หากจะถามถึงสำนักอันดับหนึ่งของ อาณาจักรัรุ่งโรจน์ ผู้คนทั่วหล้าคงจะต้องเอ่ยเป็เสียงเดียวกันว่าคงเป็สำนักปราณพิทักษ์ฟ้า ไม่ผิดอย่างแน่นอน
สำนักใหญ่ที่มีอายุมาหลายร้อยปีนับั้แ่มีการสถาปนาอาณาจักรแห่งนี้ขึ้น สำนักที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมายสืบทอดต่อกันมาหลายรุ่น สำนักที่เป็ผู้นำสำนักอื่น ๆ ในการพิทักษ์คุณธรรม และต่อสู้กับพวกพรรคมารที่คอยจ้องจะทำลายทุกสรรพสิ่ง พร้อมกับยึดครองทุกอย่างบนแผ่นดิน…
สำนักปราณพิทักษ์ฟ้าในรุ่นปัจจุบัน มีปรมาจารย์เ้าสำนักนามว่า วู่เทียนหลาง (ัฟ้าผู้รู้แจ้ง) อายุอานามน่าจะใกล้ครบแปดสิบปีแล้ว แต่สุขภาพร่างกายยังแข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บใด ๆ มากล้ำกราย ว่ากันว่า วู่เทียนหลางนั้นเป็ นักสู้ระดับปราณเทวะขั้นกลาง บ้างก็ว่าเขานั้นทะลวงเข้าสู่ขั้นสุดยอดเรียบร้อย และอีกไม่นานก็จะถึงระดับปราณพระเ้าขั้นต้น ซึ่งยังไม่เคยมีการบันทึกในประวัติศาสตร์ว่า มีผู้ใดทำได้มาก่อน
แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ก็อาจเป็เพียงแค่ข่าวลือที่เล่า ต่อ ๆ กันมาก็เป็ได้ เพราะแท้จริงแล้วก็ยังไม่มีใครรู้ระดับการฝึกฝนที่แท้จริงของ วู่เทียนหลางเลยสักคนเดียว แม้แต่รองเ้าสำนักาุโ กับคนอื่น ๆ ที่ใกล้ชิด…
และเมื่อเอ่ยถึงปรมาจารย์เ้าสำนักไปแล้ว ก็คงจะไม่กล่าวถึง รองเ้าสำนักกับฝ่ายต่าง ๆ ภายในสำนักมิได้
สำนักปราณพิทักษ์ฟ้านั้น มีรองเ้าสำนักนามว่า ฮั่วหยางอิง (อินทรี์ทองคำ) อายุอ่อนก่อน วู่เทียนหลางประมาณ 5 ปี มีระดับการฝึกฝนอยู่ใน ชั้นปราณเทวะขั้นต้นมาหลาย 10 ปี ซึ่งเขามิอาจทะลวงจุดชีพจรไปถึงขั้นกลางได้ด้วยเหตุผลบางอย่าง
จากนั้นตำแหน่งในสำนักจึงแบ่งเป็อีก 6 ฝ่าย ซึ่งแต่ล่ะฝ่ายก็จะมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ และศิษย์เอกของตนเอง ซึ่งแยกย่อยได้ดังนี้
ฝ่ายต่อสู้
ฝ่ายโอสถ
ฝ่ายจิตปราณ
ฝ่ายอักษร
ฝ่ายอาวุธ
ฝ่ายงานรับใช้ทั่วไป
ซึ่งจะมีอยู่ฝ่ายเดียวใน 6 ฝ่าย ที่ไม่มี อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ กับศิษย์เอก นั้นก็คือฝ่าย งานรับใช้ทั่วไป
ฝ่ายนี้จะมีเพียงแค่ผู้ที่เรียก หัวหน้าใหญ่คนเดียวซึ่งได้รับการแต่งตั้งจาก วู่เทียนหลาง โดยตรงให้ คอยดูแลเื่สัพเพเหระทุกอย่างในสำนัก ไม่ว่าจะเป็เื่อาหารการกิน เื่การหาทำสวนปลูกพืช เลี้ยงสัตว์อสูรฟ้าดิน เื่ความสะอาดทุกอย่าง (เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย) หรือจะเรียกว่าฝ่ายคนรับใช้ก็ไม่ผิดนัก
ส่วนใหญ่ผู้ที่ทำงานในส่วนนี้ ล้วนแต่เป็ลูกหลานของชาวบ้านผู้ยากจน ไม่ก็คนพิการช่วยเหลือตนเองไม่ได้ วู่เทียนหลางรับพวกเขาเข้ามาทำงานในสำนักพร้อมกับให้ค่าตอบแทนที่คุ้มค่า และยังกำชับบรรดาลูกศิษย์ทุกคนอย่างเข้มงวดว่า ห้ามมิให้ผู้ใด แสดงอาการดูถูก เหยียดหยามคนของฝ่ายนี้ ห้ามรังแกหรือกลั่นแกล้งเด็ดขาด หากมีศิษย์คนไหนฝ่าฝืน ศิษย์ผู้นั้นจะถูกลงโทษขั้นร้ายแรง นั้นคือการถูกขับออกจากสำนักทันที และ วู่เทียนหลาง จะไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น แม้ว่าเื้ัของคนผู้นั้น จะมีขุนนางใหญ่ในราชสำนักคอยสนับสนุน หรือตัวของคนผู้นั้นจะเป็ถึงเชื้อพระวงศ์ก็ตาม...
เหล่าลูกศิษย์รุ่นใหม่ที่จะมาเข้าร่วมงานทดสอบในแต่ล่ะปี สามารถเลือกได้ว่า ตนเองอยากเข้าไปอยู่ฝ่ายไหนของสำนัก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะหนีไม้พ้น ฝ่ายต่อสู้ กับฝ่าย จิตปราณ เพราะสองฝ่ายนี้เรียกได้ว่าเป็ที่้าของใคร หลาย ๆ คน เพราะเมื่อ ฝึกฝนจนครบ 4 ปี และออกสู่มาสู่โลกภายนอก ศิษย์เอกที่เก่งกาจบางคนอาจเป็ถึงระดับแม่ทัพป้องกันอาณาจักรเลยด้วยซ้ำ หรือบางคนอาจจะได้เป็ถึงราชบุตรเขยของบางอาณาจักรเลยก็มี
ส่วนฝ่ายโอสถ ฝ่ายอักษร และฝ่ายอาวุธนั้น มีคนจำนวนน้อยมากที่อยากจะเข้าไป เพราะด้วยเหตุผลที่ว่า เนื้อหาในการเรียนรู้ค่อนข้างจะเข้าใจยาก ถึงแม้ว่าเมื่อฝึกฝนจนแตกฉานครบ 4 ปี แล้วจะสามารถหาเงิน สร้างชื่อเสียงได้มากกว่าฝ่ายต่อสู้ กับ ฝ่ายจิตปราณ ก็ตาม..
ดังคำกล่าวที่ว่า โอสถวิเศษ 1 เม็ดมีค่ายิ่งกว่าทองคำพันแท่ง อาวุธวิเศษหนึ่งชิ้นมิอาจประเมินราคาได้ และ อาชีพที่หายากยิ่ง แถมมีมีอำนาจพอ ๆ กับ จักรพรรดิของอาณาจักรเล็ก ๆ อาณาจักรหนึ่งนั้นก็คือ อาชีพ นักตำราอสูร..
เหตุใดอาชีพนี้จึงสำคัญนัก?
สาเหตุก็เป็เพราะการจะหาถิ่นที่อยู่ของสัตว์อสูรฟ้าดินระดับสูงนั้นทำได้อย่างยิ่ง จำเป็จะต้องใช้ผู้ที่ศึกษาบันทึกโบราณมาเป็อย่างดี แถมเมื่อพบแล้ว ในยามที่ต้องต่อสู้ก็ต้องรู้จุดอ่อนของพวกมันเพื่อให้ง่ายในการเอาชนะ และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ไม่มีนักสู้คนไหนสามารถมองเห็น จิตปราณ เคล็ดวิชา กับผลึกล้ำค่าที่อยู่ภายในตัวของสัตว์อสูรฟ้าดิน นักสู้ต้องใช้ดวง คาดเดาเอาเองว่า เมื่อมีชัยชนะจะได้รับสิ่งใดตอบแทน หากโชคดีก็อาจจะได้ของคุ้มค่าเหนื่อย แต่ถ้าโชคร้ายก็อาจจะเสียเวลาเปล่า แถมยังเจ็บตัวฟรี แต่ถ้ากลับกัน หาก พวกเขามี นักตำราอสูรอยู่ข้างกาย คนคนนี้ก็จะใช้ความรู้ที่สั่งสมมองหาลักษณะเด่นของสัตว์อสูรฟ้าดิน
ก่อนจะสรุปว่านักสู้จะได้สิ่งใดเป็รางวัล แม้นผลลัพธ์อาจจะไม่ได้แม่นยำ 100% ทุกครั้งเสมอไป แต่ก็มีโอกาสสูงที่นักตำราอสูรจะถูกต้อง นี่จึงเป็ผลว่าทำไม อาชีพ นี้จึงมีความสำคัญนัก...
แต่ก็อย่างที่กล่าวมาในตอนแรก แม้ว่า อาชีพนักตำราอสูร อาจจะสร้างเงินจำนวนมหาศาลกับอำนาจล้นฟ้า จนเกินคนคนหนึ่งจะจินตนาการได้ แต่มันก็ยากนักที่จะเรียนรู้จนแตกฉานภายใน 4 ปี แถมมันยังมีความเสี่ยงสูงตามมาด้วย เพราะหากมีขุนนางใหญ่ หรือ จักรพรรดิของอาณาจักรไหนจ้างไปทำงาน แล้วเกิดความผิดพลาดจนสร้างความไม่พอใจ เขาก็อาจจะถูกสังหารได้ในพริบตา หรือต่อให้ในบางครั้งทำสำเร็จก็ใช่ว่านักตำราอสูรจะรอดตายเสมอไป ลองคิดดูเล่น ๆ ว่า จะมีจักรพรรดิองค์ไหน อยากให้คนของอาณาจักรอื่นได้ตัวนักตำราอสูรไปใช้งาน เพื่อมาเล่นงานบ้านเมืองตนเองในภายหลัง
นี่จึงเป็อีกสาเหตุหนึ่งว่า ทำไมอาชีพนักตำราอสูร จึงมีน้อยนักในโลกแห่งนี้
ซึ่งบางทีถ้า ห่าวหรานได้เข้าไปเป็ศิษย์ของสำนักปราณพิทักษ์ฟ้าในฝ่ายอักษร เขาก็อาจจะกลายเป็คนที่มั่งคั่ง และมีอำนาจมากที่สุดคนหนึ่งในอาณาจักรก็เป็ได้ แต่มัรก็ช่างเป็เื่น่าขันนัก เพราะชะตาชีวิตของห่าวหรานมิได้ถูกกำหนดมาให้เดินในเส้นทางสายนี้…
จบบทที่ 8