หลังอสูรพฤกษาถูกทุบจนเละ
กลิ่นคาวชื้นของน้ำสีดำยังอวลอยู่ในอากาศ
หมอกบางที่เดิมลอยนิ่ง กลับไหววนช้า ๆ ราวกับสิ่งมีชีวิตกำลังสูดหายใจอยู่ภายใน
ซ่งอี้ยังหอบถี่
รอยช้ำแดงม่วงตรงข้อเท้าดูรุนแรงไม่น้อย
หลินเซวียนนั่งคุกเข่าข้างเขา โรยผงสมุนไพรลงบนแผลอย่างระวัง
ส่วนสือเหยียนคอยระวังด้านหลังให้
อี้ซินยืนอยู่หน้าสุด
สายตากวาดผ่านกลุ่มคนทีละคนอย่างไม่เร่งรีบ
“ผู้ใดตามไม่ไหว จงพูดตอนนี้” เขากล่าวเรียบ
ไม่มีใครตอบทันที
เพราะนี่เพิ่งก้าวเข้ามาในแดนทดสอบได้ไม่ถึงครึ่งก้านธูป
หากถอยั้แ่ตอนนี้ ต่อให้รอดกลับออกไปได้ ก็เท่ากับเสียหน้าและเสียโอกาสทั้งหมดในวันนี้
แต่การไม่ตอบ มิได้หมายความว่าทุกคนยังแข็งพอ
อี้ซินเห็นชัดว่าอย่างน้อยสองคนในกลุ่มเริ่มใจไม่นิ่งแล้ว
หานหลง แม้รูปร่างกำยำ แต่ปลายนิ้วกลับสั่นนิด ๆ
ส่วนฟางเหอซึ่งยืนค่อนไปทางหลัง แววตาไหววูบอยู่ทุกครั้งที่หมอกเบื้องหน้ากระเพื่อม
จ้าวคุนเห็นอี้ซินยืนกดบรรยากาศเช่นนั้น ก็แค่นหัวเราะเบา ๆ
“เ้าคิดจะตั้งตนเป็ผู้นำั้แ่เข้ามาหรือ”
อี้ซินไม่หันกลับ
เพียงกล่าวสั้น ๆ
“หากเ้าอยากเดินนำ ก็เดินไป”
จ้าวคุนดวงตาเย็นลง
มันอยากเอ่ยถ้อยคำกดข่มอีกสองสามประโยค
แต่ภาพเมื่อครู่อี้ซินพุ่งเข้าไปทุบอสูรพฤกษาจนแตกเละยังติดตาอยู่
ดังนั้นสุดท้ายมันจึงเพียงแค่นเสียง แล้วเอ่ยตอบ
“ข้าไม่สนจะนำใคร”
“แต่หากผู้ใดคิดว่าตนมีสิทธิ์สั่งข้า เช่นนั้นก็ฝันไปเสียเถิด”
อี้ซินจึงหันกลับมามองมันเป็ครั้งแรกหลังจบศึกสั้นเมื่อครู่
“ดี” เขาว่า “เช่นนั้นหากเ้าเจอทางตายของตน ก็จงเดินเข้าไปเอง”
ประโยคนั้นเย็นจนแม้โจวเหอที่ยืนข้างจ้าวคุนยังรู้สึกหนาววาบ
จ้าวคุนขบกรามแน่น
แต่ยังมิทันโต้ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านข้าง
“หมอกกำลังเปลี่ยนทิศ”
ผู้ที่เอ่ยคือเยี่ยซูซิน
นางยกมือชี้ไปเบื้องหน้า
ทุกคนจึงหันตามไป
หมอกในป่าศิลาเมฆาเดิมลอยเอื่อย ๆ อย่างไร้ทิศ
แต่บัดนี้มันกลับเริ่มหมุนวนไปทางซ้ายช้า ๆ ราวถูกบางสิ่งดูดดึงอยู่ลึกเข้าไปด้านใน
อี้ซินหรี่ตาลง
ลมในป่าแห่งนี้ผิดปกติมาั้แ่แรก
และหมอกยิ่งผิดปกติหนักกว่าเดิม
มันมิใช่เพียงบดบังสายตา แต่คล้ายมีเจตจำนงบางอย่างซ่อนอยู่ด้วย
เขาก้มลงแตะพื้นหินข้างเท้า
อุณหภูมิใต้ปลายนิ้วเย็นชื้น
แต่ลึกลงไปกลับมีแรงสั่นแ่เบาเป็จังหวะสม่ำเสมอ
ไม่ใช่การสั่นของแผ่นดิน
แต่เหมือนค่ายกลขนาดใหญ่กำลังเดินเครื่องอยู่ใต้ทั้งผืนป่า
อี้ซินจึงลุกขึ้นอีกครา
พลางกล่าวช้า ๆ
“เราเดินตามหมอกไป”
หานหลงขมวดคิ้ว
“ตามมัน? หากมันพาเราเข้ากับดักเล่า”
อี้ซินตอบโดยไม่ลังเล
“ต่อให้อยู่เฉย ที่นี่ก็มิได้ปลอดภัยขึ้น”
ซ่งอี้ที่เพิ่งพยุงตนลุกได้กัดฟันกล่าว
“ข้าไปต่อได้”
สือเหยียนหันมองเขาแวบหนึ่ง
ก่อนเอ่ยว่า “ข้อเท้าเ้ายังรับน้ำหนักได้ไม่เต็ม อย่าฝืนวิ่ง แต่เดินได้ก็ดีแล้ว”
จ้าวคุนยกมุมปากเย็น
“เช่นนั้นก็เดินเถิด” มันว่า “ข้าอยากดูนักว่า ผู้เก่งกาจของเราจะพาพวกเราไปถึงที่ใด”
อี้ซินมิได้ตอบ
เพียงหมุนตัวแล้วก้าวลึกเข้าไปในป่าก่อนใคร
หมอกขยับหนีเบา ๆ ตรงหน้าเขา
เสาหินสูงดำทะมึนเรียงรายซ้อนกันเป็ชั้น
ยิ่งเดินลึก เสียงคำรามห่าง ๆ ของอสูรยิ่งชัด
แต่แปลกที่ตลอดทางกลับไม่มีอสูรตนใดโผล่ออกมาโจมตีอีก
ความเงียบเช่นนี้ ทำให้ความระแวงของผู้คนหนักขึ้นกว่าเดิมเสียอีก
เดินผ่านไปได้ราวครึ่งก้านธูป
ภูมิประเทศเบื้องหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
จากป่าหินที่มีพื้นดินขรุขระ
กลายเป็ทางลาดหินสีดำซึ่งเรียบเกินธรรมชาติ
เสาหินโดยรอบเองก็ดูสูงและชิดกันขึ้น
หมอกลอยต่ำลงมาถึงระดับเอว
เมื่อเดินผ่าน จะรู้สึกเหมือนกำลังฝ่าผ้าบางเย็นเฉียบผืนหนึ่งตลอดเวลา
อี้ซินชะลอฝีเท้าลง
เขาไม่รู้เหตุผล
แต่หยกดาราในร่างอุ่นขึ้นอีกส่วน
ขณะที่สิ่งลึกลับคล้ายไข่ในอกกลับเต้นถี่สั้นกว่าก่อน
ราวกับกำลังตอบรับบางสิ่งที่อยู่ลึกไปเบื้องหน้า
เขาเหลือบมองมือซ้ายของตน
แหวนลึกลับโบราณยังคงด้านหม่นดังเดิม
ไร้แสง
ไร้ปราณ
ไร้สิ่งใดให้คนอื่นจับได้
แต่ทันทีที่หมอกกระทบมัน
ผิวของแหวนกลับเย็นลึกขึ้นเพียงเสี้ยวหนึ่ง
ไม่มีใครสังเกตเห็น
ยกเว้นตัวเขาเอง
“หยุด”
เสียงของอี้ซินดังขึ้นกะทันหัน
กลุ่มคนด้านหลังหยุดตามกันทันที
แม้จ้าวคุนจะไม่พอใจนัก แต่ก็ยังมิได้ฝืนเดินต่อ
อี้ซินกวาดตามองพื้นเบื้องหน้าอย่างละเอียด
ทางลาดหินดำตรงหน้าดูปกติดี
แต่เมื่อเขาก้มลงจ้องตรงรอยต่อระหว่างแผ่นหินสองแผ่น
กลับเห็นฝุ่นสีเทาบาง ๆ นอนนิ่งผิดธรรมชาติ
มันนิ่งเกินไป
ลมในป่าพัดอยู่ตลอด
หมอกเองยังเคลื่อนไหว
แต่ฝุ่นชั้นนี้กลับเรียบเป็เส้นบางไม่ขยับเลย
เขาหยิบเศษหินก้อนหนึ่งจากข้างเท้า
แล้วโยนออกไปด้านหน้าโดยไม่เตือนใคร
ก้อนหินกระทบพื้นเพียงครั้งเดียว
ฉัวะ!
เส้นแสงคมบางสี่เส้นพลันแล่นตัดผ่านอากาศขึ้นจากพื้นในทันที
เร็วเกินตาเห็นชัด
พื้นหินตรงที่ก้อนหินตกถูกตัดเป็รอยลึกไขว้กันเหมือนใยแมงมุม
หานหลงสูดลมหายใจดังเฮือก
ซ่งอี้หน้าเผือด
ฟางเหอถึงกับถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
เพราะหากเมื่อครู่ใครเผลอก้าวเข้าไปก่อน
ร่างนั้นคงถูกตัดอย่างน้อยก็ถึงขั้นโลหิตสาด
สือเหยียนขมวดคิ้วแน่น
“ค่ายกลสังหารฝังพื้น…”
จ้าวคุนเองแววตาเปลี่ยนไปทันที
แต่ยังไม่ทันได้กล่าวอะไร โจวเหอกลับแค่นเสียงขึ้นก่อน
“โชคดีหน่อยเท่านั้น” มันว่า “หากมัวแต่กลัวค่ายกลเช่นนี้ เราก็คงไม่ได้อะไรสักอย่าง”
อี้ซินหันไปมองมันนิ่ง ๆ
“เช่นนั้นเ้าลองเดินนำดู”
โจวเหอสีหน้าค้างไปครู่หนึ่ง
จากนั้นกัดฟันตอบ “ข้า—”
คำยังไม่จบ
อี้ซินก็เตะเศษหินอีกก้อนหนึ่งพุ่งเฉียงไปทางซ้าย
ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!
คราวนี้เส้นแสงคมตัดขึ้นจากพื้นต่อเนื่องเก้าจุด
แผ่เป็พัดกว้างพอดีกับ่ทางที่คนหนึ่งจะพุ่งตัวได้
โจวเหอที่เดิมกำลังจะก้าวออก หน้าเปลี่ยนสีทันที
ถอยเท้ากลับราวถูกงูกัด
หลินเซวียนเห็นภาพนั้นแล้วอดหัวเราะหยันในคอไม่ได้
แต่ยังไม่ทันส่งเสียง จ้าวคุนก็ปรายตามองมันอย่างเย็นจัด
หลินเซวียนจึงได้แต่หุบปากลง
อี้ซินก้มมองค่ายกลใต้พื้นต่ออีกครู่หนึ่ง
จากนั้นจึงยกมือชี้เป็ลำดับ
“จุดนี้ว่าง”
“จุดนั้นหลบได้”
“เดินตามเท้าข้า ห้ามก้าวผิดแม้ครึ่งฝ่ามือ”
คนอื่น ๆ ฟังแล้วต่างพยักหน้าโดยสัญชาตญาณ
แม้จะไม่ชอบให้เขาออกคำสั่ง
แต่หลังเห็นค่ายกลเมื่อครู่แล้ว ผู้ใดก็ไม่กล้าอวดเก่งกับเื่นี้อีก
อี้ซินก้าวนำก่อน
ฝีเท้าเบา แม่น และนิ่ง
ทุกก้าวลงพอดีกับจุดที่ค่ายกลไม่กระเพื่อม
สือเหยียนตามติด
จากนั้นเป็หลินเซวียน ซ่งอี้ เยี่ยซูซิน และคนอื่น ๆ
จ้าวคุนกับโจวเหอเดินตามอยู่ท้ายกลุ่ม
สีหน้าทั้งคู่มืดทะมึนอย่างเห็นได้ชัด
ทางค่ายกลนี้กินระยะไม่ถึงยี่สิบจั้ง
แต่กลับทำให้ทุกคนเหงื่อซึมทั่วหลัง
ครั้นพ้นมาได้ ความกดดันในอกจึงค่อยคลายลงน้อยหนึ่ง
หานหลงหายใจออกยาว
“ข้ามิคิดว่าชั้นแรกจะร้ายถึงเพียงนี้”
อี้ซินกล่าวเรียบ ๆ
“หากเป็สถานที่ที่ใครก็เดินเล่นได้ สำนักคงไม่ต้องจำกัดเวลาเข้าออก”
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนยิ่งระวังตัวขึ้นอีก
เมื่อพ้นทางลาดค่ายกล
ป่าศิลาเมฆาเบื้องหน้ากลับเปิดกว้างขึ้นเล็กน้อย
ตรงกลางเป็แอ่งน้ำสีดำสนิทแอ่งหนึ่ง
ผิวน้ำเรียบนิ่งราวกระจก
รอบแอ่งมีหญ้าสีเทาขึ้นเป็วง
และที่ริมแอ่งด้านหนึ่ง มีต้นไม้แห้งต้นหนึ่งทอดกิ่งคดงอออกมา
สิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดกลับเป็ผลึกสีฟ้าอมเทาสามก้อน
ซึ่งงอกติดอยู่ตรงโคนกิ่งแห้งนั้น
มันส่องแสงแ่อ่อน
ไม่แรงมาก
แต่ผู้ใดที่มีความรู้พื้นฐานเื่สมุนไพรหรือวัตถุิญญา ย่อมจำได้ในทันที
“ผลึกเมฆาจิต…” เยี่ยซูซินพึมพำ
แม้เสียงนางไม่ดัง
แต่ทุกคนในกลุ่มล้วนได้ยิน
ผลึกเมฆาจิตเป็วัตถุที่ช่วยหลอมประสาทััและสงบจิตยามฝึก
แม้ระดับไม่สูงนัก
แต่สำหรับศิษย์ใหม่และศิษย์ชั้นนอก มันนับว่ามีค่าไม่น้อย
ดวงตาของจ้าวคุนวาวทันที
โจวเหอเองก็หายใจหนักขึ้น
อี้ซินกลับไม่ขยับ
เขาจ้องแอ่งน้ำสีดำสนิทนั้นนิ่ง
แอ่งน้ำกว้างเพียงสามจั้ง
ลึกตื้นไม่รู้
ผิวน้ำไม่กระเพื่อมแม้ลมจะพัดผ่าน
และที่ผิดปกติที่สุดคือ ในหมอกเย็นเช่นนี้ รอบแอ่งกลับไม่มีไอชื้นลอยขึ้นเลยแม้แต่น้อย
เงียบเกินไป
นิ่งเกินไป
“อย่าเพิ่งเข้าใกล้” เขากล่าว
จ้าวคุนแค่นหัวเราะทันที
“ทุกครั้งที่เห็นของดี เ้าก็กลัวหมดหรือ”
อี้ซินไม่หันไปมอง
เพียงตอบเรียบ
“หากเ้าร้อนใจนัก ก็เชิญ”
จ้าวคุนจ้องผลึกเมฆาจิตอีกครา
โลภะกับระแวงตีกันอยู่ชั่วขณะในแววตา
สุดท้ายมันจึงหันไปพยักหน้าให้คนข้างกาย
ศิษย์ชั้นนอกผู้หนึ่งชื่อฟางเหอหน้าเปลี่ยนสีทันที
เห็นได้ชัดว่ามิอยากเป็คนลองทาง
แต่เมื่อสบตาจ้าวคุนที่เ็าจัด ความลังเลก็สลายไปเหลือเพียงความฝืนใจ
มันกัดฟัน
แล้วก้าวออกไปอย่างช้า ๆ
ทุกคนจับจ้องร่างนั้น
ฟางเหอเดินอ้อมแอ่งไปทางขวา
ทีละก้าว
ทีละก้าว
พื้นหินข้างแอ่งไม่มีค่ายกลปรากฏ
หมอกก็ไม่กระเพื่อมผิดธรรมชาติ
ยิ่งเดินใกล้ผลึกเมฆาจิตเข้าไปทุกที สีหน้าของมันยิ่งผ่อนคลายลง
พอเหลือระยะเพียงสองก้าว
แม้แต่โจวเหอเองก็ยิ้มเยาะออกมา
“เห็นหรือไม่” มันแค่นเสียง “มัวแต่หวาดกลัว—”
ยังไม่ทันจบประโยค
ฟางเหอก็ส่งมือไปหมายเด็ดผลึกเมฆาจิตก้อนแรก
แคร่ก!
เสียงบางอย่างแตกดังมาจากใต้ผิวน้ำ
ในพริบตาเดียว
เงาดำมหึมาสายหนึ่งก็พุ่งขึ้นจากแอ่งน้ำราวอสนี
ฉัวะ!
มันมิใช่งู
มิใช่ปลา
และมิใช่สิ่งใดที่ทุกคนคุ้นตา
สิ่งนั้นมีลำตัวเรียวยาวปกคลุมด้วยเกล็ดสีดำมัน
หัวแบนกว้าง
ปากเต็มไปด้วยเขี้ยวโค้งหลายชั้น
เหนือศีรษะมีเขาเนื้อสั้น ๆ งอกอยู่สองข้าง
คล้ายอสรพิษ แต่กลับมีขาหน้าสั้นแข็งแรงโผล่จากอก
มันพุ่งขึ้นอย่างเร็วเกินคาด
เขี้ยวทั้งปากงับเข้าที่ไหล่ของฟางเหอเต็มคำ
เสียงกระดูกแตกกับเสียงกรีดร้องดังขึ้นพร้อมกัน
“อ๊ากกก!”
โลหิตสาดกระเซ็นทั่วกิ่งไม้แห้ง
ร่างของฟางเหอถูกกระชากตกลงสู่แอ่งน้ำสีดำครึ่งตัวในคราวเดียว
ทุกคนหน้าเปลี่ยนสีพร้อมกัน
จ้าวคุนร้องลั่น “ช่วยมัน!”
แต่ทันทีที่มันขยับเท้าจะพุ่งออกไป
อี้ซินก็หายวูบจากจุดเดิมไปแล้ว
ฝีเท้าของเขาเร็วราวสายลมฉีกหมอก
ภายในสามจังหวะหายใจ เขาก็ถึงขอบแอ่งน้ำ
สัตว์อสูรสีดำกำลังกระชากฟางเหอลงน้ำทั้งเป็
โลหิตจากไหล่ของอีกฝ่ายย้อมผืนน้ำดำให้มีสีแดงเจือเป็วง
อี้ซินไม่เสียเวลาประเมินนาน
เขาคว้ากิ่งไม้แห้งข้างตัวหักออกในคราเดียว
ใช้มันเป็แท่งกระบองชั่วคราว
จากนั้นบิดเอวแล้วฟาดลงใส่ดวงตาด้านซ้ายของอสูรเต็มแรง
ปัง!
เสียงทึบดังสนั่น
แท่งไม้หักคามือ
แต่ดวงตาของสัตว์อสูรกลับเพียงบุบลงครึ่งหนึ่ง มิได้แตกทันที
มันคำรามลั่น
สะบัดหางขึ้นจากน้ำกวาดใส่อี้ซินอย่างรุนแรง
อี้ซินยกแขนรับ
ปึก!
แรงนั้นหนักดุจเหล็กฟาด
ถึงกับทำให้เท้าเขาไถลถอยไปครึ่งก้าว
แขนซ้ายชาวาบขึ้นทั้งท่อน
ดวงตาของเขาเย็นลงในทันที
สัตว์ตนนี้…เหนือกว่าอสูรพฤกษาก่อนหน้าอย่างน้อยสองชั้น
โจวเหอที่ตามมาถึงขอบแอ่งร้องออกมาอย่างใ
“อสรพิษเกล็ดน้ำมรณะ!”
คำเรียกนั้นทำให้หลายคนหน้าเผือดลงทันที
เพราะสัตว์ชนิดนี้ขึ้นชื่อเื่พิษร้ายและแรงงับอันน่ากลัว
หากปล่อยไว้นาน ฟางเหอจะมิใช่แค่แขนขาด แต่ทั้งตัวอาจถูกลากลงไปจนไม่เหลือแม้แต่ศพ
จ้าวคุนะโ “โจมตีพร้อมกัน!”
แต่คำสั่งยังไม่ทันครบ
อสรพิษเกล็ดน้ำมรณะก็พลันพ่นน้ำสีดำสายหนึ่งออกจากปาก
น้ำมิใช่น้ำ
แต่เป็พิษหนืดสีหม่นซึ่งพอปะทะพื้นหินก็เกิดควันขาวฉ่า ๆ ทันที
ทุกคนต้องผงะถอยพร้อมกัน
อี้ซินเองก็เฉียงตัวหลบ
ทว่าฟางเหอผู้ถูกงับอยู่กลับไม่มีทางหลบ
พิษสีดำจึงสาดถูกหน้าขาเขาเต็ม ๆ
เนื้อผ้าพลันละลาย ส่งกลิ่นไหม้คละคลุ้ง
เสียงร้องของฟางเหอยิ่งแหลมบิด
บ่งชัดว่าเ็ปถึงกระดูกจริง
หลินเซวียนหน้าขาวซีด
“หากปล่อยต่อไป มันตายแน่!”
อี้ซินย่อมรู้
และในวินาทีที่ทุกคนชะงักเพราะพิษนั้นเอง เขากลับพุ่งเข้าไปอีกครั้ง
คราวนี้เขาไม่ฟาดตา
แต่พุ่งต่ำ
หลบหางอสูรเพียงฉิวเฉียด
จากนั้นกำหมัดขวาแน่นจนเส้นเอ็นปูดขึ้น
หยกดาราในชีพจรอุ่นวาบ
ลมปราณในตันเถียนพลันไหลแน่นขึ้นชั่วขณะ
แม้เขาจะยังมิได้เปิดด่านพลังใดอย่างชัดแจ้ง
แต่หมัดนี้ก็หนักแน่นกว่าก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด
ปึง!
หมัดทั้งหมัดกระแทกใส่ข้อต่อใต้คางของอสรพิษเกล็ดน้ำมรณะเต็มแรง
เสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบ
หัวของมันเงยกระตุกขึ้น
ปากที่งับไหล่ฟางเหออยู่คลายออกเสี้ยวหนึ่ง
อี้ซินฉวยจังหวะนั้นคว้าคอเสื้อฟางเหอ
ใช้แรงทั้งเอวและหัวไหล่กระชากสุดกำลัง
ฉีก!
เนื้อบริเวณไหล่ของฟางเหอถูกเขี้ยวฉีกตามออกมาเป็แถบ
โลหิตสาดอีกครา
แต่มันก็หลุดออกจากปากอสูรได้ในที่สุด
สือเหยียนกับหลินเซวียนรีบพุ่งเข้ามารับร่างมันถอยไปทันที
อสรพิษเกล็ดน้ำมรณะโกรธจัด
ดวงตาข้างซ้ายที่บวมช้ำสั่นไหวแรง
มันคำรามต่ำแล้วพุ่งตรงเข้าใส่อี้ซินราวสายฟ้าดำ
ระยะประชิดเช่นนี้
คนทั่วไปย่อมถอย
แต่อี้ซินกลับก้าวสวน
เขาเบี่ยงตัวหลบเขี้ยวอันตรายไปเพียงคืบ
แขนซ้ายกดลงบนลำคออสูร
มือขวาคว้าเขาเนื้อบนหัวมัน
แล้วใช้แรงหมุนทั้งร่างสะบัดอสรพิษข้างครึ่งตัวขึ้นจากน้ำ
ปัง!
ร่างอสูรถูกฟาดกระแทกขอบแอ่งหินจนเกล็ดแตกเป็แนว
น้ำสีดำกระเซ็นขึ้นสูง
ทุกคนมองค้าง
แม้จ้าวคุนก็ยังอดตาเบิกกว้างไม่ได้
อี้ซินมิได้ให้โอกาสมันฟื้น
เขากระโจนตามขึ้นไปอีกก้าว
หมัดซ้ายอัดเข้ากลางดวงตาขวาของมันเต็มแรง
ปัก!
ครานี้ดวงตาแตกจริง
น้ำเืสีคล้ำพุ่งออกมา
อสรพิษบิดตัวคลุ้มคลั่ง
หางฟาดใส่หน้าอกอี้ซินอย่างดุดัน
ปึก!
อี้ซินถูกฟาดถอยหลังไปหนึ่งจั้งเต็ม
ลมหายใจสะดุด
โลหิตในอกสั่นะเื
แต่ดวงตาของเขากลับยิ่งเย็นขึ้น
ยิ่งดุขึ้น
ศึกเช่นนี้
ยิ่งถอย
ยิ่งตาย
เขาจึงฝืนกดโลหิตที่ตีขึ้นคอ
ก้าวกลับเข้าไปอีกครา
อสรพิษตาบอดทั้งสองข้างแล้ว
แต่สัญชาตญาณยังร้ายจัด
มันอ้าปากกว้างหมายงับเสียงฝีเท้า
อี้ซินกลับยกมือทั้งสองจับขากรรไกรบนล่างของมันแน่น
เส้นเอ็นที่แขนปูดขึ้นชัด
ข้อไหล่สั่นจากแรงต้านมหาศาล
จ้าวคุนถึงกับหลุดคำอุทานเบา ๆ
เพราะนี่มิใช่การหลบหรือเล่นเชิงแล้ว
แต่เป็การ “สู้แรงกับสัตว์อสูรโดยตรง”
อสรพิษเกล็ดน้ำมรณะดิ้นคลุ้มคลั่ง
กรามทั้งสองพยายามงับปิด
แต่อี้ซินกลับกัดฟันแน่น
ส้นเท้ากดพื้นหินจนเกิดเสียงเสียดสี
จากนั้นคำรามต่ำออกมาคำหนึ่ง แล้วใช้แรงทั้งร่างฉีกกรามมันออกจากกันสุดกำลัง
แคร่ก!
เสียงเนื้อกับกระดูกฉีกดังน่าขนลุก
หัวของอสรพิษถูกแยกออกจนผิดรูป
ร่างยาวของมันกระตุกอยู่สองสามครา
ก่อนทรุดลงนิ่งบนขอบแอ่งน้ำ
หมอกทั้งบริเวณพลันเงียบงัน
มีเพียงเสียงหอบของผู้คน
กลิ่นโลหิต
และหยดน้ำสีดำที่ไหลกลับลงแอ่งช้า ๆ
อี้ซินยืนอยู่เหนือซากอสูร
ลมหายใจแรงขึ้นเพียงเล็กน้อย
แขนเสื้อซ้ายขาดตรงข้อศอก
หน้าอกมีรอยฟาดแดงเข้มหนึ่งแนว
แต่ท่าทางยังมั่นคงดังเดิม
ไม่มีผู้ใดกล่าวสิ่งใดอยู่หลายลมหายใจ
เพราะภาพเมื่อครู่ดุดันเกินไป
หนักเกินไป
และเหนือคาดเกินไปสำหรับศิษย์ใหม่คนหนึ่ง
จ้าวคุนมองแผ่นหลังของอี้ซิน
ความอาฆาตในใจยิ่งเดือดพล่าน
แต่ลึกลงไปอีกชั้น ความหวาดก็เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างที่มันไม่อยากยอมรับ
คนผู้นี้…ยิ่งอยู่ในสถานที่ที่เสี่ยงตาย
กลับยิ่งเหมือนสัตว์ร้ายที่ถูกปลดโซ่ตรวนออกทีละชั้น
สือเหยียนเป็ผู้ได้สติคนแรก
เขารีบก้มตรวจอาการฟางเหอ
“ไหล่ฉีกลึก กระดูกยังไม่แตก แต่พิษเริ่มเข้าแล้ว”
เยี่ยซูซินหยิบเข็มเงินกับผงสมุนไพรออกมาทันที
หลินเซวียนช่วยฉีกแขนเสื้อของฟางเหอออก
ทั้งสามรีบช่วยกันประคองพิษชั่วคราวอย่างไม่มัวลังเล
อี้ซินหันกลับมามองเพียงแวบหนึ่ง
เห็นว่าพวกนั้นยังจัดการกันได้ จึงก้มลงผ่าซากอสรพิษด้วยเศษหินคมจากพื้น
ไม่นาน เขาก็ได้แก่นอสูรสีดำขุ่นเม็ดหนึ่งออกมา
ภายในแก่นมีเส้นสีเขียวเข้มไหลวนช้า ๆ
และทันทีที่มันแตะมือเขา แหวนลึกลับโบราณที่นิ้วกลับเย็นวาบขึ้นเพียงแ่เบา
อี้ซินชะงักเสี้ยวหนึ่ง
ก่อนเก็บแก่นนั้นเข้าชายเสื้ออย่างเงียบงัน
ครั้นเงยหน้าขึ้น เขาก็พบว่าจ้าวคุนกำลังจ้องแก่นนั้นอยู่พอดี
ดวงตาของมันโลภจัด
แต่สุดท้ายก็ยังไม่กล้าพูดคำว่าแบ่งออกมา
อี้ซินมองมันนิ่ง ๆ แล้วถามเพียงว่า
“มีปัญหา?”
จ้าวคุนกัดฟัน
ก่อนสะบัดแขนเสื้อเ็า
“ของที่เ้าฆ่าได้เอง ย่อมเป็ของเ้า” มันตอบ “ข้ายังไม่ถึงขั้นแย่งของจากศพสด ๆ”
คำตอบฟังดูดี
แต่ทุกคนย่อมได้ยินชัดว่า ภายใต้ถ้อยคำนี้ซ่อนความอาฆาตไว้มากเพียงใด
อี้ซินจึงไม่กล่าวต่อ
เพียงหันไปมองผลึกเมฆาจิตที่ยังติดอยู่ตรงกิ่งไม้แห้งข้างแอ่งน้ำ
ครานี้ไม่มีผู้ใดกล้าแย่งก่อนอีก
เขาก้าวไปเด็ดมันลงมาสามก้อน
แบ่งให้สือเหยียนก้อนหนึ่ง
โยนให้เยี่ยซูซินอีกก้อนหนึ่ง
ส่วนก้อนสุดท้ายเก็บไว้เอง
สือเหยียนรับมาแล้วชะงัก
แววตาฉายความไม่คาดคิด
“ให้ข้าหรือ”
อี้ซินตอบเรียบ
“เ้าไม่ได้ถอยตอนมีพิษพุ่งออกมา”
“สมควรได้”
เยี่ยซูซินเองก็มองผลึกในมืออย่างนิ่งงัน
ก่อนประสานมือให้เขาเงียบ ๆ โดยไม่กล่าวคำฟุ่มเฟือย
จ้าวคุนเห็นภาพนั้นแล้วดวงตายิ่งเย็นลง
เพราะมันมองออกในทันทีว่า อี้ซินกำลังซื้อใจคนอย่างแเีโดยใช้ทรัพยากรที่ได้จากแดนทดสอบ
ไม่ใช่การพูดสวยหรู
แต่เป็ของจริง
คนเช่นนี้…อันตรายยิ่งกว่าพวกใช้วาจาโกหกซื้อคนเสียอีก
หลังประคองพิษให้ฟางเหอแล้ว
กลุ่มจึงพักเพียงชั่วครู่ก่อนออกเดินต่อ
คราวนี้ไม่มีผู้ใดคัดค้านอี้ซินอีกแล้ว
แม้จ้าวคุนยังไม่ยอมรับเขาโดยคำพูด
แต่ฝีเท้าของมันก็ไม่ได้เดินนำ
หมอกเบื้องหน้าหนาแน่นขึ้นทีละน้อย
เสาหินสูงขึ้น
พื้นหินใต้เท้าก็เริ่มลาดลงโดยที่คนส่วนใหญ่แทบไม่ทันสังเกต
อี้ซินเดินไปได้อีกราวครึ่งก้านธูป
หยกดาราในร่างยิ่งอุ่นขึ้น
สิ่งคล้ายไข่ในอกก็ยิ่งเต้นชัด
ไม่ใช่การเต้นถี่ร้อนรน
แต่เป็จังหวะที่คล้ายกำลังตอบรับ “บางอย่าง” จากส่วนลึกของแดนนี้
เขาชะลอฝีเท้า
เบื้องหน้า หมอกเริ่มจางออกเล็กน้อย
และในความจางนั้น
มีเงาบางอย่างตั้งตระหง่านอยู่ไกล ๆ
หนึ่งต้น
สองต้น
สามต้น…
ยิ่งเพ่งมอง
ยิ่งเห็นว่าเงาเ่าั้มิใช่ต้นไม้
แต่เป็ เสาหินสีดำ ขนาดมหึมา
ผิวเสาแต่ละต้นสลักลวดลายโบราณ
แม้มองไม่ชัดทั้งหมด แต่เพียงเค้าเส้นกลับทำให้คนทั้งกลุ่มรู้สึกหนักในอกพร้อมกัน
เยี่ยซูซินเป็คนแรกที่สูดหายใจเบา ๆ
“นั่น…”
สือเหยียนดวงตาหดเล็กลง
“รูปสลักบนเสา…เหมือนอสูรโบราณ”
อี้ซินไม่ตอบ
เขายืนจ้องเสาดำเ่าั้นิ่ง
แม้ยังอยู่ห่างมาก
แต่เขากลับรู้สึกชัดเจนแล้วว่า อะไรบางอย่างในส่วนลึกของตนกำลังตื่นขึ้นตอบรับมัน
เสาดำ
หมอกลึก
แรงกดเก่าแก่
ทุกอย่างประสานกันเป็ความรู้สึกประหลาดยิ่ง
ด้านหลัง จ้าวคุนกล่าวเสียงต่ำ
“ฉินก่วงเคยเตือนไว้…”
ไม่มีผู้ใดพูดต่อให้จบ
แต่ทุกคนจำได้พร้อมกัน
เมื่อเห็นเสาหินดำสลักรูปสัตว์โบราณเก้าตน จงถอยออกมาเสีย
สายลมเย็นพัดผ่านอีกครั้ง
หมอกเคลื่อนแยกออกช้า ๆ
เผยให้เห็นเสาดำต้นแรกชัดขึ้นกว่าเดิม
บนผิวเสานั้น
สลักเป็รูปสัตว์โบราณตนหนึ่งในท่วงท่าคำรามฟ้า
เขี้ยวคม
กรงเล็บงอ
ดวงตากลวงลึกดูดกลืนแสง
เพียงได้เห็นเงาร่างสลักนั้น
ิัของทุกคนก็ลุกวาบพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว
ไม่มีเสียงอสูร
ไม่มีเสียงคำราม
แต่แรงกดจากเสาหินนั้นกลับหนักยิ่งกว่าการเผชิญสัตว์อสูรจริงเมื่อครู่
อี้ซินยกมือแตะแนวอกตนเองช้า ๆ
ตึก…
สิ่งลึกลับคล้ายไข่เต้นขึ้นอีกครั้ง
ชัดที่สุดนับแต่เข้าสู่แดนทดสอบมา
แหวนลึกลับโบราณที่นิ้วยิ่งเย็นจัดขึ้นเล็กน้อย
คล้ายด้านในมีห้วงว่างใดสั่นรับเบา ๆ
ผู้คนรอบตัวเขายังยืนนิ่ง
บางคนหวาด
บางคนโลภ
บางคนลังเล
แต่อี้ซินรู้เพียงอย่างเดียวว่า
สิ่งที่อยู่ลึกลงไปเบื้องหน้ากำลังเรียกหาเขาแล้วจริง ๆ