสกุลจงซึ่งเป็มิตรที่เปี่ยมคุณธรรมสู้และเติบโตไปด้วยกันย่อมดีกว่า และเื่ที่หลินลี่หยางเอ่ยออกมานั้นก็เป็ความจริงที่ต้องสนับสนุนให้มีจำนวนผู้หลอมโอสถมากขึ้นในเมืองเป่ยถัง
……….
ชั้นเรียนหลอมโอสถศิษย์ทั้ง 22 คนอยู่กันพร้อมหน้า รวมทั้งหลินเจียวหย่งที่เข้าสู่ระดับปฐีขั้นต้นไปแล้ว สมุนไพรจำนวนมากถูกจัดเตรียมแยกออกเป็ชุดจำนวน 24 ชุด สำหรับศิษย์ 22 คน และหลินหนิงชินกับผู้นำตระกูลจง อีก 2 คน
ครั้งนี้หลินหนิงชินเลือกที่จะให้ทุกคนหลอมโอสถระดับ 1 ซึ่งเป็โอสถที่ทุกคนได้เคยลองหลอมกันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน สูตรยา การเรียงลำดับขั้นตอนแต่ละขั้น ทุกคนต่างจดจำจากในตำรากันได้อย่างขึ้นใจ เช่นนี้จะทำให้พวกเขามีความมั่นใจกันมากขึ้น
“ข้าจะให้ทุกคนเริ่มหลอมโอสถไปพร้อมๆกัน เริ่มจากการคัดแยกและชำระล้างสมุนไพรให้สะอาดก่อน หากสมุนไพรสะอาดสิ่งปนเปื้อนในโอสถย่อมลดน้อยลง โอสถก็จะมีคุณภาพดีขึ้น” เด็กหญิงเริ่มบรรยายไปทีละคำ โดยให้ทุกคนทำตามที่นางบอกไปทีละขั้น
“ต่อไปให้พวกท่านเริ่มหลอมโอสถกันได้เลย และข้าจะอธิบายต่อไปเรื่อย ๆ เ้าค่ะ”
“พวกท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่าโอสถชนิดนี้หลอมอย่างไร ท่านอยากทำให้มันสำเร็จเป็เช่นไร การหลอมโอสถก็เป็เหมือนการปรุงอาหาร สูตรอาหารเหมือนกันแต่หากเราเลือกที่จะทำตามวิธีของเรา บางครั้งอาจก่อให้เกิดความแตกต่าง การหลอมโอสถของข้าก็คือวิถีของข้าเอง ข้ารู้อยู่แล้วว่าสมุนไพรตัวนี้หลอมละลายได้ยาก ข้าก็พึงใจจะใส่มันลงไปก่อน สมุนไพรตัวถัดไปตามตำราละลายได้ง่าย หากหลอมนานไปกลิ่นจะฉุนยิ่งนักข้าจึงอยากเปลี่ยนไปไว้ทีหลัง……..”
เสียงของหลินหนิงชินไพเราะ อ่อนหวาน ฟังแล้วรู้สึกรื่นหู แต่ละคำที่นางกล่าวออกมาทำให้พวกเขาค่อยๆตกอยู่ในห้วงภวังค์ของการหลอมโอสถ มือไม้ของนางที่ขยับไหวไปมาอย่างคล่องแคล่วให้ความรู้สึกเหมือนดังนางกำลังร่ายรำ ทำให้พวกเขาพาลขยับมือตามอย่างไม่รู้ตัว
ไม่ว่าจะเป็ผู้นำตระกูลจงและหลินเจียวหย่ง ที่เป็ผู้หลอมโอสถเต็มตัวไปแล้ว หรือคนที่เหลืออีก 21 คน ในขณะนี้ล้วนต่างก็กำลังหลงใหลไปกับการหลอมโอสถในวิถีของตนเองกันอย่างเคลิบเคลิ้ม
หลินหนิงชินหลอมโอสถระดับ 1 พร้อมอธิบายให้พวกเขาฟัง ผ่านไปหนึ่งชั่วยามโอสถของนางก็หลอมเสร็จเรียบร้อย ส่วนคนที่เหลือยังคงหลอมต่อไปอย่างต่อเนื่องและเต็มไปด้วยอารมณ์
นางเห็นดังนั้นก็นิ่งเงียบไม่ได้กล่าวอะไรออกมาเป็การรบกวนพวกเขา ปล่อยให้พวกเขาได้อยู่กับการเรียนรู้วิถีการหลอมต่อไป
‘หลังจากนี้จะมีผู้หลอมโอสถคนใหม่ถือกำเนิดขึ้นอีกหลายคนเป็แน่’ นางคิด
……….
3 วันหลังจากที่หลินหนิงชินสอนการฝึกฝนหลอมโอสถในวันนั้น หลินเหม่ยเจวี๋ย หลินซูเม่ย หลินตงฟาง และหลินฟางหรง ต่างก็ตบเท้าก้าวเข้าสู่ระดับปฐีขั้นต้นกันได้ทั้ง 5 คน
หลินหนิงชินไม่ลังเลที่จะนำเอาตำรา ม้วนคัมภีร์และตำรับโอสถ หลายเล่มทั้งยังเป็ตำราที่มีระดับการฝึกฝนที่สูงขึ้นด้วยออกมาจากมิติเพื่อทำการสนับสนุนพวกเขาเพิ่มเติม
และนางยังไม่ลืมที่จะส่งมอบตำราวิชายุทธ์ระดับกลาง 10 เล่ม ระดับสูงอีก 3 เล่มไปให้ท่านปู่ห้าหลินกังเยว่ มีผู้ฝึกปราณต่างถิ่นมาอยู่ที่เมืองเป่ยถังจำนวนมาก หอโอสถสกุลหลินตอนนี้มีโอสถราคาแพงหลายชนิด การเพิ่มระดับการฝึกฝนให้เหล่าองครักษ์ย่อมสำคัญ
แต่เดิมผู้ฝึกปราณขอบเขตผู้ฝึกยุทธ์ที่ทำงานภายนอกจวนจะได้รับโอสถเสริมปราณระดับ 1 ขั้นต่ำเดือนละ 1 เม็ด ขอบเขตนักรบจะได้รับเดือนละ 2 เม็ด บัดนี้ขอบเขตผู้ฝึกยุทธ์ ได้รับเป็โอสถเสริมปราณระดับ 2 ขั้นสูงเดือนละ 2 เม็ด ขอบเขตนักรบก็ได้โอสถเสริมปราณระดับ 2 ขั้นสูง เดือนละ 4 เม็ด ตามสัดส่วนกันไป
เชื่อว่าอีกไม่นานกองกำลังของตระกูลหลินจะปักหลักอย่างมั่นคงได้อย่างแน่นอน
……….
ผู้นำตระกูลจงที่หายหน้าไปนานเกือบสี่เดือน ในที่สุดวันนี้ก็มาปรากฏตัวพร้อมกับจงซีฉางที่จวนตระกูลหลิน
“โอ้…พี่ชายจวินฮ่าว ท่านหายไปไหนมา สบายดีหรือไม่” เป็หลินตงพ่อบ้านใหญ่สกุลหลินเป็ผู้ออกมารับแขกก่อน เมื่อครู่มีคนวิ่งไปบอกเขาก่อนแล้วว่าเห็นรถม้าสกุลจงกำลังมาทางจวนสกุลหลิน
“ข้าย่อมสบายดี น้องชายหลินตงเ้าอย่าได้ห่วง วันนี้พวกน้องชายข้าอยู่กันครบหรือไม่เล่า ข้าได้สุราชั้นดีมาหลายไหเลยทีเดียว” จงจวินฮ่าวยิ้มตาหยี
“คารวะท่านอาหลินตงขอรับ” จงซีฉางประสานมือคำนับชายชราตรงหน้าด้วยความนอบน้อม
“ตามสบายหลานชาย เหตุใดคราวนี้ถึงได้หลงคารมติดตามท่านลุงของเ้ามาด้วยเล่า” หลินตงถาม เพราะโดยปกติจงซีฉางมักจะเก็บตัวหลอมโอสถทำการค้าอยู่ที่หอโอสถสกุลจง น้อยนักที่จะออกไปไหน
“ไอหย๋า…เื่นี้ก็เพราะสิ่งดีๆที่คนสกุลหลินมอบให้เรามิใช่หรือ ไปๆๆเข้าไปข้างในกันก่อน” จงจวินฮ่าวกล่าวพลางผายมือเชื้อเชิญ
หลินตง “---------” นี่มันบ้านข้าต่างหากล่ะพี่ชาย
จงซีฉาง “---------” ท่านลุง ข้ารู้สึกอับอายเหลือเกินแล้ว