บทที่ ยี่สิบสอง
ภารกิจที่ไม่ทำ
ขณะเดียวกันกับที่โรงเก็บฟืน จ้าวจวิ้นหยางกำลังไล่เค้นคำสารภาพจากสายลับของเฮยตูเสียงฝีเท้าหนักและคำถามดังเป็ระยะ แต่ทางอีกด้านหนึ่งในเรือนพักฟ่านหนิงกลับกำลังเจอปัญหาที่ไม่เกี่ยวกับคดี ไม่เกี่ยวกับศัตรูภายนอกหากแต่เป็เื่ปวดหัวเสียยิ่งกว่าการต่อสู้กับนักฆ่าร้อยคนเสียอีก
เพราะสิ่งที่นางต้องเผชิญในเวลานี้คือเ้าระบบเ้ากรรมที่โผล่มาอย่างไร้สาเหตุและยังส่งภารกิจให้ไม่หยุด
“ผูกสัมพันธ์กับจ้าวจวิ้นหยาง...?” ฟ่านหนิงพึมพำกับตัวเองพลางยกมือกุมขมับร่างระหงในชุดแพรนอนสีขาวนั่งไขว่ห้างบนตั่งเตี้ยในห้องพักพลางขมวดคิ้วอย่างเคร่งเครียด “นี่เ้าล้อข้าเล่นหรืออย่างไร? เ้ามันระบบบ้าระบบบออะไรถึงได้สั่งให้ข้าไปสานสัมพันธ์กับเขา! ข้าไม่ทำ!”
ด้านเสียงของระบบดังขึ้นพร้อมแสงเรืองกะพริบกลางอากาศแต่คราวนี้ไม่มั่นคงเหมือนทุกครั้ง “ติ๊ด..ภารกิจเสริม..ติ๊ด..กรุณาดำเนินการ..ติ๊ด..ผูกสัมพันธ์กับ”แล้วเสียงก็หายไปดื้อๆเหลือเพียงกล่องข้อความที่ปรากฏแล้วดับวูบไปอย่างน่าหงุดหงิด
“เ้ามีปัญหาอะไรนักหนา! พูดให้จบก่อนค่อยดับไม่ได้หรือ!” ฟ่านหนิงยกหมอนพิงปาใส่ข้อความที่ลอยกลางอากาศแม้จะทะลุไปโดยไม่กระทบอะไร แต่นางก็รู้สึกสะใจขึ้นมานิดหน่อย
“ติ๊ด..ระบบไม่เสถียร..เส้นเื่หลัก..ติ๊ด..ไม่คงที่..กรุณาให้ตัวละครฟ่านหนิงรักษาสมดุลของเส้นเื่..ติ๊ด..เพราะตัวละครหลัก..อยู่ไกลเกินไป”
“รักษาสมดุลหรือ?” ฟ่านหนิงเบ้ปาก “ข้าเพิ่งจะอยู่ห่างตัวเอกหลักทั้งสองเพื่อไม่ให้ป่วนเส้นเื่เ้ายังจะให้ข้าสร้างเื่ปวดหัวเพิ่มอีกหรือ? เ้า้าให้ข้าสนิทกับเขาไปเพื่ออะไร? เขาเกลียดข้าแทบตายอยู่แล้ว!”
“ติ๊ด..หากไม่ปฏิบัติตาม..ระบบมีปัญหา..ระดับตกต่ำ..ทั้งเื่จะ..ติ๊ด..ล่มสลายได้”
ฟ่านหนิงถึงกับยกสองมือขึ้นกุมศีรษะ “ให้ตายเถอะ! แค่คิดภาพว่าต้องไปพูดจาดีก็ยากแล้ว แล้วจะให้ไปพูดเสียงหวานก็แทบจะอาเจียนอยู่แล้วเ้าอยากให้ข้าตายด้วยความขยะแขยงตัวเองหรือไร!”
ระบบยังคงเรืองแสงกะพริบ “ติ๊ด..กรุณาปฏิบัติ”
“ไม่ทำ! เ้าจะะเิหรือดับไปข้าก็ไม่สน!” ฟ่านหนิงลุกพรวดขึ้นยืนพลางเดินวนรอบห้องเหมือนคนเสียสติ “หากเป็การสานสัมพันธ์ในด้านลบข้าทำได้ง่ายยิ่งกว่าปอกผลไม้ด้วยซ้ำ!แต่ให้ข้าสนิทสนม เอ็นดู หรืออ่อรหวาน? ไม่มีวันเสียละ!”
รุ่งเช้าฟ้านอกหน้าต่างเริ่มสว่างสวนในจวนเ้าเมืองฉีหลานอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้จากพื้นประจำถิ่นที่กำลังบานรับฤดูร้อนฟ่านหนิงเปลี่ยนเป็ชุดคลุมผ้าแพรสีม่วงเข้ม ผูกเอวด้วยสายคาดสีเงินเรียบง่ายนางก้าวออกมาจากเรือนพร้อมท่าทีอิดโรยเพราะทะเลาะกับระบบทั้งคืนแทบไม่ได้นอนแต่นางก็ยังไม่สามารถเจรจาเอาชนะได้
สายลมยามเช้าที่พัดกระทบใบหน้าเนียน ทำให้เส้นผมดำขลับปอยหนึ่งหลุดออกมาปรกแก้มนางยกมือเกลี่ยปอยผมเล็กน้อย พลางกวาดตามองรอบสวนเพื่อหาที่สงบใจแต่แสงข้อความโปร่งใสกลับโผล่มาตรงหน้าอีกครั้ง
“ติ๊ด..ภารกิจเสริมยังไม่สำเร็จ..กรุณาดำเนินการไม่ทำ ระบบ..ใกล้ล่มสลาย”
“โอ๊ย! เ้ายังไม่เลิกอีกหรือ!”ฟ่านหนิงยกมือกอดอกพลางเชิดหน้า “สายไปแล้วหรือไม่ เ้าคิดดูให้ดีสิ จ้าวจวิ้นหยางเกลียดข้าเสียยิ่งกว่าพิษงูพิษแมลงมองข้าเหมือนจะจับผิดทุกฝีก้าว จะให้ข้าไป ‘ผูกสัมพันธ์’ กับเขาเนี่ยนะ? เ้าลองหัดคิดในมุมของข้าบ้างสิ!” นางทั้งเอ่ยวาจาดูแคลน สบประมาท ไม่ยอมอ่อนข้อหัวรั้น มีอะไรที่นางกับจ้าวจวิ้นหยางจะยอมลดลาให้กันได้อีก
แต่ข้อความก็ยังกะพริบติดๆ ดับๆ ไม่ยอมตอบเป็คำ
ฟ่านหนิงถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วเริ่มบ่นยาว “เ้ามันระบบครึ่งๆ กลางๆไม่เสถียรแบบนี้ยังจะกล้าบังคับคนอีกหรือ?ถ้าคิดจะแก้ก็รีบไปแก้ตัวเองให้มันเรียบร้อยก่อนสิ ไม่ใช่มาปล่อยให้ข้าเดือดร้อนคนเดียวแบบนี้!”
“ติ๊ด..กรุณารักษความเสถียรระบบ”
“ไม่ต้องเตือนซ้ำข้าไม่ทำ! เ้าฟังให้ชัดๆ เลย”ฟ่านหนิงยกนิ้วชี้ขึ้นมาแล้วสะบัดไปตรงข้อความ“ข้าไม่ทำสิ่งนี้!ถ้าจะให้ทำข้าก็จะทำในแบบที่ถนัดที่สุดคือสร้างสัมพันธ์ด้านลบ! รับรองได้ว่าข้าเก่งด้านนี้แน่!”
นางสะบัดชายแขนเสื้อยาวของตนอย่างหัวเสียแต่แล้วเมื่อเห็นบ่าวคนหนึ่งเดินผ่านด้านนอกนางก็รีบทำท่าเก็บกลีบดอกไม้บนพื้นศาลา พอบ่าวคนนั้นเดินผ่านไปไกลนางก็ย่นจมูกหันกลับไปมองข้อความตรงหน้า
“ไม่ทำแน่นอน!” ฟ่านหนิงถึงกับลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ไม้ เดินไปมากลางศาลาแล้วตวาดเสียงต่ำ
….
ในเวลาใกล้เคียงกันนั้นเองจ้าวจวิ้นหยางที่เพิ่งออกจากโรงเก็บฟืนหลังจากสอบสวนสายลับจากเฮยตูแล้วแจ้งให้คนของแคว้นมู่ก่านมาจัดการต่อ ส่วนตนเองได้สิ่งที่้ามาแล้ว
จ้าวจวิ้นหยางนึกถึงภาพสตรีเมื่อคืนที่ทำเื่ใจกล้าอย่างการสั่งบ่าวรับใช้ให้มาจับสายลับมัดขังไว้โดยไม่เกรงใจใคร “...เ้าเป็คนเช่นไรกันแน่นะ” เขาพึมพำเบาๆนอกจากจะไม่หวาดกลัวแล้วนางกลับกล้าทำเช่นนี้ราวกับเป็เื่ธรรมดาสามัญ
เขาไม่คิดว่าฟ่านหนิงจะสังเกตเห็นความผิดปกติได้ต้องมีบางสิ่งที่ไม่ธรรมดาอะไรซ่อนอยู่แน่ๆ ขณะที่กำลังคิดอะไรเพลินๆเท้าของจ้าวจวิ้นหยางก็มาหยุดยืนที่ริมสวนอีกฝั่งเสียแล้วไม่รู้อะไรพาเขามาทางนี้ทั้งที่ไม่ใช้ทางกลับเรือนตนเองด้วยซ้ำ แต่มันก็ทำให้เขาเห็นร่างระหงในศาลาไม้ที่กำลังยืนกอดอกบ่นพึมพำกับอากาศเหมือนคนทะเลาะกับเงาตัวเอง ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูง แววตาแฝงความประหลาดใจ“นางกำลังทำอะไรอีกแล้ว?”
สายลมพัดชายผ้าคลุมของฟ่านหนิงโบกสะบัดผมดำขลับปลิวไปตามแรงลม แววตาเรียวโตระยับของนางเป็ประกายกร้าวราวกับกำลังเถียงใครบางคนอย่างเอาเป็เอาตายแต่รอบกายกลับไม่มีผู้ใดอยู่ด้วยสักคน
“นาง...คุยกับใคร” จ้าวจวิ้นหยางพึมพำเบาๆเขาแค่นหัวเราะในลำคอ เห็นทีนางจะไม่ปกติจริงๆ
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมองที่ฟ่านหนิงที่ยังคงบ่นไม่หยุด “ไม่ต้องเตือนซ้ำ ข้าไม่ทำ! เ้าฟังให้ชัดๆเลย” แล้วฟ่านหนิงก็ยกนิ้วชี้ขึ้นมาแล้วสะบัดไปมาในอากาศ “ข้าไม่ทำสิ่งนี้!ถ้าจะให้ทำจริงข้าก็จะทำในแบบที่ถนัดที่สุดคือสร้างสัมพันธ์ด้านลบไงเล่า! รับรองได้ว่าข้าเก่งด้านนี้แน่!”
ประจวบกับทีมีสาวใช้ของเรือนเดินผ่านมาพอดีฟ่านหนิงถึงหยุดไป นางก้มตัวเก็บกลีบดอกไม้ที่พื้นศาลาก่อนจะเริ่มเดินไปมาอีกครั้งหลังจากสาวใช้ของเรือนเดินหายไป
สายตาคมของจ้าวจวิ้นหยางหรี่ลงริมฝีปากส่ายหน้ากลั้นขำที่หลุดออกมาเล็กน้อย “คุณหนูใหญ่ฟ่าน...เ้าเป็สตรีที่ทำให้ข้าเดาไม่ออกจริงๆ”
เขายกมือไพล่หลังพลางก้าวเดินกลับ พร้อมกับความคิดที่ว่า ต่อจากนี้น่าจะต้องจับตาดูฟ่านหนิงให้มากกว่านี้ไม่ว่าจะเื่สายลับเฮยตู หรือแม้กระทั่งท่าทีแปลกประหลาดของนางเขาต้องรู้ให้ได้ว่านางกำลังซ่อนอะไรอยู่เื้ั
….
เช้าวันที่สามที่เมืองฉีหลานท้องฟ้าโปร่งใสแสงแดดอ่อนสาดลงมายังประตูเมือง คณะทูตของต้าหลิงเฉิงต่างจัดเตรียมสัมภาระเรียงรายรถม้าหลายคันเรียงต่อเป็ขบวนอย่างมีระเบียบเสียงม้าเชิดหัวฮึดฮัดปะปนกับเสียงคนรับใช้คอยเร่งเก็บของบรรทุกขึ้นรถ
เ้าเมืองเสวียนอู่ในชุดทางการเดินออกมาพร้อมบรรดาขุนนางผู้ติดตามใบหน้าเขามีรอยยิ้มสุภาพแต่สายตาแฝงความเหนื่อยล้าที่ต้องจัดการหลังจากเหตุการณ์ที่มีสายลับแฝงเข้ามาเขาย่อมรู้ดีว่าตนเองรับผิดชอบไม่ทั่วถึง เขาก้าวมาข้างหน้าพร้อมโค้งคำนับ
“ครั้งนี้เป็ความผิดพลาดของข้าที่ปล่อยให้มีผู้แฝงตัวเข้ามาในงานเลี้ยงและยังแอบตามคณะทูตจนทำให้เกิดเื่ราววุ่นวาย ข้ารู้สึกละอายเป็อย่างยิ่งจึงขออภัยต่อทุกท่านก่อนจะจากกัน”เสวียนอู่เอ่ยด้วยเสียงจริงใจ
บรรดาขุนนางที่อยู่ข้างหลังต่างโค้งตัวตามคำของเ้าเมืองบรรยากาศยังคงสงบ ไม่ได้มีการเอาเื่จากทั้งฝั่งของต้าหลิงเฉิงแต่อย่างใด
เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว เหล่าทหารยามเปิดทางสำหรับขบวนรถม้าผู้คนในเมืองที่รู้ข่าวก็พากันมามุงดูเพื่อส่งคณะทูต บ้างก็โบกมือ บ้างก็เอ่ยคำอวยพรให้เดินทางโดยปลอดภัย
ก่อนที่ฟ่านหนิงสตรีหนึ่งเดียวของคณะยืนอยู่ด้านหลังสุดนางเงยหน้ามองท้องฟ้าเล็กน้อยก่อนก้มสะบัดชายกระโปรงเตรียมจะหันหลังแยกตัวกลับเข้ารถม้าเพราะตนไม่ได้มีหน้าที่ที่ต้องอำลาใครเป็พิเศษ
แต่หลังจากเดินมาสักครู่ ก่อนที่ฟ่านหนิงจะก้าวขึ้นรถม้าประจำตัวเสียงเรียกนางก็ดังขึ้น “คุณหนูฟ่าน โปรดรอก่อน”
นางจึงหยุดเท้าแล้วหันกลับไปเห็นเสวียนชิงเหยียนในชุดผ้าสีม่วงเข้มกำลังเดินเข้ามาใบหน้าเขามีรอยยิ้มอย่างสุภาพส่งมาให้นางแต่แววตากลับลึกซึ้งราวกับมีบ้างสิ่งซุกซ่อน ในมือถือกล่องไม้ทรงยาวประณีตกล่องนั้นทำจากไม้หอมแกะลายกลีบดอกบัวละเอียดอ่อนเสวียนชิงเหยียนยื่นกล่องไม้นั้นออกมาตรงหน้านาง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“นี่คือสิ่งที่มารดาข้ามอบให้ฝากถึงคุณหนูฟ่านท่านแม่รู้สึกผิดที่ไม่อาจดูแลคุณหนูฟ่านได้ดีนัก เนื่องจาก่นี้ร่างกายไม่แข็งแรงข้าจึงนำมามอบแทนคำขอโทษของมารดา”
ฟ่านหนิงเลิกคิ้วเล็กน้อยั์ตาคมมองเขาสลับกับกล่องไม้ตรงหน้านางมิได้อยากรับของจากเสวียนชิงเหยียนเท่าไร แต่เมื่อได้ยินว่าเป็ของจากมารดาเขานางก็ลังเลอยู่ชั่วขณะ มือเรียวบางวางไว้เหนือกล่องโดยไม่แตะต้องทันที สีหน้าแฝงความคิดราวกับกำลังชั่งใจ
เสวียนชิงเหยียนเห็นดังนั้นก็เอ่ยด้วยรอยยิ้มอบอุ่น “คุณหนูฟ่าน สิ่งนี้เป็ของที่มารดาฝากไว้เ้าก็คงไม่อยากให้ข้าต้องถือกลับไปใช่หรือไม่”
คำพูดของเขาทำให้นางถอนหายใจแ่ มือเรียวขาวเนียนสะอาดจึงยื่นไปรับกล่องไม้นั้นมาไว้ในอ้อมแขนฟ่านหนิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยแล้วเอ่ยเสียงราบเรียบ “ฝากขอบคุณฮูหยินเสวียนแทนข้าด้วยขอให้นางหายจากอาการเจ็บป่วยในเร็ววัน”
ดวงตาของเสวียนชิงเหยียนพลันฉายแววยินดีทันทีที่เห็นนางยอมรับกล่องไม้ไปสีหน้าที่สงบนิ่งของเขามีรอยยิ้มเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวแล้วโค้งศีรษะให้พลางเอ่ยคำลา
“ขอให้การเดินทางของคุณหนูฟ่านและคณะทูตเป็ไปโดยสวัสดิภาพหากมีวาสนา หวังว่าจะได้พบกันอีก”
จบคำลาของชายหนุ่มฟ่านหนิงกลับไม่เอ่ยตอบสิ่งใดเพียงค้อมตัวเล็กน้อยเป็การรับมารยาท ก่อนหมุนตัวเดินขึ้นรถม้า กล่องไม้ถูกวางไว้ข้างตัวอย่างระมัดระวังผ้าม่านรถม้าค่อยๆ ถูกดึงลงปิดกั้นสายตาที่มองตามมา
เสียงสัญญาณจากหัวขบวนดังขึ้น ทหารนำทางะโเร่งม้าขบวนรถม้าเริ่มขยับเคลื่อนอย่างเป็จังหวะพร้อมเพรียงก้อนหินกระทบกับล้อดังกรอบแกรบ ผู้คนโบกมือลาจนขบวนรถค่อยๆ ลับสายตา เหลือเพียงฝุ่นคลุ้งที่ลอยฟุ้งอยู่กลางอากาศ
เ้าเมืองเสวียนอู่ส่งแขกบ้านแขกเมืองด้วยความโล่งใจที่เวลาสิ้นหน้าที่อย่างเป็ทางการแต่กับเสวียนชิงเหยียนกลับยืนมองตามด้วยความรู้อาลัยจนขบวนรถม้าพ้นเขตประตูเมืองออกไปเหลือไว้แต่ความว่างเปล่าและความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายได้
….
แสงตะวันอุ่นสาดลงบนถนนใหญ่ที่ทอดตรงสู่ประตูเมืองหลวงของแคว้นมู่ก่านเมืองหลวงอันมีนามว่า ‘อวี่หนาน’ ตัวเมืองตั้งตระหง่านอยู่กลางที่ราบลุ่มรายล้อมด้วยกำแพงสูงสีหม่นที่ทอดยาวสุดสายตาด้านนอกมีแม่น้ำใหญ่คดเคี้ยวเป็เสมือนคูเมืองธรรมชาติ ทำให้ทิวทัศน์แลดูสวยงามและอุดมสมบูรณ์ไปพร้อมกัน
การเดินทางของคณะทูตของต้าหลิงเฉิงจากเมืองฉีหลานจนถึงเมืองอวี่หนานกินเวลาอีกหลายวันผ่านหัวเมืองอีกสองเมืองต่อเนื่องฟ่านหนิงที่ถึงแม้จะนั่งในรถม้าตลอดทางแต่นางก็คอยระวังภัยอยู่เสมอจนมาถึงเมืองหลวงอวี่หนานนางแทบไม่อยากเชื่อว่านับั้แ่ออกจากเมืองฉีหลานจะไม่เคยเกิดเหตุการณ์หลบซ่อนก่อกวนหรือโจมตีระหว่างทางเลยสักครั้งบนท้องถนนมีเพียงลมพัดเอื่อยและเสียงฝีเท้าม้าเป็เพื่อน
นั้นเพราะในชาติที่แล้วนางจำได้ หลังจากผ่านเมืองฉีหลานยังเกิดเื่วุ่นวายถึงสามครั้ง มีทั้งการซุ่มโจมตี และการก่อกวนหากพอมาครั้งนี้กลับสงบอย่างผิดคาด ฟ่านหนิงเอนตัวพิงเบาะรถม้าคิ้วเรียวงดงามขมวดเข้าหากันพลางครุ่นคิด
หรือว่าเพราะครั้งนี้ไม่มีถังหลันชิงกับหานอี้เหอร่วมทางเื่ราวจึงไม่บังเกิดเหมือนเก่า เพราะไม่ต้องสร้างสถานการณ์ลุ้นระทึกให้ตัวเอกพบเจอร่วมกัน? หรืออาจเป็เพราะซื่อจื่อแห่งหลินฝูโหวผู้นำคุ้มกัน? จ้าวจวิ้นหยางที่สามารถกันภัยรอบด้านเสียจนพวกโจรผู้ร้ายยังมิกล้าโผล่หัวออกมาเหมือนคนที่มีสามเศียรแปดกรเขาทำได้ถึงขนาดนั้นที่เหนือความสามารถของหานอี้เหออีกหรือ? ฟ่านหนิงบ่นกับตัวเอง
ไม่ว่าด้วยเหตุใดการเดินทางที่ไร้เหตุการณ์กลับทำให้นางอดแปลกใจไม่ได้ความสงบนี้จะคงอยู่ต่อไปหรือไม่ยังเหลือให้ลุ้นอีกหนึ่งที่คือในเมืองหลวงอวี่หนานซึ่งเป็จุดหมายใหญ่สุดท้าย
เมื่อขบวนทูตใกล้ถึงกำแพงเมือง เสียงฆ้องกลองก็ดังขึ้นต้อนรับคณะทหารรักษาเมืองเรียงแถวอย่างเป็ระเบียบที่ประตูเมืองผู้คนมากมายต่างพากันมุงดู มีทั้งโห่ร้องแสดงความยินดีและบางส่วนก็มองอย่างจับตามองด้วยความอยากรู้
องค์ชายรัชทายาทแห่งแคว้นมู่ก่านเสด็จออกมาต้อนรับด้วยพระองค์เองที่หน้าประตูเมืองฉลองพระองค์ที่สวมเป็ผ้าไหมสีทองปักลายัเล่นเมฆ ทำให้บุคลิกสูงศักดิ์ของพระองค์ยิ่งชัดเจนบรรดาขุนนางและทูตฝ่ายบุรุษต่างพากันลงจากรถม้าก้าวออกไปโค้งคำนับและสนทนาเพื่อแสดงไมตรี
ฟ่านหนิงมิได้ออกไปร่วมในพิธีต้อนรับครั้งนี้เพราะในพิธีไม่มีสตรีฝ่ายในของแคว้นมู่ก่านออกมาต้อนรับเื่นี้ที่นางรู้ดีและจะไม่ทำพลาดขายหน้าเช่นชาติที่แล้วอีก ชาติที่แล้วนางเสนอตัวตามคณะไปด้วยเพื่อจะสร้างความโดดเด่นแต่กลับกลายเป็ทำให้ตัวเองเสื่อมเสีย เพราะไม่มีสตรีฝ่ายในคนอื่นเลยสักคน โดยหลังจากนั้นตลอดเวลาที่อยู่ที่อวี่หนานสตรีฝ่ายในของราชวงค์มู่ก่านจึงดูแคลนนางนักที่ไม่สงวนจากวันแรกทำให้ถังหลันชิงได้รับคำชมขึ้นไปอีก
ครั้งนี้กลับกันนางแยกตัวและตรงไปยังจวนที่พักคณะทูตทันทีภายในจวนมีเรือนพักแยกเป็สัดส่วน สะอาดเรียบร้อยพร้อมสำหรับการอยู่พักหลายวันฟ่านหนิงปลดผ้าคลุมไหล่แล้วนั่งลงบนตั่งดวงหน้าที่งดงามซ่อนรอยยิ้มที่พอใจอย่างเกียจคร้าน “ปล่อยให้บุรุษพวกนั้นทำหน้าที่ของพวกเขาเถอะ”
นางว่าไปแล้วก็ี้เีนักเดินทางก็เหนื่อยจะหางานเพิ่มให้ตัวเองทำไม เดี๋ยวก็มีงานเลี้ยงต้อนรับคืนนี้อีกรีบพักผ่อนก่อนจะดีกว่า นางจึงเอนตัวลงอย่างสบายพลางทอดสายตามองหลังคาไม้เหนือศีรษะทว่าในยามนั้นเสียงกระดิ่งใสกังวานที่ฟ่านหนิงรู้จักดีพลันดังขึ้นในหู
“ติ๊ง! ภารกิจเสริม :เร่งสานสัมพันธ์! ไม่สำเร็จจะมีบทลงโทษ!”
ข้อความจากระบบกะพริบขึ้นตรงหน้า เสียงดังที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งใน่นี้ฟ่านหนิงหรี่ตา สีหน้ามิได้หวั่นไหวนางเอียงศีรษะนอนตะแคงบนตั่งตอบในใจอย่างี้เี “เ้าระบบเ้าเื่มากเกินไปแล้ว ภารกิจเสริมไม่ทำก็ไม่ตาย ไม่เห็นต้องฝืนรอกลับไปหลงซวนก็กลับมาเสถียรเอง”
ระบบนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนส่งเสียงเตือนซ้ำ “หากภารกิจไม่สำเร็จ จะถูกลงโทษ!”
ฟ่านหนิงหัวเราะหึเบาๆ แล้วปิดตา “ก็ลองดูข้าไม่สน”
จนกระทั่งค่ำคืนมาเยือน ก่อนงานเลี้ยงต้อนรับจะเริ่มฟ่านหนิงที่แต่งกายพร้อมออกไปงานต้อนรับ เสียงแจ้งเตือนที่ดังถี่ขึ้นเรื่อยๆใน่นี้ก็ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมข้อความสีแดงใหญ่เจิดจ้า “ภารกิจจะล้มเหลวในอีกสาม”
“สอง”
“หนึ่ง”
หลังการนับถอยหลังจบพร้อมกันนั้นแก็เกิดข้อความสีแดงจากอากาศพุ่งวนรอบตัวหญิงสาวเป็คำว่า “ภารกิจล้มเหลว!ภารกิจล้มเหลว! ภารกิจล้มเหลว!”
ตัวอักษรเรืองแสงปรากฏรอบห้องระบบเอ่ยซ้ำไม่หยุดเหมือนตั้งใจจงใจแกล้ง ฟ่านหนิงพลิกกายบนตั่งไปมาอย่างรำคาญ
“ข้ารู้แล้วว่าล้มเหลวเลิกแจ้งเสียที! เ้าจะร้องซ้ำไปอีกกี่ครั้งกัน!” นางขมวดคิ้วแต่ก็ไม่คิดลุกขึ้นแก้ไข
เสียงระบบแจ้งต่อ “การลงโทษจากระบบ ระดับ : แปด”
“นี่คือการลงโทษหรือ?” ฟ่านหนิงเบิกตาโพลงมองข้อความน่ารำคาญเล่านี้แล้วถามกลับทันที“แล้วนี่มันมีกี่ระดับกันแน่?”
ระบบตอบเสียงเรียบ “สิบระดับหากไม่เร่งแก้ไขตอนนี้จะเพิ่มระดับการลงโทษขึ้นเรื่อยๆ ระดับสูงสุดระดับที่หนึ่ง”
ฟ่านหนิงถอนหายใจหนักๆ มือเรียวยกขึ้นก่ายหน้าผาก “สิบระดับหรือ...ขนาดระดับที่แปดยังน่ารำคาญขนาดนี้” ถึงอย่างนั้นนางก็ตั้งใจแล้วว่าจะไม่ทำภารกิจไร้สาระนี้อย่างเด็ดขาดต่อให้ถูกลงโทษก็ช่างเถอะ เมื่อกลับเมืองหลวงเดียวข้อความก็หายไปเอง
ขณะที่เสียงแจ้งเตือนยังวนเวียนอยู่รอบตัว แต่ฟ่านหนิงเพียงสูดลมหายใจหลับตาลงแล้วพึมพำเบาๆ“จะกี่ระดับก็แล้วแต่ ข้าไม่สนใจ”