เหตุการณ์บนโต๊ะพนันของโรงพนันหลายแห่งในเมืองมู่
สุดท้ายก็จบลงที่เถ้าแก่กวาดรายได้อย่างงดงาม
เถ้าแก่โรงพนันบางคนถึงกับเกือบจะตั้งป้ายชื่อของมู่หรงเจี้ยนหนิงเป็เทพแห่งชัยชนะในร้านของตนส่วนชาวบ้านที่หัวเราะในวันนั้นวันนี้ก็ยังหัวเราะเหมือนเดิมแต่เปลี่ยนจากหัวเราะสะใจเป็หัวเราะทั้งน้ำตาผ่านไปไม่ทันครึ่งวันหัวข้อใหม่ก็ถูกหยิบยกมาพูดถึงกันอีกครั้งครึ่งเดือนก็จะถึงวันปีใหม่ เมื่อทั้งครอบครัวมารวมกันใครจะรู้เล่าว่าจะเกิดอะไรขึ้นในจวนที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้บ้าง
ตระกูลมู่หรงมีทั้งสิ้นสี่สายขาดไปแล้วหนึ่งสาย เหลืออีกสามสายทั้งสามสายตระกูลไม่ใช่ญาติโดยตรงของกันและกันเื่นี้ไม่ใช่ความลับแต่อย่างใดทั้งสาย เฟย (費) เจี้ยน (健) อัน (安) เหวิน (文) เพราะมีทั้งสี่สายพวกเขาต่างขยายกำลังออกไปทำงานร่วมกันได้เป็อย่างดีสายตระกูลที่อยู่มาได้ถึงสี่ชั่วอายุคนในชั่วอายุคนที่สามก็เริ่มยึดเหมืองพลังงานได้สองในสามแห่งสุดท้ายแล้วสายตระกูลเจี้ยนก็พิชิตเหมืองสุดท้ายที่ใหญ่ที่สุดได้สำเร็จและเด็ดขาดทำให้ประมุขตระกูลมู่หรงคนปัจจุบันยืนในตำแหน่งของตนได้อย่างมั่นคงยาวนานมาเกือบสี่สิบปี
แต่ทุกบ้านย่อมมีเื่ราวของตัวเองในส่วนของตระกูลมู่หรงเป็ปัญหาที่กลับตาลปัตรจากบ้านอื่นตรงที่บ้านอื่นบุตรชายเป็ผู้สืบสกุลแต่ตระกูลมู่หรงผู้มีสิทธิ์ในการสืบสกุลต้องเป็บุตรสาวเท่านั้น
สายตระกูลทั้งสี่สายเกิดจากหญิงสาวสี่คนซึ่งต่างกรรมต่างวาระแต่โดดเดี่ยวและต้องดิ้นรนเพียงลำพังจึงจำต้องจับมือพึ่งพาอาศัยกันเพื่อความอยู่รอดท่ามกลางความแร้นแค้นและความโหดร้ายของยุคสมัยเช่นนั้นแล้ว บ้านอื่นแต่งสะใภ้เข้าบ้านสืบสกุลส่วนบ้านนี้แต่งเขยเข้าบ้านเพื่อสร้างทายาท
ธรรมเนียมของตระกูลที่ยืนหยัดมานับร้อยปีนี้ก็สืบต่อส่งผลทำให้ในเมืองมู่ลูกสาวเศรษฐีหรือแม้แต่หญิงชาวบ้านที่ตั้งตัวได้ย่อมไม่ถูกหยามเกียรติไม่อยากแต่งออกก็หาเขยแต่งเข้า ส่วนการที่ชายแต่งเข้าก็ไม่ใช่เื่น่าอับอายต่างคนต่างทำหน้าที่ ชายหาเงินได้ หญิงก็หาเงินได้ความสามารถในการหาเงินไม่ต้องจำกัดเพศการเป็เ้าบ้านก็ไม่จำกัดว่าต้องเป็หญิงหรือชายเพียงคัดเลือกและทำหน้าที่อย่างดี ทั้งเรือนในเรือนนอกสงบเรียบร้อยนั่นจึงนับว่าสร้างครอบครัวไม่ผิดคน
แต่เื่ที่ชาวเมืองต่างรู้และเข้าใจมันโดยธรรมชาตินี้มู่หรงเจี้ยนหนิงเพิ่งเข้าใจผ่านปากของสาวใช้เรือนในที่ฉินซื่อคัดเลือกมาไว้ข้างกาย่สามวันที่ผ่านมาราวกับทั้งชีวิตนางถอนหายใจอยู่หน้ากระจกยามที่สาวใช้ที่ชื่อเป่าจูใช้หวีสางไปที่เส้นผมของนางทีละช่ออย่างตั้งใจ
เื่แรกคือนางได้ย้ายมาอยู่ในเรือนอันโซ่ว安寿 เรือนแยกตั้งอยู่ในทิศตะวันตกที่นับได้ว่าเงียบสงบและเหมาะแก่การพักผ่อนเป็อย่างยิ่งมู่หรงเจี้ยนหนิงในบ้านหลังนี้ สว่างไสวและเสรียิ่งกว่าที่เคยคิดฝัน อาหารชั้นเลิศแพรพรรณชั้นดี เครื่องเรือนชั้นยอด เครื่องประดับล้ำค่าทั้งหมดนี้เป็สิ่งที่นางในชาติก่อนทำได้เพียงฝันแต่ยิ่งทุกอย่างเพียบพร้อมสมบูรณ์มากเพียงใดความหวาดกลัวก็ผุดตามขึ้นมาเคียงข้างกันความรู้สึกพลิกคว่ำพลิกหงายเช่นนี้ต่อให้ย้ำกับตนเองสักพันครั้งก็ยังคงเป็ส่วนลึกในใจที่เชื่อมันได้ยากยิ่ง
ระหว่างที่เป่าจูยังคงอธิบายถึงเื่ที่ควรรู้ในเมืองมู่จินเป่าสาวใช้อีกคนที่มีท่าทางคล่องแคล่วว่องไวก็ถือถาดใส่เครื่องประดับศีรษะมาวางไว้บนโต๊ะด้านข้าง
“คุณหนูสี่เ้าคะฮูหยินให้บ่าวนำเครื่องประดับศีรษะมาให้เลือกบอกว่าทั้งหมดนี้เป็ของคุณหนูเ้าค่ะ”
“ของข้า...”เจี้ยนหนิงไม่ได้ น้ำเสียงราวกับแค่เปรยไปส่ง ๆ ชาติที่แล้วนางไม่มีสิทธิ์ใช้เครื่องประดับเยี่ยงสตรี ทำได้เพียงเกล้าผมแบบเด็กชายใช้ชีวิตบนหลังม้า สวมบทเป็ผู้อื่นอยู่เสมอ ปลายนิ้วเรียวซูบซีดไปลูบไล้ปิ่นทองปิ่นเงิน ปิ่นหยกและปิ่นไม้ ในถาดนั้นมีเครื่องประดับศีรษะแบบต่าง ๆวางเรียงรายอยู่เกือบสิบชิ้น ความเหลือจะเชื่อนั้นทำให้นางเงยหน้าถามจินเป่า“ของข้า?”
จินเป่าแม้จะไม่ค่อยเข้าใจท่าทางของคุณหนูนักก็ยังยืนยันคำพูดตามเดิม
การเลือกอาวุธสักชิ้นไม่เคยทำให้ต้องลังเลถึงเพียงนี้หากแต่เมื่อไม่ต้องใช้สัญชาตญาณในการเอาตัวรอด กลับเข้าสู่วิถีที่ควรเป็อยู่กับสิ่งที่เด็กหญิงผู้หนึ่งพึ่งมี ใจกลับลังเลจนต้องกล่าวอย่างลวก ๆว่าให้เลือกมาสักอัน
เครื่องประดับศีรษะพวกนี้ไม่ใช่แค่เครื่องประดับแต่เป็เกียรติยศและศักดิ์ศรีที่ถูกสวมอยู่บนหัวของสตรี
มู่หรงเจี้ยนหนิงนางหลุบตาท่องชื่อนี้อย่างมั่นคงในใจ ไม่ว่าอดีตจะเคยว่างเปล่าอย่างไรต้องอดสูและต้องอดกลั้นเพียงใด ทั้งหมดก็ล้วนผ่านไปแล้วยามนี้นางคือมู่หรงเจี้ยนหนิง นั่งไม่เปลี่ยนชื่อ นอนไม่เปลี่ยนแซ่ในคันฉ่องตรงหน้าสะท้อนใบหน้าที่เริ่มมีสีเืของเด็กหญิงวัยสิบเอ็ดปีคิ้วและดวงตา แม้จะดูไม่แจ่มใสอยู่บ้าง แต่ก็ฉายเค้าโครงความงามออกมา จมูก ปากและโครงหน้านี้ ไม่คล้ายกับตัวนางในภพเดิมแต่กลับให้ความรู้สึกเป็ตัวเองมากกว่าที่เคย อาจเป็เพราะผมที่ค่อย ๆถูกรวบอย่างเด็กหญิงที่ยังไม่ออกเรือน หรือชุดเสื้อผ้าที่อยู่บนร่างกาย
แม้กระทั่งนิ้วมือที่สามารถทาน้ำมันดอกไม้ให้ขึ้นสีอ่อนๆ ได้
รอบตัวมีแต่ของชั้นดีที่สุดงดงามที่สุด สะท้อนเด็กสาวที่บิดามารดา ยกให้เป็ไข่มุกในกำมือแม้กระทั่งััที่จัดแจงเส้นผมที่เงางามประดุจแพรไหมนี้ก็ยังทำด้วยความระมัดระวังเป็พิเศษ ราวกับบ่าวรับใช้กำลังแตะต้องของล้ำค่าทั้งที่นางไม่เคยเป็สิ่งมีค่าใดเลย ภาพที่สะท้อนกลับมานั้นทำให้เหมือนมีก้อนบางอย่างจุกอยู่ในลำคอจนตีตื้นขึ้นมาที่จมูกเจี้ยนหนิงจดจำใบหน้านี้และต้องย้ำให้ขึ้นใจว่านี่คือร่างกายที่ตนจะต้องใช้ต่อไปไม่ว่าเ้าของจมูกรั้น ดวงตาทรงเมล็ดอัลมอนด์นี้จะเคยเป็ของผู้ใดบัดนี้มันเป็ของนาง
และต่อจากนี้นางคือมู่หรงเจี้ยนหนิงมู่หรงเจี้ยนหนิงก็คือนาง
“คุณหนูเป็อะไรไปเ้าคะ บ่าวทำคุณหนูเจ็บหรือเ้าคะ?” เสียงเป่าจูดังขึ้นแม้จะยังไม่ตื่นเต้นแต่ก็มีคลื่นเล็กน้อย
เจี้ยนหนิงส่ายหัว “ไม่เจ็บทำต่อเถอะ”
“ตอนนี้นายท่านและนายหญิงจากสายอื่นล้วนเริ่มกลับมาถึงเรือนพักในจวนบ้างแล้วแม้แต่ท่านประมุขที่เฝ้าอยู่บนหัวเมืองปีนี้ยังแจ้งว่าจะกลับมาให้ทัน่ปีใหม่ส่วนนายท่านและคุณชายทั้งสาม น่าจะเริ่มออกเดินทางกันแล้วเ้าค่ะ”
“พวกเขาอยู่ด้วยกันหรือ?”
“ไม่ใช่เ้าค่ะยามนี้นายท่านอยู่ที่เหมืองหินจันทรา เป็ที่คุณหนูเคยพักรักษาตัวเ้าค่ะใช้เวลาเดินทางไม่นาน แต่คุณชายทั้งสามกำลังศึกษาอยู่ในสำนักยุทธ์ระยะเวลาเดินทางต่างกันเล็กน้อย คาดว่าปีนี้ถ้าคุณชายรองไม่พาคุณชายสามเที่ยวเตร่ก็น่าจะกลับมาถึงก่อนคุณชายใหญ่เ้าค่ะ” บรรยากาศของสาวใช้วัยไล่เลี่ยกันไม่เคร่งครัดมากนักข้างกายเจี้ยนหนิงไม่มีมามาที่ดูแลกันมาสาวใช้ทั้งหมดจึงขึ้นกับหลัวมามาของฉินซื่อความรู้สึกสดใสของเด็กสาวที่ควรจะเป็จึงมีให้เห็นอยู่บ้าง
นางยังไม่ทันได้ถามอะไรต่อเสียงจากหน้าประตูก็ดังลอดเข้ามา “เ้าทโมนสามคนนั้น แม่สั่งให้คนกำชับไว้แล้วอย่างไรปีนี้ก็ต้องพากันกลับก่อนกำหนดอยู่บ้านให้นานเสียหน่อยจะได้ทำความคุ้นเคยกับเ้าให้ดี”ฉินซื่อก้าวเข้ามาอย่างสง่างาม พร้อมกับชุ่ยจูและชิงอวิ๋นที่เดินขนาบข้างนำหน้าเหล่าสาวใช้ที่ถือของเข้ามา
สายตามันอดจะระแวงระวังไม่ได้เดิมทีคิดว่าการระแวดระวังเป็นิสัยติดตัวที่ถูกฝึกมาจนถึงเนื้อถึงกระดูกมาบัดนี้ถึงรู้ว่าไม่ใช่เพียงเท่านั้น แต่มันสลักลึกลงไปถึงจิติญญาแล้วในชั่ววินาทีนางสำรวจสาวใช้ทั้งหมดเมื่อไม่พบความผิดปกติก็หลุบตาลงนิสัยเช่นนี้ควรเลิกหรือไม่นะ...
“หนิงเอ๋อร์ไม่ต้องกังวลไปพวกเขาทุกคนย่อมต้องดีใจที่ได้พบเ้า หากใครกล้าทำไม่ดีกับเ้าก็แค่มาบอกแม่แม่จะเป็คนจัดการพวกเขาเอง” เห็นบุตรสาวก้มหน้าก้มตา ฉินซื่อก็เข้ามารวมผมให้นางเป่าจูกับจินเป่าก็ย่อกายเคารพก่อนจะไปยืนรั้งอยู่ด้านหลัง ให้ชิงอวิ๋นกับชุ่ยจูเข้ามาแทน“ข้าจะบอกให้เ้ารู้จักพวกเขาไว้คร่าว ๆอย่างน้อยก็รู้ชื่อเสียงเรียงนามกันไว้เสียก่อน บิดาของเ้ามีชื่อคำเดียวว่าเหยียนมู่หรงเหยียน พี่ใหญ่ของเ้าชื่อ เจี้ยนหยางถึงแม้ว่าเขาจะพูดน้อยแต่ก็เป็เด็กที่จิตใจดี ต่อให้ยามเจอเ้าเขายิ้มแย้มให้เ้าเ้าก็ไม่ต้องคิดมาก ส่วนพี่รองของเ้าคือเจี้ยนอี้อี้ที่มีความหมายถึงอิสระตัวนั้น” ฉินซื่อหยุดมือไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะน้ำเสียงเอื้อเอ็นดู “ตอนนั้นเห็นว่าชื่อดูงดงามดี ความหมายไม่เลวแต่ไม่นึกเลยว่าพอโตมาจะเข้ากับเขาขนาดนี้”
“เป็เพราะคุณชายรองฉลาดเฉลียวจึงอยากรู้อยากเห็นไปบ้าง เป็ลักษณะที่ดีของยอดคนนะเ้าคะ” ชิงอวิ๋นพูดเสริมช้อนตามองนายอย่างรู้ใจ
“ชม ชมเข้าไปเด็กคนนี้อยู่กับพวกเ้าไม่ได้จริง ๆ ยิ่งอยู่พวกเ้าก็ยิ่งตามใจเขาจนเสียนิสัยปากนั่นเที่ยวชมใครต่อใครไปทั่ว ข้าละไม่รู้จริง ๆ ว่าเขาไปได้ผู้ใดมา”
ชิงอวิ๋นกลั้นขำ “อาจจะเป็ท่านเขยใหญ่นะเ้าคะ?”
คำพูดนั้นทำเอาฉินซื่อปากอ้า ๆ หุบ ๆอยู่พักใหญ่ ถึงแม้สาวใช้อยากจะหัวเราะก็ไม่กล้าอย่างเปิดเผยเช่นนั้นแล้วจึงเป็เสียงกลั้นหัวเราะที่ทำให้บรรยากาศที่ดูสูงส่งจนเอื้อมไม่ถึงยามฉินซื่อก้าวเข้ามาเบาบางลงจนจับต้องได้บ้าง
“พวกเ้านี่มันน่าตัดเบี้ยหวัด!”ฉินซื่อส่งเสียงขึ้นจมูก กระแทกคำอย่างไม่จริงจังมองดูใบหน้าของบุตรสาวในกระจกอย่างพอใจ
“หนิงเอ๋อร์เ้าอย่าไปฟังคำพวกบ่าวรับใช้พวกนี้มากนัก ท่านเขยใหญ่ที่พวกนางพูดถึง คือท่านปู่ของเ้าแซ่หม่า” นางครุ่นคิดสักครู่ใบหน้ายุ่งยากใจก่อนจะโบกมือ“เขายังไม่ต้องพูดถึง มาพูดถึงพี่สามของเ้าดีกว่า สายตระกูลของเราคือคำว่าเจี้ยนพี่สามของเ้าข้ากับท่านพ่อของเ้าให้ชื่อว่าเจี้ยนหลี...หลีที่แปลจากคัมภีร์อี้จิง”
เจี้ยนหนิงมองเห็นดวงตาของฉินซื่อที่เหมือนมองหลุดจากโลกใบนี้ไปพริบตาหนึ่งก่อนจะกลับมาเป็ปกติ“ออกเสียงเหมือนกันกับคำว่าลาจาก แต่ความหมายเปล่งประกายเฉกเช่นตัวเขาในยามนี้”ความอ่อนโยนปรากฏบนใบหน้า บรรยากาศรอบข้างก็ประดับด้วยรอยยิ้มบาง“ส่วนเ้าเจี้ยนหนิง” ข้าและนางมองตากันผ่านคันฉ่องสีทองสว่างใส “หนิงคำนี้พวกเราขอให้เ้าสงบสุขและปลอดภัย แล้วตอนนี้ลูกสาวของแม่ก็ตื่นขึ้นมาแล้วจริง ๆ ”นางพยายามยกมุมปาก ดวงตาสีเริ่มใสวาววับด้วยหยาดน้ำแต่ก็สูดลมหายใจเข้าเพื่อสะกดมันเอาไว้
ความเงียบที่คงอยู่ทำให้เ้าของชื่อไม่รู้จะพูดอะไรความรู้สึกที่ฉินซื่อมอบให้บุตรสาวไม่ได้ผูกพันจากการพิสูจน์แค่ว่าร่างนี้ตื่นมาหรือไม่สิบเอ็ดปีที่ผ่านมาคงไม่ง่ายดายนักสำหรับครอบครัวที่ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางลมฝนและเผชิญกับเสียงใคร่รู้ของผู้คนตลอดเวลา นางมองฉินซื่อผ่านคันฉ่องก่อนจะตัดสินใจใช้ความเงียบผลายเวลาแต่ละวินาทีให้ผ่านไปมีบางคำติดอยู่ในลำคอแต่ไม่อาจก้าวข้ามผ่านไปได้ในยามนี้
เป็อีกครั้งที่นางต้องย้ำกับตัวเองถึงแม้เนื้อในของร่างกายนี้จะเป็ใครก็ตาม แต่หากย้ำว่าตนคือมู่หรงเจี้ยนหนิงเช่นนั้นก็ควรต้องยอมรับว่าต่อจากนี้นี่จะเป็ครอบครัวเป็รากฐานที่จะต้องยึดไว้อย่างแ่าเพื่อใช้ชีวิตใหม่นี้ให้ดี
“อีกไม่กี่วันก็ปีใหม่ต้องรีบทำเสื้อผ้าให้เ้าก่อน ส่วนเื่ชุดเครื่องประดับแม่มีเก็บเอาไว้หลายชุดตอนแรกคิดว่าน่าจะใช้ได้ แต่เมื่อดูแล้วของพวกนั้นดูโตเกินวัยเ้าไปสักหน่อยต้องเร่งให้คนไปหาเครื่องประดับเรียบง่ายสักสองสามชิ้นมาเพิ่มก่อน”เด็กสาวฟังคำพูดของฉินซื่อแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง แถบแผ่นดินโหมวเทียน่เทศกาลปีใหม่ หิมะจะตกจนถนนเป็สีขาวโพลนไปหมด ต้นไม่เหลือแต่กิ่งก้านแต่ไร้ดอกผล ถึงแบบนั้นแล้วท้องถนนก็ยังไม่ร้างผู้คนต่อให้ต้องใส่เสื้อยัดนวมกันจนตัวบวมก็จะดินออกมาจับจ่ายซื้อของปีใหม่ แต่ในดินแดนซางฉือแห่งนี้กลับมีเพียงลมหนาวพัดเอื่อย ๆ อยู่ด้านนอกต้นกุ้ยฮวาต้นใหญ่ในชานเรือนยังคงสีเขียวเข้มแม้จะไร้ดอกเช่นเดียวกันแต่สีเขียวของใบที่หนาแน่นยิ่งทำให้บรรยากาศวันใกล้ปีใหม่ประดับด้วยความน่ายินดี
ยามนี้ฉินซื่อไม่ได้ให้นางประดับแต่งตัวเต็มยศเพียงหยิบปิ่นหยกสีอ่อนแกะสลักเรียบ ๆ ปักลงไปบนทรงผมของเด็กสาวที่ยังไม่ออกเรือนเมื่อมองบุตรสาว ยิ่งพิศมองก็ยิ่งรู้สึกพอใจ
วันนี้ในจวนให้ช่างตัดเย็บเข้ามาตัดเย็บชุดเสื้อผ้าให้นางโดยเฉพาะบุตรสาวสายตรงคนสุดท้องของจวนสายตระกูลเจี้ยนอาจมีเสื้อผ้าในแต่ละ่วัยมากมายแต่นั่นก็เป็เสื้อผ้าที่สั่งตัดเพราะความอาทรต่อบุตรสาวของฉินซื่อตัดตาม่วัยราวกับชดเชยเวลาที่หายไป เพื่อปลอบประโลมจิตใจให้ระลึกถึงความทรงจำั้แ่เกิดที่ครอบครัวพลาดไปในฐานะบิดามารดายามนี้เมื่อร่างกายได้ฟื้นขึ้นมาแล้วก็ถึงเวลาที่จะต้องมีเสื้อผ้าของตนเองให้ครบทั้งสี่ฤดูผ้าไหมแพรพรรณชั้นดีนอกจากจะถูกนำออกมาจากคลังสมบัติส่วนตัวของฉินซื่อแม้กระทั่งผ้าไหมเค่อซื่อลายวิจิตรก็ถูกควักออกมาด้วยส่วนของประดับหายากหากมีเข้าตาสักชิ้น ก็จะถูกทำไปทำอะไรสักอย่างทันที
ช่างตัดเสื้อเมื่อลงมือทำงานแล้วก็ล้วนจัดการด้วยความระมัดระวังสายตาไม่กล้าล่อกแล่ก ทำงานอย่างเป็มืออาชีพหลัวมามายืนกำชับเหล่าช่างวัดตัวอย่างเคร่งครัด และเงียบเชียบมีเพียงเสียงขานสัดส่วนของช่างวัด และเสียงพูดคุยของหัวหน้าช่างกับฉินซื่อเท่านั้นเมื่อวัดตัวเพื่อทำเสื้อผ้าเรียบร้อยก็ทำการวัดเท้าเพื่อทำรองเท้าใหม่
“ชุดหน้าหนาวยังมีขนเตียวที่ครานั้นนายท่านล่ามาได้พวกเ้าก็เอาไปมาทำเสื้อคลุมให้คุณหนูด้วยแต่สีมันไม่ค่อยเหมาะกับเด็กผู้หญิงสักเท่าไหร่ ดูทึ่มทื่อเกินไปหรือเปล่านะ?เอาเช่นนี้ ชุ่ยจูเ้านำคนไปเอาขนจิ้งจอกหก์มาถ้าจำไม่ผิดขนจิ้งจอกตัวนั้นสีแดงสวยทั้งตัว เร่งให้ช่างตัดตัวนี้ก่อนข้าจะให้หนิงเอ๋อร์ใส่ไปพบท่านแม่” นางหันมาหาบุตรสาวเหมือนคิดอะไรได้ “หนิงเอ๋อร์เรือนของเ้ายังรู้สึกขาดอะไรหรือไม่?” เมื่อถูกถามเจี้ยนหนิงก็ส่ายหน้ายามก่อนเคยนอนกองฟางคิดว่าตนมีไม่ครบแต่ยามนี้เมื่ออยู่ห้องหับหรูหรากลับนึกไม่ออกว่าขาดอะไรฉินซื่อมองบุตรสาวที่ลังเลไม่แน่ใจ จึงมองไปที่สาวใช้ทั้งสี่คนที่นางคัดเลือกให้บุตรสาว “ห้องนอนของคุณหนูสี่ยังขาดสิ่งใดหรือไม่?”
สาวใช้ประจำห้องพูดอะไรเจี้ยนหนิงก็ไม่ได้ใส่ใจนักเพราะกำลังสนใจเท้าของตัวเองอยู่เท้าขาวเนียนนุ่ม และให้ความรู้สึกเยาว์วัยนี้น่าประทับใจยิ่งนักเมื่อรู้ว่ามันเป็เท้าของนางเอง
“แล้วสาวใช้พวกนี้ละเ้าพอใจหรือไม่?”
เจี้ยนหนิงตอบเพียงคำสั้น ๆ “ดีมาก”
“เ้าให้ชื่อกับพวกนางหรือยัง?”
นางเงยหน้าขึ้นมองสาวใช้ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่คนละมุมเพราะพวกนางต้องรู้ทุกเื่ที่ช่างตัดเย็บรู้ จดเอาไว้อย่างละเอียดลออทุกอย่างทั้งขนาดร่างกายและขนาดเท้า เคยทำชุดอะไรไปบ้าง จะทำชุดอะไรเพิ่มรวมถึงจำนวนทั้งหมด ทั้งสี่คนแบ่งแยกหน้าที่ได้ไม่เลว ทำงานคล่องแคล่วไม่ใช่แค่ในยามนี้ “คนนี้ จินจู ไล่ไปเป็เป่าจู เป่าจิ้ง เหอเป่า”ชื่อพวกนี้เจี้ยนหนิงก็ตั้งส่ง ๆ ความหมายก็เป็มงคลดีเดิมทีก็เป็ชื่อของบ่าวรับใช้ติดตามของพวกคุณหนูที่ละลานตาในแผ่นดินโหมวเทียน
ความประหลาดใจในแววตาของฉินซื่อปรากฏก่อนจะยิ้ม “เป็ชื่อที่ไม่เลว” ความพอใจปรากฏในดวงตาของนางอย่างปิดไม่มิดซ้ำท้ายเหมือนคิดอะไรได้ นางยังหัวเราะออกมายกหนึ่ง “หลังปีใหม่ผ่านไปแม่จะเชิญอาจารย์มาสอนหนังสือ เ้า ค่อย ๆ เรียนไปทีละอย่าง เรายังมีเวลาไม่ต้องรีบ”มู่หรงเจี้ยนหนิงหนังตากระตุก “ดูท่าทีนี้ของเ้าสิ ไม่ต้องคิดมากอย่างไรก็เป็เพียงของที่ต้องมีไว้ประดับ เรียนให้พอมีความรู้ติดตัวเอาไว้ เผื่อ...แค่เผื่อน่ะ” ประโยคนี้ของฉินซื่อทำเอานางขนลุกอย่างประหลาดหวังว่าในหัวนั้นจะไม่ได้คิดอะไรแปลก ๆ อยู่จะดีที่สุด
หลังจากเหน็ดเหนื่อยในวันนั้นเรือนอันโซ่วก็ไม่ถูกฉินซื่อรบกวนอีก
เรียกว่าฉินซื่อไม่มีแม้แต่เวลาจะมาหานางเสียมากกว่า
ยามนี้ทั้งเรือนนอกและเรือนในคึกคักเป็เป็พิเศษแม้แต่พวกบ่าวไพร่ที่ถูกฝึกมาอย่างดีก็ยังเก็บเสียงรีบร้อนของฝีเท้าไม่ได้และเจี้ยนหนิงก็ไม่ได้ต้องสนใจอะไรเพิ่มอีกในหัวของนางมีแต่ความคิดเื่การฟื้นฟูร่างกายซึ่งยามนี้การช่วยเหลือตัวเองขั้นพื้นฐานฟื้นฟูขึ้นมาได้เจ็ดถึงแปดส่วนภายในระยะเวลาอันสั้นก็นับว่าไม่เลวกล้ามเนื้อแต่ละส่วนก็เพิ่มขึ้นจากการขยับร่างกายท่ามกลางความตกตื่นใจของสาวใช้่แรกพวกนางก็ยังมีห้ามปรามอยู่บ้างแต่ภายหลังเมื่อเห็นว่ามู่หรงเจี้ยนหนิงแข็งแรงขึ้นทุกวันมีแรงยกถ้วยชาหรือเดินเหินเองได้อย่างคล่องแคล่วจึงไม่ได้วิ่งไปรายงานที่ฮูหยินที่เรือนหวยจิ่น (怀瑾居) อีกต่อไป
รอบเรือนอันโซ่วนอกจากจะมีต้นกุ้ยฮวาแล้ว ยังมีดอกกล้วยไม้และต้นไผ่วางประดับอยู่อย่างวิจิตรรวมถึงสวนหินและน้ำตกจำลอง ด้านในน้ำตกมีปลาคาร์ฟหลากหลายสีสันประกอบกับอากาศใน่หน้าหนาวที่ไม่โหดร้ายนักให้ความรู้สึกชุ่มชื่นดีไม่น้อยราวกับจะมีละอองน้ำเล็ก ๆ ลอยอยู่ในอากาศสถานที่ซึ่งความชื้นสูงเช่นนี้นางไม่เคยได้ัั่แรกจึงรู้สึกเหมือนกำลังเปลี่ยนบรรยากาศมาอยู่ในบ้านพักตากอากาศ
นางผละออกจากความรู้สึกสะดวกสบายชวนให้ี้เีเ่าั้สั่งให้สาวใช้ข้างกายออกไป กำกับว่าหากไม่มีเหตุจำเป็ก็ห้ามย่างกายเข้ามาและไม่รับอาหารจนกว่านางจะเรียก แม้ว่าจะนานเป็วันหรือคืนก็ไม่จำเป็ต้องนำเข้ามา ั้แ่ตื่นมาในร่างนี้ความอยากอาหารลดลงเกือบเก้าส่วนร่างกายนี้หากไม่ขยับเขยื้อนก็เหมือนไม่จำเป็ต้องรับสารอาหารอะไรเข้าไปการกินอาหารสำหรับนางแล้วก็เป็เพียงแค่การนั่งเป็เพื่อนฉินซื่อหรือกินเพื่อให้คนอื่นไม่รู้สึกใเพียงเท่านั้น
เมื่อสาวใช้ออกไปหมดร่างของเด็กสาวก็เคลื่อนกายไปนั่งบนเตียงที่เต็มไปด้วยพลังที่มาจากหินพลังงานก่อกำเนิดสีม่วงเข้มจนเกือบดำที่ซ่อนอยู่ชั้นล่างยกขาขึ้นนั่งขัดสมาธิเพื่อดำดิ่งลึงลงไปภายในมิติทับซ้อนของร่างกายเส้นชีพจรและเส้นลมปราณเป็ส่วนทับซ้อน
ตันเถียนและเส้นลมปราณของผู้ฝึกยุทธ์ควรจะปรากฏให้เ้าของร่างรับรู้ได้ั้แ่ก่อนห้าขวบปีหลังจากห้าขวบเป็ต้นไปหากลูกหลานไม่แสดงความสามารถหลายบ้านก็มักจะไปไหว้วานหรือให้สินจ้างแก่อาจารย์หรือหาผู้เป็วรยุทธ์มาลองชี้แนะก่อนจะขึ้นแท่นสื่อพลังิญญาแล้วแยกระดับความสามารถเพื่อพัฒนาต่อไปในแง่ลูกหลานของผู้เดินสายยุทธภพสีของแท่นสื่อพลังิญญาจะเป็ตัววัดพร์และเส้นทางอนาคตทรัพยากรที่เขาจะได้รับ
แต่ในร่างของมู่หรงเจี้ยนหนิงซับซ้อนกว่านั้นมากซับซ้อนจนแม้กระทั่งผู้มาเยือนอย่างนางยังไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย
ไม่ว่าจะเป็ทวีปไหนบนโลกนี้การฝึกวรยุทธ์จะใช้รูปแบบหลักการเดียวกันนั่นคือการนำพลังิญญาเบื้องต้นที่กำเนิดในร่างโคจรผ่านเส้นลมปราณแล้วใช้ตันเถียนในการกักเก็บแปรรูป แล้วจึงส่งออกไปเป็พลังหมวดหมู่พลังิญญาที่เป็สายย่อยออกมาอาจมีการใช้ธาตุเป็ตัวเพิ่มค่าความสามารถได้
ตามหลักการแล้วยามนี้เจี้ยนหนิงเลยไม่จำเป็ที่จะต้องสนใจของที่อยู่ในระดับเหนือกว่าอย่างรากิญญาที่เห็นเพียงชั่ววูบนางเพียงต้องสนใจกับการค้นหาตันเถียนของตนเองและเปิดเส้นลมปราณที่ยังมองไม่เห็นให้ได้ทางที่ดีที่สุดคือทั้งหมดควรปรากฏให้เห็นก่อน่ที่จวนจะคึกคักที่สุดเพราะใน่เวลานั้นนอกจากดึงดูดให้คนไกลกลับบ้านแล้วหนึ่งในกลุ่มคนมากมายที่กลับมาหรือมาเยือนนั้นอาจมีคนที่เคย้าชีวิตนางรวมอยู่ด้วย
เด็กหญิงเริ่มจมดิ่งลงสู่สภาวะสมาธิมองสำรวจสภาวะภายในร่างกาย แล้วก็ต้องหวนคิดถึงคำพูดของตาเฒ่าคนนั้น
“อั้ยยะ! ยัยหนูร่างกายนี้ของเ้าเหล่าฟู่ไม่อาจล่วงล้ำ ด้านในซับซ้อนเกินไป!”
ยามนี้นางได้ตระหนักถึงคำว่า ซับซ้อนเกินไปแล้ว เพราะั้แ่ทิ้งจิตให้จมดิ่งลงอย่างเงียบเชียบเพื่อให้มันเคลื่อนที่จากกลางหน้าผากลงสู่ทะเลแห่งพลังลำแสงแห่งจิตสาดส่องไปทั่วทั้งมิติภายในสว่างจนเห็นเส้นสายประหลาดร่างกายนี้กลับเต็มไปเส้นชีพจรที่ทรงพลังอย่างน่าใทุกการเคลื่อนไหวของเ้าเส้นสายนี้เพื่อขับเคลื่อนกลไกชีวิตของมันแข็งแรงและกว้างใหญ่เส้นเืแต่ละเส้นราวกับจะรองรับการสูบฉีดได้ไม่สิ้นสุดการขยับของมันแต่ละครั้งทรงพลังจนไม่มีเค้าลางเลยว่าร่างนี้ทำได้เพียงนอนนิ่งอยู่กับที่มานานถึงสิบเอ็ดปีเต็ม
และเมื่อยามเพ่งพินิจดูส่วนกระดูกแต่ละโครง แต่ละข้อ นางก็เกือบหยุดหายใจโครงกระดูกสีขาวสะอาดที่ก่อเกิดเป็โครงสร้างร่างกายนี้แข็งแกรงมหาศาลและล้ำค่าอย่างยิ่งนี่ไม่ใช่กระดูกในรูปแบบปกติ เจี้ยนหนิงตระหนักอย่างตระหนกอยู่ในใจในชาติที่แล้วแม้ว่านางจะไม่ได้มีประสบการณ์ร้อยปี แต่ก็เคยฝึกวรยุทธ์เข้าใจโครงสร้างร่างกาย เส้นชีพจรและเส้นลมปราณในระดับที่มองจุดแข็งและจุดอ่อนในร่างกายมนุษย์ได้ไม่เลวแต่สิ่งที่กำลังอยู่ตรงหน้านี้ ดูจะออกจากขอบเขตความเป็มนุษย์แล้วเข้าสู่สภาวะ...ปีศาจจำแลง?
รวมเส้นชีพจรที่มั่นคงแข็งแรงกระดูกและโครงสร้างร่างกายที่แข็งแกร่งจนน่ากลัวหากนี่เป็ร่างกายที่ได้มาโดยธรรมชาติก็นับว่าไม่แปลกที่จะอายุสั้นเพราะนำมาซึ่งการขัดกฎ์โดยแท้แต่หากร่างกายนี้เป็ร่างกายที่เป็รากฐานของสายสกุลเจี้ยน การที่สายสกุลนี้จะก้าวขึ้นสู่การเป็ผู้นำของตระกูลมู่หรงได้มั่นคงมาหลายทศวรรษก็นับว่าเป็เหตุผลอันสมควรแต่สิ่งนี้ก็อาจเป็ความลับถึงชีวิตที่ไม่อาจเปิดเผยได้
เจี้ยนหนิงรู้สึกหนาวถึงแก่นกระดูกเมื่อคิดว่าหากนี่ไม่ใช่พร์ของสายตระกูลเจี้ยนแต่เป็เพียงร่างกายที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างตั้งใจเพื่อจุดประสงค์บางประการความแข็งแกร่งอันน่าสะพรึงนี้ก็ยิ่งไม่น่าแปลกใจหากมีคนล่วงรู้ความลับนี้เข้าและมีแต่มู่หรงเจี้ยนหนิงต้องตายั้แ่ยังไม่ทันลืมตาดูโลกเท่านั้นสายสกุลอื่นถึงจะได้ลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้ สุดท้ายก็ทำได้เพียงถอนหายใจการคาดเดาไปต่าง ๆ นานา ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นรังแต่จะทำให้ความฟุ้งซ่านขัดจังหวะการหาสิ่งสำคัญให้ช้าลงหลังจากนี้คงจะต้องทดสอบกระดูกและเส้นชีพจรเหล่านี้สักหน่อยร่างกายที่สมควรพร้อมแก่การฝึกยุทธ์เช่นนี้ แต่หากหาตันเถียนและเส้นลมปราณไม่เจอมีแต่จะทำให้นางแค้นจนกระอักเืตายก็เท่านั้น
นางรวบรวมจิตกลับมายังจุดเพ่งพินิจลบความสนใจเื่กายภาพแล้วพาตัวเองเข้าไปในอีกมิติแห่งพลังในร่างกายแสงสว่างนั้นไล่ไปตามเส้นชีพจร อวัยวะค้นหาอย่างละเอียดลออและนุ่มนวลเพราะตนเองก็้าที่จะเข้าใจความแข็งแกร่งทางกายไปพร้อมกับการกระตุ้นการเปิดเผยตำแหน่งของตันเถียนและเส้นชีพจร
ในขณะที่กำลังสำรวจ ไม่ช้า ไม่เร็วเนิ่นนานเท่าไหร่ก็ไม่อาจคำนวณได้ ในห้วงความเคว้งคว้างของผวังแห่งจิตเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากที่ไหนสักแห่ง น้ำเสียงนั้นงดงาม ชวนฝัน ทุ้มต่ำ และ...
ไร้ความสามารถถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ปากจัด