“บุตรชายคนเล็กท่านเจ้าเมือง สภาพราวกับซากศพเดินได้”
ชาวบ้านเข้ามารุมล้อมหน้าภัตตาคาร สายตามองคุณชายผู้มีวาสนาเกิดมาในจวนใหญ่แต่กระทำตัวเหลวแหลก แต่ก่อนคุณชายสามสกุลจิ่นมิใช่คนเช่นนี้ ผีตัวใดเข้าสิงถึงได้ก้าวร้าว มาโวยวายอยู่หน้าภัตตาคารโดยมิเกรงกลัวว่าผู้เป็นบิดาจะอับอาย
อาเฟยนั่งกอดขาคุณชายไม่ให้มีเรื่อง “คุณชายพวกเรากลับจวนเถิดขอรับ พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่”
“เจ้าปล่อยข้าเดี๋ยวนี้” พยายามสะบัดขาให้พ้นการเกาะกุม
“คุณชายขอรับ เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ท่านสั่งอาหารกลับไปทานที่จวน” หวังหลงจู๊หาหนทางประนีประนอมเพราะไม่อยากมีเรื่อง
“ถอยไป!” บ่าวของจวนเจ้าเมืองเกือบยี่สิบคนกรูเข้ามาจับตัวคุณชายสามที่กำลังทำเรื่องขายขี้หน้ากลับจวน
“ปล่อยข้า!” จิ่งหลงพยายามดิ้นรนแต่ดูเหมือนว่าเรี่ยวแรงอันน้อยนิดจะสู้บ่าวตัวใหญ่มิได้ จึงถูกหามขึ้นรถม้ากลับจวน
เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ถูกคลี่คลาย
“ข้าต้องขออภัยหลงจู๊และทุกท่านที่อยู่ตรงนี้ด้วย น้องชายของข้ามีอาการป่วยได้หลายวันแล้ว มิคิดว่าเขาจะหนีออกจากจวนมาสร้างความวุ่นวาย”
คุณชายใหญ่สกุลจิ่นประสานมือคารวะทุกคนที่ยืนอยู่หน้าภัตตาคารหย่งเล่อ
“คุณชายอย่าได้กังวล พวกเรามิได้ถือสา หากคุณชายสามจิ่งหายป่วยแล้วเรียนเชิญมาเยือนภัตตาคารของเราได้ทุกเมื่อ” หวังหลงจู๊ช่วยคลี่คลายสถานการณ์
เมื่อชาวบ้านรู้ว่าบุตรชายคนเล็กของท่านเจ้าเมืองป่วยจึงไม่ถือสา เสียงซุบซิบนินทาเรื่องที่เกิดขึ้นภายในเมืองเริ่มขึ้นอีกครั้ง
“พวกเจ้าว่าช่วงนี้เกิดอันใดขึ้น ระหว่างที่ข้าเดินผ่านศาลาว่าการได้ยินว่ามีคนอาละวาดไล่ทำร้ายผู้คนจึงถูกเจ้าหน้าที่ของทางการจับตัวไป”
“จริงหรือ?”
“จริงสิ”
ชาวบ้านจับกลุ่มพูดคุยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ เมืองโยวโจวถูกตรวจตราอย่างเข้มงวดเพื่อรักษาความสงบ แต่ยามนี้กำลังเกิดอะไรขึ้น ผู้คนถึงได้เสียสติมากขึ้น
“ปล่อยข้า!” จิ่นหลงโวยวายด้วยความฉุนเฉียว ยกเท้าถีบบ่าวรับใช้แต่ตัวเองกลับเซจนทำให้ล้มหงายหลัง
“ห้ามผู้ใดเข้าไปช่วยเหลือ!” จิ่นปู้อี้บุตรชายคนโตของท่านเจ้าเมืองสั่งบ่าวรับใช้เสียงเข้ม
“พี่ใหญ่! ท่านทำกับข้าแบบนี้เพื่ออันใด ข้าเป็นน้อยชายท่านนะ”
น้ำเสียงอ่อนแรงตัดพ้ออยู่กับพื้น มือพยายามยื่นออกไปขอความช่วยเหลือจากพี่ชาย
“สภาพเจ้าราวกับซากศพ ออกไปหาเรื่องชาวบ้าน เจ้ามิคิดจะไว้หน้าท่านพ่อเลยหรือ” มันเกิดอะไรขึ้นกับน้องชายคนเล็ก เหตุใดถึงได้มีสภาพร่างกายทรุดโทรมเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน
“พวกเขายังไม่ไว้หน้าข้าเลย ทำไมข้าต้องไว้หน้าพวกเขาด้วยล่ะ ข้าเพียงต้องการไปทานอาหารที่ภัตตาคารหย่งเล่อ แต่ท่านดูสิ่งที่พวกเขาทำกับข้าสิ”
“เจ้าสารเลว!”
อาเฟยถลาเข้าไปกอดขาของคุณชายใหญ่ที่กำลังยกขึ้นแตะคุณชายของตน
“คุณชายใหญ่โปรดใจเย็นก่อน คุณชายสามเพียงไม่สบาย บ่าวว่าเรียกหมอมารักษาเถิด” อาเฟยร้องไห้ขอร้องอ้อนวอน
“คุณชายเป็นอย่างไรบ้างขอรับ” อาเป่าช่วยพยุงจิ่นหลงลุกขึ้น
“ท่านกล้าทำร้ายข้า!” นิ้วสั่น ๆ ชี้หน้าพี่ชาย ใบหน้าเต็มไปด้วยโทสะ
“ใช่! รอให้ท่านพ่อกลับมาก่อนเถิด เจ้าจะได้รู้ว่าที่ข้าทำนั้นเล็กน้อยมาก”
จิ่นหลงคอหดเมื่อพี่ชายเอ่ยถึงบิดา ปกติพี่ชายจะคอยปกป้องตน ต้องเป็นเพราะภัตตาคารหย่งเล่อแน่ ๆ ที่ทำให้ตนถูกพี่ชายโกรธ
“ซานหลาง” [1] จิ่นฮูหยินรีบวิ่งเข้ามาหาบุตรชายคนเล็กที่แทบทรงตัวไม่อยู่
“ต้าหลาง [2] เจ้าทำเกินเหตุไปหน่อยหรือไม่”
“ท่านแม่ตามใจน้องสามจนเกินเหตุ วันนี้น้องสามไปก่อเรื่องหน้าภัตตาคารหย่งเล่อ หากข้าไม่พาคนไปรับตัวกลับมา ป่านนี้คงถูกเจ้าหน้าที่จับตัวไป ท่านแม่ก็รู้ว่าโยวโจวมีกฎระเบียบเคร่งครัด หากผู้ที่ทำผิดเป็นบุตรชายของท่านเจ้าเมืองเสียเอง ท่านพ่อจะมองหน้าฉีอ๋องกับขุนนางคนอื่นได้อย่างไร”
“น้องชายเจ้าเพียงเสียสติชั่วขณะ พวกเจ้าพี่น้องอย่าได้ทะเลาะกันเลยนะ ถือว่าแม่ขอร้อง”
“พ่อบ้าน เจ้าเอาป้ายหยกไปเชิญท่านหมอมารักษาคุณชายสาม” จิ่งปู้อี้สั่งเสียงเข้ม เบือนหน้าหนีมารดาที่ยืนน้ำตาปริ่ม
“ซานหลาง เจ้าเข้าไปพักผ่อนที่เรือนก่อน พี่ใหญ่ของเจ้ากำลังให้คนไปตามท่านหมอ”
“ท่านแม่ปล่อยข้า” สะบัดมารดาที่มาเกาะกุมแขนจนเซ
จิ่งปู้อี้ถลาเข้ามารับมารดา “เจ้าสาม!” ตะคอกใส่หน้าน้องชายด้วยความโมโห
“น้องมิได้ตั้งใจ เจ้าอย่าได้โมโหไปเลย” ตบแขนบุตรชายคนโตเบา ๆ เพื่อไม่ให้บุตรทั้งสองมีเรื่องกัน
“ช่างน่ารำคาญ” เดินฟึดฟัดเข้าเรือนไปโดยไม่สนใจความรู้สึกของมารดากับพี่ชาย
“เกิดอันใดขึ้นกับบุตรชายข้ากันแน่” จิ่งฮูหยินยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตากับอาการของบุตรชายคนที่สาม
“พาท่านแม่กลับเรือนไปพักผ่อน ข้าจะจัดการเรื่องทางนี้เอง”
“ฮูหยินพวกเรากลับเรือนก่อนเถิดนะเจ้าคะ” บ่าวรับใช้ข้างกายรีบเข้ามาประคองฮูหยิน
จิ่งฮูหยินกำลังจะปฏิเสธ ต้องยอมเงียบปากเมื่อเจอสายตาบังคับของบุตรชายคนโต ยอมให้บ่าวรับใช้พากลับไปยังเรือน
จิ่งปู้อี้รู้ว่ายามนี้บิดากำลังลำบากเพราะมีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้นในเมือง เจ้าหน้าที่ของทางการพยายามปกปิดมิให้ชาวบ้านรู้ หากเขาไปช้ากว่านี้น้องชายคงถูกเจ้าหน้าที่รวบตัวไปคุมขัง
ฉีอ๋องกับจิ่งเชาเจ้าเมืองโยวโจวยืนหน้าเครียดอยู่ภายในคุกใต้ดิน เสียงอาละวาดของนักโทษดังขึ้นอยู่เรื่อย ๆ
“ท่านอ๋องขอรับ ตอนนี้มีคนอาการแบบเดียวกันยี่สิบกว่ารายแล้วขอรับ” ห่าวหรานรายงานจำนวนคนที่คลุ้มคลั่งสลับกับเซื่องซึม
“บอกให้คนของเราจับตาดูภายในเมืองให้ดี ใครมีพิรุธจับมาสอบสวนให้หมด”
ห่าวหราวรีบไปทำตามคำสั่ง
“ท่านอ๋องเชิญด้านนี้” จิ่นเชานำฉีอ๋องมายังห้องเก็บศพที่ตอนนี้มีอู่จั้ว [3] กำลังชันสูตรศพเพื่อหาสาเหตุการตาย
“เมื่อวานตอนเย็นหนึ่งศพ เช้านี้อีกหนึ่งศพ ท่านอ๋องคิดว่าเรื่องนี้มันแปลกหรือไม่”
ฉีอ๋องยืนมองร่างไร้วิญญาณที่มีลักษณะการตายคล้ายคลึงกัน
จิ่นเชานึกถึงคำให้การของครอบครัวผู้ตาย “ครอบครัวของผู้ตายบอกว่าก่อนที่จะเสียชีวิตผู้ตายอาละวาด ร้องเรียกหาใครสักคน แต่พวกเขาฟังไม่ถนัด”
“ก่อนตายพวกเขาอาละวาดเหมือนพวกที่ถูกขังอยู่ในคุกใช่หรือไม่”
“มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ขืนพวกเรายังขังพวกเขาไว้เช่นนี้โดยไม่ทราบสาเหตุ รุ่งเช้าพวกเขาอาจจะเสียชีวิตทั้งหมด” จิ่งเชาเต็มไปด้วยความกังวล
“เมื่อคืนในกองทัพก็มีทหารสองนายอาการคล้ายคลึงกัน ตอนนี้ท่านหมอกำลังดูอาการอยู่ มิรู้ว่าจะหาสาเหตุเจอหรือไม่ ใต้เท้าจิ่งให้คนไปเรียกหมอมาดูอาการพวกเขาเถิด”
จิ่นเชาหันไปบอกลูกน้องให้ไปตามหมอมาดูอาการของผู้ที่กำลังคลุ้มคลั่งอยู่ภายในห้องขัง
อู่จั้วที่กำลังชันสูตรศพขมวดคิ้วจนแทบชนกัน ก่อนจะวางอุปกรณ์แล้วเข้ามารายงานการชันสูตรศพ
“ตรงช่องปอดของผู้ตายบวมเป่ง ก่อนตายคงจะเจ็บปวดและทุรนทุรายเป็นอย่างมาก”
ฉีอ๋องอ่านผลชันสูตรที่ยังหาสาเหตุของการตายไม่พบ
“ข้าน้อยไร้ความสามารถ” อู่จั้ววัยชราโค้งกายขออภัยที่ตนหาสาเหตุการตายไม่พบ
“ท่านทำดีมากแล้ว อย่างน้อยพวกเราก็รู้ว่าก่อนที่คนพวกนี้จะตายได้รับความเจ็บปวดจากอะไรสักอย่าง” ฉีอ๋องกล่าวกับอู่จั้วเล็กน้อยก่อนจะเดินกลับไปยังห้องขัง
เสียงอาละวาดเมื่อสักครู่สงบลง ผู้ที่อยู่ในคุกต่างนั่งเหม่อลอยเหมือนร่างกายหมดเรี่ยวแรง
“เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า พอจะบอกข้าได้หรือไม่” ฉีอ๋องหยุดอยู่ตรงหน้าลูกกรง สอบถามบุรุษที่กำลังนั่งพิงลูกกรง
ความเงียบเข้ามาปกคลุม เพราะบุรุษผู้นี้ไม่ตอบคำถามทำเพียงส่งยิ้มให้ก่อนที่ใบหน้าจะแสดงอาการเหมือนได้รับความเจ็บปวด
“ปล่อยข้าออกไป ข้าจะไปหาหมอเทวดาที่ช่วยให้ข้าหายจากอาการเจ็บปวด”
“หมอมาถึงหรือยัง!” ฉีอ๋องตกใจรีบเรียกหาหมอเมื่อบุรุษผู้นี้กำลังดิ้นทุรนทุราย รีบให้คนพาเขาออกมาด้านนอก
หมอวัยชราจากโรงหมอที่มีชื่อเสียงโด่งดังของโยวโจวรีบเข้ามาตรวจอาการ
“จับเขาไว้ให้แน่น” หมอวัยชราสั่งเสียงเข้ม
“ปล่อยข้า! ข้าจะไปหาหมอเทวดา” พยายามขัดขืน มีอาการหอบราวกับว่ากำลังจะขาดใจตาย
“ท่านหมอเร่งมือหน่อยเถิด” ทหารที่ช่วยกันจับต่างเร่งให้หมอวัยชรารีบลงมือช่วยเหลือ
หมอฟางฝังเข็มให้ผู้ที่กำลังดิ้นทุรนทุรายสงบลง ทว่าฝังไปได้เพียงเล่มเดียวชายตรงหน้าก็สิ้นใจก่อนเสียแล้ว
“ท่านหมอ เขาเสียชีวิตแล้ว” ทหารนายหนึ่งสำรวจลมหายใจจึงพบว่าคนผู้นี้ไร้ลมหายใจแล้ว
หมอฟางหน้าเสีย รีบทำการช่วยฟื้นคืนชีพอย่างเร่งด่วนทว่าทำอย่างไรก็ช่วยให้ฟื้นคืนมามิได้
“มีคนมาขอพบท่านอ๋องขอรับ” เจ้าหน้าที่ของศาลาว่าการรายงาน
“ผู้ใด?”
“นางมีนามว่าจ้าวลู่ชิงขอรับ”
“อาชิง มาที่นี่เพราะเหตุใด”
“ช่วยด้วย!”
“ปล่อยข้าออกไป!”
เสียงร้องของคนอีกสองชีวิตที่อยู่ในห้องขังดังขึ้น อาการแบบเดียวกันเกิดขึ้นอีกแล้ว
ภายในคุกใต้ดินวุ่นวายขึ้นอีกครั้ง เสียงร้องขอความช่วยเหลือราวกับเสียงโหยหวนของผู้ที่ได้รับความทรมาน บางคนเหมือนกำลังจะขาดใจตาย
[1] สรรพนามเรียกบุตรชายคนที่สาม
[2] สรรพนามเรียกบุตรชายคนโต
[3] เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพในสมัยจีนโบราณ