ตอนที่9 แกไม่ใช่คนกากอีกต่อไปแล้ว
เมื่อเสิ่นอี้ได้ยินเสียง์จากระบบโกลาหลที่แจ้งเปิดใช้งานได้แล้วเขาทิ้งมีดทันทีพร้อมกับกุมข้อมือตนเองเพื่อห้ามเืไว้ ท่ามกลางความตกตะลึงของชายสองคนที่อุทานขึ้นมาอย่างหวาดกลัวว่า
“อ๊ะ! พ่อหนุ่ม.....ทำไมทำแบบนี้! เสี่ยวกุ้ยรีบพาไปทำแผลเร็วเข้าทำแผลเสร็จแล้วค่อยกลับมาคุยกันใหม่”
“อ๊ะ! พ่อหนุ่ม.....ใจร้อนเสียจริง น่าจะค่อยๆ พูดจากัน ไม่เห็นต้องทำร้ายตัวเองแบบนี้เลย”
จางกุ้ยปราดเข้าไปประคองตัวเสิ่นอี้ให้ไปทำแผลยังเต็นท์พยาบาลที่อยู่อีกด้านโดยรู้สึกเป็กังวลที่ชายหนุ่มคิดสั้นทำร้ายตัวเองอย่างนี้โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าชายหนุ่มลอบยิ้มอย่างพึงพอใจที่ภารกิจพิเศษของตนสำเร็จด้วยดี
ขณะทำแผลบนข้อมือของเสิ่นอี้ที่เต็นท์ปฐมพยาบาลจางกุ้ยสอบถามชายหนุ่มอีกครั้งเพื่อความมั่นใจว่า
“พ่อหนุ่มถามจริงเถอะ อยากทำงานลำบากแบบนี้อยู่หรือ?ทางบ้านไม่น่าจะบังคับให้มาลำบากหรอกนะ”
เสิ่นอี้ยิ้มเขินอายที่ตนต้องแสดงท่าทางและพูดโกหกออกไปจึงตอบคำถามของจางกุ้ยอย่างกำกวมว่า
“อันที่จริงพวกเขาก็ไม่ได้บังคับงานหรอกครับแต่พอดีจังหวะนั้นผมเกิดบ้าดีเดือดอะไรไม่รู้ คิดแค่ว่าถ้าได้งานทำก่อนกลับไปบ้านคราวนี้น่าจะมีข้ออ้างให้ครอบครัวเห็นใจเท่านั้นแหละครับ”
จางกุ้ยพยักหน้าเข้าใจก่อนกล่าวแนะนำชายหนุ่มคราวลูกอย่างเห็นใจว่า
“งั้นก็ดีแล้วงานแบบนี้ไม่เหมาะกับพ่อหนุ่มหรอก ดูมือไม้ก็ไม่ได้หยาบกร้านอะไรไปหางานที่เหมาะสมกับตัวเองดีกว่า ครอบครัวคงไม่ใจร้ายขนาดนั้นหรอกมั้ง”
เสิ่นอี้รับสมอ้างในเหตุผลของจางกุ้ยอย่างยินดีว่า“ใช่ครับ ผมขอโทษด้วยนะครับที่สร้างเื่วุ่นวายให้คุณลุง”
“ไม่เป็ไรหรอก อย่างน้อยพ่อหนุ่มก็ได้ช่วยงานฉันแล้วขอบใจมากนะ”
จางกุ้ยโบกมืออย่างผ่อนคลายพลางกล่าวแนะนำการใช้ชีวิตกับเสิ่นอี้อย่างเป็กันเอง
“แล้วทางท่านศาสตราจารย์หวางละครับ?”เสิ่นอี้แสดงความกังวลออกมาจึงถามความคิดเห็นจากจางกุ้ย
“ไม่ต้องห่วงฉันจะไปช่วยพูดให้เอง ท่านก็คงไม่อยากให้พ่อหนุ่มมาทำงานด้วยหรอกมันไม่ค่อยเหมาะกับบุคลิกของพ่อ
หนุ่มเท่าใดนัก”
จางกุ้ยขันอาสาที่จะช่วยพูดอธิบายกับศาสตราจารย์หวางเองโดยเขาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเสิ่นอี้ตามจริง
“ขอบคุณมากครับ”เสิ่นอี้ยิ้มกว้างพลางกล่าวขอบคุณจางกุ้ยอย่างมีมารยาท
จนกระทั่งการทำแผลบนข้อมือของเสิ่นอี้เสร็จเรียบร้อยโชคดีที่าแจากมีดไม่ได้ลึกมาก กอปรกับชายหนุ่มเคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักที่บริษัทมาแล้วจึงไม่ได้สร้างความยุ่งยากให้กับแพทย์และพยาบาลอีก
จากนั้นเสิ่นอี้เดินทางกลับโรงแรมอย่างมีความสุขที่สามารถปฏิบัติภารกิจพิเศษสำเร็จลุล่วงอย่างไม่คาดคิดเขายังไม่กล้าดูรายละเอียดจากภาพฮอโลแกรมในหัวเพราะ้าตรวจสอบในห้องตามลำพังมากกว่า
..........
เมื่อเสิ่นอี้กลับเข้ามาอยู่ในห้องพักตามลำพังแล้วเขารวบรวมความกล้าก่อนที่จะดูภาพฮอโลแกรมที่ระบบโกลาหลกำลังแสดงอยู่พร้อมด้วยสัญลักษณ์ดาวหนึ่งดวงที่กระพริบวาบเป็ระยะดั่งเป็การเฉลิมฉลองในนิมิตหมายที่ดีซึ่งหมายถึงการปฏิบัติภารกิจพิเศษสำเร็จ
“ในที่สุดฉันก็ทำสำเร็จจนได้เสิ่นอี้เอ๋ย.....แกไม่ใช่คนกากอีกต่อไปแล้ว”
เสิ่นอี้ชูกำปั้นให้กำลังใจตนเองอย่างมีความสุขเขาพบว่าเสิ่นอี้ที่ต่ำต้อยจากดาวเอวากับเสิ่นอี้ที่กินเหล้าจนตายเพราะ
อกหักและถูกเลิกจ้างงานนั้นล้วนไม่ได้อาภัพในโชคชะตาเท่าใดนัก
เมื่อเตรียมตัวเตรียมใจพร้อมแล้วจึงเหลือบตามองภารกิจในกรอบฮอโลแกรมซึ่งมีระยะเวลาย่นย่อลงพร้อมกับมีข้อความแสดงที่ทำให้เสิ่นอี้แทบหล่นจากเก้าอี้ทันที เขาะโถามระบบโกลาหลด้วยความสงสัยใคร่รู้
“ฮะ! อะไรกัน?!ทำไมเวลามันเหลือน้อยลงกว่าเดิมละ?มันหมายความว่ายังไง?”
พลันมีเสียงราบเรียบตอบกลับอย่างไร้ความรู้สึกว่า“โอนเนอร์สามารถค้นพบเทเลพอร์ตสำเร็จระบบโกลาหลทำการเชื่อมระบบปฏิบัติการเข้าด้วยกันแล้วระยะเวลาของโอนเนอร์ที่จะต้องเดินทางไปต่างโลกใกล้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ฉะนั้นระยะเวลาในภารกิจแรกจึงเหลืออีกเพียงสองวันหวังว่าโอนเนอร์จะสามารถบรรลุเป้าหมายได้ทัน”
เสิ่นอี้ตัวแข็งทื่ออย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยินและได้เห็นเขาตั้งสติเพื่อย่อยข้อมูลทั้งหลายที่ได้รับรู้มาเมื่อพบว่าการเปลี่ยนแปลงตัวเองเหลืออีกเพียงสามรายการเท่านั้นทำให้เขาตัดสินใจเดินทางกลับเมืองหลวงทันที
“เอาไงเอากันเหลือเวลาอีกสองวันกับสามรายการที่ต้องทำ ฉันไม่ใช่คนกากแล้วฉันต้องทำให้สำเร็จจงได้”
เสิ่นอี้ฮึดสู้ขึ้นมาทันทีเพราะไม่อยากถูกไฟชอร์ตจนเ็ปและชาไปทั้งตัวอีกเขาจึงมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จโดยเร็ว ทั้งนี้สามรายการที่เหลือนั้นมีเพียงการซื้อคอนโดมิเนียมหรู ซื้อรถยนต์หรู และซื้อเครื่องประดับราคาแพง ซึ่งเขาตั้งใจที่จะซื้อนาฬิกาหรูหรือบางทีอาจเลือกซื้อแหวนหยกสักวงเพื่อเสริมบุคลิกตัวเอง
จากนั้นชายหนุ่มทำการจองตั๋วเครื่องบินผ่านแอปพลิเคชันพร้อมทำการโอนเงินอย่างสะดวกและง่ายดาย เขาแอบรู้สึกเสียดายเวลาและโอกาสที่จะได้นอนโรงแรมหรูและเที่ยวเล่นในเมืองซีอานทว่าพอคิดได้ว่าจะต้องเดินทางไปต่างโลกเพื่อทำภารกิจที่สองต่อทำให้เขาละความสนใจจากเมืองซีอานทันที
..........
เมื่อเสิ่นอี้มาถึงสนามบินเมืองซีอานเพื่อเดินทางกลับเมืองหลวงด้วยภาพลักษณ์ใหม่ของเขาได้ดึงดูดผู้คนให้เหลียวหลังเป็จำนวนมากครั้งแรกเขารู้สึกเขินอายมากกระทั่งพบการกระทำดังกล่าวจากผู้คนบ่อยครั้งจึงรู้สึกชินชา
ระหว่างที่นั่งอ่านหนังสือในชั้นธุรกิจเสิ่นอี้ต้องพบความน่ารำคาญจากคู่รักหนึ่งที่มีอายุต่างกันโดยฝ่ายชายมีอายุเกือบห้าสิบปี ในขณะที่แฟนสาวมีอายุเพียงยี่สิบต้น ๆ เท่านั้น
“ลี่เอ๋อร์คุณมานั่งฝั่งนี้เลย ผมจะนั่งทางนี้เอง” ชายวัยกลางคนกระชากแขนแฟนสาวอย่างไม่พอใจ
เขาพบว่าแฟนสาวที่นั่งข้างตนนั้นมักจะแอบมองชายหนุ่มที่นั่งข้างบ่อยครั้ง จนทำให้เขารู้สึกไม่พอใจจึง้าเปลี่ยนที่
นั่งกับเธอแทน
“เอ๊ะ! ฉันก็นั่งตรงนี้ดีแล้วนี่คะทำไมต้องเปลี่ยนด้วย?”หญิงสาวพูดเง้างอดแฟนอย่างไม่พอใจ
“ไม่ได้! จะเปลี่ยนที่นั่งหรือไม่เปลี่ยน”ชายวัยกลางคนตวาดใส่แฟนสาวด้วยความโมโห
เขาไม่สนใจภาพลักษณ์ตัวเองอีกต่อไปเพราะการกระทำของแฟนสาวทำให้สติของเขาขาดผึงทันที
หญิงสาวเห็นว่าเื่กำลังจะบานปลายจากความไม่พอใจที่ฝ่ายชายแสดงออกมาจึงรีบเปลี่ยนท่าทีและพูดเอาใจว่า
“แหม! เื่แค่นี้เองไม่เห็นต้องขึ้นเสียงเลย ลี่เอ๋อร์เปลี่ยนที่นั่งกับคุณก็ได้ คุณอย่าโมโหสิคะ”
หญิงสาวกังวลว่าตนจะถูกแฟนรุ่นคราวพ่อทอดทิ้งไปจึงต้องเปลี่ยนท่าทีตนเอง เนื่องจากพบว่าชายหนุ่มหล่อเหลาที่นั่งอยู่ด้านข้างนั้นเขาไม่มีทีท่าที่จะหันมาสบตาเธอสักนิดทั้งที่เธอพยายามอ่อยเขาเกือบทุกวิธีแล้วก็ตาม
หญิงสาวทำท่าทางกระฟัดกระเฟียดเล็กน้อยขณะเปลี่ยนที่นั่งแต่เธอไม่กล้าแสดงออกมาเกินไปเพราะกังวลในผลลัพธ์ที่อาจตามมาอย่างไม่คาดคิด
เสิ่นอี้เหล่ตามองชายหญิงคู่รักพลางลอบส่ายหน้าอย่างเบื่อหน่าย เขาคิดอย่างมีความหวังว่า
‘หากฉันทำภารกิจได้ดีมีเงินและทรัพย์สินมากพอ ลำพังแค่ผู้หญิงสวยเท่านี้ ไม่คู่ควรกับฉันสักนิดระดับฉันต้องนางงาม
จักรวาลสิ นี่ถึงจะคู่ควรกับฉันอย่างแท้จริง’
เสิ่นอี้เริ่มตั้งความหวังไว้สูงเพราะสามารถคาดเดาอนาคตตนเองได้โดยเขาไม่อยากเสียเวลาสนใจหญิงสาวรายทางที่มีความสวยและฐานะไม่เหมาะสมเนื่องจากคิดว่าระบบโกลาหลจะต้องช่วยให้เขากลายเป็คนร่ำรวยที่สุดในโลกได้ถึงแม้ว่าจะต้องแลกด้วยการทำภารกิจที่ไม่รู้ว่าจะเสี่ยงอันตรายมากน้อยเพียงใดก็ตาม
‘ภารกิจที่สองยังไม่ให้ฉันกดปุ่มเสียทีสงสัยคงรอให้ฉันทำภารกิจแรกเสร็จก่อนละมั้ง’
เสิ่นอี้ถือโอกาสจ้องมองภาพฮอโลแกรมในหัวอีกครั้งเขาพบว่าปุ่มในกรอบแสดงภารกิจที่สองยังไม่เปิดให้เขากดปุ่มได้โดยยังเป็ปุ่มสีฟ้าจางพร้อมกับระยะเวลาที่นับถอยหลังทุกวินาที
..........
เมื่อเดินทางถึงสนามบินเมืองหลวง
เสิ่นอี้รีบลงจากเครื่องบินโดยไม่สนใจผู้คนรอบตัวเขา้าไปทำภารกิจให้เสร็จโดยเร็วซึ่งเขาได้นัดหมายตัวแทนจำหน่ายคอนโดมิเนียมหรูไว้ก่อนแล้วจึงเรียกแท็กซี่ให้ตรงไปยังสำนักงานขายของคอนโดมิเนียมทันที
ครั้นเดินทางมาถึงอาคารสำนักงานคอนโดมิเนียมเฟิร์สวิลเลจเขาเดินเข้าไปด้านในอย่างมั่นใจ
“สวัสดีค่ะคุณลูกค้าสนใจบ้านแบบไหนดีคะ?”พนักงานสาวคนหนึ่งปราดเข้ามาทักทายเขาอย่างยินดี
“อ้อ! พอดีผมนัดหมายกับคุณโหวไว้แล้วไม่ทราบเขาอยู่ไหมครับ?”
เสิ่นอี้แจ้งความ้าโดยตรงเพราะไม่อยากเสียเวลาในการตกลงทำธุรกรรมซื้อขายนานเกินไปเนื่องด้วยเขามีเวลาเหลือน้อยลงทุกที
พนักงานสาวยิ้มแห้งอย่างผิดหวังที่พบว่าลูกค้าหนุ่มถามหาเพื่อนร่วมงานตนเธอกล่าวเชิญเสิ่นอี้ให้นั่งรอสักครู่ เนื่องจากโหวเจียวโจวติดลูกค้าอีกคนอยู่ซึ่งฝั่งนั้นเป็ลูกค้าที่มีฐานะร่ำรวยเป็อย่างมากว่า
“พี่โหวหรือคะ? พอดีเขาติดลูกค้าอีกคนอยู่ค่ะเชิญคุณนั่งรอก่อนนะคะ เดี๋ยวฉันจะหาน้ำเย็นมาให้คุณดื่มก่อน”
หลี่ฟางจิงยังคงมีจิตใจบริการอยู่เธอพยายามทำหน้าที่ของตนให้ดีถึงแม้ว่าเดือนนี้เธอเพิ่งจะได้ลูกค้าเพียงหนึ่งรายก็ตาม โดยรู้สึกอิจฉาโหวเจียวโจวที่มีลูกค้าติดต่อเข้ามาซื้อบ้านในโครงการเป็จำนวนมาก
เสิ่นอี้เห็นท่าทางหงอยเหงาของพนักงานหญิงที่ดูแลตนเองเป็อย่างดีเขาไม่้าเสียเวลารอโหวเจียวโจว จึงเรียกใช้บริการจากพนักงานหญิงโดยตรงว่า
“คุณคนนั้น!.....คุณครับ!.....ช่วยมาแนะนำคอนโดมิเนียมให้ผมหน่อยสิครับ”
เสิ่นอี้ส่งเสียงดังขึ้นเล็กน้อยเพราะเกรงว่าพนักงานหญิงจะไม่ได้ยินเขา้าให้หญิงสาวมาแนะนำข้อมูลแทนพนักงานชายที่กำลังติดลูกค้าอยู่