ตอนที่ 9
“ไม่…ที่รัก คุณต้องทิ้งผมไป คุณไม่เห็นคนอื่นที่โดนกัดหรือไง ผมจะกลายเป็เหมือนพวกมันแล้วทำร้ายคุณ ผมไม่อยากให้มันเป็แบบนั้นเลย ได้โปรดทิ้งผมแล้วหนีไป” ท่ามกลางเมืองเก่าอันแสนรกร้างและเต็มไปด้วยฝูงซอมบี้ที่กำลังเดินไปเดินมายั้วเยี้ยเต็มไปหมด มนุษย์หนูชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังกุมมือกันเอาไว้อย่างแ่า ราวกับจะตัดขาดจากกันไม่ได้ เพียงแต่ภาษาที่จูนได้ยินกลับเป็แค่เสียงจี๊ดๆเท่านั้น
“พี่เคธแน่ใจนะว่าพวกเขาพูดแบบนั้น” จูนหันไปมองพี่เคธที่อยู่ข้างๆก่อนจะหันกลับไปมองคู่รักที่กำลังกุมมือกันเอาไว้แน่นอีกรอบ น่าเสียดายที่จูนฟังภาษาของพวกเขาไม่ออก แต่พี่สิ่งที่พวกเขาพูดอาจจะไม่ต่างจากที่พี่เคธพากย์เสียงเท่าไหร่ก็ได้มั้ง เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็มีคู่รักบางคู่ที่เข้ามาในเกทของจูนแล้วต้องเสียสละตัวเองเพื่อให้อีกฝ่ายรอดไปให้ได้ และจูนก็มักจะใจอ่อนกับสถานการณ์แบบนี้แล้วปล่อยให้คู่รักของเขาหรือเธอที่เสียสละเป็ผู้รอดชีวิตเสมอ
ฉึก!!
“อ๊ะ…” ท่าทางสิ่งที่พี่เคธกำลังพากย์เสียงอยู่จะผิดไปไกลโข ดูเหมือนการกุมมือกันเอาไว้ของพวกมนุษย์หนูจะไม่ใช่การกุมมือเพราะความรักเสียแล้ว เพราะอยู่ๆมนุษย์หนูตัวเมียก็เอามีดออกมาแทงไปที่แขนของมนุษย์หนูตัวผู้เหมือนกำลังพยายามจะสะบัดให้หลุดออกจากเ้าตัวผู้เลย
“จิ๊ดดดด” น่าเสียดาย การดิ้นรนของตัวเมียนั้นไม่สำเร็จ เ้าตัวผู้ที่กำลังเืขึ้นหน้าพุ่งเข้าไปกัดคอของตัวเมียก่อนที่เขาจะกลายเป็ซอมบี้ซะอีก ท่าทางรอบนี้จะไม่ใช่หนักโรแมนติกซะแล้วสิ
“องค์ราชินี เชิญขอรับ” หลังจากปาร์ตี้ของเผ่าหนูโดนเปลี่ยนเป็ซอมบี้เกือบหมด พี่นิลก็เดินกลับเข้ามาหาจูนพร้อมเืของเผ่ามนุษย์หนูที่ถูกบรรจุเอาไว้ภายในขวดแก้วใสอย่างดีราวกับเป็ไวน์รสเลิศไม่มีผิด
“ขอบคุณค่ะพี่นิล ทางนี้จบเื่แล้วพวกเราไปทำงานกันต่อเถอะ” จูนรับเืของพวกมนุษย์หนูมาดื่มก่อนจะลุกขึ้นกลับไปยังกำแพงสูงที่มีประตูขนาดใหญ่กั้นขวางระหว่างเมืองรกร้างและเมืองที่จูนบูรณะใหม่ขึ้นมาจนสวยงามแทบไม่ต่างจากโลกที่จูนจากมาเลย หากไม่นับเื่ร่างกายของคนในเมืองเป็ซากศพเน่าเปื่อยเมืองในตอนนี้ก็เป็เมืองที่งดงามมากจริงๆ แม้จูนจะใช้เวลาเกือบ 50 ปีในการสร้างเมืองนี้จนสำเร็จ แต่ก็ถือว่าเป็การลงทุนที่คุ้มค่ามาก
ติ๊ง!!
[ ทำการเปลี่ยน หน่วยสำรวจแนวหน้าของเผ่ารัตต้า เลเวล 70 เป็ซอมบี้ได้สำเร็จ ได้รับค่าประสบการณ์…. ]
น่าในิดหน่อยที่พวกหนูเลเวลสูงกว่าที่จูนคิดเอาไว้ แถมไม่ใช่แค่พวกหนูเท่านั้นเพราะ่ 10 ปีหลังมานี้พวกที่ข้ามผ่านเกทเข้ามาก็มีเลเวลเฉลี่ยสูงขึ้นเรื่อยๆ หรือว่าจะเป็เพราะเลเวลเฉลี่ยของซอมบี้ภายในเกทเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประตูมิติที่ไปโผล่อีกฝั่งหนึ่งก็เลยไม่ได้มีระดับพลังแค่แรงค์ F อีกต่อไปแล้ว…
ติ๊ง!
[ โลกหมายเลข 261513020905 เกทเมืองรกร้าง ผ่านเงื่อนไขเลเวลเฉลี่ยของเกทผู้บุกรุก ได้รับการเลื่อนระดับเป็เกทระดับ 2 ]
ท่าทางสิ่งที่จูนคิดจะถูกต้องจริงๆ ตอนนี้เกทเมืองรกร้างเต็มไปด้วยซอมบี้เลเวลสูงทั้งนั้น ใน่ 50 ปีที่ผ่านมามีศัตรูที่แข็งแกร่งโผล่ออกมาเรื่อยๆ แม้แต่ซอมบี้ที่เลเวลสูงกว่าพี่นิลก็ยังมีอยู่หลายคน หากเกทแห่งนี้จะยังถูกจัดอยู่ในระดับเกทแรงค์ F อยู่อีกก็คงแปลกเกินไปแล้ว แต่มันก็เท่ากับว่าศัตรูที่จะเชื่อมต่อกับเกทแห่งนี้ก็จะแข็งแกร่งขึ้นมากไปด้วยนะสิ
.
.
.
เพราะการแจ้งเตือนเลื่อนระดับโลกทำให้จูนเรียกประชุมวางแผนการรับมือศัตรูจากอีกฝั่งของประตูมิติอย่างจริงจัง เพียงแต่การประชุมครั้งนี้ต่างไปจากครั้งแรกที่จูนพยายามหาทางรับมือกับเผ่าอารันซามาก เพราะตอนนี้จูนมีซอมบี้มากความสามารถในมือมากมาย แถมอุปกรณ์มานาก็พัฒนามาเป็อย่างดีแล้ว อาวุธและชุดเกราะที่พวกพี่นิลสวมใส่อยู่ตอนนี้คุณภาพดีกว่าโลกเก่าของพวกเขาเสียอีก
“ทุกคนเตรียมพร้อม” ทันทีที่ประตูมิติบานใหม่ปรากฏขึ้น เหล่าสมาชิกซอมบี้ก็เข้ามาประจำตำแหน่งของตัวเองทันที ครั้งนี้ศัตรูจะไม่เหมือนเดิมแล้วแน่ๆ
วูบ…
วินาทีที่ประตูมิติเริ่มสั่นไหว สายตาของเหล่าซอมบี้ก็จับจ้องไปยังเงาร่างที่กำลังเดินออกมาจากประตูมิติอย่างตึงเครียด ทว่า…
“ชุดสูท…” จูนกะพริบตาปริบๆมองไปยังร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังเดินเข้ามาภายในเกทด้วยท่าทีงุนงง ชายหนุ่มคนนั้นมีรูปร่างหน้าตาคล้ายเผ่ามนุษย์จนจูนเกือบจะคิดว่าเขาเป็เผ่ามนุษย์ไปเสียแล้ว แต่พอเห็นปีกสองข้างที่อยู่ด้านหลังของเขาก็ทำให้จูนหันไปตรวจสอบเื่อื่นแทน และสิ่งที่สะดุดตาที่สุดก็คงเป็ชุดที่ชายหนุ่มคนนั้นสวมใส่เข้ามาภายในเกท เพราะแทนที่เขาจะสวมชุดเกราะหรือเสื้อคลุมหนังสำหรับต่อสู้แต่เขากลับสวมสูทเข้ามาเสียอย่างนั้น
“ซ่า…” ชายหนุ่มรูปงามราวกับรูปแกะสลักเดินเข้ามากลางดวงซอมบี้ที่ซ่อนตัวอยู่รอบๆก่อนจะส่งเสียงร้องเหมือนกับเสียงร้องของสัตว์ออกมาเสียอย่างนั้น แต่ทำไมเสียงร้องแบบนั้นมันดูคุ้นๆ…
“องค์ราชินี นั่นเป็ภาษาของเผ่าเราเ้าค่ะ” พี่หยกที่ประจำอยู่ข้างๆจูนรีบรายงานทันทีเมื่อได้ยินเสียงที่ชายหนุ่มคนนั้นพูดออกมา นี่พี่หยกจะบอกว่าผู้ชายคนนั้นใช้ภาษาเดียวกับเผ่าของพี่หยกอย่างนั้นเหรอ
“...” ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ท่ามกลางซากรกร้างเลิกคิ้วด้วยท่าทีประหลาดใจก่อนจะมองไปรอบๆเหมือนเขาจะรู้อยู่แล้วว่ามีเหล่าซอมบี้เผ่าต่างๆล้อมรอบตัวเขาอยู่
“X^#(#*(_#” คราวนี้เขากลับพูดภาษาอะไรบางอย่างออกมาอีกครั้ง แต่น่าเสียดายที่จูนก็ยังฟังไม่เข้าใจอยู่ดี
“VIIVVKKK” ราวกับเขาพยายามเปลี่ยนภาษาพูดไปเรื่อยๆไม่มีผิด แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแค่ไหนก็ยังไม่มีเสียงตอบรับจากอีกฝั่งสักที
“แล้วภาษานี้ล่ะ พวกคุณเข้าใจหรือเปล่า” ร่างกายของจูนสั่นสะท้านไปทั้งตัวเมื่ออยู่ๆชายหนุ่มคนนั้นก็พูดภาษาที่เธอเข้าใจออกมา เหลือเชื่อเลยนี่เขาสามารถสื่อสารกับเธอได้จริงๆเหรอ
กึก…
ทันทีที่ชายหนุ่มคนนั้นพูดภาษาไทยออกมา จูนก็สั่งให้พี่นิลเดินออกไปหาเขาทันที ไม่คิดมาก่อนเลยว่าเธอจะสามารถคุยกับคนของโลกอื่นได้แบบนี้
“ที่แท้พวกคุณก็ใช้ภาษานี้นี่เอง โลกของพวกคุณมีความหลากหลายเกินไปจนผมเลือกภาษาไม่ถูกเลย” ชายหนุ่มผู้มีเส้นผมสีเงินยวงเดินเข้าไปหาพี่นิลด้วยท่าทีสุภาพและเป็กันเองอย่างมาก ตัวเขาไม่มีท่าทีคุกคามเลยแม้แต่น้อย แต่พี่นิลที่เข้าไปยืนใกล้ๆกลับมีท่าทีระวังตัวมากกว่าปกติหลายเท่าเลย
“ก่อนอื่นก็ต้องยินดีที่ได้รู้จักครับ ผมคือตัวแทนแห่งสมาคมการค้าระหว่างมิติ เอมเมอร์รัน มีนามว่า ลูเซียส ครับ” การทักทายของลูเซียสสร้างความประหลาดใจให้จูนเป็อย่างมาก สมาคมการค้าระหว่างมิติ เนี่ยนะ นี่พวกเขาเป็พ่อค้าเหรอ ไม่คิดเลยว่าการเปิดประตูมิติไปเรื่อยๆจะทำให้เกิดเื่แบบนี้ด้วย
“เชิญทางนี้ขอรับ ท่านไปพบองค์ราชินี” แม้จะยังไม่รู้จุดประสงค์ของอีกฝ่าย แต่นี่เป็ครั้งแรกที่จูนสามารถติดต่อสื่อสารกับอีกฝ่ายทั้งๆที่ยังมีชีวิตได้ แม้จะเสี่ยงไปหน่อยที่จะพบตัวตรงๆแต่จูนก็ไม่สามารถระงับความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้ได้จริงๆ
“ยินดีที่ได้พบขอรับ องค์ราชินี” หลังจากที่พี่นิลนำทางลูเซียสมาพบกับจูนที่หอสังเกตการณ์ ลูเซียสก็กล่าวทักทายอย่างสุภาพกับจูนทันที แม้เขาจะเรียกเธอว่าองค์ราชินีตามพี่นิลก็เถอะ
“เรียกแค่จูนเฉยๆก็ได้ค่ะ…” จูนกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยท่าทีตื่นเต้น ตลอดเวลา 50 ปีที่ผ่านมา เผ่าทั้งหลายที่กลายมาเป็ซอมบี้ล้วนแล้วเป็เผ่าที่ไม่ค่อยมีความเหมือนมนุษย์เท่าไหร่ อย่างมากก็มีแค่เผ่าคนแคระที่ตัวเตี้ยกว่าเธอเสียอีก แถมพวกเขายังไว้หนวดกันเต็มหน้าจนแทบจะแยกกับเผ่าสัตว์มีขนไม่ออกด้วยซ้ำ ทำให้นี่เป็ครั้งแรกในรอบ 50 ปีเลยที่จูนได้เห็นผู้มีรูปร่างคล้ายคลึงกับเผ่ามนุษย์อย่างมาก แถมยังเป็ชายหนุ่มที่หล่อเหลาจนน่าใจหายอีกด้วย
“ได้ครับ หากคุณจูน้า” คำตอบและรอยยิ้มของลูเซียสทำให้จูนถึงกับนิ่งค้างไปหลายอึดใจ ไม่ใช่เพราะรอยยิ้มอย่างเดียวหรอกแต่เป็เพราะคำตอบของลูเซียสต่างออกไปจากเหล่าซอมบี้อย่างสิ้นเชิง ไม่รู้ทำไมนอกจากพี่ฝนแล้วก็แทบจะแงะคำว่าองค์ราชินีออกจากบทสนทนาของพวกซอมบี้ไม่ได้เลย การตอบรับธรรมดาๆของลูเซียสเลยกลายเป็สิ่งแปลกใหม่สำหรับจูนที่แทบจะไม่ได้คุยกับคนอื่นเลยตลอดเวลาที่อยู่ภายในเกท
“องค์ราชินี ให้ดิฉันเป็ผู้เจรจาเองดีหรือไม่เ้าคะ” ระหว่างจูนกำลังสับสนว่าจะตอบโต้อีกฝ่ายอย่างไรดี พี่หยกก็เข้ามาเสนอเป็ผู้เจรจากับอีกฝ่ายแทนเธอเอง แม้การตัดสินใจทั้งหมดจะเป็คำสั่งของจูนอยู่ดี แต่พี่หยกก็มีทักษะสนทนาที่ดีมาก จูนแค่ออกคำสั่งไปนิดหน่อยพี่หยกก็สามารถหว่านล้อมซอมบี้คนอื่นๆได้สบายเลย
“ค่ะ…” จูนรู้สึกหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก น่าขายหน้าจริงๆ ไม่นึกเลยว่าเธอจะกลายเป็คนบกพร่องทางการสื่อสารได้ขนาดนี้ สุดท้ายก็เลยต้องยกให้พี่หยกเป็คนรับหน้าแขกแทนจนได้
“ยินดีที่ได้พบเ้าค่ะ ดิฉันมีนามว่าหยกอดีตจอมเวทแห่งเผ่าอารันซาและเป็ข้ารับใช้ขององค์ราชินีแห่งหมู่มวลซอมบี้เ้าค่ะ” พี่หยกเดินเข้าไปแนะนำตัวกับลูเซียสด้วยท่าทีที่สง่างามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย พอเห็นแบบนี้แล้วพี่หยกเหมือนนักธุรกิจสาวที่กำลังเข้าไปคุยกับลูกค้าเลย
“ด้วยความยินดีครับ ก่อนอื่นเลยพวกเราขอแสดงความยินดีกับโลกของพวกคุณด้วยที่ได้รับการเลื่อนระดับขึ้นมาเป็เกทระดับสอง ทางสมาคมการค้าเอมเมอร์รันขอมอบสิ่งของเล็กน้อยในการเชื่อมสัมพันธ์อันดีกับพวกเราครับ” ท่าทางอีกฝ่ายจะไม่รังเกียจที่จูนให้พี่หยกเป็ตัวแทน แถมเขายังนำกล่องใบหนึ่งออกมาจากหลุมมิติสีดำอย่างหน้าตาเฉย เล่นเอาจูนที่มองอยู่ด้านหลังได้แต่มองตาปริบๆ เวทมนตร์นั่นเป็เวทมนตร์มิติที่ใช้ได้แค่จอมเวทระดับมหาปราชญ์นี่นา ถ้าจำไม่ผิดมีฮันเตอร์สายจอมเวทคนหนึ่งทางฝั่งยุโรปได้รับสกิลนี้มาตอนเขาทะลุเลเวล 150 ได้นี่นา ถ้าอย่างนั้นลูเซียสก็น่าจะเลเวลไม่ต่ำกว่า 150 แน่ๆสินะ
“นี่มัน…” กล่องสีขาวสะอาดหมดจดราวกับไม่มีสิ่งปนเปื้อนใดๆสามารถเกาะติดอยู่บนกล่องได้ถูกส่งต่อจากพี่หยกมาวางเอาไว้ตรงหน้าจูน ก่อนที่กล่องสีขาวจะเลื่อนเปิดออกด้วยตัวเองและเผยให้เห็นคริสตัลสีเขียวมรกตชิ้นหนึ่งที่ถูกบรรจุเอาไว้ภายใน
ติ๊ง!!
[ ราชินีซอมบี้ จูน ได้รับ คริสตัลปลุกความสามารถระดับสูง 1 ชิ้น ]
[ คริสตัลปลุกความสามารถระดับสูง สามารถมอบสกิลระดับสูงที่เหมาะสมกับอาชีพและค่าสเตตัสปัจจุบันของผู้ใช้งานได้ 1 สกิล ]
ของขวัญที่อยู่ตรงหน้าจูนทำเอาความรู้ที่จูนสะสมมาทั้งชีวิตแทบจะแตกสลาย สิ่งนี้มันคืออะไรกัน ในโลกเก่าของเธอรวมถึงโลกใบนี้จูนไม่เคยได้เห็นของแบบนี้มาก่อนเลย นี่มันอะไรกันแค่ใช้งานก็ได้สกิลเกี่ยวกับสายอาชีพของตัวเองมาเลยเนี่ยนะ เหลือเชื่อเลย นี่มันโกงสุดๆเลยไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวนะ การที่ลูเซียสเป็พ่อค้าแสดงว่าของแบบนี้ก็มีขายด้วยสิ แล้วมันจะขายได้กี่บาทกัน ไม่สิ ระหว่างมิตินี่เขาใช้หน่วยเงินอะไรกัน
“หวังว่าท่านจะชอบของขวัญของเรานะครับ ทางสมาคมของเรา้าจะติดต่อทำการค้ากับโลกของพวกคุณจริงๆ” ลูเซียสเห็นท่าทีตื่นใที่แทบไม่มีการปิดบังของจูนก็ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจก่อนจะหันไปคุยกับพี่หยกเื่เป้าหมายในการมาที่นี่ให้กับอีกฝ่ายฟัง
ดูเหมือนภายในระบบประตูมิติมากมายนี้จะมีโลกบางโลกที่อาศัยการเชื่อมประตูมิติเหล่านี้ทำการซื้อขายแทนที่จะเป็การบุกยึดครองตามกฎของเกทอยู่ด้วย โดยการทำงานของสมาคมการค้านั้นก็ง่ายดายมาก ทันทีที่ประตูมิติเปิดออกพวกเขาก็จะส่งตัวแทนเข้าไปเพื่อเจรจาและขอทิ้ง เครื่องนำทาง เอาไว้ภายในโลกที่ทำการซื้อขาย ด้วยเครื่องนำทางนี้พวกเขาจะสามารถเชื่อมต่อกลับมายังโลกที่ติดตั้งเครื่องนำทางได้ปีละครั้ง โดยสมาคมจะขอแลกเปลี่ยนทรัพยากรของโลกใบนั้นๆกับทรัพยากรที่โลกนั้น้า ไม่ว่าของชิ้นนั้นจะเป็อะไรก็ตาม
“เดี๋ยวนะคะ คุณบอกว่าพวกคุณสามารถล็อกเส้นทางการเชื่อมต่อได้งั้นเหรอ พวกคุณ… พวกคุณเชื่อมต่อไปที่โลกได้หรือเปล่า” ทันทีที่จูนได้ยินเื่เครื่องนำทาง อยู่ๆความหวังที่เกือบจะเหือดแห้งไปแล้วของจูนก็กลับมาลุกโชนอีกครั้ง ถึงเวลาจะผ่านมาขนาดนี้แล้วก็เถอะ แต่จูนก็ยังอยากจะกลับไปยังโลกของเธออยู่ดี
“โลก…ผมคงต้องขอรายละเอียดมากกว่านั้นสักหน่อย สมาคมการค้าของเราเชื่อมต่อกับโลกมากมายนับไม่ถ้วน บางทีโลกที่คุณพูดถึงอาจจะเป็หนึ่งในลูกค้าของเราก็ได้” คำตอบของลูเซียสทำให้ดวงตาของจูนสั่นระริกไปด้วยความหวัง แผนการของเธอมันมีโอกาสน้อยมากจนแทบจะถอดใจอยู่แล้ว ไม่นึกเลยว่าจะมีวิธีการเชื่อมต่อแบบนี้ด้วย
“น่าเสียดายนะครับ จากที่ท่านเล่ามาโลกใบนั้นน่าจะยังเป็โลกระดับหนึ่งอยู่ ทางสมาคมเป็อยู่ในระดับห้าแล้วไม่สามารถเชื่อมต่อกับโลกระดับหนึ่งได้ครับ” คำตอบต่อมาของลูเซียสหลังจากจูนเล่าถึงรายละเอียดของโลกที่เธอจากมาให้ฟังทำให้ความหวังของจูนดับวูบไปทันที แต่อย่างน้อยลูเซียสก็ยืนยันว่าโลกของจูนที่เพิ่งจะเป็โลกระดับ 2 ยังสามารถเชื่อมต่อกับโลกระดับ 1 ได้อยู่ นั่นหมายความว่าแผนเดิมของจูนก็ยังมีโอกาสอยู่นั่นเอง
“ผมจะไม่ตัดความหวังของท่านนะครับ แต่แผนของท่านยังมีจุดอ่อนอยู่เล็กน้อย” หลังจากเล่าสถานการณ์ของจูนให้ลูเซียสฟังไประดับหนึ่ง อยู่ๆลูเซียสก็สะดุดเข้ากับแผนการของจูนขึ้นมาเสียได้
“การที่ท่านจะเปิดประตูมิติไปเรื่อยๆจนกว่าจะพบโลกใบเดิมของท่านถือเป็ทางรอดที่เป็ไปได้ครับ แต่ท่านจะทำอย่างไรหากปาร์ตี้แรกของโลกใบนั้นผ่านประตูมิติเข้ามา” จูนได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ถ้าเธอสามารถเชื่อมต่อกับโลกใบเดิมได้ พวกเขาก็ต้องส่งปาร์ตี้แรกเข้ามาแน่ๆ และการขอความช่วยเหลือตามแผนเดิมของจูนก็ต้องส่งข้อความผ่านปาร์ตี้นั้นกลับไปบอกคนในโลกของเธอ แต่… เกทของจูนเป็เรดเกท การจะปล่อยให้พวกเขากลับไปมีแต่ต้องเคลียร์เงื่อนไขให้ผ่านเท่านั้น แบบนั้นก็หมายความว่าจูนสามารถส่งคำขอความช่วยเหลือไปได้แต่เกทที่เชื่อมระหว่างโลกใบนี้กับโลกใบนั้นก็ต้องปิดตัวลงด้วย แบบนั้นจูนต้องสุ่มเชื่อมต่อกี่ครั้งกันถึงจะสามารถทำความเข้าใจกับคนอีกฝั่งได้
“เป็ทางเลือกที่น่าหนักใจจริงๆครับ และทางสมาคมการค้าเอมเมอร์รันของเราก็ไม่อาจทนได้เมื่อเห็นความเศร้าเสียใจของลูกค้าครับ หากท่านตกลงจะทำการค้ากับเราทางสมาคมสามารถจัดหาสินค้าที่ช่วยเหลือท่านได้อย่างแน่นอนครับ” รอยยิ้มอันเหนือชั้นของลูเซียสทำเอาจูนรู้สึกเหมือนกำลังตกลงไปในกับดักไม่มีผิด แต่วินาทีที่ลูเซียสวาดมือไปข้างหน้าพร้อมเปิดสิ่งที่เรียกว่า ตารางสินค้า ออกมาให้เห็นจูนก็ไม่สามารถปฏิเสธการซื้อขายและต้องจำใจกลายเป็เหยื่อการตลาดแต่โดยดี ไม่นึกเลยว่าแม้แต่เครื่องนำทางสมาคมก็ยังขายให้ได้ แถมสินค้ามากมายที่ลูเซียสแสดงออกมาก็ยังทำเอาจูนแทบน้ำลายหก นี่มัน…ช่างน่าเจ็บใจจริงๆ